คงจะคุ้นหูกันมาบ้างแล้วสำหรับเครื่องมือที่ช่วยติดตามโน้ตบุ๊กที่หายไป โดยมีเทคนิคการติดตามในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่น บริการที่คุ้นหูกันอย่าง LoJack ที่แม้จะไม่มีในบ้านเราแต่ก็จุดประกายให้ใครหลายคนคิดที่จะทำตาม เพราะบริการดังกล่าวนี้จะช่วยค้นหาเครื่องโน้ตบุ๊กที่หายไปโดยดูจากหมายเลขไอพีที่มีการใช้งานซึ่งก็พอจะทราบได้ว่ามีการใช้งานอยู่ที่ใด แต่ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่น่าสนใจที่ทีมพัฒนาจาก University of Washington เห็นว่าเป็นประเด็นก็คือ เราต้องแลกบริการที่ได้มาไปกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล เพราะวิธีดังกล่าวนี้จะต้องฝากข้อมูลเอาไว้กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ซึ่งถ้าหากไว้ใจได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ในบางกรณีหากมีการนำข้อมูลส่วนตัว หรือพฤติกรรมการใช้งานไปใช้ในทางอื่น เจ้าของเครื่องก็จะเสียผลประโยชน์โดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน ดังนั้นทีมงานจึงพัฒนา Adeona ขึ้นมา โดยเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาความปลอดภัยกับโน้ตบุ๊กของตนเอง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษใดๆ หรือไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลางเข้ามาบริหารจัดการอีกด้วย

ประเด็นแรกนั้น Adeona เป็นระบบติดตามโน้ตบุ๊กแบบโอเพ่นซอร์สที่แจกจ่ายและใช้งานได้โดยไม่เสียค่าบริการ สามารถติดตั้งได้โดยผู้ใช้เองและไม่ต้องมีเครื่องมือพิเศษใดๆ ในการใช้งาน ดังนั้นจึงไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องห่วงเรื่องข้อมูลส่วนตัว รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครเข้าถึงเครื่องพีซีเราได้ผ่านทางบริการดังกล่าวนี้ ซึ่ง Adeona นั้นจะเป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้เอง โดยในขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรมจะให้รหัสในการเข้าถึงเอาไว้ จากนั้นเราเพียงบันทึกลงใน Thumbdrive เมื่อต้องการจะติดตามโน้ตบุ๊กก็เพียงแค่หยิบ Thumbdrive ตัวนั้นมาเป็นรหัสเท่านั้นเอง

โดยขั้นตอนง่ายที่สุด โปรแกรมจะบรอดแคสหมายเลขไอพีที่คอมพิวเตอร์ใช้งานออกมา ซึ่งเจ้าของเครื่องก็จะสามารถใช้หมายเลขไอพีไปติดตามได้ว่ามีการใช้งานที่ใดบ้าง นอกจากนั้นแล้วสำหรับเครื่องรุ่นที่มีกล้องติดตั้งเอาไว้ ซอฟต์แวร์จะติดต่อกับกล้องแล้วบันทึกภาพทุกๆ 30 วินาที ซึ่งหายความว่าเจ้าของก็จะเห็นหน้าหัวขโมยเสียด้วยซ้ำ และถ้าบังเอิญหัวขโมยเป็นคนรู้จัก หรือคนใกล้ตัวก็ยิ่งง่ายในการติดตามอีกเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังดักจับ SSID ของเครือข่ายที่อยู่ในบริเวณนั้นเพื่อช่วยให้ง่ายในการติดตามมากขึ้นอีกด้วย แต่เมื่อมีดีก็ต้องมีร้ายเช่นกัน เพราะว่าถ้าหัวขโมยดันมีความรู้ทางเทคนิคสักหน่อยก็อาจจะเข้าไปบังคับและปิดการทำงานของ Adeona ได้ นอกจากนั้นแล้วหากมีการนำไปใช้งานในทางอื่น เช่น บริษัทติดตั้งในโน้ตบุ๊กของพนักงานเพื่อติดตามดูพฤติกรรมตลอดทั้งวัน หรือติดตั้งในเครื่องของแฟน หรือเพื่อน ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์สอดแนมที่ผู้ใช้คงไม่ยินดีอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนตุลาคม 2551

Asterisk แพลตฟอร์ม PBX แบบโอเพ่นซอร์สกำลังจะเพิ่มขีดความสามารถให้เหนือกว่าเดิมขึ้นอีกระดับ โดยการเพิ่มฟังก์ชัน Skype เข้าไปในตัว โดยใน Skype for Asterisk รุ่นทดสอบซึ่งเป็นไดรเวอร์โมดูลเสริมนั้น จะช่วยให้ระบบสามารถใช้บริการโทรศัพท์ผ่านเว็บที่ได้รับความนิยมอย่างมากจาก Skype ผ่านทางระบบโทรศัพท์สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้ Asterisk โดยที่แชนแนลไดรเวอร์ที่ติดตั้งเพิ่มนั้นจะบริหารจัดการการติดต่อเข้าและออก รวมทั้งทำตัวเป็นอินเทอร์เฟซสำหรับมาตรฐานหลายอย่าง เช่น SIP หรือ IAX2 โดยจุดเด่นที่บริษัทชูประเด็นขึ้นมานั้นคือ Skype for Asterisk จะช่วยให้สามารถเพิ่มฟังก์ชันการติดต่อทางไกลในราคาถูกให้กับระบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านทางฮาร์ดแวร์เก่าที่มีอยู่เดิม โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงใดๆ

ซึ่งทาง Asterisk ระบุว่าเป้าหมายต้องการให้ระบบสามารถทำงานร่วมกับ Skype ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เหนือกว่าเดิม อีกทั้งยังพัฒนาให้เป็นซอฟต์แวร์ที่มีฟีเจอร์มากขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง โดยในเวอร์ชันเบต้านี้จะมีความสามารถให้ผู้ใช้บริหารการติดต่อผ่าน Skype ผ่านทางแอพพลิเคชัน Asterisk ได้ รวมทั้งกำหนดเส้นทางการติดต่อ, การประชุมผ่านโทรศัพท์, ระบบเมนูโทรศัพท์ และระบบวอยซ์เมล์ ซึ่งเมื่อผ่านช่วงทดสอบแล้ว Skype for Asterisk จะถูกนำมาขายผ่านช่องทางของ Digium

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนตุลาคม 2551

Smolt เป็นโปรแกรมเก็บข้อมูลฮาร์ดแวร์ที่พัฒนาขึ้นโดย Fedora Project ที่ถูกเรียกใช้เองได้โดยข้อมูลฮาร์ดแวร์จะถูกเก็บเมื่อติดตั้ง Fedora และส่งไปเก็บเป็นฐานข้อมูลฮาร์ดแวร์อีกครั้งหนึ่ง Smolt เป็น PackageKit จาก Fedora ที่เป็นโปรแกรมเก็บสถิติการใช้งาน Fedora บนฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ผู้ใช้นำไปติดตั้งโดยข้อมูลที่เก็บไปนั้นเป็นความลับอย่างแน่นอน ในขณะที่ openSUSE นำเอา Smolt เข้าไปอยู่ใน repository ของ Smolt เรียบร้อยแล้ว และข้อมูลฮาร์ดแวร์ของ openSUSE ก้อแสดงผลในสถิติฐานข้อมูลฮาร์ดแวร์แล้ว แสดงว่าในอนาคตข้างหน้า openSUSE จะมี Smolt มาพร้อมกับตัวติดตั้งอย่างแน่นอน และแน่นอน distribution อื่นๆ สามารถใช้งานและรับประโยชน์จากฐานข้อมูลนี้ได้เช่นกันดีกว่าที่จะมาเริ่มทำกันตั้งแต่ต้น "Smolt เป็นโครงการริเริ่มโดย Fedora เพื่อใช้เก็บข้อมูลฮาร์ดแวร์ที่ถูกใช้โดยคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux (open-)SUSE มองเห็นความต้องการนี้เหมือนๆ กับที่เรากำลังถกปัญหาเพื่อพัฒนาโซลูชั่นแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่มันก้อแสดงให้เห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลเฉพาะบาง distro เท่านั้นที่ใช้มันได้ ถ้าหากเรายังต้องการสร้างแรงผลักของฐานข้อมูลฮาร์ดแวร์เราต้องใช้มัน" – Klaas กล่าวสรุปสั้นๆ แถมปิดท้ายเชิญชวนให้ใช้ smolt และส่งข้อมูลฮาร์ดแวร์เมื่อติดตั้ง openSUSE ด้วย หากเราดูในตารางสถิติ openSUSE กำลังไต่อันดับในหน้ารายการระบบปฏิบัติการ

   ระบบปฎิบัติการ PCLinuxOS 2009 Beta2 พร้อมให้ผู้สนใจใช้งานทดสอบแล้ว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2551
ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศไทย ทางทีมงาน Texstar และ Ripper Gang ได้ปล่อย PCLinuxOS 2009 รุ่นทดสอบ Beta2 ให้ผู้สนใจได้ Download ไปทดสอบกัน โดยในเวอร์ชั่นทดสอบนี้ได้มีการนำ Driver ต่าง ๆ รวมเข้าไปใน Kernel เพื่อให้ผู้ใช้งาน Linux ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้ PCLinuxOS 2009 Beta2 รู้จัก Hardware มากขึ้น
อาทิเช่น Wireless Card VGA Nvidia 3D & ATI เป็นต้น และได้มีการอัพเดทโปรแกรมต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น
      – kernel 2.6.26.8                                 – Frostwire
      – KDE 3.5.10                                      – KTorrent
      – OpenOffice.org 2.4.1                         – Amarok
      – Firefox 3.0.4                                    – Flash 
      – Thunderbird 2.0.0.17                         – Java JRE
      – Compiz Fusion 3D a                          – Gimp และอื่น ๆ อีกมากมาย


                              รูปแสดงหน้าจอตัวอย่าง PCLinuxOS 2009 Beta2
 
   ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทดสอบ PCLinuxOS 2009 Beta 2 ได้โดยสามารถ Download ไฟล์ ISO เพื่อใช้ในการทดสอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงใน Harddisk ได้เนื่องจาก PCLinuxOS 2009 ออกแบบมาในรูปแบบ Live CD โดยผู้สนใจสามารถ Download และทดลองใช้ผ่าน CD ได้ และหากพอใจและมั่นใจผู้ร่วมทดสอบก็สามารถติดตั้ง PCLinuxOS 2009 ลงสู่ Harddrive ได้
 

สำหรับคนไทยผู้สนใจคุณสามารถ Download PCLinuxOS 2009 Beta2 ได้จาก mirror.in.th (มิเรอร์แห่งชาติ)
หรือ PCLinuxClub Mirror (ชุมชนผู้ใช้ PCLinuxOS ในประเทศไทย)

PCLinuxOS-N1PTT-TR5.iso
(690MB, MD5). mirror แห่งชาติ
PCLinuxOS-N1PTT-TR5.iso (690MB, MD5). mirror PCLinuxClub

หากท่านสนใจที่จะ Download PCLinuxOS 2009 เพื่อทดสอบสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mirror ที่ให้บริการ Download และหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมใด้ที่ release announcement

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีข่าวด่วนจากวงในของ Fedora Board, Fedora Engineering Steering Committee (FESCo) และ Fedora Ambassadors Steering Committee (FAmSCo) ซึ่งงานนี้จะมีการเลือกตั้งประจำปี ประมาณเลือกตั้งผู้ว่า กทม. อ่ะนะ ซึ่งผมเองก้อต้องไปเลือกกับเขาเหมือนกันครับ เพราะเป็น Ambassador กับเขาเหมือนกัน เอาละการโหวดจะเริ่มขึ้นในวันนี้ 7 ธันวาคม 51 (เวลา 00:00 UTC) และสิ้นสุดลงในวันที่ 20 ธันวาคม 51 (เวลา 23:59 UTC) ทั้ง FESCo และ FAmSCo ใช้ระบบ Rang Voting มาดูรายชื่อของผู้ลงชิงตำแหน่ง Fedora Board กันก่อน มีรายชื่อดังนี้

Fedora Board Election

  • Matt Domsch (mdomsch)
  • Dimitris Glezos (glezos)
  • Michael DeHaan (mpdehaan)
  • Josh Boyer (jwb)
  • David Cantrell (dcantrell)
  • Jon Stanley (jds2001)
  • Bill Nottingham (notting)

โหวดให้กับ Fedora Board ได้ที่ https://admin.fedoraproject.org/voting/about/boardf11

Fedora Engineering Steering Committee Election:

  • Josh Boyer (jwb)
  • Dan Horák (sharkcz)
  • Dominik Mierzejewski (rathann)
  • Jon Stanley (jds2001)
  • Jarod Wilson (jwilson)

โหวดให้กับ FESCo ได้ที่ https://admin.fedoraproject.org/voting/about/fescof11

Fedora Ambassadors Steering Committee Election:

  • Sandro Mathys (red_alert)
  • Rodrigo Padula (RodrigoPadula)
  • Joerg Simon (kital)
  • Max Spevack (spevack)
  • Larry Cafiero (lcafiero)
  • Hector Gonzalez (hagr182)
  • Susmit Shannigrahi (susmit)
  • Francesco Ugolini (fugolini)
  • David Nalley (ke4qqq)
  • Thomas Canniot (MrTom)

โหวดให้กับ FAmSCo ได้ที่ https://admin.fedoraproject.org/voting/about/famscof11

เอาล่ะใครเป็นสมาชิกที่อยู่ใน Fedora Group หรือลงชื่อใน Contributor License Agreement (CLA) แล้วคุณมีสิทธิ์โหวดทั้ง Fedora Board, FESCo และ FAmSCo มาเลือกผู้นำ Fedora ยุคใหม่กันครับ :)

IT Bakery จัดอบรม สร้าง Centralized Log ด้วยตัวคุณเอง หลักสูตรการติดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์เพื่อให้ ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานที่เข้าอบรมมีความเข้าใจระบบจัดเก็บ ข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File) และสามารถจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง ตาม พรบฯ ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

รายละเอียดเพิ่มเติม www.itbakery.net/training

สถานที่อบรม
ห้องอบรม ดีคอม กรุ๊ป เลขที่ 50 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 เขตสาทร กรุงเทพ
10120 (DCOMPUTER)

วันและเวลาในการอบรม
ครั้งที่ 8 วันเสาร์ที่ 13 และ วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 9.00 น. -17.00 น.
ระยะเวลาในการอบรม : 2 วันเต็ม

หลักสูตรการอบรม วันที่ 1

  1. ทำความเข้าใจในรายละเอียดของ พรบ.ฯ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
  2. อธิบายระบบในภาพรวมที่ต้องดำเนินการติดตั้ง
  3. แนะนำระบบปฎิบัติการลินุกซ์
  4. ติดตั้งระบบปฎิบัติการลินุกซ์
  5. ทำความเข้าใจกับระบบ linux file system
  6. การใช้งานระบบปฎิบัติการลินุกซ์เบื้องต้น และคำสั่งที่จำเป็นต่อการใช้งานในฐานะผู้ดูแลระบบ
  7. ติดตั้งและปรับแต่งระบบ time server
  8. ติดตั้งและปรับแต่งระบบยืนยันตัวบุคคล (authentication server)
  9. การบริหารจัดการผู้ใช้งานในระบบ

หลักสูตรการอบรม วันที่ 2

  1. การติดตั้งและปรับแต่งระบบ proxy server
  2. การติดตั้งระบบ Centralized log server โดยใช้โปรแกรม syslog-ng
  3. การจัดส่ง log file ไปเก็บยังเครื่อง centralized log server
  4. การจัดเก็บ log file ของ internet traffic แยกตาม protocol โดยใช้ iptables
  5. แนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดเก็บ log file บนระบบปฎิบัติการ windows
  6. การบริหารจัดการข้อมูล log file ในระบบ
  7. การบีบอัดข้อมูล
  8. การทำ log file encryption เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
  9. การทำ hashing เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
  10. การทำ log rotate เพื่อบริหารจัดการข้อมูลให้จัดเก็บได้ครบ 90 วันตาม พรบฯ
  11. วิธีปฎิบัติเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกขอข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์

26 พฤศจิกายน 2551 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้องแพลทินัม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน
การสัมมนานี้ได้เชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการขาย ระดับสูง มาบอกเล่าถึงการเลือกเครื่องมือที่เหมาะที่สุดสำหรับงานขาย ตลอดจนแสดงให้เห็นว่า รูปแบบของการขายในอนาคตจะเป็นไปในรูปแบบไหน และโอเพนซอร์สเข้ามาช่วยในการสร้างระบบการขายที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร
 

 

   โครงการอบรมซอฟต์แวร์ฟรีและโอเพนซอร์ส ขอเชิญ ครู-อาจารย์ ทุกท่าน เข้าร่วมอบรมสร้าง Linux ตามแบบฉบับบ LFS เพื่อผลิตบุคลากรต้นแบบ จำนวน 35 ท่าน ฟรี ระยะเวลาในการจัดการอบรม 3 วัน
 

   ตั้งแต่วันที่ 11 – 13 ธันวาคม 2551 เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ อาคาร ว.วิโรจน์ ห้องบรรยาย 501 ชั้น 5 โดยมีหัวข้อการจัดอบรม แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
   – วันที่ 11 ธันวาคม เป็นอบรมการใช้ Command Line พื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างลีนุกส์  
     บรรยาย โดย อาจารย์อิสรวงศ์  คงมีผล
   – ในวันที่ 12 – 13 ธันวาคม เป็นการสร้าง Linux ตามแบบฉบับ LFS และการปรับแต่งระบบเพื่อใช้งานจริง  
     บรรยายโดยอาจารย์ สาทิศ  เพิ่มสว่าง ครู-อาจารย์ท่านใดสนใจเข้าร่วมโครงการ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่  http://sakdibhornssup.org/cms/

    ขอสงวนสิทธิ์ ให้สำหรับ ครู-อาจารย์เท่านั้น โปรดระบุรายละเอียดของสถานศึกษาของท่านให้ชัดเจน พร้อมระบุตำแหน่ง เพื่อการตรวจสอบ ขอบคุณค่ะ

   โครงการพัฒนาและส่งเสริมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส กำหนดให้มีการจัด "ค่ายลินุกซ์ (Linux Camp) และการแข่งขันระบบปฏิบัติการลินุกซ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9" ขึ้น ถือเป็นรอบการแข่งขันรอบที่สอง ระหว่างวันที่ 17-20 ธันวาคม 2551ตั้งแต่เวลา 08.30-18.30 น. ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

   โดยนำผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจากรอบแรก (รอบสอบภาคทฤษฎี) จากทั่วประเทศเข้าร่วม ซึ่งผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกในประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ระดับนักเรียนจำนวน 80 คน และประเภทที่ 3 ระดับประชาชนทั่วไปจำนวน 40 คน โดยมีการจัดอบรมให้ความรู้พื้นฐานและเทคนิคสำคัญต่างๆของ Software Linux ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้งานพร้อมทำกิจกรรมต่างๆ และทำการจัดสอบแข่งขันและสอบวัดระดับความรู้ทางวิชาชีพด้านระบบปฏิบัติการลิ นุกซ์ โดยจะประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และจะทำการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกันประมาณวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2552 ท่านใดที่สนใจ
   

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://nlc.opentle.org/

สอบถามข้อมูลได้ที โครงการพัฒนาและส่งเสริมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
โทร. 0 2564 6900 ต่อ 2265

 

Matthew Aslett ได้เขียนบล็อกเอาไว้เรื่องปัญหาของ Dual Licensing ที่เกิดขึ้นกับ Alfresco ซึ่งกระทู้ในฟอรัม ในส่วน Licensing กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาและกลายเป็นปัญหาของโมเดลการทำธุรกิจโอเพนซอร์สโดยใช้ Dual Licensing ซึ่งทำให้สับสนกันมากแม้กระทั่งพนักงานใน Alfresco เอง กระทู้นี้เขียนขึ้นโดย Jerico ซึ่งเป็น partner ที่มีปัญหาเรื่อง dual license นี้โดยปัญหาเกิดจากโปรดัก 2 ตัว คือ Alfresco Enterprise Edition และ Alfersco Labs (แต่ก่อนใช้ชื่อ Alfresco Community) สรุปใจความรวมได้ดังนี้

1. Alfresco partners สามารถยกเลิกสัญญาอนุญาติแบบ GNU/GPL ที่ได้รับในรุ่น Alfresco Community Edition ได้
2. Alfersco Community Edition เป็นรุ่นที่เข้ากันได้กับ OSI ว่าเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่ Alfersco Community Edition ไม่ใช่
3. พนักงานของ Alfresco ใช้คำว่า "open source" แทนกว่าคำว่า "shared source" หรือ "proprietary source" เมื่อพูดถึง Alfresco Enterprise Edition ทั้งๆที่ Alfersco Community Edition เป็นรุ่นที่เข้ากันได้กับ OSI

ผู้ที่ตอบกระทู้ตามมาอย่างรวดเร็วและเคลียมากที่สุดคือ Matt Asay ซึ่งเป็นสมาชิกในบอร์ดบริหารของ Open Source Initiative และเป็นที่ปรึกษา Alfresco ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาตอบคำถามของ Jerico โดยสรุปดังนี้

1. ไม่ใช่ ผิดถนัด 100%
2. ใช่ คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว
3. ไม่ใช่ ผิด 100% พนักงานไม่ควรพูดอะไรอย่างนั้น เพราะอาจเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นอย่างอื่น ที่เขาพูดอย่างนั้นเพราะว่า 100% ของโค้ดมาจาก GPL รวมไปถึงโค้ดที่อยู่ในรุ่น Enterprise ด้วย ที่ทำเป็น Dual License ก้อเพราะจุดประสงค์ในการขายแลเป็นะความต้องการของลูกค้าของเราด้วย

ซึ่งคำตอบของ Matt น่าจะจบปัญหาทั้งหมดแต่มันไม่ใช่อย่างนั้น กลับกลายเป็นปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาอีก ปัญหาใหญ่ 2 ข้อคือ

1. Alfresco Enterprise Edition เป็น "โอเพนซอร์ส" หรือเปล่าตามความหมายและข้อกำหนดของ OSI
2. ทำไมพนักงานของ Alfresco ถึงบอกว่า Enterprise Edition เป็น GPL ในเมื่อมันไม่ใช่

Matt อธิบายต่อว่าทำไม Alfresco เชื่อว่ามันเป็นสิทธิที่สามารถพูดได้ว่าบริษัทและผลิตภัณฑ์ของเขาเป็นโอเพนซอร์สตาม Open Source Definition ซึ่งอ้างอิงกับการพัฒนาและสัญญาอนุญาติซึ่งแจ้งไว้ในโค้ด

แต่อย่างไรก้อตามผมเองก้อยังเห็นด้วยกับ Jerico ในเรื่องหน้า Alfresco comparison page ที่บอกว่าในรุ่น Enterprise Edition ไม่ได้ถูก Approve โดย OSI License นั่นหมายความว่า (Alfresco Enterprise Edition ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สด้วย)  หลายคนอาจเห็นด้วยกับ Matt เพราะการแบ่งออกเป็น 2 License ถือว่ารับได้และ คงไม่มีใครในโลกที่แคร์ว่าถ้า Alfresco แบ่งแยกระหว่าง "Open Source Software" และ "Commercially-licensed open source-developed software" แต่วิธีการแบบนี้อันตรายนิดหน่อยเวลากล่าวถึงเรื่องนี้

Matt และ Jerico เห็นด้วยว่าถ้า Alfresco เพิ่มในส่วน proprietary extension (ส่วนเสียตังค์) ในรุ่น Alfresco Labs ที่เสถียรแล้วและทำตาม Open Core Licensing model และ Matt ก้อกำลังอภิปรายใน Blog ของเขาที่ Cnet ซึ่งเขาคิดว่าวิธีนี้ง่ายกว่าการแบ่งออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน

Alfresco เองก้อคงไม่ทำตามนั้นเท่าที่ผมเดาแต่เท่าที่ผมคิดในฟอรัมนี้มีข้อมูลดีๆและเข้าใจได้ง่ายทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 รุ่น แต่ผมไม่อยากให้ใครคิดตามผมนะว่ากลยุทธที่ Alfresco ใช้ไม่ดี แต่ผมคิดว่าฟอรัมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการอภิปรายของบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สในโลกปัจจุบัน

 

ที่มา – Afresco Forum , 541 CAOS