แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์ส น้อยคนคงไม่มีใครไม่รู้จัก “มายเอสคิวแอล” แม้วันนี้บริษัทซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่แห่งนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ กลายเป็นบริษัทใต้ร่มเงาใหญ่ของ “ซัน” แต่ทว่าความเป็นโอเพ่นซอร์สยังคงเดิม..และมีทีท่าว่าจะเข้มข้นกว่าเดิมเสีย ด้วย

     หลังการประกาศเข้าควบกิจการ “มายเอสคิวแอล” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ของซันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์สหลายรายเริ่มหวั่นวิตกถึงสถานภาพของผู้พัฒนา ระบบจัดการฐานข้อมูลแบบเปิดยักษ์ใหญ่รายนี้ว่า จะยังเป็นโอเพ่นซอร์สครองใจนักพัฒนาในแวดวงไอทีต่อไปอีกหรือไม่ เมื่อธุรกิจยังต้องเดินไปพร้อมการเติบโตของยอดขาย และผลประกอบการ

มายเอสคิวแอล”โกออน”

      หาก “เดวิด แอ็กมาร์ค” ผู้ร่วมก่อตั้งมายเอสคิวแอล ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า แม้จะกลายเป็นบริษัทลูกในเครือของซัน ไมโครซิสเต็มส์ แต่ “มายเอสคิวแอล” ก็ยังคงเป็น “มายเอสคิวแอล” ที่โดดเด่นในเรื่องของระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยซอฟต์แวร์อิสระ และที่สำคัญยังมี “ตัวเขาเอง” ที่ยังคอยดูแลบริษัทที่เขาร่วมสร้างมากับมือ

     ”ผมเริ่มต้นมายเอสคิวแอลกับเพื่อนอีกคนสมัย เรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ต้องบอกว่ายังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการไอที เราเริ่มต้นด้วยการตั้งเป็นโปรเจคมายเอสคิวแอล เริ่มเขียนดาต้าเบส โค้ดปี 1982 (2525) พัฒนาเรื่อยๆ มาจนได้มายเอสคิวแอล โค้ด ปี 1995 (2538) แล้วเซ็ตอัพเป็นบริษัท เริ่มมีการลงทุน และมีซีอีโอบริหารอย่างจริงจังเมื่อราวปี 2001 (2544) กระทั่งซันเข้ามาซื้อกิจการเมื่อต้นปีนี้” แอ็กมาร์ค เล่า

     เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาต่อคำถาม “ทำไมต้องเป็นซัน” ว่า ก็เป็นธรรมดาของโลกธุรกิจที่ใครที่ความสามารถจ่ายได้ดีกว่า ก็น่าจะเลือกคนนั้น ซึ่งหมายถึงความมั่นคง และศักยภาพในการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต

     อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันว่า แม้จะเป็นบริษัทในเครือของซัน แต่บริษัทก็ยังจะคงใช้แบรนด์ “มายเอสคิวแอล” ต่อไป ลักษณะเป็นโคแบรนดิ้งระหว่างซัน และมายเอสคิวแอล

     พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบรับกับผู้ ใช้ในกลุ่มที่นิยมโอเพ่นซอร์ส ซึ่งจากสถิติการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ไปใช้ขององค์กรต่างๆ ทั่วโลกยังคงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีสถิติอยู่ที่ 5 หมื่น – 7.5 หมื่นดาวน์โหลดต่อวัน รวมถึงองค์กรในไทย ซึ่งล่าสุดก็มีสถิติการดาวน์โหลดที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้

โลกอิสระของโอเพ่นซอร์ส

      แอ็กมาร์ค บอกว่า เหตุผลที่ทำให้โอเพ่นซอร์ส ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และทำให้เขายังหลงใหลอยู่ในโลกของโอเพ่นซอร์สก็คือ “ความอิสระ” และ “ไม่ยึดติดกับอะไร” ทำให้ซอฟต์แวร์สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเขายกตัวอย่างว่า ซอฟต์แวร์พาณิชย์ (Propitary Software) ที่แม้จะมีข้อดีในการใช้งานมาก โดยเฉพาะความสะดวกสบาย และง่ายต่อการใช้งาน

     แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดนับไม่ ถ้วน ตั้งแต่การใช้งานกับแพลตฟอร์มเฉพาะค่ายใดค่ายหนึ่ง และยังเป็นซอฟต์แวร์ปิดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของพนักงานเจ้าของ ซอฟต์แวร์นั้นๆ และที่สำคัญยังต้องใช้เงินลงทุนสูง

     อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่า การใช้โอเพ่นซอร์สก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีทั้งหมด เพราะประเด็นเรื่องของความปลอดภัย ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรยังไม่ตัดสินใจเทใจให้โอเพ่นซอร์ส หากข้อดีอีกข้อก็คือ แม้ว่าโอเพ่นซอร์ส จะมี “ปมด้อย” เรื่องของความปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็มี “ปมเด่น” ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเห็นโค้ดของโอเพ่นซอร์สได้ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่นักพัฒนาทุกรายจะเข้ามาช่วยอุดช่องว่างให้กับ โปรแกรมเปิดต่างๆ ได้

ขอโตอย่างโลมา

      เมื่อถูกถามถึงโลโก้ “โลมา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงการเติบโตควบคู่กับมายเอสคิวแอลมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็น “ฉลาม” ซึ่งนับว่าหนึ่งในจ้าวมหาสมุทรที่ปลาเล็ก-ใหญ่ พันธุ์อื่นยังต้องหลีกทางให้

      แอ็กมาร์ค บอกว่า โลมาเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความรื่นเริง และเป็นมิตรกับท้องทะเล ซึ่งสื่อให้เห็นว่า มายเอสคิวแอลไม่ได้เป็นบริษัทที่มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เป็นหลัก เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่เปิดทุกอย่างให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีๆ พร้อมกับนำเสนอทางเลือกหากลูกค้าต้องการสิ่งที่ดีกว่าก็มีซอฟต์แวร์ในรูปแบบ เชิงพาณิชย์เป็นตัวเลือกในการใช้บริการเช่นกัน ซึ่งจุดสนใจที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ Total Cost of Ownership ของการใช้ฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล ที่ลดลงได้มากถึง 90%

      นอกจากนี้การรวมตัวระหว่าง “มายเอสคิวแอล” กับ “ซัน” ยังทำให้ตลาดของทั้งคู่ขยายตัวได้มากขึ้น และช่วยผลักดันการเติบโตให้ตลาดฐานข้อมูลโดยรวม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 15 พันล้านดอลลาร์

      ทั้งยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่รองรับความต้องการใช้งานกับตัวซอฟต์แวร์ได้มากยิ่งขึ้น โดยเขาตั้งความหวังว่า มายเอสคิวแอล จะมีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตให้ซันเชิงของลูกค้าใหม่ๆ เนื่องจากก่อนหน้าการควบรวมกิจการ แม้ทั้งคู่จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นระบบเปิดเป็นหลัก แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

     เขาย้ำว่า ก้าวต่อไปของมายเอสคิวแอลต่อจากนี้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้โอเพ่นซอร์ส และรองรับแนวโน้มของกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเว็บ 2.0 และกลุ่มโซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้ง เช่น ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ค รวมถึงบริการต่างๆ บนเว็บ ซึ่งผู้ให้บริการระดับโลกหลายราย วางใจที่จะใช้บริการฐานข้อมูลระบบเปิดของมายเอสคิวแอล

     ”ความท้าทายที่สุดของผมในตอนนี้คือ จะดูแลบริหารบริษัทอย่างไร ให้บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 400 คน ยังก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมว่ามันค่อนข้างใหญ่ทีเดียว เพราะนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องคิดถึงเรื่องกฎระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเราจะต้องทำให้ดีที่สุด” แอ็กมาร์ค ทิ้งท้าย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

Comments are closed.