ยังไม่พ้นเดือนต้องกลับมาเขียน opinion กันอีกรอบเนื่องจากได้มีข้อกำหนดในการเขียนบทความ รีวิว ความคิดเห็น เป็นธีมเดียวกันในแต่ละเดือนโดยเดือนสิงหาคม เป็นเรื่อง security เลยได้จังหวะมาขอปิด opinion ของเดือนที่แล้วเพราะทิ้งหัวข้อไว้เรื่องโมเดลธุรกิจบนโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ เอาไว้ แต่ก่อจะเข้าเรื่องผมขอแจ้งงานเขียนของผมบน Thai Open Source.Org ไว้ก่อนเผื่อจะมีคนติดตามอ่านบ้าง (หวังว่าจะมีคนตามอ่านอ่ะนะ) ในเดือนนี้ผมจะเขียนเรื่อง security เป็นหลักนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อควรระวังเรื่องความปลอดภัย (Security Awareness) การโจมตีในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น เอาล่ะมาเข้าเรื่องโมเดลธุรกิจบนโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์กันดีกว่า

ผมขอออกตัวว่าผมไม่ใช่นักธุรกิจซอฟต์แวร์หรือคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจมาก่อน แต่ผมจะมายกตัวอย่างการทำธุรกิจจากโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์กันว่ามีแบบใดบ้าง ผมจะยกตัวอย่างจากรายเล็กๆ จนไปถึงธุรกิจโอเพนซอร์สขนาดใหญ่ๆ และขอแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่ม Support และกลุ่ม Contributor มาลงในรายละเอียดกันดีกว่าว่าโมเดลแต่ละแบบเป็นอย่างไร

โมเดลขอบริจาค (Donate)

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและซอฟต์แวร์เสรี ในช่วงแรกๆ จะมีค่าตอบแทนในการพัฒนา ค่าซัพพอร์ท ค่าเอกสาร ค่าคำปรึกษา ค่าแก้ปัญหา จะได้จากการบริจาค (Donate) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยถูกนักหากมามองการบริจาคเป็นโมเดลทางธุรกิจ แต่มันเริ่มจากตรงนี้จริงๆ ครับ เรียกได้ว่ารักชอบซอฟต์แวร์ตัวไหนก้อบริจาคคนละเล็กละน้อย ค่าขนมนมเนย สมัยโครงการ SAMBA ช่วงเริ่มต้นก้อได้ค่าบริจาคเป็นเงินและบัตรลด Pizza Hut

โมเดลบริการซัพพอร์ท (Software Support, Feature Support, Software Customized)

ผมรวมเอาซัพพอร์ททั้งหมดมารวมอยู่ในหัวข้อเดียว แต่ขอแยกเป็น 2 แบบคือแบบ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สขึ้นเอง, ผู้ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และ หยิบเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาสร้างธุรกิจ คนที่ได้เปรียบมากที่สุดคงจะเป็น ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สขึ้นเอง เพราะเข้าใจซอฟต์แวร์ที่ตนเองสร้างขึ้นมากที่สุด แต่โมเดลการให้บริการซัพพอร์ทเป็นโมเดลที่ยอดฮิตมากที่สุด เพราะแทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรมาก เพราะเป็นการหยิบซอฟต์แวร์จับมาผสมกัน หรือ Customized ให้ทำงานร่วมกันได้ เป็นต้น ตัวอย่างที่เราเห็นจนชินตา เช่น การบริการติดตั้ง บริการโฮสติ้งพร้อม CMS พัฒนาโมดูล, พัฒนาคอมโนเน้น เพื่อให้เข้ากับระบบงานเดิม หรือตามความต้องการของลูกค้า เป็นต้น ในแง่โมเดลธุรกิจแบบการบริการแบบนี้คงต้องอาศัยการบริการแบบครบวงจร น่ะครับ

โมเดลแตกสายการพัฒนา (Fork)

การแตกสายการพัฒนา หรือการฟอร์กเป็นวิธีการที่ยอดฮิตมากในการทำซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพราะยังไงๆ ก้อมีโค้ดอยู่แล้วการจะแยกสายการพัฒนาเพื่อให้ได้วอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพและมี feature ที่แตกต่างกันสามารถทำได้และไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่จะกระทบเรื่อง brand กันนิดหน่อยเท่านั้น สำหรับการ fork ในแง่โมเดลทางธุรกิจเป็นแบบที่เรียกว่า fork มาทำเป็น product เฉพาะอย่าง เช่นโครงการ ERP บางตัว เป็นต้น ในประเทศไทยก้อมีโครงการที่ fork มาเป็น product ก้อหลายตัวอยู่เหมือนกัน แล้วก้อทำตลาดในแง่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง หรือบริการซัพพอร์ทดังตัวอย่างข้างต้น

โมเดลสร้าง Innovation ใหม่ 

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหลายๆ ตัวอาศัยการ fork โครงการมาเพื่อสร้างโครงการใหม่ๆ ที่ใสปิ๊งกว่า บาง Linux Distro ก้อถูกยัดลงกล่องเป็น Embeded Linux ไป อยู่ในโทรศัพท์บ้าง อยู่ในกล่อง router บ้าง อยู่ในกล่อง firewall บ้าง หรือแม้กระทั่ง กล่อง Anti Virus เป็นต้น การสร้าง Innovation ใหม่จะได้ product ที่หลากหลายและอาจเป็นผู้นำในตลาดใหม่ได้เช่นกัน โมเดลการสร้าง Innovation ใหม่ จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สก้อเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว

โมเดลซอฟต์แวร์แบบตัดคุณสมบัติ

ผมเห็นหลายโครงการที่เป็นแบบตัวคุณสมบัติ อย่างเช่น Group Office เป็นต้นโดยแกนการพัฒนาหลัก เหมือนกันทุกประการ แต่แตกต่างกันเพียง feature หรือโมดูลที่มีไม่เท่ากันเท่านั้น ผมจึงเรียกว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแบบตัดคุณสมบัติ นั่นหมายความว่าลูกค้าสามารถพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาเองได้เช่นกัน หรือไม่อยากพัฒนาเพิ่มเติมก้อสามารถสั่งซื้อโมดูลหรือคอมโนเน้นเพิ่มเติมได้เช่นกัน หรือนักพัฒนาหัวใสอาจหยิบเอามาเป็นโมเดลการบริการได้เช่นกัน

โมเดลซอฟต์แวร์แบบแยกประเภท

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสมัยใหม่ มีการจัดการ การป้องกันการแยกสายการพัฒนาจากโครงการหลักๆ ได้ดีทีเดียวและเป็นโมเดลที่เยี่ยมมากในการใช้โอเพนซอร์สเป็นจุดขายทางการตลาด โดยแยกเป็น commercial version และ community version ซึ่ง commercial version เองจะถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนเป็นแนวทางจะมีเพียงโครงสร้างของซอฟต์แวร์บางส่วนเท่านั้นที่ส่งมอบออกไปเป็น community version เพื่อรักษาฐานการพัฒนาของตัวหลัก และในส่วน community version ก้อสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปได้เช่นกัน การทำเช่นนี้ถือว่ายังรักษาความสมดุลระหว่าง commercial ที่ต้องจ่ายเงินซื้อและ community version ที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อแต่ต้องเอาไปงมกันเอาเอง :) โมเดลแบบนี้เห็นได้ชัดเจนในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในยุคใหม่ๆ เช่น Alfreco, MindTouch เป็นต้น

แต่อย่างไรก้อตามการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วใช้ license แบบซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หรือ ใช้ license แบบซอฟต์แวร์เสรี (GPL,LGPL,GFDL) นั้นเป้าหมายคงไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อการจัดจำหน่าย หากแต่เป็นเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ใน community นั้นๆ เสียมากกว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าจะพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สแล้วคิดว่าจะเอามาขายนั้นขอให้ท่านพิจารณาข้อดีข้อเสียในหลายๆ อย่างและพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทั้งในเรื่องการทำ branding การโปรโมท การกำหนดราคาซอฟต์แวร์ ฯลฯ

หลายๆ คนมองว่าทางออกในการทำธุรกิจจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ว่าจะทำซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง หรือไปหยิบของคุณอื่นมาทำเงินให้ตัวเอง ทางออกไม่ได้มีอยู่แค่ ธุรกิจบริการทางเดียว การเข้าไปร่วมพัฒนา การเข้าไปร่วมทดสอบ แก้ไข ต่างหากเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส เพื่อให้ได้มาซึ่งซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ ถ้ายังจำกันได้ในเรื่องหลายหัวดีหว่าหัวเดียว เอาล่ะเท่าที่ผมพยายามนึกออกก้อมีเพียงอยู่เท่านี้ สำหรับท่านที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอยากเสนอแนะ สามารถเขียน comment กันได้ครับ ;) สำหรับ Opinion ส่งท้ายและปิดท้ายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคงมีเพียงเท่านี้ อ้ออย่าลืมติดตามงานเขียนด้าน security กันครับคิดว่ามี trick เด็ดๆ สำหรับผู้ใช้และนักพัฒนาเยอะเลยล่ะ :)
 

Comments are closed.