หลังจากที่คิวบาเริ่มต้นประกาศใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในหน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษามาเป็นเวลากว่า 3 ปี มาถึงวันนี้คิวบาพร้อมแล้วสำหรับการใช้งานขั้นต่อไปหรือที่เรียกว่า "เต็มรูปแบบ" อีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าใครที่เอาจริงเอาจังก็ต้องประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ทางการคิวบาเริ่มมีแนวคิดเรื่องการลดจำนวนซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ บราวเซอร์ โปรแกรมสำหรับใช้ในสำนักงาน โปรแกรมทางด้านกราฟิก และอื่นๆ ซึ่งคำตอบสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการเลือกใช้ "โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์" เพราะไม่ว่าจะบวกลบคูณหารแบบไหนก็ตามก็มีอยู่ทางเลือกเดียว (จะให้ยอมเสียเงินซื้อทุกตัวก็คงไม่ไหว) บวกกับความเข้าอกเข้าใจของทางการที่ไม่ได้ใช้อำนาจในการสั่งให้เปลี่ยนแปลงในช่วงข้ามคืน แต่กลับใช้วิธีแบบค่อยๆ เป็นไป โดยเริ่มจากการใช้ Firefox แทน IE ไปก่อน จากนั้นจึงเริ่มต้นให้ทำการใช้ OpenOffice แทนไมโครซอฟท์ออฟฟิศ แน่นอนว่าจะต้องมีการลงทุนเรื่องการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นมาอย่างแน่นอน ซึ่งงานนี้ทางการคิวบาถือว่าสอบผ่าน

ต่อมาเมื่อเริ่มมีการใช้งาน OpenOffice ก็ต้องมากำหนดนโยบายเรื่องของการส่งรูปแบบของเอกสารไปมาระหว่างหน่วยงาน โดยทำการเริ่มจากกำหนดให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานด้านการศึกษาให้ทำการรับและส่งด้วยรูปแบบไฟล์ของ OpenOffice ซึ่งช่วงแรกก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหาอยู่ไม่น้อยแต่นานวันเข้าทุกอย่างก็ดูเหมือนจะลงตัว

และระหว่างที่กำลังส่งเสริมให้ใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์อยู่นั้น ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านเน็ตเวิร์คและอินเทอร์เน็ตก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนมาใช้ลีนุกซ์ จนทุกวันนี้ระบบทั้งหมดสามารถทำงานด้วยลีนุกซ์ได้อย่างสบาย และเมื่อถึงเวลาของการเปลี่ยนเครื่องลูกข่ายมาเป็นลีนุกซ์ก็สามารถทำได้โดยง่าย เพราะบรรดาซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่ก็ได้มีการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้วทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่าคิวบาไม่ได้ใช้เรื่องของรูปแบบการปกครองมาผลักดันโอเพนซอร์สแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมีความเข้าใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ดีกว่าประเทศเสรีหลายประเทศ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความเข้าใจและตั้งใจจริงต่างหากที่จะทำให้การผลักดันการใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ประสบความสำเร็จ

Comments are closed.