งานโอเพนซอร์สเวิร์ลฟอรัมที่ปารีส Matthew Aslett เป็นผู้บรรยายสถานการณ์ของ FOSS ในปี 2009 ได้เขียนบทความสรุปใจความสำคัญลงในบล็อกที่ 451 CAOS Theory เรื่อง FOSS: War is over (if you want it)  ซึ่ง Matt เองได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการหันมาใช้งาน FOSS เพิ่มมากขั้นทั่วโลก หลายบริษัทอย่าง Microsoft, IBM, SAP ต่างก็หาจุดยืนและเดินร่วม FOSS เพื่อความอยู่รอดในอนาคต บริษัทซอฟต์แวร์ต่างพยายามพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นโอเพนซอร์สมากขึ้น ใช้สัญญาอนุญาติที่ได้รับการรับรอง OSI หรือสร้างสัญญาอนุญาติให้เอื้อต่อกลยุทธทางการตลาดในแนวทางขอว FOSS ทุกอย่างเปลี่ยนไป หากจะบอกว่า FOSS ชนะคงจะไม่ใช่ หากแต่เป็นการปรับตัวของธุรกิจและกลยุทธทางการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสียมากกว่า

สำหรับ Matt ได้ทิ้งท้ายลงในบทความในเรื่องข้อสังเกตของ Andrew Oliver ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "สงครามเป็นเพียงการรักษาความแตกต่างระหว่าง open source และ proprietary เท่านั้น" เมื่อต้นปี 2009 เราเห็นสัญญาจากความต้องการการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างมาก แต่ความต้องการเหล่านี้เกิดขึ้นกับสัญญาอนุญาติแบบโอเพนซอร์สเช่นกัน ซึ่งสัญญาอนุญาติที่ได้รับการรับรองจาก OSI ถูกปรับแต่งให้เข้ากับโมเดลการพัฒนาซอฟต์แวร์ โมเดลธุรกิจ ตลอดจนสัญญาอนุญาติการใช้งานของผู้ใช้ โครงการซอฟต์แวร์อาจใช้สัญญาอนุญาติที่ผ่านการรับรองของ OSI แต่ 98% ของโครงการมีนักพัฒนาเป็นคนในองค์การนั้นเอง นี่จึงเป็นคำถามที่ว่า ซอฟต์แวร์นั้นเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจริงหรือเปล่า หากผู้ใช้ต้องการสัญญาอนุญาติแบบ proprietary ที่มีคุณสมบัติและฟังก์ชันของซอฟต์แวร์ที่มากกว่า ก็จะเป็นคำถามเช่นกันว่าซอฟต์แวร์ทั้งหมดนั้นเป็นยังจะเป็นซอฟร์แวร์โอเพนซอร์สอยู่มั๊ย กรณีนี้เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็น mixed model ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น proprietary แต่พัฒนาโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่การแก้ปัญหาแบบ mixed model แบบนี้มีความไม่แน่นอน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ RedHat ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่ได้ใช้ mixed model ของสัญญาอนุญาติทั้ง 2 แบบเลยแต่ประสบความสำเร็จได้ และอีกหลากหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน อย่างไรก็ตาม mixed model เป็นเพียงแค่ทางออกเท่านั้น แต่ FOSS อย่างไรก็ยังอยู่คู่กับซอฟต์แวร์แบบ proprietary อยู่ดี

แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายกรณีอย่างเช่น Mark Taylor กล่าวว่า "ถึงโอเพนซอร์สจะชนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกจะเปลี่ยน" ที่ Mark กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่เราๆ ทราบกันดี คือ นโยบายการจัดซื้อจันจ้าง ยังไม่มีการพิจารณา  FOSS มีแต่การพิจารณาซอฟต์แวร์แบบ proprietary เท่านั้น หลายประเทศก็ประสบปัญหานี้ บางประเทศก็ใช้กฏเหล็กในการบังคับใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในระดับนโยบาย โดยรัฐบาลและองค์กรต่างๆ อย่างเช่นในประเทศอังกฤษ แต่การจัดซื้อจัดจ้างกลับยังมีการตกลงกันเรื่อง สัญญาอนุญาติแบบ proprietary อยู่ดี ซึ่งนโยบายการจัดซื้อและการปฏิบัติไม่สอดคล้องกัน นั่นทำให้ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีก แต่สนามสงครามแห่งใหม่ในปี 2010 อยู่เหนือกว่านั้นจากปัญหาเศรษฐกิจการขยับตัวไปที่ cloud computing ซึ่งเป็นที่ข้อมูลแบบเปิดและแพลตฟอร์มแบบเปิดยังถูกติดล็อกอยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังเป็นเพียงข้อคิดเห็น แต่ในความเป็นจริงโอเพซอร์สเป็นกลไกหลักสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ได้ตัวของมันเอง

ที่มา – 451 CAOS Theory

Comments are closed.