ในการทำงานร่วมกันนั้นมีโค้ดที่ทำจากหลายๆ คนสร้างขึ้นมาและนำมารวมกัน แต่ปัญหามักจะเกิดขึ้นคือ

  • รวมโค้ดเข้าด้วยกันได้ยากและใช้เวลานานขึ้นเมื่อทิ้งไว้โค้ดที่เราทำไว้นาน
  • ทำให้การทำงานของซอฟต์แวร์ผิดเพี้ยนไปหรือที่เรียกว่า “บั๊ก” อันเนื่องมาจากการรวมโค้ด
  • เมื่อเกิดบั๊กทำให้สูญเสียเวลาในการแก้ไขและ debug นาน
  • สูญเสียเวลาทั้งที่ควรเอาไปพัฒนาฟีเจอร์ของซอฟต์แวร์

เมื่อมีปัญหาเช่นนั้นจึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “Continuous Integration” ขึ้นมาโดย

  • รวมโค้ดเข้าด้วยกันบ่อยๆ ยิ่งบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี (ทุก commit ของโค้ดที่เราสร้าง)
  • มีชุดทดสอบเพื่อสามารถทดสอบย้อนหลังได้รวดเร็ว เพื่อตรวจหาปัญหาอันเนื่องมาจากการรวมโค้ดเข้าได้กัน
  • โดยแนวคิดนี้เราสามารถนำไปใช้งานได้ง่ายๆ โดยผู้พัฒนา check-in โค้ดมาทำการทดสอบอย่างต่อเนื่อง บ่อยๆ ทุกคน และดูว่ามีปัญหามั้ยอย่างไรไงล่ะ

แต่ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อทีม และโค้ดของเราใหญ่ขึ้นการจะมาทำแบบนั้นคงเป็นไปได้ลำบาก คำถามคือมีเครื่องมืออะไรที่มาช่วยเราได้บ้างหรือไม่? คำตอบคือ “นำเครื่องมือมาใช้งานซะสิ” ซึ่งเราจะนำเครื่องมือที่มีชื่อว่า “Jenkins” มาติดตั้งและใช้งานกัน

ขั้นตอนแรกให้เราดาวน์โหลดตัวไฟล์จาก https://jenkins-ci.org/ โดยเลือกที่ “Latest and greatest” ด้านขวา

จากนั้นให้ทำการสตาร์ท Jenkins โดยใช้คำสั่ง

$ java -jar jenkins.war

หลังจากทำการสตาร์ทขึ้นมาแล้วให้เปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมา​ (ในที่นี้ใช้ Google Chrome) และเข้าที่ url http://localhost:8080 จะเห็นหน้าจอดังรูป

ทีนี้เราจะมาทดลองสร้าง jobs ใน Jenkins โดยขั้นตอนแรกเลือก “New Item” จากนั้นให้ใส่ชื่อและเลือก “Freestyle project” และกด OK จะเห็นหน้าจอดังรูป

จากนั้นเราจะทำการเพิ่ม build step โดยไปที่หัวข้อ Build กดที่ Add build step จากนั้นเลือก “Execute shell” โดยเราจะทำการใส่คำสั่งง่ายๆ โดยสั่ง echo “hello world” เข้าไปดังรูป

จากนั้นกด “Save” และทำการสั่ง “Build now” ให้สั่งเกตที่ Build History ด้านซ้ายขึ้น #1 ให้กดเข้าไปและเลือก “Console output” จะเห็นผลการทำงานดังรูป ถือว่าการทำงานเบื้องต้นใช้งานได้เรียบนร้อย

Comments are closed.