ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตเปรียบเหมือนปัจจัยที่ 7 รองจากไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่าไม่มีอินเตอร์เน็ตก้อทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว หากเรามามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาอินเตอร์เน็ตในช่วงแรกๆ แทบจะไม่มีอะไรนอกจากบริการ WWW หรือเว็บไซต์เท่านั้นเอง ผ่านมาไม่กี่ปีเราก้อได้เล่น MSN, Camfrog, Hi5, ดูหนัง ฟังเพลง บนเว็บ กันแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีมันไปเร็วมากขนาดไหน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนเป็นดาบสองคม เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตหาประโยชน์ หาความรู้ หาเงิน ให้เราได้ และยังใช้อินเตอร์เน็ตทำลายผู้อื่นได้เช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบได้เร็วและฉับไวกว่าการกระทำความผิดในรูปแบบอื่นๆ มาลองดูตัวอย่างเหตุการณ์เหล่านี้กัน

– ส่งไวรัสเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ หรือรบกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่น
– เจาะระบบคอมพิวเตอร์ ก่อกวนการทำงาน หรือโจรกรรมข้อมูลของบุคคล หน่วยงาน นำออกไปสร้างความเสียหาย
– การใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อภาพดารา แล้วเอาไปโพสตามเว็บบอร์ดต่างๆ จนทำให้เสียชื่อเสียง
– การกล่าวหา หมิ่นประมาทคนที่เกลียด หรือต้องการจะทำลายชื่อเสียงบนเว็บไซต์
– การหลอกลวงเพื่อขายบริการ เล่นการพนัน แชร์ลูกโซ่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
– การถูกล่อลวงจากเพื่อนแปลกหน้าจากโปรแกรม MSN, Camfrog นำไปสู่คดีข่มขืน การลักทรัพย์ เป็นต้น

จากตัวอย่างข้างต้น อาจเกิดจากความไม่รู้ เกิดจากความคึกคะนอง นึกว่าสนุกสนานโดยไม่รู้ตัวว่าเข้าข่ายเป็น "อาชญากรทางคอมพิวเตอร์" ไปซะแล้ว ซึ่งการกระทำผิดข้างต้น หากต้องการหาตัวผู้กระทำผิดก้อยากพอแล้ว เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น Hacker ไปเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล เป็นต้น แต่เมื่อจับตัวผู้กระทำผิดได้ก้อไม่สามารถใช้บทลงโทษที่เหมาะสมได้ เนื่องจากไม่มีกฏหมายรองรับและครบคลุมการกระทำผิดเหล่านี้ บทลงโทษทำได้เพียงใช้กฏหมายที่เข้าข่ายมาใช้ลงโทษได้เท่านั้น เช่น กฏหมายลักทรัพย์ เป็นต้น จึงเป็นเหตุผลทำให้เกิด พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศใช้งานไปเมื่อปีที่แล้ว เพื่อค้มครองสิทธิ และความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เอาล่ะคิดว่าน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องมีกฏหมายคอมพิวเตอร์ มาดูกันอีกว่าอะไรล่ะที่เรียกว่า "กระทำผิด"

ผมยังจำได้ตอนที่กฏหมายออกใหม่ๆ เรียกว่ามีกระแสต่อต้านและกระแสกลัวอินเตอร์เน็ตประมาณว่าไม่กล้าเข้าเว็บไม่กล้าเปิดเมล์หรือแม้กระทั่งไม่ใช้มันแล้วอินเตอร์เน็ต! อันนี้เรียกว่ากลัวจนขึ้นสมอง อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปไหนมาลองดูกันซิว่าการกระทำผิดแบบไหน ที่เข้าข่ายเป็น "อาชญากรทางคอมพิวเตอร์" มาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ

ชอบเจาะระบบชาวบ้าน Hack Hack Hack
อยากรู้อยากเห็นเข้าข่ายกฏหมายมาตรา 5-9 ว่าด้วยการเข้าถึง ล่วงรู้ หรือดักข้อมูลของผู้อื่นและนำไปเปิดเผยโดยมิชอบ แบ่งบทลงโทษสำหรับการทำตัวเป็น Hacker ได้ดังนี้

1. เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ขโมยข้อมูลรหัสผ่านของคนอื่น เข้าไปบุกรุกระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่เข้าของไม่รู้เรื่อง ติดคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. นำข้อมูลหรือรหัสผ่านไปบอกให้คนอื่นๆ รู้ เพื่อให้คนๆ นั้นเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์และสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ลับลอบเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์เปิดไฟล์งานที่สำคับเป็นควาลับของคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต มีโทศจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลที่ใช้ส่งถึงกันทางอินเตอร์เน็ต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5. ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลของคนอื่นที่เราแอบเข้าไปในระบบได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชอบแกล้งคนอื่น ชอบสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น
มาตรากฏหมายที่ 10-13 ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับการรบกวนระบบคอมพิวเตอร์และจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อใช้ในการกระทำความผิด
หลายๆ คนอาจชอบรับไฟล์ vdoclip.3gp(.exe) หรือไฟล์ประหลาดๆ ที่ส่งมาทางเมล์ หรือ MSN ปรากฏว่าไฟล์ที่ส่งไหงกลายเป็น Virus ไปได้ แถมส่ง SPAM มาให้อีกโขยง นอกจากน่ารำคาญแล้วยังโดนไวรัสอีกก้อทำให้เสียอารมณ์ได้อีกต่างหาก เอาเป็นว่าเราสามารถจัดการกับ SPAMER มือบอน ได้เช่นกัน แบ่งบทลงโทษ ดังนี้

1. ส่งไวรัสไปกับอีเมล์ หรือข้อความ จำนวนมากให้กับผู้อื่นเพื่อทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเขาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ส่ง SPAM Mail หรือจดหมายบุกรุกไม่ระบุแหล่งที่มา เป็นจำนวนมาก สร้างความรำคาญและรบกวนการใช้คอมพิวเตอร์ของคนอื่น ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
3. หากทำทั้งหมด 2 ข้อแล้วก่อให้เกิดควาเสียหายต่อผู้อื่น ความมั่นคงของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และบริการสาธารณะ โทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปีและปรับตั้งแต่ 60,000 – 300,000 บาท
4. ใครผลิต จำหน่ายซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมใดๆ ก้อตามให้กับคนที่นำไปใช้ก่อกวนการทำงานหรือสร้างความเสียหายให้กับคนอื่น เช่น ส่งไวรัส, ส่ง SPAM, หรือโปรแกรมดักขัอมูลคนอื่น จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

คิดให้ดีก่อน Forward Mail
ตามมาตรากฏหมายที่ 14 ว่าด้วยการปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
ถ้าใครชอบ Forward Mail คงจะได้อ่านอะไรที่เป็นสาระ และหาสาระไม่ได้ หรือเมล์ที่ forward พร้อมแนบไฟล์ clip video บรือๆ หรือภาพ บรือๆ แล้วทิ้งท้ายประมาณว่าถ้าไม่ส่งต่อจะโดนแฟนทิ้ง อกหักเป็นร้อยชาติ ขึ้นคานตลอดชีวิต จากพระอาจารย์ บลา บลา ฯลฯ อ่ะนะ ถ้านึกสนุกก้อส่งต่อกันไป หรือบ้าจี้ตามคำทิ้งท้ายกลัวขึ้นคาน อกหัก ฯลฯ ก้อขอให้ดูสักนิดก่อนส่งไปให้คนอื่นว่า จดหมายหรือข้อความที่จะส่งต่อออกไปเข้าข่ายดังต่อไปนี้หรือเปล่า

1. ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
2. สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั่วไป
3. ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือการก่อการร้าย
4. มีลักษณะลามกอนาจาร

หากมีลักษณะเข้าข่ายที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยัง forward ให้คนอื่นหรือนำไปแผยแพร่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าของเว็บไซต์ เว็บบอร์ด ผู้ให้บริการบล็อก ก้อมีสิทธิ์โดน
ตามมาตรากฏหมายที่ 15 ว่าด้วยการรับผิดชอบของผู้ให้บริการ
หาคุณปล่อยให้มีการเผยแพร่ภาพตัดต่อ หรือข้อความที่จะสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ตัวเอง ก้อจะมีความผิดตามผู้ใช้บริการไปด้วย หากพบว่ามีการทำผิดดังกล่าวก้อควรตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันตัวเองไว้ดีกว่า

โป๊ เปลือย ตัดต่อภาพลับบรือๆ ใครเก็บ ก้อโดนเหมือนกัน
ตามมาตรากฏหมายที่ 16 ว่าด้วยการเผยแพร่ภาพจากการตัดต่อ หรือดัดแปลงให้ผู้อื่นถูกดูหมิ่นอับอาย
ใครบ้างที่ไม่ชอบเรื่องลับ เฉพาะของเหล่าดาราหรือบุคคลอื่นๆ ที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม อาจเป็นภาพตัดต่อ จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง อยู่ในบนอินเตอร์เน็ต เราเป็นคนทั่วไปก้อได้แต่ดาวน์โหลดแล้วมาเมาท์กันซะมากกว่า แต่คนที่ได้รับผลกระทบซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ใครที่ตกเป็นเหยื่อสามารถแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ทำการตัดต่อ เผยแพร่ และใครก้อตามที่เก็บไว้เป็นการส่วนตัว ก้อต้องโดนคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อยู่ต่างประเทศก้ออาจโดนด้วย
ตามมาตรากฏหมายที่ 17 ว่าด้วยการกระทำผิดนอกราชอาณาจักรซึ่งต้องได้รับโทษในราชอาณาจักร
หลายๆ คนยังกังขาว่าหากผู้กระทำความผิดอยู่ต่างประเทศตำรวจก้อไม่สามารถจับตัวมาลงโทษได้ แต่กฏหมายนี้มาปิดช่องว่างเหล่านี้ที่เกิดขึ้นเพราะเมื่อมีการกระทำผิดนอกประเทศ หรือมีใครก้อตามเอาภาพตัดต่อของคาราไทยไปติดไว้ตามสถานบันเทิงที่อยู่ในต่างประเทศ เราก้อสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้

เอาล่ะเมื่อรู้ว่าทำอย่างไรถึงเรียกว่า "กระทำความผิด" ก้อน่าจะเบาใจลงได้และไม่เผลอซุกซนทำผิดกฏหมายไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งผลลัพท์ที่ตามมานากจากจะทำให้ผู้อื่นเสียหายแล้วตัวคุณเองอาจไปนอนคุกได้โดยไม่รู้ตัว เอาล่ะยกตัวอย่างมาประกอบกฏหมายกันเยอะแล้วมาดูอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์กันบ้างว่ามีอะไรบ้าง

ติดตามตอนต่อไป…

Comments are closed.