Chromium Browser เป็นโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ที่พัฒนาต่อมาจาก Google Chrome ครับ ซึ่งใครเป็นแฟน Ubuntu แล้วอยากจะใช้ Google Chrome อาจจะต้องตกระกำลำบากกันสักหน่อย ซึ่งทางออกนึงที่ดูจะง่ายหน่อยสำหรับผู้ใช้ Ubuntu ก็คือ CrossOver Chromium (เผื่อว่าใครไม่รู้ CrossOver คือ WINE เวอร์ชั่นขายครับ) ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งได้ฟรี และง่ายดายมากๆครับ

วิธีการ

  1. ดาวน์โหลด CrossOver Chromium ที่นี่ครับ http://www.codeweavers.com/services/ports/chromium/ เลือกเวอร์ชั่นที่เป็น Ubuntu นะครับ
  2. ตัว Firefox จะถามว่า เราจะทำไรกับมัน ก็ให้เลือกเปิดด้วย Gdebi ครับ หรือจะโหลดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยดับเบิ้ลคลิกเรียกก็ไม่ว่ากันครับ
  3. เสร็จแล้วก็สั่งติดตั้งไปตามกระบวนการครับ ไม่ได้ยากเย็นอะไร


เสร็จแล้วก็จะได้หน้าตาของตัวโปรแกรมตามนี้ครับ ไปลองเล่นกันดูครับ

จากข่าวเก่าที่ GIMP ออก 2.6 ออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับผู้ใช้ Ubuntu นั้นจะยังไม่สามารถ apt-get มาใช้ได้ คงต้องรอกันอีกพักใหญ่ หรือไม่อาจจะมาพร้อม Ubuntu 8.10 ที่จะออกในปลายเดือนนี้ แต่ถ้าหากว่าแฟนๆ GIMP ท่านใดเกิดใจร้อนอยากจะได้ไว้เล่นก่อนใคร จะได้ไปโม้กับเพื่อนที่โรงเรียนได้ ก็เตรียมตัวติดตั้ง GIMP 2.6 กันได้ละครับ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เริ่มเลย

  1. เปิด Terminal ก่อนเลยครับ
  2. สั่ง sudo apt-get build-dep gimp เพิ่มติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็นในการ Compile GIMP
  3. ดาวน์โหลด Source code ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ดังนี้ครับ
    • babl from ftp://ftp.gimp.org/pub/babl/
    • GEGL from ftp://ftp.gimp.org/pub/gegl/
    • GIMP from ftp://ftp.gimp.org/pub/gimp/
  4. พอได้มาครบแล้ว ขั้นแรกให้แตกไฟล์ babl ก่อน
  5. เสร็จแล้วเตรียมติดตั้ง
    • cd เข้าไปที่โฟลเดอร์ที่แตกไฟล์ออกมาแล้ว สั่งตามด้านล่างเรียงไปเรื่อยเลยครับ
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  6. สร้าง binary ใน /opt/gimp-2.6 ให้พร้อมใช้ สั่งตามนี้โลด
    • export PATH=/opt/gimp-2.6/bin:$PATH
    • export LD_LIBRARY_PATH=/opt/gimp-2.6/lib
    • export PKG_CONFIG_PATH=/opt/gimp-2.6/lib/pkgconfig
  7. จัดการ GEGL ต่อ
    • cd เข้าโฟลเดอร์ GEGL ที่แตกออกมา สั่ง
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  8. ติดตั้ง GIMP เลย
    • cd เข้าโฟลเดอร์ GIMP ที่แตกออกมา สั่งตามนี้
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  9. ทดลองใช้ครับ เรียกโปรแกรมได้ที่ /opt/gimp-2.6/bin/gimp-2.6

ที่มา: brushare.com

โดยปกติแล้ว เวลาเจอลิงก์ให้ส่งเมล์ใน Firefox ผมต้องคลิกขวาเพื่อเซฟ Email Address มาเปิดใช้ใน Gmail เพราะถ้าคลิกที่ลิงก์ มันจะไปเปิด Evolution บ้าง ไม่ก็ Thunderbird บ้าง ตามแต่เราจะตั้งค่า ทีนี้ ถ้าเราจะตั้งค่าให้คลิกลิงก์ที่ Email แล้วมันเด้งไปหน้า Gmail เลยล่ะครับ จะดีแค่ไหน

    เอาล่ะ อย่ารอเลย ลงมือซะเลยดีฝ่า

  1. ขั้นแรก ที่ Addressbar ของ Firefox ให้พิมพ์ว่า about:config แล้ว Enter 1ที
  2. มันจะขึ้นข้อความเตือนครับ ไม่มีไรมาก ถ้าใจถึงก็ลุยโลด แค่นั้น
  3. พอกดแล้ว จะมีรายการ Preference ขึ้นมามากมาย ให้พิมพ์ที่ช่อง Filter ว่า mailto แล้วรอสักประเดี๋ยว
  4. มองหาค่าที่เขียนว่า gecko.handlerServiceAllowRegisterFromDifferentHost ดับเบิ้ลคลิก 1ชุด ค่าจะกลายเป็น True
  5. ก๊อบปี๊ข้อความนี้ไปใส่ใน Addressbar javascript:window.navigator.registerProtocolHandler("mailto", "https://mail.google.com/mail/?extsrc=mailto&url=%s","Gmail")
  6. ไปที่เมนู Preference ของ Firefox จากนั้นไปที่ Tab Applications
  7. ช่อง Search ค้นคำว่า mailto ตั้งค่าตามภาพครับ

จบครับ ทดลองได้เลย

ก็ ผมเองปกติถ้าต้องใช้ Virtual machine ปกติก็จะใช้ VMware (เพราะติด VirtualBox ไม่เป็น) เมื่อประมาณเดือนก่อน @winggundamth เอา VMware เวอร์ชั่น 2 มาโชว์ ก็มันน่าสนใจมากเลยพี่น้อง คือหน้า UI ของตัว Control มันเป็นเว็บอินเทอร์เฟสล่ะ ก็คิดว่าประโยชน์น่าจะสำหรับ Admin บ้านไกลไว้รีโมทผ่าน Browser เข้าไปใช้งาน

ที่นี้ก็ ตามหัวเรื่องครับ ก็จะมาแนะนำวิธีติดตั้งไอ้เจ้า VMware ที่ว่าบน Ubuntu ครับ

  1. ขั้นแรกก็ เข้าไปที่ http://www.vmware.com/products/server/ แล้วคลิกที่ Download Now ครับ ดาวน์โหลดเจ้า VM มาซะก่อน
  2. เราจะต้องมีแอคเคานท์ของเขาก่อนนะครับ ถึงจะโหลดมาใช้ได้ ถ้ายังไม่มีก็สมัครซะครับ (VMware ไม่ได้เป็นโอเพนซอร์สนะครับ อย่าลืม โหลดใช้ได้ฟรี เสียเวลาสมัครนิดหน่อย ไม่ได้ลำบากแต่อย่างใดครับ) ก็ ถ้าเข้าหน้าโหลดได้แล้วให้โหลดที่เป็นไฟล์ tar นะครับ rpm ไม่เอา
  3. ได้ไฟล์มาแล้วเปิดเทอรน์มินอลเลยครับ สั่ง sudo apt-get install linux-headers-`uname -r` build-essential xinetd
  4. แตกไฟล์ tar ที่โหลดมาด้วยครับจากนั้นก็ cd เข้าไปในโฟลเดอร์ที่แตกมาครับ สั่ง sudo ./vmware-install.pl
  5. ตัว installer จะถามคำถามนิดหน่อย ก็ให้ Enter ไปครับ แล้วก็ต้องมี Serial number ด้วยครับ ก็สมัครสมาชิกแล้วสามารถขอได้ครับ ก็กรอกให้ไปด้วยครับ
  6. หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ถ้าคุณใช้ค่า default ทั้งหมด สิทธิ์ที่จะใช้ในการ login หน้า control ของ VMware จะเป็นสิทธิ์ root ครับ แต่เราจะยังไม่มี password ของ root ครับ ดังนั้นให้ reset root password ก่อน สั่ง sudo passwd root แล้วก็ พิมพ์พาสเวิร์ดใหม่ลงไปครับ
  7. เสร็จแล้วเปิดเว็บเบราเซอร์โลดครับ เข้าไปที่ https://localhost:8333 หรือ https://localhost:8222
  8. เราก็จะพบหน้าตาของ VMware ที่ติดตั้งแล้วแบบนี้

เสร็จ จบ ขอให้โชคดีทุกท่านคับ

เคยไม๊ครับ ที่คุณใช้วินโดวส์แล้วมันเกิดพังขึ้นมา ทำอะไรไม่ได้ เข้าไม่ได้ ใช้งานไม่แต่ แต่เกิดว่ามีไฟล์สำคัญอยู่แล้วเกิดจะต้องใช้งานขึ้นมาอย่างเร่งด่วนเสียด้วยสิ จะทำยังไงดีล่ะ ก็ Howto นี้จะแนะนำเทคนิคเล็กๆ ในการใช้งาน Ubuntu เพื่อเข้าไปสำรองไฟล์จากวินโดวส์พังๆของคุณ ให้นำออกมาใช้งานได้ครับ แต่ให้ดี ถ้าเป็นไปได้ก็ใช้ ubuntu ไปเลยแหล่ะคับ ดีแล้ว

ขั้นแรก คุณต้องมีแผ่น ubuntu เสียก่อน อันนี้คงไม่แนะนำวิธีนะครับ เพราะมันง่ายมั่กๆ เมื่อมีแผ่นแล้วก็ บูตโลดครับ เลือกตัวเลือกแรก ตามภาพเลย

พอบูตเสร็จ เข้ามาในระบบแล้ว ให้เลือกเมนูนี้ครับ

เสร็จแล้ว คุณจะเห็นก้อนฮาร์ดดิสก์ หรือพาร์ทิชั่นต่างๆของคุณ ให้เล็งๆก้อนที่มีข้อมูลของคุณไว้ครับ

จากนั้นก็ ดับเบิ้ลคลิกเลย มันจะขึ้นกล่องเออเรอร์แบบนี้

ให้คลิกที่ Details ครับ มันจะมีรายละเอียดโผล่ขึ้นมา สังเกตข้อความที่เขียนว่า /dev/sda ครับ มันจะเป็นค่าของพาร์ทิชั่นของคุณ อาจะเป็น /dev/sda1 หรือ /dev/sdb2 อันนี้ขึ้นอยู่กับพาร์ทิชั่นของคุณครับ ดูแลัวจำไว้แล้วกันครับ

ได้ค่าแล้วเปิดเทอร์มินอล โดยไปที่ Applications > Accressories > Terminal แล้วพิมพ์คำสั่งว่า

sudo su

ต่อด้วย

mkdir /media/disk

สั่งต่อนะครับ

กรณถ้าพาร์ทิชั่นเป็น NTFS ให่สั่งว่า mount -t ntfs-3g /dev/sda1 /media/disk -o force
ถ้าเป็น FAT ให่สั่งว่า mount -t vfat -o umask=000 /dev/sda1 /media/disk

จากนั้น ubuntu จะแสดงโฟลเดอร์ของพาร์ทิชั่นที่เราต้องการขึ้นมาครับ จากนั้นก็ นำ Extenal harddisk หรือ Flash drive มาคัดลอกไฟล์ออกไปได้เลยครับ

ก็ เอาวิธีใช้งาน Inscape แบบ userๆ มาแนะนำครับ ก็ ผมคงไม่ลงถึงเรื่องของการติดตั้งนะครับ ถ้ายังไม่มีโปรแกรมก็ไปดาวน์โหลดกันเองที่ http://inkscape.org ละกัน ก็ ถ้ามีโปรแกรมแล้วแต่ยังใช้มะเป็น ก็ ลองดูวิธีการตามนี้ครับ เลื่อนมุมมองภาพ ในการทำงานคุณสามารถเลื่อนมุมมองของภาพได้โดย วิธีต่างๆดังนี้

  1. กด Ctrl+ลูกศร เพื่อเลื่อนมุมมอง ตามทิศทางของลูกศร
  2. กลิ้งลูกกลิ้งเม้าส์ เพื่อเลื่อนภาพขึ้น,ลง หรือกด Shift+กลิ้งลูกกลิ้งเม้าส์ เพื่อเลื่อนภาพไปทางซ้าย,ขวา
  3. เลื่อนภาพด้วยสกรอลบาร์ ที่อยู่ด้านล่างและขวาของหน้าต่างโปรแกรม หากคุณเลื่อนมุมมองของภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ สกรอลบาร์แล้ว
  4. กดเมาส์ปุ่มกลางแล้วเลื่อนไปตามทิศทางที่ต้องการ คุณสามารถปิดมันลงไปได้ หากคุณต้องการโดยกด Ctrl+B เพื่อให้แสดงและไม่แสดง สกรอลบาร์

ซูมเข้า,ออก การทำงานใน InkScape คุณสามารถซูมเข้า(ขยายมุมมองภาพ) เพื่อเข้าไปทำงานในจุดเล็กๆได้ หรือคุณจะซูมออก (ย่อมุมมองมองภาพ) เพื่อดูภาพรวมทั้งหมดของงานก็ได้ โดยมีวิธีซูมภาพดังนี้

  1. เครื่องหมาย + เพื่อซูมเข้า ,เครื่องหมาย – เพื่อซูมออก
  2. Ctrl+เมาส์ปุ่มกลางหรือปุ่มขวา เพื่อซูมเข้า , Shift+เมาส์ปุ่มกลางหรือปุ่มขวา เพื่อซูมออก
  3. Ctrl+กลิ้งลูกกลิ้งเมาส์
  4. ใช้เครื่องมือซูม(รูปแว่นขยาย) ที่อยู่บนแถบเครื่องมือ ทางด้านซ้ายของหน้าต่างโปรแกรม หรือกด F3 เพื่อเลื่อกใช้เครื่องมือซูม
  5. ปรับที่ค่าตัวเลขที่อยู่ทางด้านซ้ายล่างของโปรแกรม ซึ่งมีหน่วยเป็นเปอร์เซนต์

สร้างรูปทรง การสร้างรูปทรงใน InkScape คุณสามารถสร้างได้ด้วยเครื่องมือที่ InkScape ได้เตรียมไว้ให้แล้ว ซึ่งจะอยู่ในแถบเมนูด้านซ้ายมือ สำหรับวิธีใช้นั้น เพียงแค่คุณเลือกเครื่องมือ สำหรับสร้างรูปทรงที่คุณต้องการ และคลิ๊กลงไปบนพื้นที่ทำงานแล้วลาก คุณก็จะได้รูปทรงตามที่คุณต้องการ นอกจากนั้นเครื่องมือเหล่านี้ยังมีความสามารถในการปรับแต่งเพื่อใช้ในการสร้างรูปทรงอื่นๆได้อีกด้วย โดยการปรับแต่งเครื่องมือเหล่านี้สามารถปรับแต่งได้ที่ แถบเมนูด้านบน การทำงานใน InkScape นั้นคุณสามารถย้อนกลับการกระทำครั้งล่าสุด (Undo) ได้ด้วย โดยกด Ctrl+Z และยกเลิกการย้อนกลับการกระทำ(Redo) ได้โดยกด Shift+Ctrl+z เคลื่อนย้าย, ขยาย ,หมุน รูปทรงที่คุณได้สร้างขึ้นใน InkScape นั้นคุณสามารถปรับแก้ได้ตามต้องการ เช่น ย้ายตำแหน่ง, หมุน หรือย่อ/ขยายก็ได้ โดยวิธีแก้ไขรูปทรงนั้น คุณจะต้องทำการเลือกรูปทรงที่คุณต้องการก่อน จากนั้นกด F1 และแก้ไขด้วยคำสั่งที่ InkScape ได้เตรียมไว้ให้ดังนี้

  1. คลิ๊กค้างที่รูปทรงแล้วลาก เพื่อย้ายไปในตำแหน่งที่ต้องการ
  2. Ctrl+คลิ๊กค้างที่รูปทรงแล้วลาก เพื่อย้ายตำแหน่งให้ขนานในแนวตั้งหรือแนวนอน
  3. คลิ๊กค้างที่ลูกศรในส่วนมุมของรูปทรง เพื่อย่อ/ขยายรูปทรง
  4. Ctrl+คลิ๊กค้างที่ลูกศรในส่วนมุมของรูปทรงแล้วลาก เพื่อย่อ/ขยายแบบเท่ากันในทุกด้าน
  5. คลิ๊กซ้ำที่รูปทรงที่เลือกอีกครั้ง ลูกศรจะโค้งเพื่อให้เราหมุนรูปทรงได้
  6. Ctrl+หมุนรูปทรง จะทำให้หมุนได้ครั้งละ 15องศา
  7. กดที่ลูกศร เพื่อย้ายตำแหน่งตามทิศทางของลูกศร
  8. Alt+ลูกศร เพื่อย้ายครั้งละ 1พิกเซล
  9. <, > ย่อ/ขยายรูปทรง
  10. Ctrl+<, > ย่อ/ขยาย ครั้ง1เท่าตัว
  11. Alt+<, > ย่อ/ขยาย ครั้งละ 1พิกเซล
  12. [, ] หมุนรูปทรง ครั้งละ 15องศา
  13. Ctrl+[, ] หมุนรูปทรง ครั้งล่ะ 90องศา
  14. Alt+[, ] หมุนรูปทรงครั้ง 1พิกเซล

การเลือกรูปทรง วิธีในการเลือกรูปทรงต่างๆใน InkScape

  1. คลิ๊กไปที่รูปทรงที่ต้องการ เพื่อเลือกรูปทรงที่ต้องการ
  2. Shift+คลิ๊ก เพื่อคลิ๊กแล้วเข้าไปที่คำสั่งหมุนเลย (คล้ายการคลิ๊ก2ครั้ง)
  3. คลิ๊กแล้วลากครอบวัตถุที่ต้องการ (ครอบได้มากกว่าครั้งละ1ชิ้น)
  4. Shift+คลิ๊ก เพื่อเลือกวัตถุชิ้นต่อๆไป (การณีเลือกวิ้นแรกไปแล้ว และจะเลือกเพิ่ม หรือจะใช้สำหรับ ยกเลิกวัตถุที่เลือกไปแล้วก็ได้)

หากคุณต้องการจะยกเลิกการเลือกวัตถุที่ได้เลือกไปแล้ว คุณสามารถทำได้ด้วยการกด Esc และหากคุณต้องการเลือกวัตถุทั้งหมด คุณสามารถทำได้ด้วยการกด Ctrl+A Group คุณสามารถจับเอารูปทรงหลายๆรูปทรง (ตั้งแต่ 2 ขึ้นไป) มารวมกันเป็น group ได้ ซึ่งประโยชน์ของ group นั้นคือ คุณสามารถเลือกรูปทรงที่อยู่ใน group เดียวกันได้ด้วยการคลิ๊กเพียงครั้งเดียว และสามารถย้าย ย่อ/ขยาย หรือหมุน พร้อมๆกันได้อีกด้วย สำหรับวิธีการสั่ง group นั้นคุณจะต้องเลือกรูปทรงที่จะทำเป็น group ก่อน เมื่อเลือกได้แล้วให้กด Ctrl+G รูปทรงจะถูก group เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนการจะยกเลิก group นั้นให้เลือก group ที่ต้องการ จากนั้นกด Shift+Ctrl+G รูปทรงที่รวมกันอยู่เป็น group จะถูกแยกออก Fill และ Stroke รูปทรงต่างๆใน InkScape จะประกอบไปด้วย Fill และ Stroke ซึ่ง Fill นั้นจะหมายถึง บริเวณที่เป็นส่วนของรูปทรง ส่วน Stroke นั้นคือ ส่วนของขอบของรูปทรง ซึ่งทั้ง Fill และ Stroke นั้นเราสามารถเปลี่ยนค่าของสีและความโปร่งใสได้โดยกด Shift+Ctrl+F เพื่อทำการเรียกหน้าต่างปรับแต่งค่า Fill และ Stroke ขึ้นมา ภายในหน้าต่างนี้ คุณสามารถปรับค่าต่างๆของ Fill และ Stroke ได้ทั้งหมด ลำดับชั้นของรูปทรง รูปทรงต่างๆใน InkScape จะถูกเรียงลำดับชั้นเอาไว้ ซึ่งตามปกติแล้ว จะถูกเรียงลำดับตามเวลาของการสร้าง โดยรูปทรงที่สร้างขึ้นมาก่อนจะอยู่ด้านล่าง แล้วรูปทรงที่สร้างทีหลังจะอยู่ด้านบน ซึ่งลำดับของรูปทรงเหล่านี้เราสามารถจัดเรียงใหม่ได้ โดย

  1. ปุ่ม Home เพื่อย้ายมาด้านบนสุด
  2. ปุ่ม End เพื่อย้ายไปด้านล่างสุด
  3. ปุ่ม PageUP เพื่อย้ายไปด้านบน 1 ระดับ
  4. ปุ่ม PageDown เพื่อย้ายลงล่าง 1 ระดับ

คุณสามารถเลือกวัตถุโดยไล่ไปตามระดับได้โดยกด Tab เพื่อเลือกรูปทรงที่อยู่ในระดับสูงขึ้นไป และ Shift+Tab เพื่อเลือกรูปทรงที่อยู่ในระดับต่ำลงมา Selecting under เป็นวิธีที่ใช้สำหรับเลือกรูปทรงที่ถูกซ้อนอยู่ด้านล่าง ซึ่งถ้าคุณคลิ๊กเพื่อเลือกแบบปกติ จะทำให้คุณเลือกถูกรูปทรงที่อยู่ด้านบน สำหรับวิธีที่ใช้ในการเลือกรูปทรงที่อยู่ด้านล่างนั้น ให้คุณกด Alt+คลิ๊ก จะเป็นการเลือกไปที่รูปทรงที่ถูกบังอยู่ กรณีที่รูปทรงซ้อนทับกันอยู่มากกว่า 1ชิ้นให้คุณคลิ๊กซ้ำไปอีก จะเป็นการเลือกรูปทรงที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าลงไปเรื่อยๆ

     Tcpdump เป็นโปรแกรม Protocol Analyzers ได้พัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ. 1990 ที่ LawrenceBerkeley National Laboratory โดยถูกใช้สําหรับงานทางด้าน network monitor ซึ่งเป็นเครื่องมือที่วิเคราะห์คุณภาพของเครือข่าย (วิเคราะห์ข้อมูลที่
อยู่บนเครือข่าย) การทํางานของ tcpdumpตัว tcpdump จะไปเปลี่ยนการทํางานของ Interface (Lan Card) ใหัทํางานในลักษณะ promiscuous mode ซึ่งจะคอยรับขัอมูลจากเครือข่ายและสามารถนําข้อมูลเหล่านั้นมาแสดงผลได้หลายวิธี เช่น แสดงผลบน
หน้าจอ (Console) หรือ จะแสดงผลในลักษณะของไฟล์ เพื่อนํากลับมาวิเคราะห์ในภายหลังก็ได้

ตัวอย่าง option ของ tcpdump
 – tcpdump -i interface
            เลือก interface ที่ tcpdump จะคอยรับข้อมูล ใช้สําหรับเครื่องที่มีหลาย
            interface (มี Lan Card หลายใบ)
 – tcpdump –n
            tcpdump จะไม่พิมพ์ host name ลดการค้นหาชื่อจาก DNS
 – tcpdump –l
            จะเก็บข้อมูลที่จะแสดงผลไว้ใน buffers ซึ่งสามารถนําข้อมูลเก็บลงไฟล์ได้ ดังนี้
                  #tcpdump -l | tee “filename”
                  หรือ
                  #tcpdump -l > “filename” & tail –f “filename”
 – tcpdump –w file
            เก็บข้อมูลทั้งหมดลงไฟล์ แทนที่จะแสดงผลทางจอภาพ ซึ่งสามารถนําข้อมูลกลับมา
            วิเคราะห์ได้โดยใช้option –r (ด่านล่าง)
 – tcpdump –r file
            อ่าน้อมูลจากไฟล์ (ที่บันทึกจาก option –w)
 – tcpdump –t
            ไม่แสดง timestamp
 – tcpdump –x
            แสดงข้อมูลในรูปเลขฐาน 16 (hex)
 – อื่น ๆ ดูจาก man page
            #man tcpdump



โปรแกรม Ipsumdump  ประกอบด้วย 2 ส่วน

   1. ipsumdump เป็นโปรแกรมสำหรับอ่าน IP packet จาก tcpdump หรือ network traffic และ summary โดยอยู่ในรูป
ของ ASCII
   2. ipaggcreate เป็นโปรแกรมที่ให้ข้อมลทางสถิติจาก tcpdump ซึ่งข้อมูลที่ให้คือ จำนวนของ packet (เป็นได้ทั้ง text และ binary)

การติดตั้ง (Install) ipsumdump(ดาวโหลดโปรแกรม ที่นี่)

แตกไฟล์ที่ได้โดยใช้คำสั่ง  tar -zxvf ipsumdump-1.70.tar.gz

   * ./configure
   * make
   * make install

SYNOPSIS

ipsumdump [-r | -i | …] [–src, –dst, –sport, –dport, …] [other options] [files or interfaces]

ตัวอย่าง OPTIONS บางส่วนของ ipsumdump (พร้อมคำอธิบาย)

Data Sources

     Data source options บอกถึง ipsumdump ใช้  data source ประเภทใด เช่น tcpdump(1) raw-packet files (–tcpdump), live network interfaces (–interface), NetFlow summary files (–netflow-summary), ipsumdump output files (–ipsumdump), DAG or NLANR-formatted files (–dag, –nlanr), or others.

     Non-option arguments specify the files, หรือ interfaces ที่อ่าน เช่น ‘ipsumdump -r eth0 eth1’ เป็นการอ่าน 2 tcpdump(1) files, ที่มีชื่อว่า eth0'' และeth1”; ‘ipsumdump -i eth0 eth1’ เป็นการอ่านจาก 2 network interfaces, eth0'' และeth1”.

     Options ที่อ่าน file อ่านจาก standard input เมื่อผู้ใช้ใส่ single dash – เป็นชื่อ filename หรือ เมื่อผู้ใช้ให้ option ที่ไม่มี filename ทั้งหมด

–tcpdump, -r

      เป็น option ที่เกี่ยวกับการอ่าน file จาก tcpdump -w option (pcap files)  และ File ที่มีการ compress เป็นนามสกุล  gzip หรือ bzip2 ซึ่ง  ipsumdump จะสามารถ uncompress ได้

–interface, -i

      เป็น option ที่อ่านจาก network interfaces ipsumdump จะทำงานต่อเนื่องจนกระทั่งมี interrupt เกิดขึ้นที่ SIGINT or SIGHUP  และ kernel จะแสดงว่ามีจำนวน packets เท่าไรที่มีการ dropped ก่อนการเป็น output.

–ipsumdump

      เป็น option ที่อ่าน ipsumdump files ที่ลักษณะ packet ไม่ได้ระบุชนิด input files

–format=format

      เป็น option ที่อ่าน ipsumdump files ที่มีการระบุ format file โดย format ควรจะเป็น space-separated list

–dag[=encap]

      เป็น option ที่อ่าน DAG-formatted trace files

–nlanr

       เป็น option ที่อ่าน NLANR-formatted trace files (fr, fr+, or tsh format)

–netflow-summary

      เป็น option ที่อ่าน NetFlow summary files

–tcpdump-text

      เป็น option ที่อ่านจาก tcpdump ที่มีรูปแบบเป็น text file

Dump Contents

–timestamp, -t

      เป็น option เกี่ยวกับ packet timestamp ใน dumpfile

–first-timestamp, -T

      เป็น option เกี่ยวกับ flow-begin timestamp ใน dumpfile

–src, -s

      เป็น option เกี่ยวกับ IP source address ใน dumpfile เช่น: 192.168.1.101.

–dst, -d

      เป็น option เกี่ยวกับ IP destination address เช่น 18.26.4.44.

–sport, -S

      เป็น option เกี่ยวกับ TCP หรือ UDP source port ใน dumpfile

–dport, -D

      เป็น option เกี่ยวกับ TCP หรือ UDP destination port ใน dumpfile. เช่น 80

–length, -l

      เป็น option เกี่ยวกับ ความยาวของ packet ใน  dumpfile.

–protocol, -p

      เป็น option เกี่ยวกับ IP protocol ใน  dumpfile. โดย T คือ TCP  , U คือ UDP , I คือ ICMP

–id

      เป็น option เกี่ยวกับ IP ID field ใน  dumpfile. เช่น 19371.

–fragment, -g

      เป็น option เกี่ยวกับ IP fragment test  ใน  dumpfile  โดย F คือ first fragments และ f คือ second และ subsequent fragments  ส่วน nonfragment  คือ single period

–fragment-offset, –fragoff, -G

      เป็น option เกี่ยวกับ IP fragment offset ใน  dumpfile  โดย field value ของ fragment offset อยู่ในรูปของ bytes

–ip-opt

      เป็น Option เกี่ยวกับ IP ใน  dumpfile

–ip-sum

      เป็น Option เกี่ยวกับ IP checksum ใน  dumpfile  เช่น 34987.

–tcp-seq, -Q

      เป็น Option เกี่ยวกับ TCP sequence number ใน  dumpfile  เช่น 4009339012

–tcp-ack, -K

      เป็น Option เกี่ยวกับ TCP acknowledgement number ใน  dumpfile  เช่น4009339012

–tcp-flags, -F

      เป็น Option เกี่ยวกับ TCP flags byte ใน dumpfile แต่ละ flag เป็นการแสดงถึง uppercase letter  เช่น F คือ FIN, S คือ SYN, R คือ RST, P คือ PSH, A คือ ACK, U คือ URG, E คือ ECE (flag bit 6), C คือ CWR (flag bit 7), และ N คือ Nonce Sum (flag bit 8).
 
–tcp-window, -W

      เป็น Option เกี่ยวกับ TCP receive window  ใน dumpfile

Include in the dump. This value is not scaled by the connection’s window scale, if any. Example: 480. For non-TCP packets, and for fragments after the first, this field is a single dash -.

–tcp-opt, -O

      เป็น Option เกี่ยวกับ TCP ใน dumpfile

–tcp-sack

      เป็น Option เกี่ยวกับ SACK-related TCP options ใน dumpfile 

–udp-length

      เป็น Option เกี่ยวกับบอกความยาวของ UDP ใน dumpfile

–payload-length, -L

      เป็น Option เกี่ยวกับบอกความยาวของ packet payload ใน dumpfile

–payload

      เป็น Option เกี่ยวกับ actual packet payload ใน  dumpfile

–payload-md5

      เป็น Option เกี่ยวกับ MD5 checksum ของ packet payload ใน dumpfile

–capture-length

      เป็น Option เกี่ยวกับ ความยาวของ captured IP data ใน dumpfile

–packet-count, -c

      เป็น Option เกี่ยวกับ การนับ packet ใน dumpfile

–link

      เป็น Option เกี่ยวกับ link number ใน dumpfile

Other Options

–output=file, -o file

      เป็น Option เกี่ยวกับการเขียน summary dumpfile ออกมาในรูปของ text file

–binary, -b

      เป็น Option เกี่ยวกับการเขียน summary dumpfile ออกมาในรูปของ binary
 

tcpdump=file, -w file

      เป็น Option เกี่ยวกับการเขียน processed packets ของ tcpdump

–filter=filter, -f filter

      เป็น Option เกี่ยวกับ packets และ flows matching a tcpdump filter

เช่น ‘ipsumdump -f “tcp && src net 18/8”’ เป็นการ summarize data ของ TCP packets จาก net 18. (The syntax for filter is currently a subset of tcpdump’s syntax.)

–bad-packets

      เป็น Option เกี่ยวกับ Print lines like ‘!bad IP header length 4’ ของ packets ที่ไม่มี IP headers, bad IP headers, หรือ bad TCP/UDP headers. (A bad header คือ ความยาวที่ไม่ถูกต้อง หรือ unexpected version, หรือ spread across multiple fragments.)

–anonymize, -A

      เป็น Option เกี่ยวกับ Anonymize IP addresses เป็น output  การ anonymization คือ การเก็บ prefix และ class.

–no-promiscuous

      เป็น Option เกี่ยวกับ Do not place interfaces into promiscuous mode.

–sample=p

      เป็น Option เกี่ยวกับ Sample packets with probability p. p is the chance that a packet will cause output to be generated.

–multipacket

      เป็น Option ที่จะมีผลกับการอ่าน NetFlow หรือ IP summaries

–collate

      เป็น Option เกี่ยวกับการ Sort output packets โดยเรียงจากเวลาที่เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ option นี้เมื่อมีการอ่านจาก multiple tcpdump(1) files

–interval=time

      เป็น Option เกี่ยวกับเวลาของการ process packet ซึ่งอยู่ในหน่วยของวินาที

–limit-packets=count

      เป็น Option เกี่ยวกับนับ packets

–map-address=addrs

      เป็น Option เกี่ยวกับ addrs เป็น a space- หรือ comma-separated list ของ IP addresses และ prefixes. เมื่อ Summary dump เสร็จสมบูรณ์, ipsumdump จะเขียน addresses นั้นเป็น standard error, paired ที่ anonymzed counterparts.

–record-counts=time

      เป็น Option ที่ใช้ประโยชน์เมื่อมีการอ่านจาก interfaces. เป็น Option ที่เมื่อ ipsumdump มีการเขียน comment recording the cumulative number of packets output และ จำนวนของ packets ที่มีการ dropped โดย kernel ก่อนที่ ipsumdump จะ processมันในทุก ๆ วินาที

–random-seed=seed

      เป็น Option เกี่ยวกับการ Set random seed โดย random seed คือ การ random ค่า โดยใช้ /dev/random ร่วมกับ data อื่น ๆ เช่น packet และ ค่าของ anonymized IP addresses.

–no-mmap

      เป็น Option เกี่ยวกับบอกให้รู้ว่าไม่มีการใช้ memory mapping เมื่อมีการ read file

–quiet, -q

      เป็น Option เกี่ยวกับไม่มีการ print a progress bar

–config

      เป็น Option เกี่ยวกับการ configuration ipsumdump

–verbose, -V

      เป็น Option เกี่ยวกับบอก error messages.

–help, -h

      เป็น Option เกี่ยวกับ help message เพื่อช่วยในการใช้งาน

–version, -v

      เป็น Option เกี่ยวกับบอกเวอร์ชั่น และข้อมูล license

ข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Tcpdump
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.cs.ucla.edu/~kohler/ipsumdump/

จากตอนที่ผมได้ติดตั้ง openSUSE และใช้งานใหม่ๆนั้น พบว่า Application ที่มีให้ติดเพิ่มได้ใน Repo ที่มีมาให้อยู่แล้วนั้นมันน้อยมาก (ส่วนหนึ่งเพราะเป็น PPC ด้วย แล้วก็คงเพราะผมโลภด้วย) ก็เลยพยายามหา Repo อื่นๆ มาใส่เพิ่ม แต่ปัญหาคือ มันหายากมาก

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผมมารู้ว่า เขามีลิสท์ไว้แล้ว ที่ http://en.opensuse.org/Package_Repositories แล้วก็ สามารถ add ได้ง่ายๆ โดยใช้ zypper

แต่ตามหลักของ SUSE แล้ว แน่นอนว่า มันต้องวิธีที่ง่ายกว่านั้น ผมเชื่ออย่างแน่นอนว่า YaST ต้องทำไอ้แบบที่ผมต้องการนี้ได้แน่ๆ แต่ด้วยวิธีไหน และยังไงนั่นแหล่ะ

และผมก็รู้วิธีแล้ว จึงได้นำมาแนะนำกันครับ ก็เป็นวิธีเพิ่ม Repo เจ๋งๆ ให้ openSUSE ของเรา อย่างง่ายๆเลย

ขั้นตอน

  1. ผมเขียนสคริปตัวเว็บให้ข้อ 1 เป็น ให้เรียก YaST ตลอดเลยได้ไม๊เนี่ย
  2. ครับ ก็ พอขึ้นหน้าต่าง YaST มาแล้ว ให้ไปที่ Software Repositories
    yast-add-repo-1
  3. เราจะพบหน้าต่าง รายการ Repository ตามภาพครับ ให้กด เพิ่ม โลด
    yast-add-repo-2
  4. มันจะปรากฏหน้ารายการให้เลือก ผมเกลียดจริงๆ มันเยอะมาก นั่งคิดนานกว่าจะเลือกได้ถูก ก็ ให้เลือกที่คลังแพคเกจของชุมชน แล้วกด ถัดไป
    yast-add-repo-3
  5. จะปรากฏรายการ Repo ที่ให้เราสามาระเลือกได้ขึ้นมามากมายครับ (จริงๆเยอะกว่าในภาพ แต่ผม เพิ่ม มันเข้าไปหมดแล้ว เหลืออยู่แค่นี้)
    yast-add-repo-4
  6. ต้องการอันไหนบ้างก็ติ๊กๆไปครับ เสร็จแล้วก็คลิกตกลง
  7. พอกลับไปหน้ารายการ Repository เราก็จะเห็นรายชื่อขึ้นมามากมาย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการครับ

ก็ ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ครับ ครั้งหน้าเมื่อคุณจะเพิ่มโปรแกรม คุณจะพบกับรายการโปรแกรมที่มีมากจนอาจจะต๊กกะจาย

แนะนำวิธีติดตั้ง OpenSUSE โดยติดผ่าน ISO Image เลยครับ ไม่ต้องเปลืองแผ่นอีกต่อไปครับ ท่านใดชอบติดตั้ง Linux ใหม่บ่อยๆ อาจลองดูวิธีนี้ครับ จะได้ไม่เปลืองแผ่น

ก่อนอื่นเรามาทำให้แฟลชไดรฟ์เป็นบูตดิสก์ก่อนครับ

สิ่งที่ต้องเตรียม:

  1. ระบบลินุกซ์พร้อมใช้งาน พร้อมติดตั้งแพกเกจ syslinux และ lilo ไว้ด้วย
  2. แฟลชไดรฟ์ ไม่จำกัดความจุ (แต่ห้ามน้อยกว่า 24 เมกะไบต์นะ)
  3. แฟ้มอิมเมจ ISO ของตัวติดตั้ง openSUSE รุ่น ix86 หรือ x86_64 ตามต้องการ

จัดการแฟลชไดรฟ์ก่อน
1. ติดตั้ง syslinux และ lilo (เอาไว้ใช้คำสั่ง acivate) – กรณียังไม่มี
# yast2 -i syslinux lilo <– อันนี้เป็นคำสั่งบน openSUSE

ถ้าบน ตู้ คงประมาณ

$ sudo apt-get install syslinux lilo

มังครับ :P

2. แบ่งพาร์ทิชันให้แฟลชไดรฟ์ สมมติแฟลชไดรฟ์เป็น /dev/sdb
# cfdisk /dev/sdb

  • เสร็จแล้วแบ่งพาร์ทิชันแรก ผ่าน cfdisk นั่นแหละครับ
  • ไม่ต้องใหญ่มากนะครับ เดี๋ยวเวลาทำบูตดิสก์มันจะช้าเนื่องจากคำสั่งมันจะมีการเช็คดิสก์ด้วย
  • ของผมแบ่งเป็น 256MB ก็พอ ก็จะได้ /dev/sdb1 ออกมา
  • เปลี่ยน Type ของพาร์ทิชันเป็น 06 (FAT16)
  • สั่ง write ตอบ yes

** ข้อ 2 นี่ถือว่าเป็นการหัดใช้งาน cfdisk ละกัน ไม่ยากครับ เลยไม่แปะรูปให้ดู :P

3. ทำระบบแฟ้มแบบดอสให้มัน
# mkdosfs /dev/sdb1

4. เขียน Boot partition
# syslinux /dev/sdb1

ต่อมาเริ่มเข้าสู่การสร้างบูตดิสก์

1. เริ่มด้วยการเมานท์แฟ้มอิมเมจ iso ก่อน
# mkdir -p /mnt/SUSEDVD
# mount -o loop /my/path/to/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso /mnt/SUSEDVD
# cd /mnt/SUSEDVD/boot/x86_64
# ./mkbootdisk –64 –partition /dev/sdb1 /mnt/SUSEDVD/ <== –64 คือ x86_64 ถ้าเป็น 32 บิต ให้เปลี่ยนเป็น –32 แทน ส่วน PPC บ่ฮู้เด้อค่า

เสร็จแล้วครับ (มีแค่ข้อเดียวนี่แหละ แหะ ๆ)

อ้อ ลืม ปกติผมแบ่งพาร์ทิชันดังนี้อยู่ครับ
/dev/sda1 <—– For ix86 Installation
/dev/sda2 <—– For x86_64 Installation
/dev/sda3 <—– Swap 2GB
/dev/sda4 <—— ปกติผมเมานท์ไว้ที่ /home/Share ขนาดค่อนข้างเยอะครับ เอาไว้เก็บข้อมูลต่าง ๆ

ทีนี้ปกติผมมักจะดาวน์โหลดพวก iso ต่าง ๆ มาเก็บไว้ที่ /home/Share/iso
ดังนั้นหากอ้างถึงตามดีไวซ์และพาร์ทิชัน (เอาเป็น x86_64 ละกัน) จะได้เป็น
/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso

จากนั้นบูตใหม่ได้ โดยสั่งบูตจากแฟลชไดรฟ์ของเรา
พอถึงหน้าเมนูบูตของการติดตั้ง ป้อนพารามิเตอร์ต่อไปนี้
install=hd:/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso

เสร็จแล้วครับ ง่ายจัง ไม่เปลืองแผ่นด้วย

———————————————————————————————

ปัญหาที่ต้องระวัง ก็คือเรื่องพาธที่อยู่บนพาร์ทิชันครับ
อย่างของผม ตอนแรกก็ป้อน

install=hd:/dev/sda4/Share/iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso


แล้วก็ไม่ได้ซักที กว่าจะนึกขึ้นได้ว่า Share มันเป็นจุดเมานท์นิ
ถ้าอ้างจากพาร์ทิชันจริง ๆ ก็จะเป็น /iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso
ต่อมาถึงได้ลอง

install=hd:/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso

แล้วก็ฉลุยครับ

———————————————————————————————

**** กรุณาเปลี่ยนพาธ, ชื่อแฟ้ม, ค่าพาร์ทิชัน และค่าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้เป็นไปตามเครื่องของคุณ ๆ กันนะครับ ไม่ใช่ลอกตามหมด :P

ที่มา: http://suseclub.com/node/34

รายงานพิเศษจากการไปออกบูธในงาน Comp&Digital Chiangmai ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา งานนี้ทางฝ่ายโอเพนซอร์สของซิป้าไม่ได้ทำแค่เพียงการนำเอาแผ่นซีดีรวมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับวินโดวส์ชื่อ "จันทรา" ไปแจกเท่านั้น  แต่เรายังได้ทำการขอความร่วมมือบรรดาผู้เข้าชมงานที่รับแผ่นซีดีดังกล่าวไปทำแบบสอบถามเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ทางทีมงานของเราทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของโอเพนซอร์สในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำข้อมูลไปทำการปรับปรุงแผนและผลิตผลงานให้ออกมาอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

เริ่มต้นกันด้วยข้อมูลของสัดส่วนความสนใจระหว่าง "ชาย" และ "หญิง" ว่าเพศไหนให้ความสนใจมากกว่ากัน ผลลัพธ์ที่ได้จากแบบสอบถามบอกกับเราว่าความสนใจในเรื่องนี้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นไปตามคาดว่าเรื่องนี้ผู้ชายสนใจมากกว่า

 

ตามมาด้วยเรื่องของอายุ จากเดิมพบว่าความสนใจเกี่ยวกับโอเพนซอร์สมักจะเป็นคนสูงอายุ แต่งานนี้คงต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่แล้ว เพราะช่วงอายุที่สนใจตอบแบบสอบถามกับเรานั้นน้ำหนักส่วนใหญ่กับไปอยู่ที่ช่วงอายุ 18-25 ทำให้เราค่อนข้างจะมีความหวังอันสดใสขึ้นมาแล้วว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจโอเพนซอร์สมากกว่าคนรุ่นอื่น

 

ส่วนเรื่องของการศึกษาก็พบว่า ระดับปริญญาตรี เป็นกลุ่มคนที่สนใจเรื่องนี้มากที่สุด อันนี้ก็ถือว่าเป็นผลสำรวจที่น่าพอใจว่าคนกลุ่มนี้เริ่มให้ความสนใจกับโอเพนซอร์สมากขึ้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตก็จะมีคนเหล่านี้เป็นรุ่นบุกเบิกที่จะใช้โอเพนซอร์สต่อไปในอนาคต

 


แล้วก็มาถึงคำถามที่เรากล้าที่จะถามว่า "รู้จักโอเพนซอร์สไหม" ผลที่ได้กลับมาทำเอาพวกเรานั่งนิ่งกันไปพักหนึ่ง ก็เพราะตัวเลขมันออกมาชี้วัดได้ว่าคนรู้จักโอเพนซอร์สมีน้อยกว่าคนที่ไม่รู้จัก แต่ก็ถือว่าอยู่ในสัดส่วนไม่มากนักคือ "รู้จัก 48 เปอร์เซนต์"

 

ก่อนท้ายกันด้วยคำถามที่ว่า "รู้จักแผ่นจันทราไหม" คำตอบที่ได้ใกล้เคียงกับคำถามข้างบน แต่ตัวเลขของคนไม่รู้จักเพิ่มสูงขึ้นไปถึง "57 เปอร์เซนต์" ทำให้พวกเรารู้ว่าเรายังมีงานที่ต้องทำกันอีกเยอะสำหรับเรื่องนี้ แต่หลังจากที่ได้รับแผ่นไปแล้วเราเชื่อว่า 57 เปอร์เซนต์ที่บอกว่าไม่รู้จัก ก็จะกลายมาเป็นคนที่รู้จักในที่สุด

 

ปิดท้ายด้วยอันดับยอดนิยมของโอเพนซอร์สในแผ่นจันทราที่มีคนรู้จักมากที่สุด อันดับ1 ไม่ต้องบอกก็คงจะเดากันถูกว่าต้องเป็น OpenOffice.org อย่างไม่ต้องสงสัย ตามมาด้วยอันดับสองที่คะแนนห่างกันไม่มากนักนั่นก็คือ FireFox ส่วนอันดับ 3 ถือว่าเป็นความต้องการของคนอย่างมาก PDFCreator ส่วนอันดับอื่นๆ ก็เชิญดูได้จากกราฟที่เรานำเสนอได้เลย มีข้อน่าสังเกตุนิดหนึ่งว่าคะแนนของ Bittorrent, Notepad2, 7-Zip และ Appserve อยู่ในอันดับต้นๆ ในขณะที่แอพพลิเคชันดังระดับโลกอย่าง Gimp กับ VLC ได้คะแนนน้อยจนน่าใจหาย แบบนี้แสดงว่าโอเพนซอร์สยังเบียดแย่ง Photoshop กับ Windows Media Player ได้น้อยเหลือเกิน

ข้อมูล : จากแบบสอบถามจำนวน 1,238 ชุด ในงาน Comp&Digital Chaingmai 2008 ระหว่างวันที่ 3-6 กรกฎาคม 2551