เผอิญว่า @anoochit tweet URL มาให้ เป็น หน้าตาของ Ubiquity ของ Intrepid มาให้ดู ตัว Ubuquity ก็คือเจ้าหน้าต่างติดตั้ง Ubuntu ที่เป็น GUI นั่นเองครับ ไม่แน่ใจว่าภาพหลุดนี้จะเป็นของจริงหรือเปล่า หน้าตาจะเป็นยังไงนั้นดูตามที่มาครับ


อันนี้ส่วนชอบสุด มีกราฟิกแสดงพาร์ทิชั่นด้วย

ที่มา: beginlinux.com

หลายๆ คนอาจกำลังคิดว่าจะเอา font สวยๆ จากไดเรคทอรี fonts ใน Microsoft Windows มาใช้กับ Ubuntu ตั้งค่าทำ font cache นิดหน่อยก้อใช้ได้แล้ว แหม Ubuntu เขาก้อมีฟอนต์สวยๆ พร้อมใช้เหมือนกันนะครับ ถ้าคุณเป็น graphic designer และ web designer ฟอนต์เชยๆ ที่มากับ Ubuntu คงไม่เพียงพอ และไม่ได้ตรงกับความต้องการของคุณเลยสักนิดเดียว ก้อฟอนต์มันเชยจริงๆ ที่นา อย่างรก้อตามยังมีเว็บที่บริการฟอนต์สวยๆ แต่การติดตั้งบน Ubuntu ที่ใช้เพียง fc-cache คงจะไม่พอหรอกครับ แหมของสวยๆ ต้องมี hintting ถึงจะสวยจริงมนๆ เนียนๆ ได้ใจกว่าครับ
 

Ubuntu มีฟอนต์เสรีให้คุณเลือกใช้มากมายกว่า 100 ฟอนต์เลยทีเดียว เรียกได้ว่าโดนใจกว่าเอา font Windows มาติดซะอีก มาดูหน้าตา ฟอนต์ที่ผมเอามาโชว์กันดีกว่า

 

Penguin Attack
Wargames
Domestic Manners
El Abogado Loco
Junkyard
Marked Fool
Swift
Winks
Sybil Green
Switching and Effects
It wasn’t me

 

เอ้า อย่าช้าครับคุณสามารถติดตั้งชุดฟอนต์ dustin ได้โดยใช้คำสั่ง
$ sudo apt-get install ttf-dustin

ชุดฟอนต์ของ George Williams โดยใช้คำสั่ง
$ sudo apt-get install ttf-georgewilliams

ชุดฟอนต์ของ Larabie โดยใช้คำสั่ง
$ sudo apt-get install ttf-larabie-deco ttf-larabie-straight ttf-larabie-uncommon

ชุดฟอนต์ของ Gentium โดยใช้คำสั่ง
$ sudo apt-get install ttf-gentium

ชุดฟอนต์ Juicy โดยใช้คำสั่ง
$ sudo apt-get install ttf-sjfonts
 

ที่มา – Tech Source From BOHOL

การสัมมนาเชิงวิชาการและนิทรรศการ BizIT2008

วันที่ 15-16 ตุลาคม 2551

เวลา 8.30-16.00 น.

สถานที่ ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การสัมมนาในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นสาระสำคัญในการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่หลายแขนง โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างก่อให้เกิดความคุ้มค่า ช่วยเพิ่ม  ความคล่องตัว ลดต้นทุน ลดพลังงาน แต่ยังคงไว้ซึ่งผลงาน และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น โดยจะเป็นแนวทางในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การแข่งขันในอนาคตต่อไป คณะผู้จัดสัมมนาคือนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคพิเศษ (MSIT10) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หัวข้อที่น่าสนใจสำหรับคนโอเพนซอร์สก็คือ 

Build Your Business with Open Source Model

บรรยายวันที่ 16 ตุลาคม 2551 เวลา 10.45-11.55 น. งานนี้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

link : bizit.cpe.ku.ac.th

ฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์ส MySQL ดูจะเป็นทางเลือกสำหรับฐานข้อมูลใหญ่ๆ และต้องการระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ทรัพยากรมากๆ อย่าง Oracle หรือ Sybase มาค่อนข้างจะนาวนาน โดยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ใช้ต่างเห็นฟีเจอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โค้ดของ MySQL นั้นเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งขยับไปเทียบเท่ากับกลุ่มคอมเมอร์เชียลได้เลยทีเดียว

แต่แนวทางการพัฒนาเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านักพัฒนา MySQL ทั้งหมดจะเห็นด้วยเสมอไป เพราะส่วนหนึ่งรู้สึกว่าต้องใช้เวลาเยอะมากในการติดตั้ง, หนุด หรือย้อนกลับไปแก้ไข เพราะลูกค้าหรือผู้พัฒนาเว็บแอพพลิเคชันบางคนอาจจะต้องการฐานข้อมูลขนาดพอเหมาะที่เขาจะไม่ต้องเสียเวลาไปกับฟีเจอร์ระดับสูง ที่ไม่ได้จำเป็นสำหรับเว็บแอพพลิเคชันเลย แต่ถึงวันนี้ดูเหมือนจะมีคำตอบมาให้แล้ว

โครงการ Drizzle project ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้จะทีมผู้ออกแบบ MySQL โดยเน้นไปที่การปรับโครงสร้างของ MySQL เสียใหม่ โดยการใช้สถาปัตยกรรม micro-kernel โดยจะมีการตัดฟีเจอร์ขั้นสูงออกจากแกนหลักของฐานข้อมูล และย้ายออกมาเป็นโมดูลใหม่ ช่วยให้ยูสเซอร์ยังคงสามารถโหลดไปใช้งานได้เมื่อจำเป็น ฟีเจอร์อื่นๆ ก็จะถูกย้ายออกมาเป็นโมดูลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น trigger, views, โพรซีเยอร์, รายการควบคุมต่างๆ และข้อมูลบางประเภทจะถูกตัดออกมา โดยเป้าหมายจะเน้นไปที่ผู้ใช้ในกลุ่มแบ็กเอนด์ของโครงสร้างพื้นฐานเว็บเท่านั้น โดยที่โค้ดจะถูกพัฒนาด้วยสถาปัตยกรรมมัลติซีพียูและมัลติคอร์รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถสเกลได้และรองรับการทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยจะสนับสนุนทั้งซีพียูแบบ 32 และ 64 บิต

สำหรับสถานการณ์ของ MySQL AB ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ MySQL นั้นแม้ว่าจะถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Sun Microsystem ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างไรกลุ่ม MySQL ก็ยังคงทำงานค่อนข้างอิสระอยู่ แม้ว่าในเชิงเทคนิคแล้วฐานข้อมูล MySQL นั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มซอฟต์แวร์จาก Sun ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นในการพัฒนายังคงเปิดกว้างอยู่เช่นเดิม โดยโค้ดนั้นจะอยู่ภายใต้โอเพ่นซอร์สไลเซนซ์ GPL v2 เช่นกัน ถึงตรงนี้ผู้ใช้หลายคนอาจจะเริ่มสบายใจมากขึ้น เพราะฐานข้อมูลจะไม่ใช้ทรัพยากรเครื่องเกินความจำเป็น อีกทั้งเรายังสามารถควบคุมได้อย่างอิสระเช่นเดิม

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน สิงหาคม 2551

ใช้อาจจะยังไม่คุ้นกับ Zimbra มากนัก แต่ Zimbra นั้นเป็นเครื่องมือทำงานเอกสารที่พยายามเอามาเบียดชุดเครื่องมืออื่นๆ ในตลาด โดย Yahoo กำลังเร่งพัฒนาเครื่องมือชุดดังกล่าวนี้ขึ้นมาเป็นเครื่องมือโอเพ่นซอร์สชุดใหม่และยังรวมเอาความสามารถในการทำงานร่วมกันเข้าไปอีกด้วย โดยล่าสุดนั้น Yahoo Zimbra Desktop เริ่มเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรีแล้ว ซึ่งมีทั้งฟีเจอร์ในการจัดการและบริหารอีเมล์แบบรวมศูนย์ แม้ในเวลาที่ผู้ใช้ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ตาม รวมทั้งยังมีเครื่องมือในการสร้างเอกสารและสเปรดชีตมาให้อีกด้วย ซึ่งทาง Yahoo เองนั้นออกมาระบุว่าชุดซอฟต์แวร์ใหม่นี้เตรียมพร้อมในการทำงานร่วมกันที่ดีที่สุดเอาไว้ และยังพร้อมใช้สำหรับทุกคน ในทุกที่ทุกเวลา และทุกๆ อีเมล์แอ็กเคานต์อีกด้วย

สำหรับใน Zimbra Desktop นั้นนอกจากจะสนับสนุนการทำงานกับผู้ใช้บนหลากหลายแพลตฟอร์มแล้ว ก็ยังสามารถใช้งานร่วมกับทั้ง Yahoo mail, Gmail, AOL หรือเซิร์ฟเวอร์อื่นๆ ที่มีการเชื่อมต่อแบบ IMAP/POP ได้อีกด้วย โดยในส่วนของเดสก์ทอปนั้นจะเป็นแอพพลิเคชันที่ดาวน์โหลดไปติดตั้ง และไม่ได้ทำงานผ่านทางบราวเซอร์ จึงสามารถเข้าถึงอีเมล์ได้แบบกระทั่งการทำงานแบบออฟไลน์

นอกจากนี้แล้วในส่วนของอินเทอร์เฟซของ Zimbra นั้น จะเหมือนกับเครื่องมือในการทำงานร่วมกับ และเครื่องมือในกลุ่ม messaging รุ่นก่อนๆ โดยที่เดสก์ทอปตัวนี้นั้นจะมีฟังก์ชันอื่นเพิ่มเติมเข้ามา เช่น ผู้ใช้สามารถเปิดดูอีเมล์ได้ หรือเปิดดูตารางนัดหมายได้ทันทีเมื่อเลื่อนเมาส์ไปวางบนวันที่ หรือตรวจสอบสถานะของบริการออนไลน์อื่นๆ ก็ทำได้เช่นกัน โดยในส่วนของการสร้างเอกสาร, สเปรดชีต, การจัดการระบบงาน และการจัดเก็บเอกสารนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ Yahoo พยายามทำให้ทุกอย่างง่ายลงที่สุดเหมือนอย่างที่ Google และ Microsoft ทำเอาไว้ โดยเมื่อติดตั้ง Zimbrea Documents ลงบนเดสก์ทอป ผู้ใช้สามารถใส่รูปภาพหรือออบเจ็กต์ลงในเอกสาร หรือสเปรดชีตได้ทันที และสามารถสลับไปทำงานอื่นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแอพพลิเคชันอื่นๆ ขึ้นมาอีกด้วย

ส่วนฟีเจอร์ทางด้านออกาไนเซอร์ก็มีทั้งตารางนัดหมาย, การจัดการงาน และพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์มาให้ โดย ZImbra Briefcase นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งบรนเดสก์ทอป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บไฟล์ออนไลน์ได้ทันที และ Zimbra Tasks ก็ยังมีรายการ to-di list มาให้พร้อมทั้งกำหนดวันที่เริ่มและสิ้นสุด รวมทั้งความก้าวหน้า เปอร์เซ็นต์ที่ลุล่วง ไปจนถึงระดับความสำคัญของงานได้ ส่วนปฏิทินนั้นจะใช้มาตรฐาน iCal ในการทำงานแบบออฟไลน์เช่นกัน

แต่จะว่าไปแล้วดูเหมือนว่าคู่แข่งในตลาดค่อนข้างจะเหนือกว่าอยู่หลายด้าน เพราะ Zimbra Desktop เองก็ไม่สามารถเปิดไฟล์ของไมโครซอฟท์ออฟฟิศได้ ทำให้ในวันนี้ไมโครซอฟท์ยังคงสบายใจอยู่ได้ แต่เชื่อว่าในอนาคตเมื่อทุกคนโฟกัสไปที่การทำงานออนไลน์และเครื่องมือที่ใช้ก็ต้องทำงานออนไลน์ได้ ถึงตอนนี้ไมโครซอฟท์ออฟฟิศอาจจะกลายเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งที่ไม่ได้เหนือไปกว่าคู่แข่งก็ได้ เพราะในวันนี้นั้นไมโครซอฟท์เองก็ยังไม่ได้กระโดดลงมาในตลาดนี้อย่างเต็มตัวเท่าใดนัก สังเกตได้ว่าออฟฟิศยังไม่สามารถใช้งานออนไลน์ได้ แม้ว่าบริษัทจะมีการพัฒนาฟีเจอร์ในการทำงานร่วมกันได้แล้วก็ตาม ดังนั้นในตอนนี้ผู้ใช้ อาจจะเพียงแค่ใช้ Zimbra Desktop เป็นเพียงแค่ทางเลือกหนึ่ง แต่งานส่วนใหญ่ยังคงทำอยู่บนไมโครซอฟท์ออฟฟิศ แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะกลายเป็นปัญหาสำหรับไมโครซอฟท์ได้เหมือนกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน สิงหาคม 2551

ในช่วงที่ผ่านมาในงาน O’Reilly Opensource Convention (OSCON) อินเทลได้กล่าวถึงการอัพเกรด Intel Threading Building Blocks ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก โดยที่ TBB 2.1 นั้นเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาที่อยู่ในรูปของเท็มเพลตไลบรารี C++ สำหรับวินโดว์, Mac OS X และลีนุกซ์ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มการทำงานแบบขนานลงไปในโปรแกรม C++ ได้อย่างง่ายดาย
   
ซึ่ง TBB นั้นช่วยให้นักพัฒนาสามารถอิมพลีเมนต์การทำงานของแอพพลิเคชัน รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันที่ทำงานบนโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ได้ โดยใน TBB 2.1 นั้นจะช่วยให้การทำงานง่ายลงมากโดยมีเครื่องมือใหม่ๆ มาให้ใช้งาน อย่างเช่น graphic user interfaces, artificial intelligence และ network input/output นอกจากนี้แล้วการยกเลิกงานต่างๆ รวมทั้งการกำหนดข้อจำกัดในการทำงานยังรองรับใน TBB รุ่นล่าสุดนี้ด้วย ส่วนประสิทธิภาพก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้นผ่านทางอัลกอริธึมและ container ที่มี และในเวอร์ชันนี้ยังมีการปรับปรุงคอมโพเนนท์อย่าง task scheduling และ memory allocation อีกด้วย โดยทั้งหมดนั้นจะสามารถเรียกใช้งานได้ง่ายผ่านทาง APIs ที่มีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน สิงหาคม 2551

 

แนวโน้มสำหรับตลาดของโมบายบราวเซอร์ดูเหมือนกำลังจะโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาในกลุ่มโอเพ่นซอร์ส โดยที่ ABI Research ได้สำรวจข้อมูล ซึ่งพอสรุปได้ว่าอุปกรณ์มือถือต่างเริ่มหันมาต้องการบราวเซอร์ที่สามารถรองรับ HTML ที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งจะต้องพร้อมติดตั้งมากับอุปกรณ์ก่อนวางจำหน่าย

โดยบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์กำลังหันมาให้ความสนใจกับโซลูชันแบบโอเพ่นซอร์สกันมากขึ้น สังเกตได้จากแนวโน้มการเลือกใช้โซลูชันประเภทต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมลักษณะเฉพาะของซอฟต์แวร์ได้เอง และยังสามารถเข้าถึงส่วนภายในของโปรแกรมได้อีกด้วย โดยในปัจจุบันนั้นผู้ผลิตบราวเซอร์อย่าง Opera ดูจะเป็นผู้ผลิตโมบายบราวเซอร์ที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพดีที่สุด ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บเพจต่างๆ ที่มีฟีเจอร์ขั้นสูงได้ ไม่ว่าจะเป็นการซูม, การซิงโครไนซ์กับ bookmark รวมไปถึงการทำงานกับจอภาพแบบแนวนอน นอกจากนี้แล้วก็ยังยอมให้ผู้ผลิตอุปกรณ์มือถือยังสามารถโฟกัสในการพัฒนาให้ใช้งานร่วมกับทรัพยากรของตนได้อย่างอิสระอีกด้วย

โดยล่าสุดทาง Opera เพิ่งเปิดตัวโมบายบราวเซอร์รุ่นเบต้าตัวใหม่ออกมา โดยมีทุกอย่างแทบจะไม่แตกต่างจากบราวเซอร์บนเดสก์ทอปเลยทีเดียว ซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์โมบายที่จะได้ประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย แต่ก็ไม่แน่ว่าบางทีโมบายบราวเซอร์ที่ดูดีที่สุดอาจจะกลายเป็น Safari ที่อยู่บน iPhone ก็เป็นได้ ซึ่งบราวเซอร์ตัวนี้มีการพัฒนาขึ้นมาจากเฟรมเวิร์ก WebKit ซึ่งก็เป็นโอเพ่นซอร์สเช่นกัน โดยสาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าผู้ใช้อุปกรณ์ของ Apple นั้นมีการเซิร์ฟเว็บมากกว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ได้อย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่แทบจะเหมือนกับการทำงานบนเดสก์ทอป
   
ส่วนทางค่ายใหญ่อย่าง Nokia นั้นก็กำลังเอา WebKit เข้าไปพัฒนาบราวเซอร์ของตัวเองเช่นกัน รวมทั้ง Google ก็ยังพัฒนาแกนหลักของบราวเซอร์ รวมถึงเอนจิ้นในการเรนเดอร์เว็บสำหรับแพลตฟอร์ม Android เช่นกันนอกจากนี้ Mozilla ก็กำลังจะเปิดตัวโมบายบราวเซอร์ที่เป็นโอเพ่นซอร์สภายในปีนี้อีกด้วย แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็นการปรับตัวของผู้ผลิตที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่โมบายบราวเซอร์กำลังขยายตัวและสร้างกลุ่มผู้ใช้รายใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตามไปด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน สิงหาคม 2551

จะว่าไปแล้วเดี๋ยวนี้โน้ตบุ้กหาย เปรียบเหมือนกับส่วนหนึ่งของชีวิตคุณหายไปทันที เพราะว่าทั้งข้อมูลเอกสารส่วนตัว รูปถ่ายจากกล้องดิจิตอล ไฟล์เพลงต่าง ๆ ก็จะหายไปพร้อมกันด้วย และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือถ้าหากคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเป็นเครื่องที่ใช้ทำงาน ก็ยังกลายเป็นว่าข้อมูลลับของบริษัทจะยังกลาย

เป็นข้อมูลสาธารณะอีกต่างหาก แต่ถึงวันนี้นักวิจัยจาก University of Washington และ University of California, Sandiego ได้ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามโน้ตบุ้กขึ้นมาภายใต้ชื่อ Adeona ซึ่งตั้งชื่อตามเทพเจ้าโรมันที่ช่วยติดตามลูก ๆ กลับมาหาพ่อแม่ของเขา โดยบริการนี้ทั้งฟรีและส่วนตัวอีกด้วย

สำหรับคอนเซ็ปต์ของโปรแกรมคือเราจะต้องดาวน์โหลดไคลเอ็นต์ลงบนเครื่องเสียก่อน จากนั้นคอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลไปทิ้งเอาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ว่าอยู่ที่ใดบนอินเทอร์เน็ต โดยมีการเข้ารหัสและไม่มีการระบุตัวตนเอาไว้ก่อน เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าวสูญหายเราก็แค่ดาวน์โหลดโปรแกรมอีกตัว แล้วใส่ยูสเซอร์เนมกับพาสเวิร์ด ก็จะได้ข้อมูลทั้งหมดจากเซิร์ฟเวอร์ทันที แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ชัดเจนขนาดที่ว่าขับรถตามไปเอาเครื่องคืนได้ หรือบอกได้ว่าใคราขโมยเครื่องไป แต่อย่างน้อยก็ได้ไอพีล่าสุด พร้อมกับเราเตอร์ใกล้เคียงที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ซึ่งก็พอจะช่วยให้ติดตามได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งงานนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของตำรวจอยู่เหมือนกัน ซึ่งหากว่าไม่มีข้อมูลดังกล่าวนี้เราคงติดตามอะไรไม่ได้เลย แต่ก็ใช่ว่ามีแล้วจะติดตามได้ เพราะหากมีการหยุดการทำงานของโปรแกรม เราก็อาจจะติดตามไม่ได้เช่นกัน

กลับกันในมุมของซอฟต์แวร์ที่ทำกันเป็นธุรกิจก็มีหลายรายอย่างเช่น Lojack จาก Absolute Software หรือ PC PhoneHome จาก Brigadoon ซึ่งมีค่าบริการเล็กน้อย และมีการเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายของตำรวจ แต่หลายคนอาจจะยังไม่มั่นใจมากพอเพราะไม่รู้ว่าโครงสร้างการทำงานนั้นจะติดตามได้จริงหรือไม่ (สำหรับบ้านเราก็คงไม่ต้องพูดถึง) แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของ Adeona นั้นนอกจากจะฟรีแล้ว ยังเป็นโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเราสามารถแก้ไขปรับปรุงโค้ดได้อย่างอิสระ โดยในอนาคตอาจจะมีคนที่พัฒนาให้ทำงานร่วมกับระบบ GPS ได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์บนแพล็ตฟอร์มอื่น เราก็สามารถติดตามพีดีเอ หรือเครื่อง iPhone ที่หายไปกลับคืนมาได้ไม่ยากนัก

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน กรกฎาคม 2551

ไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ่อยนัก สำหรับเราเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส แต่ Netgear เปิดตัว WGR614L ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเราเตอร์โอเพ่นซอร์สแท้ ๆ สำหรับคอนซูเมอร์ รุ่นแรกก็ว่าได้ แต่สำหรับรายละเอียดทั้งหมดนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่าเราเตอร์ตัวนี้มีฟีเจอร์เด็ด ๆ ยังไงบ้าง ซึ่งตอนนี้เจ้าเราเตอร์ 802.11g ตัวนี้ก็พร้อมวางตลาดไปแล้ว โดยเปิดตัวที่ราคา 69 ดอลลาร์ในอเมริกา ส่วนราคาในบ้านเราคงต้องรอกันอีกสักพัก แต่ที่ดูน่าสนใจก็ตรงที่แม้ว่า Netgear จะออกมาเปิดตัวว่าเราเตอร์ของตนมีฟีเจอร์เด็ด ๆ แต่โปรเจ็กอย่าง Tomato ก็พัฒนาเฟิร์มแวร์ และสามารถนำไปอัพเกรดกับเราเตอร์ได้หลาย ๆ รุ่นโดยเฉพาะเราเตอร์ที่ใช้ชิบจาก Broadcom อย่างเช่น Linksys WRT54G ซึ่งจะมีโค้ดที่ยอมให้ยูสเซอร์สำหรับปรับแต่งเราเตอร์ได้ตามความต้องการ และยังสามารถเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ ลงไปได้เช่นเพิ่มความสามารถในการรักษาความปลอดภัย และการรองรับการเชื่อมต่อจำนวนมากกว่าปกติ

แต่เพื่อความไม่ประมาท ทาง Netgear     ก็จึงเปิดเว็บไซด์ open-source router(www.myopenrouter.com) ขึ้นมา เพื่อให้ยูสเซอร์มั่นใจในการพัฒนาโปรเจ็กโดยใช้ WGR614L อย่างเช่นเฟิร์มแวร์โปรเจ็กที่น่าสนใจล่าสุดก็คือการสนับสนุน WPA2 และ guest SSID ซึ่งจะช่วยให้ใครก็ตามดข้ามาเป็นเกสของเครือข่าย และสามารถบราวอินเทอร์เน็ตได้ แต่จะไม่อนุญาตให้ใช้โฮสต่าง ๆ ที่อยู่บนเครือข่ายได้

แต่ถึงอย่างไรก็ยังสามารถสรุปได้ว่าเราเตอร์จาก Netgear นั้นเป็นโอเพ่นซอร์สของแท้เต็มร้อยหรือเปล่า แต่อย่าง XORP(www.xorp.org) ซึ่งพัฒนาแพ็กเก็จซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สสำหรับเปลี่ยนแปลงเฟิร์มแวร์บนเราเตอร์หลาย ๆ รุ่นทาง Netgear เองก็กล่าวว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้ามองกันถึงฟีเจอร์ใน WGR614L แล้วจะมีฟีเจอร์ที่เราเตอร์ในระดับล่างมีเอาไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การสนับสนุน 802.11g และมีพอร์ตอีเทอร์เน็ตพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแบบ VPN passthrough มี static-dynamic routing, IPSec, L2TP, NAT, PPTP, PPPoE, DHCP และ BigPond นอกจากนี้ก็ยังมี SPI Firewall ซึ่งมีฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยอย่าง WPA, WPA2-PSK และ WPS รวมทั้งยังสนับสนุนการเข้ารหัส WEP แบบ 152 บิตอีกด้วย

ส่วนภายในของเราเตอร์นั้นใช้ซีพียู MIPS32 240MHz มีแคชสำหรับชุดคำสั่งและข้อมูลอย่างละ 16KB แยกกัน และมีแคช สำหรับโหลดงานล่วงหน้าอีก 1KB ส่วนหน่วยความจำแฟลชภายในเครื่องก็มีให้ถึง 4MB และมีแรม 16MB ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก แต่ในภาพรวมแล้ว Netgear โฟกัสไปที่เฟิร์มแวร์เป็นหลัก โดยทาง Netgear เองยืนยันหนักหนาว่าพร้อมสำหรับทำงานร่วมกับ Tomato และ OpenWRT ได้ทันที งานนี้ก็ต้องลุ้นกันดูว่าจะเขย่าตำแหน่งของ Linksys WRT54G เจ้าเก่าได้หรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน กรกฎาคม 2551

ก็ พอดีว่าในงานวัน SFD08 เจอกับ @sugree ซึ่งก็ได้พูดคุยกันนิดหน่อยเรื่อง Bug ภาษาไทยใน Intrepid ที่ทำให้พิมพ์สระบนและสระล่างไม่ได้ ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาที่ SCIM (อันนี้ผมไม่มีความรู้เท่าไหร่ ขออภัย) วิธีแก้ไขในเบื้องต้น สามารถแก้ได้ด้วยการเปลี่ยน Imput Method จาก System เป็น Thai Lao

ส่วนระยะยาวแล้ว บั๊กนี้จะมาพร้อม Intrepid หรือไม่ขึ้นอยู่กับเราแล้วครับ ไปช่วยกันแสดงความเคลื่อนไหวกันหน่อย เพื่อให้ทีมพัฒนาเขารับรู้ว่ามีคนไทยใช้ ubuntu กันมากแค่ไหน แล้วถ้าไม่ได้ปริมาณผู้ใช้ ubuntu จะต้องสูญหายไปอีกเท่าไหร่

สถานะปัจจุบันของบักเป็น Confirmed แล้วก็ นักพัฒนาของ SCIM รับทราบปัญหานี้แล้ว

ตามความเคลื่อนไหวได้ที่
– http://groups.google.com/group/ubuntuclub/
– https://bugs.launchpad.net/ubuntu/+source/scim/+bug/273856