คำถามที่มักจะวนเวียนกลับไปกลับมาสำหรับเรื่องราวของโอเพนซอร์สก็คือ "ทำอย่างไรให้คนหันมาใช้โอเพนซอร์ส" ซึ่งหลายต่อหลายครั้งมีการเสนอแนะแนวทางที่หลากหลาย บ้างก็บอกว่าต้องสอนให้คนรู้จักเคารพเรื่องของลิขสิทธิ์ ต้องสอนให้คนรู้จักมูลค่าของซอฟต์แวร์ (ที่ต้องจ่ายเงินซื้อ) ต้องสอนให้คนรู้จักโอเพนซอร์ส ต้องชูเรื่องของความคุ้มค่า (ประหยัดงบในการซื้อ) และอื่นๆ อีกมากมายที่เสนอกันขึ้นมา (แต่ไม่ค่อยมีใครทำ)

หากจะทำให้โอเพนซอร์สกลายเป็นเรื่องแพร่หลายมีคนใช้จำนวนมาก วิธีการที่หลายคนมองเหมือนกันก็คือให้ไปสอนที่เด็ก เพราะคาดหวังว่าเด็กจะเรียนรู้และรับได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่แต่ปัญหาที่เจอเหมือนกันทั้งโลกก็คือเด็กมักจะถูกผู้ใหญ่ป้อนในเรื่องที่ผู้ใหญ่ถนัดให้เท่านั้น (มันจึงยากที่จะทำให้เด็กรู้จักโอเพนซอร์สเพราะผู้ใหญ่รอบข้างไม่รู้จัก) ผู้ใหญ่รอบข้างของเด็กเป็นใครบ้างแน่นอนว่าพ่อและแม่มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยครูบาอาจารย์เป็นอันดับต่อมา แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับว่าคนที่ใช้เวลาอยู่กับเด็กมากที่สุดกลับกลายเป็นครูบาอาจารย์มากกว่าที่จะเป็นพ่อแม่ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายที่จะสอนเรื่องโอเพนซอร์สให้กับเด็กก็เลยกลายเป็นครูบาอาจารย์ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้ว

ดังนั้นหากจะให้เรื่องนี้เกิดผลก็ต้องเน้นให้ครูอาจารย์รู้จักที่จะใช้โอเพนซอร์ส เหมือนเราจะเจอทางสว่างแล้วอยากให้คนหันมาใช้โอเพนซอร์สก็แค่ไปสอนให้ครูอาจารย์ใช้ก็คงจะจบ แต่เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ก็อย่างที่รู้กันอยู่ว่าไม้แก่ดัดยาก (ไม่นึกเลยว่าจะต้องใช้คำแบบนี้กับครู) ด้วยความเคยชินที่มีมานานเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์ทำให้เวลาที่ต้องออกแรงศึกษาอะไรใหม่ก็อาจจะทำให้เกิดการต่อต้าน แต่ก็ไม่ได้หมายรวมถึงครูบาอาจารย์ทั้งหมดนะครับคนที่ตั้งใจที่จะเปลี่ยนก็มี อย่างว่าครับความดีนั้นมันมักจะทำยากกว่าเสมอ

ลองคิดดูนะครับว่าหากโรงเรียนแห่งหนึ่งมีครูอยู่แค่คนเดียวที่เห็นว่าโอเพนซอร์สดีพอที่จะสอนให้ลูกศิษย์ใช้ แต่ครูคนอื่นรวมไปถึงผอ. ไม่ใช้ อะไรจะเกิดขึ้น นักเรียนและครูที่ใช้โอเพนซอร์สกลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปเลย จะทำอะไรก็ไม่มีใครอยากคบส่งไฟล์ให้คนอื่นก็เปิดไม่ได้ทำอะไรก็ไม่สะดวกนานวันเข้าก็เลยต้องกลับไปใช้ซอฟต์แวร์เดิมๆ ต่อไป แล้วถ้าเกิดว่าทั้งครูและนักเรียนโรงเรียนนั้นพร้อมใจกันใช้โอเพนซอร์สปัญหาจะหมดไปไหม คำตอบก็คือไม่หมดเพราะสุดท้ายก็ติดต่อกับโรงเรียนอื่นเลยไปถึงกระทรวงและกรมไม่ได้อยู่ดี นั่นกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนส่วนน้อยมันจึงมักจะไม่ได้การเหลียวแลจากคนส่วนใหญ่

แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาแบบนี้ได้ คำตอบก็คือสอนโอเพนซอร์สให้เหมือนกับการสอน "ภาษา" เพราะความสามารถทางภาษาจะไม่หายไปจากตัว เรียกได้ว่าเป็นแล้วก็เป็นเลย ถ้าเด็กได้รับการสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ว่าซอฟต์แวร์บนโลกใบนี้ไม่ได้มีค่ายเดียวแบบเดียว แต่มีทางเลือกให้ใช้มากมายอยู่ที่ว่าเราจะเลือกแบบไหน แล้วให้เด็กเลือกเอาเองว่าแบบไหนที่ดีกับตัวเขาและอนาคตของเขา เหมือนกับเลือกที่จะเรียนภาษา

อันนี้ต้องย้อนกลับไปสัก 30 ปีที่แล้ว ในวัยละอ่อนของผู้เขียนเอง ตอนนั้นมองไม่เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษเลย ก็ไม่สนใจจะศึกษาเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง เพราะคิดว่ายังไงก็จะขออยู่ทำงานในบ้านเกิดก็คงไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากเท่าไร แต่ที่ไหนได้พอมาถึงตอนนี้จะทำอะไรก็ต้องภาษาอังกฤษทั้งนั้น ขนาดส่งอีเมลถึงคนไทยด้วยกันยังต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษเลย ภาษานี้กลายเป็นภาษาที่สองไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นภาษาสากล (ในที่นี้ผมของแปลคำว่า "สากล" คือคนหมู่มาก) พอมันกลายเป็นภาษาของคนหมู่มากมันก็จะกลายเป็นภาษาสำคัญที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญ และเรื่องของภาษานี้ค่าเล่าเรียนมันแพงขึ้นตามอายุซะด้วยยิ่งแก่ก็ยิ่งเก็บค่าเรียนแพง แล้วตอนนี้ภาษาที่สามที่อาจจะต้องบรรจุเข้าระบบของเราก็คือ "ภาษาจีน" ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าเป็นภาษาของคนหมู่มาก

ย้อนกลับมาดูเรื่องของโอเพนซอร์สกันต่อ ถ้าจะเทียบสถานการณ์ตอนนี้ก็คงจะคล้ายๆ กับเรื่องของภาษาอังกฤษนั่นเอง เพราะตอนนี้ใครที่ใช้โอเพนซอร์สเป็นก็ยังอาจจะเป็นคนกลุ่มน้อย (แต่เป็นกลุ่มน้อยที่มีอนาคต) เหมือนเมื่อก่อนบ้านเรามีคนรู้ภาษาอังกฤษน้อย นานวันเข้ามันก็จะกลายเป็นเรื่องของคนหมู่มากดังนั้นใครเรียนรู้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เชื่อว่าในระยะยาวต้องได้ประโยชน์แน่นอน อาจจะต้องใช้เวลากันบ้างแต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องสำคัญจนได้

เรื่องแบบนี้บอกไปก็อาจจะมีคนบอกว่าเพ้อเจ้อ โอเพนซอร์สจะกลายเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในชีวิตได้อย่างไร ผมก็คงได้แต่บอกว่าเมื่อก่อนผมก็มองภาษาอังกฤษแบบเดียวกับที่คุณมองโอเพนซอร์สตอนนี้นั่นแหละ สุดท้ายเป็นอย่างไรคงไม่ต้องบอกของแบบนี้ต้องดูกันยาวๆ แต่หวังว่ามันคงจะไม่ใช้เวลานานถึง 30 ปี

Comments are closed.