อย่างที่ทราบกันว่า git เป็นเทคโนโลยีที่จะให้นักพัฒนาอย่างเราๆ สะดวกสบายในการพัฒนาอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่ง git จะทำหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับเวอร์ชันของซอร์สโค้ดของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบความแตกต่างระหว่างเวอร์ชัน (diff) การย้อนกลับมาเวอร์ชันก่อนหน้าเมื่อมีปัญหา (revert) หรือตรวจสอบเกี่ยวกับรายละเอียดของแต่ละเวอร์ชัน (log)

นักพัฒนาที่ใช้ git ส่วนใหญ่ จะนิยมใช้บริการจากผู้ให้บริการอย่าง GitHub หรือ BitBucket แต่ในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย อาจจะเลือกที่จะตั้งเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการซอร์สโค้ดเอง

บทความนี้ผมจะพูดถึงการสมัครใช้บริการ git ผ่านทาง GitHub ซึ่ง GitHub ก็คือผู้ให้บริการ hosting สำหรับ git

เราสามารถเริ่มใช้บริการ GitHub ได้ง่ายๆ เพียงแค่ เข้าไปที่เว็บไซต์ https://github.com ถ้าหากยังไม่เคยเป็นสมาชิกของ GitHub มาก่อน ก็ลงมือสมัครสมาชิกได้เลยครับ แต่สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วก็ใช้ username และ password ที่เคยสมัครสมาชิกไว้ได้เลยครับ

หลังจากสมัครสมาชิก ก็จะเข้าสู่การเลือก package สำหรับการใช้บริการ GitHub

ขอบอกไว้ก่อนว่า ถึงแม้ GitHub จะอนุญาตให้เราสามารถสมัครสมาชิก และใช้บริการได้ฟรีก็ตาม แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับความฟรีนี้อยู่ นั่นคือใน package ที่ฟรีนี้เอง เราจะไม่สามารถสร้าง repository ที่ต้องการใช้ในลักษณะ private ได้ นั่นคือสามารถสร้างได้เฉพาะ public repository นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง private repository กับ public repository คือไม่ว่าใครก็ตามจะสามารถเข้าถึง public repository ได้ทุกคน แต่สำหรับ private repository จะสามารถกำหนดผู้เข้าถึงได้ ทำให้ private repository เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความปลอดภัยมากกว่า

เมื่อรับทราบรายละเอียด และเลือก package ที่ต้องการได้แล้ว ก็ให้คลิกปุ่มเสร็จสิ้นการสมัครสมาชิกได้เลยครับ

สำหรับคนที่กังวลว่าจะต้องเลือก package ไหน? เราจะต้องใช้ private repository ไหม? ไม่ต้องกังวลครับ ในหน้าต่างนี้ ให้เลือกเป็น package แบบฟรีก่อน แล้วเราสามารถไปเปลี่ยน package ได้อีกครั้งในภายหลังครับ

เมื่อเข้าสู่หน้าต่างการใช้งาน GitHub เราจะพบ notification เตือนเกี่ยวกับการ verify account ผ่านอีเมลที่เราระบุไว้ในขั้นตอนแรก

ให้คลิกที่ verifying บน notification ดังกล่าว แล้วตรวจสอบข้อความในอีเมลที่ใช้ลงทะเบียน จะพบลิงค์ภายในข้อความนั้น เมื่อคลิกที่ลังค์ดังกล่าว จะกลับมาสู่หน้า verify อีกครั้ง ให้คนปุ่ม comfirm เพื่อยืนยันอีเมลที่ใช้ลงทะเบียน

สำหรับการใช้งาน การ push ข้อมูลมาเก็บไว้บน GitHub ในลักษณะ remote repository นั้น ก็ไม่แตกต่างจากการใช้งาน git ที่ผมเคยกล่าวมาแล้วมากมายนัก

เริ่มต้นใช้งาน git โดยการสร้าง repository เราสามารถคลิกปุ่มที่อยู่บนหน้าต่างด้านบนขวามือ ที่เขียนว่า create repository เพื่อเริ่มการสร้าง repository

จากนั้นให้กำหนดชื่อ และรายละเอียดของ repository ที่เราต้องการสร้าง

เมื่อสร้าง repository เสร็จเรียบร้อย เราก็จะสามารถทำงานบน remote repository นี้ได้ทันที

ยกตัวอย่างเช่น Manee ได้ใช้คำสั่ง git clone เพื่อคัดลอก remote repository นี้เพื่อนำไปใช้งานบน local repository ของตน

$ git clone https://github.com/<username>/<repository name>

เมื่อ Manee ได้พัฒนา และแก้ไขซอร์สโค้ดของตนเรียบร้อยแล้ว ภายใต้ repository ที่ใช้คำสั่ง clone เข้ามาเรียบร้อยแล้ว Manee จึงได้ใช้คำสั่ง

$ git add .

เพื่อ track ไฟล์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่

$ git commit -m <massage>

เพื่อ commit ซอร์สโค้ดที่พัฒนาขึ้น เข้าสู่ local repository จากนั้นจึงใช้คำสั่ง

$ git push origin master

เพื่อทำการ push ข้อมูลเหล่านี้ไปเก็บไว้บน GitHub เพื่อให้นักพัฒนาคนอื่น สามารถเข้ามาแก้ไข และพัฒนาข้อมูลภายใต้ remote repository ได้เดียวกัน

นี้เป็นวิธีการคร่าวๆ สำหรับการเริ่มต้นใช้งาน GitHub ครั้งหน้าเรามีดูวิธีการใช้ GitHub Desktop กันบ้างว่าใช้งานยาก ง่ายเพียงไรกันบ้างนะครับ

Comments are closed.