ได้ดูข่าวจาก blognone เรื่องเว็บไซต์การชี้แจ้งการทำงานของรัฐบาล และรับข้อคิดเห็นของประชาชนใช้ wordpress ทำซะด้วยและอีกอย่าง คือใช้สัญญาอนุญาตแบบCreative Commons แสดงที่มา 3.0 ใครจะนำข้อมูลไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาติแค่แสดงที่มาของข้อมูล และไม่ใช้ในทางพาณิชย์ ดูเทคนิคการทำงานการพัฒนาเว็บไซต์ได้ที่ เว็บไซต์ของคุณพัชร และ กลุ่มไทเกอร์ไอเดีย

เนื้อหาภายในลองคลิกๆดูแล้ว เนื้อหาค่อนข้างละเอียดครับว่ารัฐบาลมีโครงการอะไรบ้าง แม้กระทั้งเอกสารโครงการต่างๆก็จะสามารถดูได้ตัวอย่างโครงการ ต้นกล้าอาชีพ เป็นต้นเรื่องการดีไซด์สวยงามมากครับได้เต็มสิบไปเลยครับ รายละเอียดของ proposal ของเว็บไซต์นี้ก็มีการเปิดเผยว่ามีขั้นตอนการทำยังไงบ้าง งบประมาณเท่าไหร่  ดูรายละเอียดได้ที่นี้

แต่ที่ติดใจนิดหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของเว็บไซต์ ที่ใช้ wordpress ที่เป็น open source ที่ใครๆก็รู้ code โอกาสที่จะถูกโจมตีอาจทำได้ง่าย แต่ถ้ามองอีกทางคือเว็บไซต์ไม่ได้เป็น
เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่สำคัญถึงขั้นเป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือกระทบต่อความปลอดภัยมากหนัก หากถูกโจมตีก็คงแค่แบคอับกลับมา

chuaichart

แต่แนวคิดการทำงานแบบโปร่งใสของรัฐบาลที่จะให้ประชาชนสามารถติดตามการทำงานของรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่องและเขาถึงได้ง่าย ถือว่าแนวคิดนี้ดีเยี่ยมเลยครับ ขอสนับสนุนโครงการนี้ครับ

ช่วยชาติ.com หรือ chuaichart.com

อ้างอิง : blognone  ,เว็บไซต์ของคุณ พัชร และ กลุ่มไทยเกอร์ไอเดีย

 

 

แหมเป็นสาวก Google Code ไป 10 โครงการเห็นจะได้ เนื่องจากใช้ SVN เป็นหลักไม่ต้องปรับตัวมากอย่าง LaunchPad.Net ที่ใช้ Bzr อีกอย่างไม่ยุ่งยากมากนักในการใช้งาน ตอนนี้ Google Code คลังซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เรียกได้ว่าเริ่มใหญ่ยักษ์ ได้ประกาศที่จะเปิดให้บริการ Mercurial version control system แล้ว นั่นหมายความว่าคุณสามารถที่จะจัดการ Code ของคุณแบบ DVCS ได้แล้ว โอ้ววววสุดยอด เอ..โครงการโอเพนซอร์สใหญ่ๆ ที่ใช้ Mercurial กันว่ามีโครงการอะไรบ้างล่ะ? คิดไม่ออกใช่มั๊ยครับ Mozilla และ Python ไงครับ สำหรับท่าที่ host โครงการไว้กับ Google Code ยังสามารถใช้ SVN เดิมได้ หรือจะเปลี่ยนมาใช้ Mercurial ได้ครับ สำหรับวิธีการเปลี่ยนเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังกันอีกทีครับ

 

ผมนั่งแกะเกา OpenOffice.Org มาได้ 4 วันแล้วครับ เนื่องจากปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้อีกหลายอย่าง เช่น ตรวจสอบคำไทย การตัดคำ ฯลฯ ซึ่งท่าทางจะใช้เวลาแก้ไขนานพอสมควร เลยตัดประเด็นนี้ไป เลยได้ลองค้น extension ที่เว็บไซต์ของ OpenOffice.Org ดูว่ามี extension อะไรบ้างที่ดูจะเป็นที่นิยม ผลปรากฏว่าเป็น extension เกี่ยวกับ dictionary และ template ซึ่งดูจากจำนวน extension และจำนวนยอดการดาวน์โหลด เลยคิดว่าจะจัดกลุ่มพัฒนา extension บน OpenOffice.Org ผมเลยลองเขียน extension ตรวจคำผิดดูแล้วเห็นท่าจะไม่เวิร์คมันก็ยังแดงเป็นแถบๆ อยู่ เอาเป็นว่าทำ template เป็น extension ก่อนก็แล้วกัน คำถามปลายเปิดวันนี้จึงเป็นเรื่องของ OpenOffice.Org ครับ ในเวอร์ชั่น 3.1 ที่กำลังจะออกในปลายเดือนนี้อยากให้มี template รูปแบบเอกสาร writer, cal, impress อะไรบ้าง? ไม่จำกัดจำนวนคำตอบและจำนวนคนตอบนะครับ ของรางวัลสำหรับผู้ที่ร่วมตอบคำถามคือ พวงกุญแจ น้อง Tux น่ารัก ครับ :) อ้อเกือบลืม พี่ๆ น้องๆ ที่ต้องการร่วมพัฒนา extension ที่ว่านี้ก็ติดต่อมาได้ที่ anoochit[at]gmail[dot]com มาทำอะไรที่สร้างสรรค์เพื่อชุมชนผู้ใช้ OpenOffice.Org กันครับ :)

คงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปเสียแล้ว สำหรับ คอนเซ็ปต์ที่จะให้ iPhone ทำงานทุกอย่างในบ้าน เพราะนี่เป็นหนึ่งในไมล์สโตนที่ iPhone น่าจะทำได้ โดยคอนเซ็ปต์นี้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีทีมนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สระดับเก๋ากำลังเปลี่ยนให้เครื่องใช้ต่าง ๆ ในบ้านสามารรถควบคุมผ่านทาง iPhone และ iPod touch ได้ โดยโครงการดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้ชื่อ OpenRemote ซึ่งได้นักพัฒนาอย่าง Marc Fleury ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เริ่มต้น JBoss มาเป็นผู้พัฒนา โดยกลุ่มงาน OpenRemote นั้นเพิ่งจะเปิดเผยว่ามีการพัฒนาต้นแบบแบบ end-to-end ขึ้นมา โดยใช้ซอฟต์แวร์ iPhone Native Console ในการทำงาน เพื่อส่งคำสั่งต่าง ๆ ไปยังชุด OpenRemote Box (ORB) ผ่านทางเครือข่าย Wi-Fi ซึ่ง ORB ก็จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวนั้นให้เป็นชุดคำสั่งเพื่อสั่งงานระบบต่าง ๆ ภายในบ้านโดยอัตโนมัติ โดยในชุดต้นแบบนั้นจะใช้ระบบอินฟราเรดก่อน ส่วนการสนับสนุน X10 และ KNX จะตามมาในภายหลัง

ซึ่งแน่นอนว่าเพียงแค่อินฟราเรดก็จะช่วยให้เราเหมือนมีมือในการกดรีโมทสั่งงานเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อทำงานร่วมกับ X10 ได้ก็จะสามารถสั่งงานระบบกล้องวงจรปิด, ระบบรักษาความปลอดภัย รวมทั้งระบบแสงสว่างได้ไม่ยากนัก แต่ถึงอย่างไรในโปรแกรม OpenRemote นั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่จุดประกายบอกว่าคอนเซ็ปต์ในการสั่งงานอุปกรณ์ภายในบ้านโดยอัตโนมัตินั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นจริงแล้ว ซึ่งประเด็นก็คือทิศทางในการพัฒนาว่าจะเป็นไปได้จริงในเชิงธุรกิจหรือไม่เท่านั้นเอง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนเมษายน 2552

เพียงแค่สัปดาห์เดียวหลังจากที่รีลิสสุดท้ายของ Ubuntu 9.04 ได้เปิดตัวออกมาภายใต้โค้ดเนมที่ชื่อ Jaunty Jackalone ทางทีมพัฒนา Ubuntu ก็ประกาศเปิดตัวโอเอสตัวใหม่ทันที ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่มากนัก เมื่อเทียบกับรุ่นเบต้าที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้เพียงแค่มีเสถียรภาพในการทำงานมากกว่าเท่านั้นเอง โดยถ้าพุ่งเป้าไปที่ฟีเจอร์หลักของ Ubuntu 9.04 นั้นจะอยู่ที่ความเร็วในการบูตระบบที่เพิ่มสูงขึ้น และมีระบบแจ้งเตือนใหม่ ซึ่งจะว่าไปก็มีประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเดิมนิดหน่อย แต่สิ่งที่มีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดก็คือการสนับสนุนระบบไฟล์ ext4 ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม นอกจากนั้นแล้วยังมีการเปลี่ยนแปลงบนเดสก์ทอปค่อนข้างมากทีเดียว เนื่องจากมีการนำเอา Gnome 2.6 เข้ามาใช้งาน ซึ่งมีการอินทิเกรตเข้ากับ Brasero ให้เป็นแอพลิเคชันหลักใมนการเบิร์นซีดี และที่ดูจะเป็นประเด็นหลักที่หลายคนรอคอยแล้วคงไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ มีการพัฒนาระบบอีเมล์ใหม่หมด ทำให้อีเมล์ไคลเอ็นต์ของ Ubuntu นั้นสามารถทำงานร่วมกับ Microsoft’s Exchange Server ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

สำหรับทางด้านฝั่งเซิร์ฟเวอร์ Ubuntu 9.04 นั้นมีการรวมเอา Ubuntu Enterprise Cloud เข้ามาซึ่งนับว่าเป็นก้างแรกที่จะนำเอา Cloud computing เข้ามาในชุดผ่านทาง Eucalyptus โดยที่ Ubuntu Enterprise Cloud นั้นยังสามารถทำงานร่วมกับ Amazon’s Elastic Compute Cloud (EC2) แต่จะสามารถรันแบบออนไซด์อยู่ทางด้านหลังของไฟร์วอลล์ในองค์กรได้ ส่วนในมุมของ netbook นั้น Ubuntu มีการพัฒนาโดยเน้นให้มีการบูตระบบได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม และยังปรับเปลี่ยนอิ นเทอร์เฟซให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่างานนี้เตรียมมาโดยเฉพาะสำหรับ Asus Eee PC 900, Acer Aspire One และ Dell Mini 9

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนเมษายน 2552

ดูเหมือนจะเป็นข่าวใหญ่ในรอบปีที่วงการไอทีบ้านเราอาจจะไม่ตื่นเต้นมากนัก เนื่องจากประจวบเหมาะกับจังหวะที่บ้านเรามีสถานการณ์ที่ใหญ่กว่า จึงทำให้ข่าวนี้ดูจะเงียบ ๆ ไปในบ้านเรา แต่ถ้าเอ่ยถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการฐานข้อมูล รายชื่ออันดับแรก หรือเต็มที่อยู่ในอันดับที่สองที่หลายคนนึกถึงนั่นก็คือ Oracle ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อปีที่ผ่านมาก็มีข่าวสั่นสะเทือนวงการไอทีชนิดที่ทำให้หลายคนนั่งอยู่ไม่สุข เพราะเมื่อ Sun รุกคืบเข้าไปซื้อ MySQL ไปแล้วหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอนาคตสำหรับโอเพ่นซอร์สจะเป็นอย่างไร แต่มาวันนี้หลายคนยิ่งต้องมานั่งกุมขมับว่าอนาคตตนเองจะไปอยู่ตรงไหนกันแน่ เพราะว่าล่าสุด Oracle ได้ตกลงที่จะซื้อ Sun Microsystems ในราคากว่า 7พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทุกอย่างก็ได้ข้อสรุปลงตัวไปเรียบร้อยแล้ว โดยทาง Oracle ได้ออกมาประกาศว่าข้อตกลงดัวกล่าวนั้นผ่านไปได้ด้วยดี และมีการควบรวมเอาซอฟต์แวร์ระดับเอ็นสเตอร์ไพรส์เข้าด้วยกัน รวมไปถึงยังมีระบบคอมพิวเตอร์ที่สำหรับในระบบงานต่าง ๆ เข้ามาควบรวมด้วย โดยที่ Oracle ยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าหุ้นใก้กับ Sun ถึง 9.5 ดอลลาร์ต่อหุ้นเลยทีเดียว ทำให้มูลค่ารวมในการซื้อขายมีสูงถึงประมาณ เจ็ดพันสี่ร้อยล้านดอลลาร์

โดยในการเข้าซื้อ Sun นี้จะทำให้ Oracle นั้นสามารถเข้าไปใช้งานระบบปฎิบัติการ Sun’s Solaris ซึ่งเป็นระบบปฎบัติการบนฮาร์ดแวร์ระดับไฮเอ็นได้ รวมทั้งยังสามารถเข้าไปใช้งานฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์ส MySQL ซึ่ง Sun ซื้อไปเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้วในราคากว่า พันล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนเมษายน 2552

หากจะบอกว่าไฟล์ Zip เป็นเพื่อนซี้ที่ลืมไม่ได้บนวินโดว์ (หรือบนโอเอสอื่นๆ ก็ตาม ) สำหรับชาวลีนุกซ์ หรือยูนิกซ์อื่น ๆ นั้นก็คงจะบอกเป็ฯเสียงเดียวกันว่า Tar ก็เป็นเพื่อนซี้สำหรับยูนิกซ์เช่นกัน เพราะว่าไฟล์ tar นั้นก็เป็นฟอร์แมตไฟล์ที่ใช้ในการแพ็กข้อมูลเข้าด้วยกัน และนิยมใช้ในการแจกจ่ายซอร์สโค้ด หรือชุดติดตั้งโปรแกรมสำหรับยูนิกซ์แบบต่าง ๆ อีกด้วย แต่ปัญหาก็คือ แทนที่ tar จะได้รับความนิยมเหมือน zip กลับกลายเป็นว่า tar นั้นสร้างปัญหาให้ผู้ใช้บนวินโดว์ไปซะนั่น เพราะถ้าหากเรามีไฟล์ zip อยู่แล้วก็จะสามารถนำไปขยายบนยูนิกซ์ผ่านทางเครื่องมือที่มีมาให้ได้ทันที แต่สำหรับไฟล์ tar แล้ว (ซึ่งโดยปกตินอกจากจะแพ็กรวมแล้ว ยังจะถูกบีบอัดเอาไว้ด้วย gzip อีก ทำให้ไฟล์มีส่วนขยายเป็น xxxxx.tar.gz) เมื่อขนานออกโดย gunzip หรือว่าขยายด้วย Winzip บนวินโดว์แล้ว จะติดอยู่ในฟอร์แมต tar ที่ไม่สามารถเปิดใช้งานได้บนวินโดว์และสร้างเรื่องปวดหัวให้ผู้ใช้หนักขึ้นไปอีก แต่ปัญหานี้ดูจะหมดไปเพราะว่า MiscoSoftware บริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติจีนได้พัฒนา WinTar 3.0 ออกมา ซึ่งเป็นแอ พพลิเคชัน 32 บิตทำงานบนวินโดว์ และสามารถเปิดไฟล์ tar ได้ทุกแบบ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ใช้งานวินโดว์สามารถเปิดไฟล์ขึ้นมาใช้งานได้แล้ว ยังช่วยให้นักพัฒนาโอเพ่นซอร์สที่ยังติดกับเครื่องมือบนวินโดว์สามารถแพ็กเอาซอร์สโค้ดที่พัฒนาขึ้นบนระบบปฎิบัติการวินโดว์มาเก็บไว้และแจกจ่ายออกไปยังระบบปฎิบัติการอื่น ๆ ได้อีกด้วย โดยโปรแกรมสนับสนุนฟอร์แมตสำหรับลีนุกศ์หลาย ๆ ฟอร์แมตไม่ว่าจะเป็น tarball, pax, cpio, shar, ar, mtree รวมถึงไฟล์ฟอร์แมตอื่นๆ อีกด้วย โดยเมื่อผู้ใช้ติดตั้ง WinTar ไปแล้ว ก็จะสามารถขยายไฟล์ได้เหมือนกับไฟล์ฟอร์แมตอื่นที่วินโดว์รู้จักได้ทันที รวมทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับไฟล์ ZIP, 7Z และ CAB ของวินโดว์ได้อีกด้วย

ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับ Windows Explorer รุ่นใหม่และ Office 2007 ที่มีอินเทอร์เฟซที่ค่อนข้างหรูหรา ก็ยิ่งทำให้ WinTar นั้นใช้งานได้ง่ายมาก โดยในเวอร์ชัน 3.0 นี้สามารถอินทิเกรตเข้าทำงานร่วมกับเชลของวินโดว์และเพิ่มความสามารถให้กับ Windows Explorer ได้ทันที แต่น่าเสียดายอยู่ตรงที่ WinTar นั้นกลับไม่ใช่โอเพ่นซอร์ส แต่เป็นแชร์แวร์ที่ให้ทดลองใช้งานและดาวน์โหลดได้จาก www.miscosoftware.com/WinTar/store/WinTar.exe ซึ่งสนนราคาก็อยู่แค่เพียง 19.99 ดอลลาร์เท่านั้นเอง แทบไม่แตกต่างจากเครื่องมือสำหรับไฟล์ Zip ที่เราคุ้นเคยกันแม้แต่นิดเดียว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนเมษายน 2552

สำหรับใครที่ยังรู้สึกว่า OpenVista นั้นอาจจะหรูหราไปสำหรับคลีนิคหรือร้านขายยาขนาดเล็ก อาจจะลองหันไปหาโซลูชันอื่น ๆ ที่เหมาะสมกว่า หนึ่งในนั้นก็คือโครงการ OpenEMR ที่เพิ่งจะเปิดตัวเวอร์ชัน 3.0 ไปและสามารถดาวน์โหลดได้ผ่านทาง SourceForge โดยสำหรับในรีลิสใหม่นี้จะมีการติดตั้งระบบบริหารจัดการเพิ่มเข้าไป และสนับสนุนการใช้หลาย ๆ ภาษา รวมทั้งระบบ E-Prescribing อีกด้วย แน่นอนว่าสำหรับระบบที่ค่อนข้างเล็กนี้ในหลาย ๆ คลีนิคมักจะยังยึดติดอยู่กับการใช้งานวินโดว์เป็นหลัก จึงทำให้การติดตั้งโซลูชันบนระบบอื่น ๆ เหมือนอย่างที่ OpenVista ใช้นั้นดูจะกลายเป็นปัญหาไปในทันที แต่สำหรับ OpenEMR นั้นถ้าไม่ได้ติดตั้งบนลีนุกซ์ ก็เพิ่มแต่ติดตั้งเครื่องมืออย่าง Xampp หรือโซลูชันอย่างที่คนไทยคุ้นเคยกันก็คือ AppServ ลงไปบนวินโดว์เท่านั้นระบบก็สามารถรันผ่านวินโดว์ได้ทันที

โดยใน OpenEMR นั้นนอกเหนือจะเป็นระบบบริหารจัดการทางการแพทย์แล้ว ยังมีความสามารถในการจัดทำใบสั่งยาอิเล็กทรอนิคได้ รวมทั้งมีระบบคิดเงินให้เสร็จสรรพ รวมทั้งมีระบบบันทึกและติดตามสุขภาพของผู้ป่วย รวมทั้งข้อมูลประกันภัยอีกด้วย ซึ่งด้วยไลเซนซ์แบบ General GPU ทำให้สามารถนำเอา OpenEMR เข้าไปแทนที่แอพพลิเคชันเดิมที่ใช้อยู่ได้ทันที ซึ่งแม้จะไม่มีฟีเจอร์หรูหราเหมือนอย่าง OpenVista แต่ก็นับว่าฟีเจอร์ที่มีนั้นเพิ่งพอสำหรับการทำงานโดยทั่วไปของคลีนิคอยู่แล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนเมษายน 2552

Medsphere Systems Corporation หนึ่งในผู้นำทางด้านการให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สสำหรับศูนย์บริการทางด้านสุขภาพ ได้ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้กำลังพัฒนาและเปิดตัวรีลิสใหม่ของโซลูชัน OpenVista electronic health record (EHR) ซึ่งเป็นคอมโพเนนท์ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งในรีลิสดังกล่าวนี้มีพร้อมให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปใช้งาน หรืออิมพลีเมนต์ต่อได้แล้วจากเว็บไซด์ www.medsphere.org ซึ่งแน่นอนว่าชุดโซลูชันทั้งหมดนั้นประกอบไปด้วย OpenVista Interface Domain (OVID), OpenVIsta Clinical Information System (CIS) 1.0RC1 และ OpenVista Server 1.5SP1 ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าโซลูชันดังกล่าวนี้คงจะถูกใจผู้ให้บริการต่าง ๆ อย่างแน่นอน เพราะว่าทางค่าย Medsphere นั้นได้นำเอาฟีเจอร์และสิ่งต่าง ๆ ที่เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะพัฒนามาทปรับปรุงหรือเพิ่มเติมให้อย่างครบครัน และตอบสนองตรงกับความต้องการของคลีนิคต่าง ๆ รวมทั้งยังมีความสามารถในการทำงานข้ามระบบกันได้อีกด้วย

โดยสำหรับความสามารถของเครื่องมือในชุด OpenVista นั้นอาจจะมองแยกออกเป็นคอมโพเนนท์ต่าง ๆ ได้ดังนี้ อย่างแรกคือชุดเครื่องมือในการพัฒนา OVID จะใช้ในการสร้างอินเทอร์เฟซด้วยจาวา ซึ่งช่วยให้สามารถนำไปใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้แล้วยังยอมให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าถึงข้อมูล, ฟังก์ชัน และ API ต่าง ๆ ของ OpenVista ได้โดยตรงทำให้การพัฒนาหรืออิมพลีเมนต์ทำได้โดยง่าย และแน่นอนว่าระบบเตรียมแพล็ตฟอร์มสำหรับการพัฒนาใหม่ ๆ มาให้อีกด้วย

ส่วนใน OpenVista CIS 1.0RC1 นั้นช่วยให้สามารถสร้างระบบงานในคลีนิคได้โดยง่ายโดยพิจารณาจากลำดับขั้นในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังรองรับการพิมพ์กราฟได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น อวัยวะภายใน, แล็ป, ชาร์ตต่าง ๆ และความสามารถในการสร้างรายงานที่จำกัดเฉพาะกลุ่มตามแอพพลิเคชันหรือผู้ใช้ รวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูธลของคนไข้ ซึ่งถือว่าเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นต้องมีเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย และแน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้ก็คือมีมุมมองข้อมูลและมุมมองในการทำงานหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงการจัดเรียงข้อมูล ซึ่งช่วยให้พนักงานในคลีนิคสามารถเลือกมุมมองที่เหมาะสม รวมทั้งจัดแคมเปญจน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกเช่นกัน

ส่วนใน OpenVista Server 1.5SP1 นั้นมีการปรับปรุงรูปแบบแอพพลิเคชันเดิมและมีการเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ เข้าไป และยังเพิ่มอินเทอร์เฟซโอเพ่นซอร์สใหม่ ๆ เข้าไปอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการบริหารจัดการตามช่วงเวลา, การจัดลำดับงานก่อนหลัง, การสั่งงานหรือรายงานผลแล็ป, การเปิดดูภาพถ่ายจากแล็ป ไปจนถึงข้อมูลอัตโนมัติต่าง ๆ

โดยภาพรวมนั้นนับว่าที่ผ่านมา OpenVista EHR นั้นมีความสามารถในการทำงานได้เป็ฯอย่างดีทีเดียว และถ้าหากมองลึกลงไปหลายคนก็คงทราบดีว่า OpenVista นั้นเป็นรุ่นทางธุรกิจของ Vista EHR ซึ่งมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว โดยสำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ใน OpenVista นั้นใช้โค้ดโอเพ่นซอร์สผ่านทาง Freedon of Information Act (FOIA)

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนเมษายน 2552

 

หาเลขเวอร์ชัน Brasero ท่าทางจะงงว่าทำไมเลขเวอร์ชันมันดันเหมือนกะ Gnome ผทเองก็ยังไม่ได้หาคำตอบครับ :P แต่ที่แน่ๆ ใน manifest บอกว่าเป็นเวอร์ชัน 2.26 ครับ รายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับคะแนนไปคนละแต้ม และของรางวัลเข็มกลัดสุดเท่ห์ จาก Thai Open Source มีรายชื่อดังนี้

  1. immaginare
  2. terminus
  3. chalet16
  4. envtech
  5. ConanKung

เอ้าอย่าลืมดูคะแนนสะสมและวิธีการรับของรางวัลได้ที่ หน้า TOSS Quiz ครับ