เกือบครึ่งหนึ่งของนักพัฒนาที่กำลังทำโปรเจ็กทางด้านโอเพ่นซอร์สนั้น ต่างก็ต้องการให้แอพพลิเคชันของตนเองมีความสามารถในการทำงานเป็นเว็บเซอร์วิสด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการที่ใช้กันอยู่เป็นส่วนใหญ่เห็นจะหนีไม่พ้นการหันมาใช้บริการจากผู้ให้บริการ cloud โดยจากข้อมูลการสำรวจของ Evans Data พบว่ามีนักพัฒนาถึงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังเดินในเส้นทางนี้อยู่ โดยถ้าแบ่งออกเป็นกลุ่มแล้วพบว่า มีถึงกว่า 29 เปอร์เซ็นต์ที่วางแผนจะใช้เอนจิ้น Google App Engine ส่วนอีกประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์นั้นเลือกที่จะไปใช้บริการของ Amazon ส่วนที่เหลือนั้นเลือกใช้บริการ Cloud จากผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น IBM, Microsoft รวมไปถึง Salesforce และผู้ผลิตรายอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

สาเหตุหลักข้อหนึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากพลังงานที่ต้องการ พนักงานที่ต้องเพิ่มขึ้น รวมถึงทรัพยากรจากศูนย์ข้อมูล รวมไปถึงการสร้างธุรกิจใหม่ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นปัญหาให้กับองค์กรทั้งสิ้น การขยับเอาทั้งโครงสร้างพื้นฐานและแอพพลิเคชันของบริษัทไปใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่น ๆ จึงดูเป็นทางออกที่ดีกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า โดยบริษัทส่วนใหญ่ถึงขนาดนำเอาโมเดลนี้ไปใช้ไม่เพียงแค่เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเพิ่มความสามารถในการคำนวณที่สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

สำหรับในแชนแนลอื่น ๆ นั้นพบว่าแอพพลิเคชันโอเพ่นซอร์สกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ยังมีการกระจายผ่านทางช่องทางของ OSS มากกว่าช่องทางอื่น ๆ ซึ่งถ้าหากมีการกระจายแอพพลิเคชันผ่านทางร้านค้าแอพพลิเคชันโมบายนั้นก็อาจจะเป็นอีกช่องทางที่สร้างรายได้ได้เช่นกัน

จากข้อมูลการสำรวจพบว่ามีนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สมากกว่า 360 รายที่เกิดใหม่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2008 และพบว่ากว่า 52 เปอร์เซ็นต์ใช้ลีนุกซ์ทำงานบนเวอร์ชวลแมชีน และแน่นอนว่า MySQL ก็ยังคงเป็นฐานข้อมูลยอมนิยมสำหรับโอเพ่นซอร์สเช่นเดิม เพราะเกินครึ่งเลือกที่จะใช้ในการขับเคลื่อนโปรเจ็กของตนเอง

นอกจากนั้นก็พบว่า กว่าสองในสามใช้ฐานข้อมูลแบบ SQL ทั้งที่เป็นโอเพ่นซอร์สและคอมเมอร์เชียล จะมีก็เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ใช้ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลแบบ non-SQL โดยมีถึงหนึ่งในห้าที่ใช้ภาษาโปรแกรมมิ่ง Flex ในการจัดการ

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552

Comments are closed.