พอดีว่าได้มีโอกาสไปให้ความรู้กับน้องๆที่ศูนย์ ICT ชุมชนที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาครับ เลยนำภาพกิจกรรมมาฝากกัน ตัวกิจกรรมนั้นเป็นโครงการที่มีชื่อว่า “แม่ลูกร่วมใจเข้าใจไอที” โดยกิจกรรมหลักจะเป็นการทำการ์ดอวยพรวันแม่ ซึ่งหน้าที่หลักๆผมก็คือ ไปสอนน้องๆใช้งาน Inkscape เพื่อออกแบบการ์ดอวยพรวันแม่ ส่วนรายละเอียดก็ ไปดูที่ภาะกันดีกว่าครับ

S6300836
เริ่มด้วยการทำการ์ดด้วยมือก่อน

S6300875
ทีมแม่ลูกร่วมมือ

S6300862
เสร็จแล้ว

P1060033
ต่อด้วยการแนะนำ Chantra สักเล็กน้อย

P1060057
ลงมือปฏิบัติ

S6300929
ผลงานจาก Inkscape

S6300930
การ์ดจากมือ และการ์ดจากคอม จะอันไหนคุณแม่ก็ปลื้มใจด้วยกันหมด

S6300931
คัดเลือกผู้ชนะ อันนี้งานยากที่สุดของวัน

S6300938
รับรางวัลจากคุณลุงกำนัน

P1060021
อีกหนึ่งผู้ชนะ

P1060020
โฉมหน้าของผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ 5รางวัลด้วยกัน

S6300935
สุดท้าย มอบแผ่น Chantra ไว้ให้ศูนย์ ICT ชุมชนของ อ.นางรอง ไว้ได้ใช้ประโยชน์ โดยมีคุณลุงกำนันเป็นตัวแทนในการรับมอบ

กิจกรรมในครั้งนี้ก็สนุกดีครับ และเด็กๆก็เรียนรู้ได้เร็วด้วย เรียกว่าใช้เวลาเรียนรู้กันไม่นานก็สามารถสร้างผลงานกันได้แล้ว เก่งกันมากๆ

Lotus Symphony เป็นซอฟต์แวร์ Office Suite จากทาง IBM โดยพัฒนาต่อยอดมาจาก OpenOffice.org ซึ่งสามารถใช้งานได้บนหลายๆแพลตฟอร์มด้วยกัน และแน่นอนว่า Ubuntu ก็ด้วย เมื่อสนใจแล้วล่ะก็ เหล่าสาวก ubuntu เรามาดูกันครับ ว่าจะมีวิธีติดตั้งยังไง

  1. ขั้นแรกให้ไปดาวน์โหลด Lotus Symphony ตามลิงก์นี้ครับ http://symphony.lotus.com/ เลือกเวอร์ชั่นที่เป็น Ubuntu ครับ
    lotus1
  2. คุณจะได้ไฟล์ที่เป็น .deb มา
    lotus2
  3. ได้ไฟล์มาแล้ว ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ .deb ที่ได้ดาวน์โหลดมาเลยครับ
  4. Ubuntu จะถามรหัสผ่านเพื่อให้ยืนยันสิทธิ์ในการติดตั้งโปรแกรม
    lotus3
  5. รอโปรแกรมติดตั้งตัวเองลงในระบบสักครู่
    lotus4
  6. เสร็จแล้วจะสามารถเรียกใช้งาน Lotus Symphony ได้ทางเมนู Application > Office
    lotus5
  7. ทดลองใช้งานดูครับ
    lotus6

การติดตั้งเป็นอันเรียบร้อยครับ การติดตั้งง่ายกว่าที่คิดครับไม่ได้ยากเย็นอะไร อย่างไรก็ขอให้สนุกกับการใช้งานครับ

ในโปรแกรม Gimp หรือแม้แต่โปรแกรมวาดและตกแต่งภาพโปรแกรมอื่นๆ นั้น จะมีเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ร่วมกับเครื่องมือประเภทพู่กัน ดินสอ ยางลบ เรียกว่า Brush ซึ่งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดว่า Brush คืออะไร ก็คงตอบสั้นๆได้เลยว่า เป็นรูปแบบของหัวแปรง ซึ่งเราจะเลือกหัวแปรงเหล่านี้มาใช้กับเครื่องมือที่ใช้ระบายได้ และในบทนี้ผมจะพาไปลองสร้าง Brush ด้วยตัวเองเพื่อใช้กับ Gimp กันครับ

    สร้าง Brush ด้วยเครื่องมือของ Gimp
    วิธีนี้จะเป็นการสร้าง Brush ด้วยเครื่องมือที่ Gimp เตรียมไว้ให้แล้ว ซึ่งจะเป็น Brush ในรูปแบบพื้นฐาน

  1. ในขั้นแรกให้เปิด Gimp ขึ้นมาก่อนครับ
  2. กดปุ่ม Ctrl + Shift + b เพื่อเรียกหน้าต่างของ Brushes ขึ้นมา หรือคุณอาจเรียกที่เมนูของหน้าต่างที่ทำงานอยู่ที่ Dialogs > Brushes
  3. ที่ปุ่มด้านล่างของหน้าต่าง Brushes กดที่ New brush จะปรากฏหน้าต่าง Brush Editor
  4. ให้คุณปรับค่าต่างๆของ Brush ตามที่คุณต้องการ จากนั้นสั่งเซฟ เพียงเท่านี้คุณก็จะใช้งาน Brush ที่คุณสร้างได้ทุกเวลาที่คุณต้องการ
    สร้าง Brush ด้วยภาพ

  1. เปิดภาพ หรือวาดภาพที่ต้องการนำมาทำเป็น Brush จากนั้นต้องทำการแปลงภาพให้เป็นภาพแบบขาวดำ โดยกดที่ Image > Mode > Grayscale ภาพจะถูกเปลี่ยนเป็นสีขาวดำ
  2. จากนั้นสั่งเซฟ โดยเลือกไฟล์เป็น .gbr จะมีหน้าต่างขึ้นมาถาม ค่าของ Spacing และ Description โดย Spacing คือค่าความห่างของการลงสีลงไปในแต่ละครับ โดยมีหน่วยเป็น Pixel ส่วน Description คือข้อความที่เราจะเห็นเหมือนเป็นชื่อของ Brush
  3. นำไฟล์ที่เซฟแล้วไปไว้ที่ C:Program FilesGIMP-2.0sharegimp2.0brushes สำหรับเครื่องที่ใช้วินโดวส์ ส่วนเครื่องที่เป็นลินุกซ์ให้นำไฟล์ไปไว้ที่ /usr/share/gimp/2.0/brushes
  4. ปิด Gimp แล้วเปิดขึ้นมาใหม่ Brush ที่คุณสร้างไว้ก็พร้อมที่จะใช้งานแล้ว

คุณสามารถสร้าง Brush ที่กำหนดสีไว้เลยได้ด้วยการปรับสีตามที่ต้องการแต่ไม่ต้องปรับโหมดสีเป็น Grayscale จากนั้นสั่งเซฟเป็นไฟล์ .gih สิ่งที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งของ Brush แบบ .gih คือจะสามารถทำเป็น Brush แบบอนิเมชั่นได้ โดยในขั้นตอนการสร้างรูปภาพให้ทำภาพไว้หลายๆเลเยอร์ แล้วสั่งเซฟเป็น .gih


หน้าต่าง Brushes


หน้าต่าง Brush Editor

ไม่แน่ใจว่าจะมีใครตั้ง Repository ไว้หลายที่อย่างผมบ้างรึเปล่า ไม่รู้ปกติเขาตั้งกันมากสักแค่ไหน แต่ของผมเท่าที่กวาดๆตาดูก็ตกประมาณ 20 repo ได้ ที่ตั้งไว้ แน่นอนว่าข้อดีของมันคือมีซอฟต์แวร์ให้เลือกมาก แต่ปัญหาที่เจอเลยคือ ทุกครั้งที่เปิดโปรแกรมจัดการแพคเกจ มันจะเปิดช้ามาก เพราะมัวแต่เสียเวลาไปอัพเดทแต่ละ Repo ในทุกๆครั้งที่เรียกโปรแกรม ดังนั้นวิธีแก้ง่ายๆ คือ ไปตั้งค่าให้มันไม่ต้องอัพเดทอัตโนมัติ แล้วนานๆทีเราค่อยสั่งอัพเดทเองตามต้องการ

วิธีการ

  1. แน่นอนครับ เรียก YaST เลย
  2. ไปที่ Software Repositories
    autoupdate-repo-1
  3. จะปรากฏหน้าต่าง คลังแพคเกจ ขึ้นมาซึ่งจะมีรายการคลังแพคเกจมราเราตั้งไว้อยู่
  4. คลิกเลือกคลังแพคเกจสักรายการ สังเกตุด้านล่าง จะมีช่องที่เขียนว่า เรียกการปรับปรุงใหม่โดยอัตโนมัติ ให้เอาเครื่องหมายถูกออกครับ
    autoupdate-repo-2
  5. ไล่ทำไปให้ครบทุกรายการคลังแพคเกจก็เป็นอันเรียบร้อยครับ

ทีนี้ เราก็ไม่ต้องเสียเวลาในการอัพเดท Repo ในทุกๆครั้งที่จะเรียกโปรแกรมจัดการแพคเกจแล้วครับ

ที่มา: http://suseclub.com/node/60

สำหรับผู้ใช้ Linux หลายๆท่านแล้ว อาจต้องเคยประสพปัญหาในการ Format Partition เป็น NTFS เพื่อใช้ในง่านต่างๆ เช่นการ Format Drive ให้กับ External Harddisk

ซึ่งเครื่องมือจัดการ Disk ใน Linux ส่วนใหญ่แล้ว แม้ว่าจะรองรับการ Format และการย่อขยา Partition แต่เท่าที่ดู เหมือนว่าจะไม่เจอเครื่องมือตัวไหนเลยที่สามารถ Format Partition ให้เป็น NTFS ได้ ทำให้ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเราต้องการ Format Partition เป็น NTFS เรามักจะต้องหาเครื่อง Windows ในการช่วยจัดการกัน

แต่แท้ที่จริงแล้ว ใน Linux เองก็มีซอฟต์แวร์ที่ช่วย Format Partition ให้เป็น NTFS อยู่เหมือนกัน เพียงแต่เป็นซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้งานผ่าน Command-line ทำให้อาจจะไม่สะดวกในการใช้งานนัก

ซอฟต์แวร์ที่ว่านั้นมีชื่อว่า mkntfs ครับ ชื่อของโปรแกรมก็สื่อถึงตัวมันอย่างตรงไปตรงครับ คือ Make NTFS นั่นเอง

วิธีใช้งานนั้นก็ง่ายมากๆ ครับ
สั่ง mkntfs /dev/xxxn (แทน xxx ด้วย hda, hdb หรือ sda ที่จะฟอร์แมท และแทน n ด้วย หมายเลขลำดับของพาร์ทิชั่น
สั่งแล้ว รอครับ เท่านี้เองครับ ง่ายสุดๆ

เพียงเท่านี้คุณก็จะได้พาร์ทิชั่นที่เป็น ntfs ไว้ใช้แล้วครับ

อันนี้เป็นปัญหามากสำหรับผู้ใช้ Linux ที่มาจากสาย Ubuntu อย่างผม เนื่องจาก ใน SUSE เวลาเราจะใช้คำสั่งต่างๆ ที่ต้องให้ root เป็นคนสั่ง เราจะไม่สามารถสั่งผ่าน sudo ได้ ซึ่งปัญหามันไม่ได้อยู่ในเรื่องของสิทธิ์ แต่มันอยู่ที่เรื่องของตัวแปร $PATH

 

ปกติแล้ว ถ้าเราติดตั้งเสร็จ โดยยังไม่ตั้งค่า $PATH เราจะไม่สามารถเรียก yast ด้วย shell prompt ของ user ปกติได้

ตัวอย่าง
gumara@dapper:~$ yast2
bash: yast2: command not found
gumara@dapper:~$ sudo yast2
sudo: yast2: command not found
gumara@dapper:~$

ซึ่งถ้าจะเรียกให้ได้ของ เราต้องเรียกตาม Path เต็มครับ กรณี yast2 ถ้าจะเรียกก็ต้องสั่ง sudo /sbin/yast2

ซึ่งปัญหาตรงนี้ สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่ม Path ลงไปใน $PATH ครับ

วิธีก็ง่ายๆ สั่ง
export PATH=$PATH:usr/sbin:/sbin

แต่ปัญหายังไม่จบ เพราะเมื่อเราปิด Terminal แล้ว ครั้งหน้าเมื่อจะใช้ เราต้องมา export กันใหม่ ดังนั้นโดยปกติแล้ว วิธีที่ผมใช้คือ เขียนลงใน .bashrc วิธีแก้ .bashrc ก็ สั่ง gedit ~/.bashrc โดยนำคำสั่งดังกล่าว ไปเขียนไว้เป็นบรรทัดใหม่ ท้ายสุดของไฟล์ แล้วเมื่อเปิดใช้ Terminal ครั้งถัดไป ก็จะเรียกใช้ yast ได้โดยไม่ต้อง export อีกครับ

เหตุที่ผมเลือกใช้วิธีเขียน export ลง .bashrc เพราะว่า ปกติเวลา Distro ออกเวอร์ชั่นใหม่ ผมจะใช้วิธีลงทับ โดยเก็บ /home ไว้ ดังนั้นค่าที่เก็บใน /home ก็ไม่ต้องไปตั้งใหม่ครับ หรือท่านใดใช้วิธีอื่นก็แนะนำกันครับ

ผลลัพธ์หลัง export เสร็จ
gumara@dapper:~$ sudo yast2
root's password:
gumara@dapper:~$

ได้แล้ว แต่ระบบยังถาม root password อยู่ ยังไม่ได้ถาม password ของ userที่มีสิทธิ์ sudo อันนี้ก็ไปแก้ตามคำแนะนำของ คุณโด่งจ่ะ กันเองครับป๋ม

ก็ มาแนะนำวิธีติดตั้ง LAMP ใน openSUSE ครับ สำหรับชุด LAMP ก็ เนขื่อย่อของ Linux Apache MySQL และ PHP ครับ เรียนว่าเป็นชุดแพคเกจที่นิยมในการนำมาติดตั้งเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้บริการเว็บไซต์กันครับ

ก็ ถือว่าเป็น Howto การติดตั้ง LAMP บน openSUSE อย่างง่ายๆนะครับ

การติดตั้ง

  1. สำหรับผู้ใช้ openSUSE อยู่แล้ว สามารถใช้ YaST ในการติดตั้งโปรแกรมได้เลยครับ เหมือนการติดตั้งโปรแกรมใน openSUSE ทั่วๆไปนั่นเองครับ
  2. ก็ ให้ติดแพคเกจตามนี้ครับ apache2 apache2-mod_php5 php5 php5-gd php5-mysql mysql mysql-client
  3. แล้วก็ ถ้าเอา phpmyadmin ด้วยก็ติด phpMyAdmin อาจงงนิดนึงตรง phpMyAdmin นี่ต้องเป็น case sensitive ด้วยนะครับ ต้องพิมพ์ตัวเล็กตัวใหญ่ให้ตรง ไม่งั้นไม่เจอแพคเกจ งงเลย

ติดตั้งเสร็จ

  1. เขาไม่ได้ start service ให้อัตโนมัตินะครับ ต้องสตาร์ทมือครับ (ไว้จะมาแนะนำวิธีทำ auto start ครับ)
  2. Start apache สั่ง /etc/init.d/apache2 start
  3. แล้วก็ Start MySQL ด้วย สั่ง /etc/init.d/mysql start

ที่เก็บไฟล์
เมื่อเราติดตั้งชุดแพคเกจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะนำไฟล์ของเว็บไซต์ ไปวางเพื่อใช้งานแล้วครับ การนำไฟล์ไปวาง ให้นำไปวางได้ที่ /srv/www/htdocs ครับ ส่วนการเรียกใช้หน้าเว็บก็เข้าที่ http://localhost ตามปกติครับ ส่วน phpMyAdmin ก็ เข้าได้ที่ http://localhost/phpMyAdmin ครับ

เพียงเท่านี้ก็เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ขอให้สนุกกับเว็บไซต์ของคุณครับ

ครับ อย่างที่เราทราบกัน Mint6 ออกมาแล้ว เพราะงั้นก็ เรามาติดตั้งกันเถอะ (จริงๆ อยากได้ Howto แบบ ทำ Ubuntu 8.10 ให้กลายเป็น Mint มั่งเน๊าะ ใครว่างก็เขียนมาทีครับ) ก็เป็น การแนะนำวิธีติดตั้ง Mint ในเบื้องต้นครับ ละเอียดแบบขั้นต่อขั้น เรียกว่า แค่ดูภาพก็ทำตามได้แล้ว ถ้าหากใครสนใจ LinuxMint อยู่ ไม่ควรพลาด Howto ในตอนนี้จาก Hotwoforge ครับ

ลิงก์: http://www.howtoforge.com/the-perfect-desktop-linux-mint-6-felicia

นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาที่ openSUSE 11.1 จะออกแล้ว ก็จะเห็นตามเว็บต่างๆมีการแปะป้าย countdown กันบ้างประปราย ดังนั้นแล้ว เผื่อว่าใครมีเว็บไซต์แล้วเป็นผู้ใช้ SUSE ก็ มาดูกันครับ ว่าเราจะสามารถแปะป้ายนับถอยหลังได้อย่างไร

วิธีก็ง่าย เอาโค้ดไปแปะตามนี้ครับ

  • normal version (256×256 px):
    <a href="http://en.opensuse.org/OpenSUSE_11.1"><img src="http://counter.opensuse.org/11.1/medium"/></a>
  • small version (130×130 px):
    <a href="http://en.opensuse.org/OpenSUSE_11.1"><img src="http://counter.opensuse.org/11.1/small"/></a>
  • large version (400×400 px):
    <a href="http://en.opensuse.org/OpenSUSE_11.1"><img src="http://counter.opensuse.org/11.1/large"/></a>

ก็เป็นโค้ด html ธรรมดาครับ แปะลงหน้าเว็บได้เลย แล้วเรามานับถอยหลังด้วยกันครับ

ที่มา: http://suseclub.com

USP หรือ ubuntu-system-panel เป็นโปรแกรม Launcher ง่ายๆ สำหรับ GNOME ที่ช่วยให้เราหยิบจับอะไรได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น แทนที่จะต้องไปไล่หาตัวจัดการระบบจากเมนู ตัว USP นี้จะรวมมาให้เราเรียกใช้ง่ายๆใน Panel ของเขาเองเลยครับ หรือถ้าจะอธิบายห้เข้าใจง่ายหน่อย มันคือเมนูโปรแกรมแบบหรูๆนั่นเองครับ ตำเตือน ซอฟต์แวร์นี้ยังเป็นของใหม่อยู่ การจะติดตั้งให้คิดให้ดีก่อนครับ

ติดตั้ง USP

  • ขั้นแรกเลย เปิด Terminal ขึ้นมาก่อนครับ ไปที่ Applications > Accessories > Terminal
  • ติดตั้ง Subversion เพื่อใช้ดาวน์โหลด Source code สั่ง sudo apt-get install subversion
  • ได้ Subversion มาแล้ว เตรียมตัวดูด Source สั่ง เป็นบรรทัดๆ ไล่ไปเลยครับ
    mkdir -p ~/Downloads/SVN
    cd ~/Downloads/SVN
    svn checkout http://ubuntu-system-panel.googlecode.com/svn/trunk/ ubuntu-system-panel
  • สั่งติดตั้งเลยครับ ตามนี้
    cd ubuntu-system-panel
    ./usp_update install fresh
  • ถ้าคุณใช้ Ubuntu รุ่น 64bit (ย้ำว่า 64bit เท่านั้น) ให้สั่งตามนี้ sudo cp /usr/lib/python2.4/site-packages/usp/plugins/_keybind64.so _keybinder.so
  • ปิด gnome panel ตัวเก่า สั่ง killall gnome-panel

การติดตั้งก็ เรียบร้อยแต่เพียงเท่านี้ครับ

การปรับแต่งเพิ่มเติม

  • Update USP
    cd ~/Downloads/SVN/ubuntu-system-panel
    ./usp_update update
  • Uninstall
    cd ~/Downloads/SVN/ubuntu-system-panel
    ./usp_update uninstall
  • ลบแบบถอนรากถอนโคน (ลบการตั้งค่าต่างๆ)
    cd ~/Downloads/SVN/ubuntu-system-panel
    ./usp_update uninstall complete

การใช้งาน

  • คลิกขวาที่ Panel บริเวณที่เป็นพื้นที่ว่างๆ แล้วเลือก Add to Panel
  • ให้เพิ่ม Ubuntu System Panel ลงไป
  • ก็จะได้เมนูตามภาพครับ จัดสรรหาพื้นที่วางกันตามสะดวก

เสร็จเรียบร้อยครับ ขอใหสนุกกับเมนูใหม่ครับ

ที่มา: http://www.ubuntuclub.com/node/1189