Magento เป็นระบบ e-commerce ที่เป็นโอเพนซอร์สที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากสนับสนุนทั้งด้านระบบตะกร้าสินค้า การชำระเงินผ่าน payment gateway ระบบบริหารร้านค้า หรือแม้กระทั่งระบบบริหารการจัดการเนื้อหา (CMS) บนระบบ e-commerce เอง หากใครเคยใช้ os-commerce, zencart หรือ joomla+virtualmart ผมแนะนำให้ใช้ Magento เลยดีกว่าครับ นอกจากคุณสมบัติที่โดดเด่นที่เรียกได้ว่าครบครัน Magento เองยังมีพื้นฐานการพัฒนาจาก Zend Framework ที่อิงกับ Zend Platform หรือผลิตภัณฑ์ของ Zend อื่นๆ อีกด้วย ยิ่งทำให้ตอกย้ำความมีสเถียรภาพของโปรแกรมและมีรูปแบบการพัฒนาที่มีคุณภาพอย่างมาก เป็นข้อได้เปรียบมากเมื่อเปรียบเทียบกับระบบ e-commerce อื่นๆ

เรามาดู Magento 1.2 ว่ามีอะไรกันบ้างดีกว่าครับ ในรุ่นนี้ได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่เพื่อให้รองรับกับร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภท digital content หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถดาวน์โหลดได้ อย่างเช่น MP3 หรือ eBook นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดความละเอียดข้อมูลในการค้นหา, สนับสนุน fulltext search ใน MySQL, สนับสนุนภาษีคงที่อย่าง State Environment Fee ใน USA และ WEEE/DEEE ใน EU, ใช้ Zend Framework 1.7.2, มีระบบ cache ที่ดีขึ้นเพื่อรองรับการประมวลผลระบบ catalog สินค้าที่มีขนาดใหญ่ ท่านใดสนใจอ่าน feature ที่เหลืออ่าน release note เพิ่มเติมได้ครับ หรือยังข้องใจกับ Magento เข้าไปทดลองเล่นตัวอย่างร้านค้า กันได้ หากใจร้อนอยากเปลี่ยนระบบ e-commerce ของเดิมให้ดีมากขึ้นก้อดาวโหลดได้ที่เว็บ Magento ได้เลยครับ อ้อลืมไปครับสำหรับ บริษัทในประเทศไทยที่ซัพพอร์ท Magento ก้อมี Maverlic Engine ครับ ติดตั้งไม่ได้ ติดตรงไหนก้อเรียกใช้เรียกหากันได้ครับ

หลายคนอาจจะงงว่า Joomla CB คืออะไร ชื่อเต็มๆ คือ Joomla Community Builder เป็น Joomla/Mambo รุ่นพิเศษโดยมีคุณสมบัติแตกต่างจาก Joomla/Mambo เดิมโดยเน้นไปที่ extension เสริมทำให้ Joomla/Mambo สามารถจัดการกับสมาชิกของระบบได้มากขึ้น จัดการฟิลด์ข้อมูลสมาชิกได้ มีระบบลงทะเบียนแบบใหม่ จัดการภาพ Avatar ของสมาชิกได้ มีระบบจัดการ work flow มี component ใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามา เช่น PMS, Newsletter, Forum, Galleries เป็นต้น นอกจากจะมี Joomla CB ให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้แล้วยังมีเอกสารการพัฒนา หนากว่า 175 หน้า ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาบน CB Framework อ้อสำหรับเอกสารต้องสมัครเสียค่าธรรมเนียมสมาชิกรายปี ประมาณ 32USD นะครับซึ่งราคาก้อไม่ได้แพงมากเท่าไร สำหรับเอกสารการพัฒนาที่อัพเดทตลอดทุกเดือน เอาล่ะใครสนใจก้อหาดาวน์โหลดมาลองเล่นได้ที่ http://www.joomlapolis.com หรือจะอุดหนุนทีมพัฒนา CB โดยสมัครสมาชิกรายปีเพื่อรับเอกสารการพัฒนาได้ที่ http://www.joomlapolis.com/content/view/2542/37/ ครับ

บอร์ดบริหารของ Fedora ได้เชิญชวนให้สมาชิกและผู้ที่สนใจส่งชื่อรหัสพัฒนาของ Fedora 11 โดยมีแนวคิดในการตั้งชื่อง่ายๆ มีที่มา มีความหมาย มีชื่อไม่ตรงกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์หรือไอทีใดๆ ก้อเป็นอันใช้ได้ ซึ่งตอนนี้ปิดรับรายชื่อไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งชื่อที่ได้มานี้จะได้รับการพิจารณาและเปิดให้สมาชิกร่วมโหวดว่าชื่อใดจะเป็นชื่อรหัสพัฒนาของ Fedora 11 และประกาศผลในวันที่ 10 มกราคมนี้ ตอนนี้มีชื่อที่น่าสนใจอยู่ในอันดับต้นๆ ของการคัดเลือกคือ

1. Indomitable
2. Blarney
3. Leonidas
4. Claypool
5. Zampone
6. Euryalus
7. Duchess
8. Brasília

หากท่านใดอยากทราบว่า ความหมายและที่มาของแต่ละชื่อมาได้อย่างไร ติดตามอ่านได้ที่ Fedora Wiki และที่พลาดไม่ได้ ร่วมโหวดชื่อที่คุณชื่นชอบในวันที่ 5 – 9 มกราคมนี้ ถึงแม้ว่าคุณไม่ใช่นักพัฒนาแต่คุณสามารถช่วยเลือกชื่อสุดเท่ห์ให้ Fedora 11 ได้ครับ

จากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ล่าสุดนั้น Google ก็ปล่อยแพลตฟอร์มสำหรับอุปกรณ์โมบายอย่าง Android ออกมาเป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ค่ายใหญ่อย่าง Nokia เองก็นิ่งเฉยไม่ได้เช่นกัน เพราะถึงวันนี้ Symbian ก็มีโมเดลลิขสิทธิ์แบบใหม่ที่ให้ฟรีเลยทีเดียว โดยแผนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งซึ่งกว่าที่แพลตฟอร์มจะเป็นโอเพ่นซอร์สได้ก็คงจะราวๆ ปี 2010 ซึ่งจะว่าไปแล้วงานนี้ไม่ได้เป็นแผนสำหรับงัดมาแข่งกับ Google แต่ดูเหมือนกับว่าโมเดลนี้ทาง Nokia เองวางแผนที่จะสู้กับยักษ์อย่างไมโครซอฟท์ที่ถึงวันนี้ยังไม่มีแผนที่จะแกะเอาแพลตฟอร์มเฉพาะตัวอย่าง Windows Mobile ออกมาเป็นแพลตฟอร์มที่มีโมเดลฟรีไลเซนซ์ ซึ่งคงต้องดูต่อไปว่าไมโครซอฟท์เองคิดอย่างไรกับสถานการณ์ในวันนี้และอนาคตอันใกล้

โดยโค้ดเนม Fennec ซึ่งเป็นโมบายเวอร์ชันของ Firefox นั้นจะมาพร้อมกับ Nokia N800 และ N810 ซึ่งทางทีมพัฒนา Fennec เองก็ยังออกมาบอกอีกด้วยว่างานนี้ไม่มีหวงเพราะกำลังเร่งพัฒนาเวอร์ชันบน Windows Mobile อยู่เช่นกัน ส่วนการพัฒนาแพลตฟอร์ม mobile OpenOffice สำหรับอุปกรณ์ไร้สายนั้นกำลังอยู่ในช่วงเร่งพัฒนา โดยในปีก่อนนั้น java.net มีการเปิดโปรเจ็กต์ใหม่เพื่อต้องการสร้างชุดเครื่องมือสำหรับสร้าง หรืออัพเดตไฟล์ฟอร์แมต OpenDocument format (ODF) ขึ้นในอุปกรณ์ไร้สาย แต่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาก็ตาม เครื่องมือที่มีในตอนนี้ช่วยให้อุปกรณ์โมบายสามารถใช้ไฟล์ฟอร์แมต ODF กับผลิตภัณฑ์ OpenOffice ได้แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551

Linux Standard Base (LSB) 4.0 รุ่นเบต้าที่เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นมีการเพิ่มเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปในตัวอีก โดยมีทั้งการตรวจสอบแอพพลิเคชันและเชลสคริปต์ รวมทั้งมีคิทสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ในแบบมัลติเวอร์ชัน แต่กว่าจะออกเวอร์ชันเต็ม LSB 4.0 ก็คงต้องรอประมาณกลางปีหน้า โดยสำหรับชุดพัฒนาซอฟต์แวร์แบบมัลติเวอร์ชันนั้นจะช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอพพลิเคชันจากข้อกำหนดเดิม ๆ ของ LSB ได้โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง SDK ซึ่งเมื่อมีการลดความแตกต่างระหว่างลีนุกซ์ดิสทริบิลชันแล้ว LSB จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพอร์ตแอพพลิเคชันไปยังชุดดิสทริบิวชันที่แตกต่างกัน

สำหรับ shell script- checker ที่มีมาให้ใน LSB 4.0 นั้นจะต้องตรวจสอบปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้เชลที่ต่างกันในสคริปต์ ดังนั้นวิธีนี้จะช่วยให้สคริปต์ที่รันบนดิสทริบิวชันหนึ่งสามารถไปทำงานบนดิสทริบิวชันอื่นๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนั้นยังมี Mozilla Network Security Services (NSS) และ Netscape Portable Runtime (NSPR) สำหรับการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งเมื่อใช้งานทั้งคู่ร่วมกันก็จะสามารถสร้าง Secure Sockets Layer (SSL) ขึ้นมาได้

หลายคนอาจจะทราบแล้วว่าไลบรารี OpenSSL นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่ด้วยความนิยมดังกล่าวทำให้พบว่าไลบรารีมีปัญหากับเรื่องของมาตรฐานในการทำงาน ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปดูของที่ใกล้เคียงกันและเทียบเคียงกันได้ NSS และ NSPR นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็น backward compatibility ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกว่ากับระบบทั้งหมด

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551

Google เพิ่งจะแจ้งข่าวดีให้ทราบว่าจะปล่อยโค้ดสำหรับระบบปฏิบัติการ Android ออกมาเป็นโอเพ่นซอร์ส แต่จะว่าไปแล้วการตัดสินใจของ Google ในครั้งนี้ก็ดูไมน่าจะแปลกใจอะไรนัก เพราะว่าทางบริษัทได้แจ้งออกมาว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของโร้ดแม็ปในการพัฒนา Android อยู่แล้วที่ว่าจะมีการปล่อยซอร์สโค้ดออกมาในช่วงประมาณควอเตอร์ที่สี่ของปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อย Software Development Kit (SDK) ออกมาชิมลางไปล่วงหน้าแล้วเช่นกัน แต่ในช่วงดังกล่าวก็ยังคงมีการปิดโค้ดเอาไว้อยู่

แต่ถึงอย่างไร Google ก็เตือนเอาไว้ว่าซอร์สโค้ดทั้งหมดในชุดที่เปิดเผยมีขนาดประมาณ 2.1 กิกะไบต์ และทำงานได้เฉพาะบน Ubuntu เท่านั้น ยูสเซอร์จะต้องติดตั้งระบบควบคุมเวอร์ชันโอเพ่นซอร์ส Git เสียก่อน นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำงานบนเครื่องแมคได้ แค่จะต้องมีการปรับแต่งกันสักหน่อย โดยซอร์สโค้ดที่ปล่อยออกมานั้นผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ และสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ โดยมีทั้งโมดูลไลบรารีสำหรับวิเคราะห์เสียง, เวอร์ชวลแมชีน และโมดูลอื่นๆ ที่มีพร้อมกับโซลูชันเอ็มเบดลีนุกซ์ ซึ่งนับว่าเป็นซอร์สโค้ดที่มีประโยชน์สำหรับนักพัฒนาเป็นอย่างมากทีเดียว แต่ว่าด้วยขนาด 2.1 กิกะไบต์กว่าจะอ่านโค้ดเข้าใจก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551

Canonical ไม่ยอมเป็นรองใคร ปล่อยอัพเดตใหม่ล่าสุดสำหรับ Ubuntu ออกมาเมื่อปลายเดือนตุลาคม โดยมีทั้งอัพเดตสำหรับเวอร์ชันเดสก์ทอปและเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วโดยเฉพาะสำหรับในเวอร์ชันเดสก์ทอป Ubuntu 8.10 Desktop Edition ที่เปิดตัวใหม่นั้นนับว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือมากพอดูจนเรียกได้ว่าครบเครื่องกับความต้องการในไลฟ์สไตล์ดิจิตอลวันนี้ได้อย่างเพียงพอ อย่างเช่น ยูสเซอร์ที่ใช้เดสก์ทอปโอเอสตัวใหม่นี้จะสามารถเปลี่ยนจากเครือข่ายแบบมีสายหรือไร้สายไปใช้เป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระดับ 3G ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาปรับแต่งอะไรให้วุ่นวายเหมือนเมื่อก่อน

จุดเด่นหนึ่งอยู่ที่ Ubuntu เน้นการเชื่อมต่อแบบ Always-On โดยตัวจัดการเครือข่ายนั้นสามารถกำหนดพาธหลายๆ พาธขึ้นมาสำหรับเชื่อมต่อ เมื่อเปลี่ยนไปใช้เครือข่าย 3G แต่ก็ยังคงความสามารถในการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือแบบเดิมผ่านบลูทูธหรือดองเกิลได้เช่นเดิม โดยระบบ always-on จาก Ubuntu นั้นสามารถค้นหาและเชื่อมต่ออุปกรณ์ยอดนิยมได้ทันที โดยผู้ใช้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งอะไรกับระบบ ต่างจากเมื่อก่อนที่เป็นปัญหาใหญ่ ที่ผู้ใช้กังวลว่าจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้หรือไม่ เพราะด้วยการพัฒนาขึ้นมาจากเดสก์ทอป GNOME 2.24 นั้น Ubuntu 8.10 จึงถูกออกแบบให้สามารถเปิดให้ยูสเซอร์เข้าแชร์พีซีของตนเองให้คนอื่นได้โดยไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อยูสเซอร์ล็อกดาวน์เซสชันบนพีซีเอาไว้แล้ว ไม่ว่าเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานจะเข้ามาเปิดเว็บ หรือเช็คอีเมล์บนเครื่อง เจ้าของเครื่องก็ไม่ต้องกังวลว่าการกระทำดังกล่าวนั้นจะส่งให้เกิดปัญหากับการรักษาความปลอดภัยในเครื่องหรือไม่อีกด้วย

นอกจากนี้แล้วใน Ubuntu 8.10 ยูสเซอร์จะสามารถก๊อปปี้โอเอสแบบลีนุกซ์เบสตัวใหม่นี้ใส่ลงในไดรฟ์ USB แล้วนำไปเสียบใช้งานในเครื่องอื่นๆ ได้โดยอาจจะเป็นการทำงานแบบรีโมทก็ง่ายเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีการปรับปรุงส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นไคลเอ็นต์ IM ใหม่, ระบบติดตามเวลา, การรองรับระบบมัลติมอนิเตอร์ เป็นต้น

สำหรับการพัฒนาที่ดูจะเป็นประโยชน์กับเอ็นเตอร์ไพรส์มากกว่า ก็เห็นจะได้แก่เรื่องการสนับสนุน Virtualization, การรักษาความปลอดภัยอีเมล์, การพัฒนา Java และ cloud computing ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนารวมถึงผู้ดูแลระบบสามารถสร้างเวอร์ชวลแมชีนได้โดยตรงจากคอมมานไลน์ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้แล้วผู้ดูแลระบบยังสามารถเพิ่มหรือลดหน่วยความจำที่ใช้กับเวอร์ชวลแมชีนได้โดยไม่ต้องรีบูตอีกด้วย

สำหรับการป้องกันสแปม และไวรัสสำหรับโครงสร้างพื้นฐานอีเมล์ที่มีอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ Ubuntu นั้นมีการติดตั้ง ClamAV และ SpamAssassin เอาไว้ให้ พร้อมกันนั้นยังมีการพัฒนาจาวาให้ดีขึ้น โดยสนับสนุนทั้ง Apache Tomcat 6.0 และ OpenJDK รวมไปถึงการสนับสนุน SATA RAID ผ่านทาง DMRaid อีกด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วเครื่องมือที่มีมาให้นั้นเหลือเฟือสำหรับการทำงานแทบทุกอย่างที่ต้องการเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551