ช่วงหลังนี้จะเริ่มเห็นหลายๆ อย่าง ที่กำลังเริ่มปรับมาเป็นโอเพนซอร์สกันมากขึ้น จากเดิมที่เราจะคุ้นเคยกันแค่ Open Source Software สิ่งเหล่านี้คงเป็นตัวบอกได้กลายๆว่า กระแสโอเพนซอร์สกำลังมา ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ อย่าง Asterisk card ที่มีการออกแบบการ์ดรุ่นที่เป็น Open Source หรืออย่าง Laptop ของ VIA ที่ออก OpenBook ให้ใครเอาแบบไปผลิตก็ได้ และนอกจาก ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แล้ว ก็ยังมีเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็น Free Beer หรือ OpenCola ที่เอาสูตรมาเปิดเผยให้ทุกคนได้ร่วมกันพัฒนาได้ เพื่อรสชาตอันเป็นที่สุด

ผมยังนึกไม่ออก ว่าในอนาคตหากเรามีทุกอย่างที่สามารถเลือกใช้ได้เป็นโอเพนซอร์สทั้งหมด โลกนี้จะเปลี่ยนเป็นยังไง คุณละครับ ลองนึกไว้แล้วหรือยัง

ไม่ต้องสงสัยว่าพิมพ์ชื่อเรื่องผิดหรือเปล่า เพราะเราหมายความตามนั้นจริงๆ ว่าทั้งหมดที่เรากำลังจะบอกกล่าวกันนี้เป็น 10 แอพพลิเคชันชั้นดีสำหรับ KDE แต่ไม่ถูกรวมไว้กับ KDE ที่เป็นตัวพื้นฐานที่ติดตั้งมาในลีนุกซ์ หรืออธิบายกันให้ง่ายกว่าเดิมก็คือเป็นแอพพลิเคชันที่ต้องไปติดตั้งเพิ่มเอาเอง มาดูกันว่าซอฟต์แวร์ที่ว่านั้นมีอะไรอยู่บ้างแล้วมีที่ตรงกับใจคุณหรือเปล่า


1.Amarok
เครื่องเล่นเสียงยอดนิยมที่สุดของลีนุกซ์ โดยเฉพาะบรรดาคอ KDE ทั้งหลายต่างก็ติดตั้งใช้งานกันถ้วนหน้า เพราะใครๆ ก็พิสูจน์กันแล้วว่าพลังเสียงที่ส่งออกมานั้นสมบูรณ์แบบเพียงใด นี่คือซอฟต์แวร์ที่คนฟังเพลงต้องมี

 



2.KTorrent
สุดยอดของ BitTorrent Client เกือบ 2 ปีที่ผ่านมาย่อมจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่ามันทำตัวได้ครบเครื่องเรื่อง bit จริงๆ นอกจากนี้ยังควบคุมง่ายไม่สับซ้อนตรงไปตรงมาน่าจะเป็นคำที่เหมาะกันซอฟต์แวร์ตัวนี้มากที่สุด นี่คือ KDE BitTorrent Client

 



3.K3b
ถ้าจะบอกว่านี่คือ Nero สำหรับ KDE ก็คงจะไม่ผิด ด้วยการออกแบบที่เน้นการใช้งานที่ง่ายไม่สับซ้อน หรือเรียกว่ามันถอดแบบมาจาก Nero ก็คงจะไม่ผิดนัก ใครคิดจะเขียนแผ่นหนังแผ่นเพลงบนลีนุกซ์ เชื่อว่าใครๆ ก็ใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

 



4.Gwenview
โปรแกรมดูภาพสำหรับ KDE ตัวนี้มีความสามารถหลากหลาย ด้วยเทคนิคการแสดงภาพหลายมุมมองบวกด้วยคุณสมบัติการแก้ไขตกแต่งภาพแบบพื้นฐานได้ในตัว ทำให้มันเหมาะมากสำหรับงานรูปภาพส่วนตัวที่ไม่ต้องเครื่องมือที่ใหญ่โตมากนัก

 



5.KVirc
KDE IRC Client ที่สามารถเบียด Xchat ลงข้างทางได้อย่างไม่ยากเย็นนักด้วยความสามารถรองรับทุกฟังก์ชันของ IRC ได้แทบจะทุกอย่าง ทำให้มันครองใจใครหลายคนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทำไมมันไม่ถูกรวมเข้าไปกับ KDE ให้รู้แล้วรู้รอด

 



6.Kaffeine
เครื่องเล่นวิดีโอที่ได้รับความนิยมอย่างมากมายพอๆ กับ VLC แต่ด้วยความสามารถที่รองรับเรื่องของการ encoding ที่เก่งกาจ รองรับการเล่นทั้ง DVD และ VCD อีกทั้งยังจัดการเลือกตั้งค่าของปุ่มต่างๆ ได้ตามใจ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวของคนรักการดูหนังต้องมี

 



7.KDevelop
ชุดพัฒนาของ KDE ที่รองรับงานขนาดใหญ่ควบคุมโครงการและอีกสารพัดความต้องการของนักพัฒนา นี่คือชุดพัฒนาที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของ KDE

 



8.DigiKam
ซอฟต์แวร์จัดการรูปถ่าย ชื่อมันก็ออกเสียงคล้ายคำว่ากล้องอยู่แล้ว ก็เลยมีความสามารถของการจัดการอัลบั้มรูปถ่ายเป็นหมวดเป็นหมู่ รวมถึงการแก้ไขส่งเข้านำออกและอื่นๆ อีกมากมาย

Bzr Part#1 ตอน Bzr คือ

ช่วงนี้ได้ใช้ Bzr อยู่เรื่อยๆ ไม่ถึงกับถี่ แต่ก็คือได้ใช้แหล่ะ แล้วก็ ปัญหาเดิมๆที่พบคือ พอไม่ได้ใช้นานแล้วกลับมาใช้อีกที ลืมคำสั่งเรียบร้อย เลยเอามาเขียนเป็นซีรี่ส์ดีกว่า สำหรับตอนแรก ขอเริ่มที่เรื่อง Bzr คือ

Bzr เป็นชื่อย่อมาจาก Bazaar แปลว่าตลาดนัด แต่อันนั้นช่างมันเหอะ ส่วน Bzr ในซีรี่ส์เรื่องยาวของเรานี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งครับ ซึ่งเครื่องมือประเภทนี้มีหลายตัว และ Bzr ก็เป็นหนึ่งในนั้น เครื่องมือประเภทนี้เขามีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Version Control System (VCS) ส่วนซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมใช้กันที่จะคุ้นๆหูหน่อยก็จะมี CVS, SVN

ความสามารถโดยทั่วไปของซอฟต์แวร์ระบบ VCS ก็จะประมาณนี้ครับ

  • เป็นที่เก็บเป็นแหล่งที่ไฟล์ข้อมูลถูกจัดเก็บเอาไว้ซึ่งมักจะอยู่บนเครื่องแม่ข่าย
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง การแก้ไขเอกสารในการควบการปรับปรุง แก้ไข
  • นำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันที่ไฟล์เดียวกัน จากผู้ใช้แต่ละคนมารวมกันให็เป็นการเปลี่ยนแปลงชุดเดียว
  • จัดเวอร์ชั่นของไฟล์เป็นชุดของการเปลี่ยนแปลง

ส่วน Bzr ของเรานี้ถือว่าเป็นน้องใหม่ในโลกของ VCS ครับ เพราะเพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมาได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถมั่นใจได้ในคุณภาพของ Bzr ครับ เพราะถูกพัฒนาโดย Canonical ผู้ที่พัฒนา Ubuntu ของเรานี่เองครับ และ Bzr ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อใช้งานกับการพัฒนา Ubuntu โดยเฉพาะครับ

ดูกันจะ ๆ ครับผมว่าทำไมถึงไม่ควรใช้ Windows กับ สนามบิน ฟ้องกันด้วยภาพครับผม สงสัยว่าบทความอนาคตที่ไร้ Microsoft ของพี่ Bixtux เราจะไกล้ความจริงแล้วครับผม (ว่าแต่ว่าสุวรรณภูมิใช้อะไรกันอยู่ครับผม)
มิวนิค, เยอรมันนี

เดนเวอร์, สหรัฐอเมริกา

ลอนดอน, อังกฤษ

เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย

ลอนดอน ฮีธโธรว, อังกฤษ

นิววอร์ค เจอร์ซีย์, สหรัฐ

มอนทรีอัล,​ แคนาดา

เบอร์ลิน, เยอรมันนี

ชิโปว, เนเธอร์แลนด์ (ขนาดแค่ตู้เย็นยัง crash เลย)

สุวรรณภูมิ, ประเทศไทย

ลอสแองเจลลิส, สหรัฐ

โยฮานเนสเบิร์ก, แอฟริกาใต้

ลอนดอน ฮีธโธรว

Huh?, สหรัฐ (อันนี้กลัวๆไวรัสมาก ๆ จน pop-up ขึ้นมาเฉย)

กลาสก้า, สหรัฐ (อันนี้กรณี crash แบบนิ่งไปเลยไม่มี error ขึ้น ก็ต้องแก้ปัญหาแบบด่วนจี๋ไปก่อน)

หลายๆท่านยังคงติดอยู่กับภาพเก่าๆในเรื่องของการใช้งาน Linux ที่มักจะนำไปผูกติดกับการใช้งานสำหรับเครื่อง Server อยู่เสมอ ด้วยเหตุผลเดิมๆว่า Linux ใช้ยาก ซึ่งเหตุผลนั้นจะว่าไปก็จริง แต่มันจริงเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ถึงวันนี้ถ้าจะลองมองดูดีๆแล้ว Linux ไม่ได้ใช้งานยากเหมือนเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งที่ไม่ว่า Linux ค่ายไหนในปัจจุบันก็จะมีตัวติดตั้งที่เป็นกราฟิกมาให้อยู่แล้ว ติดตั้งง่ายกว่า Windows XP เสียด้วยซ้ำไป หรือแม้กระทั่งการใช้งานที่ทุกวันนี้เราสามารถใช้งาน Linux ได้โดยไม่ต้องแตะ Terminal เลยเสียด้วยซ้ำ อันนี้ยืนยันจากประสพการณ์ตรงครับ เคยทดลองดูแล้ว ผมสามารถใช้งาน Ubuntu โดยไม่ต้องแตะ Terminal ได้จริง เรียกว่าจะหยิบจับอะไรนั้น ผู้พัฒนาเขาก็ทำเครื่องมีที่เป็น GUI มารองรับไว้ให้หมดแล้ว

สำหรับท่านที่ยังไม่เคยใช้งาน Linux ในระดับ Desktop มาก่อนแล้วอยากจะทดลอง ผมก็แนะนำให้ลองที่ Ubuntu, Fedora และ SUSE ซึ่งน่าจะเหมาะกับการใช้งานแบบ Desktop ที่สุดแล้ว

ก็ตามที่ได้กล่าวมาครับ ทุกวันนี้ Linux ใช้งานได้ง่ายมากแล้ว ส่วนจะใช้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วครับ

ถึงแม้ว่าในวันนี้ Firefox จะเป็นสุดยอด Web browsers ของกลุ่มผู้ใช้ลินุกซ์ แต่ถ้าใครได้ใช้ลินุกซ์มาก่อนที่จะมี Fiefox อาจลืมไปแล้วก็ได้ ว่าก่อนหน้านี้คุณใช้อะไรท่องเว็บไซต์ วันนี้ผมจะพาไปดู 9 Web browsers หรับลินุกซ์ นอกเหนือจาก Firefox และ Mozilla ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วนะครับ

เอาละครับ พร้อมแล้วก็มารำลึกความหลังไปพร้อมกันเลย

1) Epiphany:

http://www.gnome.org/projects/epiphany/

2) Galeon:

http://galeon.sourceforge.net/

3) Konqueror:

http://www.konqueror.org/

4) Opera:

http://www.opera.com/download/?platform=linux

5) Seamonkey:

http://www.seamonkey-project.org/

6) Dillo:

http://www.dillo.org/

7) Kazehakase:

http://kazehakase.sourceforge.jp/

8) Midori:

http://software.twotoasts.de/?page=midori

9) Netsurf:

http://www.netsurf-browser.org/

ที่มา: http://www.linuxhaxor.net/2008/07/02/9-web-browsers-for-linux/

ชื่อ Philip Newborough อาจจะไม่คุ้นหู ใครหว่า? หากถามคุณว่ารู้จัก #! CrunchBang Linux มั๊ย ทุกคนก้อต้องร้องอ๋อ วันนี้ผมไม่ได้พูดถึง #! CrunchBang Linux นะครับ แต่ผมกำลังพูดถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง CrunchBang.Org คือ Philip Newborough หากจะพูดถึง Philip Newborough คำอธิบายสั้นๆ และเข้าใจง่ายก้อคือเขาเป็นนักพัฒนาเว็บแอพลิเคชั่นและผู้ที่คลั่งไคล้ Linux จากลินคอล์นประเทศอังกฤษ

จากงาน Contribute และงานพัฒนาซอฟต์แวร์ เขาพัฒนาโครงการหลายๆ ตัวที่น่าสนใจและอย่างที่เรารู้จักกันดีอย่างเช่น

1. CrunchBang Linux เป็น remaster version ของ Ubuntu Linux โดยใช้ OpenBox เป็น Windows Manager
2. Whird ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเว็บบล็อก พัฒนาด้วยภาษา PHP
3. Artwork งาน contribute ด้าน artwork สำหรับโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
4. Ubuntu Search Engine เป็น Google Custom Search ที่ค้นหาเฉพาะ Ubuntu เท่านั้น
5. User Agent Sniffer เป็น script PHP เล็กๆ ใช้รวบรวมข้อมูล user agent
6. TwitterZoid เป็น script ภาษา PHP ใช้สำหรับอ่าน RSS Feed จาก Twitter

นอกจากโครงการ ที่อยู่ใน CrunchBang.Org แล้วยังมีงาน Contribute อื่นๆ ของเขาที่น่าสนใจอย่างเช่น Liberation Font, Free Fonts, GIMP Brush เป็นต้น อ้อนอกจากงาน Contribute พัฒนาเว็บแอพลิเคชั่น เขายังเป็นสมาชิกของ LoCo ทีมของ Ubuntu-UK คอยตอบปัญหาและเรียกชุมนุมบน IRC อีกด้วย ถึงแม่ว่าหนุ่มใหญ่คนนี้ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่น อย่าง Geek ทั้งหลายที่คุณคาดว่าเขาน่าจะเป็น แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ความ Geek มันอยู่ที่สิ่งที่เขาตั้งใจทำให้กับ Open Source Community อย่าง #!CrunchBang Linux, Ubuntu และงาน Contribute อื่นๆ อยากรู้จัก Philip Newborough มากขึ้นอีก ดูข้อมูลได้เพิ่มเติมจาก Ubuntu Wiki ครับ

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีปัญหาอย่างหนักหน่วงกับเจ้า Ubuntu ที่รัก เนื่องจากเพื่อนเธอไม่สามารถใช้งานได้ดีกับเครื่องที่เป็น CPU PowerPC เสียแล้ว หรืออย่างน้อยก็เครื่องผมละ มีปัญหามากมายหลายประการ ตั้งแต่ ตอนติดตั้งไม่รู้จักแผ่น CD บ้าง (ทั้งที่มันก็รันอยู่บนแผ่น CD) ติดตั้งไม่ได้บ้าง ติดเสร็จเจอจอมืดๆบ้าง ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลดู ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้เครื่องรุ่นเดียวกันนี้ (Apple iBook G4) ต่างพบปัญหาเดียวกันแทบทั้งสิ้น

ทางออกของผมคือ มองหา Linux Distribution อื่น (เอ๊ะ ไม่เคยคิดจะใช้ OS X เลยรึ) ที่จะเอามาเล่า ไม่ได้อยู่ตรงที่ สุดท้ายแล้ว ผมไปใช้อะไร แต่ที่อยากจะให้สังเกตุคือ วิธีคิดในการเลือกวิธีแก้ไขปัญหา ทันทีที่ผมเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือแก้ได้ยาก (หรือปัญหาที่เกิดใช้เวลาแก้ไขนาน ไม่คุ้มค่าในการเสียเวลา) ผมเลือกใช้วิธีหา Linux Distribution อื่นแทน ทั้งที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมคงพยายามหาทางแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป เพื่อให้ได้ระบบที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ หรือใกล้สมบูรณ์

อะไรที่ทำให้พฤติกรรมผมเปลี่ยนไป ขอวิเคราะห์ เป็นข้อๆเลย

  1. Ubuntu ปรับมาให้เรียบร้อยแล้ว พฤติกรรมของผู้ใช้งาน Ubuntu ในปัจจุบันคือ เราติดตั้ง แล้ว ใช้งานทันที เรียกว่า ไม่มีอะไรต้องลงเพิ่ม ไม่มีอะไรต้องปรับแต่ง เราคุ้นเคยกับการติดตั้งและใช้งานได้ทันที หรือถ้ามีปัญหา เราสามารถแก้ได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น ฟัง MP3 ไม่ได้ ระบบก็จะหาแพคเกจที่จำเป็นให้โดยอัตโนมัติ
  2. 6เดือน/เวอร์ชั่น เมื่อเราพบปัญหาใดที่รู้สึกว่าการจะแก้ไขเป็นเรื่องยากลำบากเราจะรอไปอีก 6เดือน แล้วหวังว่า เดี๋ยวมันก็ใช้ได้เองน่า (ซึ่งมักจะเป็นแบบนั้น)
  3. Linux Distribution แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ว่า ถ้าหากเราเจอปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ถ้าเราเปลี่ยน Distro ก็จะเจอปัญหาเดียวกันอยู่ดี แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว นโยบายในการจัดการและบริหาร รวมถึงการพัฒนาที่เริ่มแยกห่างกันทำให้ Linux Distribution ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในบางครั้ง เมื่อเราเจอปัญหาใดๆ ใน Distro ที่ใช้ เราอาจไม่พบปัญหานั้น ในอีก Distro ก็ได้

ผมอาจจะวิเคราะห์ในแง่ของผู้ใช้ Ubuntu ไปนิดนึง แต่ถูกต้องแล้ว ก็ผมเป็นผู้ใช้งาน Ubuntu นี่นา

ด้วยเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ ก็เพียงพอที่จะให้ภาพของอนาคตในการใช้งาน Linux ได้แล้ว ว่าการใช้งานในอนาตคข้างหน้า Linux จะใกล้เคียง แมค มากขึ้น ในแง่ของพฤติกรรมการใช้งาน

ผมไม่ได้จะบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนเสียมากกว่า (โดยส่วนตัวผมว่าดีนะ)

อนาคตอันใกล้ Linux จะเป็นเครื่องมือใช้งาน มากกว่าเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ อย่าน้อยสำหรับผมในตอนนี้ก็ใช่แล้ว เพราะผมไม่ต้องการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา (ถ้าไม่จำเป็น) ผมต้องการให้มันใช้งานได้เลย ดูได้จากวิธีแก้ปัญหาข้างต้น ซึ่งหลายคนที่ผมรู้จัก มักจะบอกว่า การใช้งาน Linux เราต้องศึกษาให้ลึก ซึ่งเป็นวิธีคิด ที่ผมต่อต้านมาตลอด คนที่คิดแบบนั้น แปลว่า เป็นผู้ที่ศึกษา Linux อยู่แล้ว (อันนี้เป็นวิธีคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ควรๆ) เพราะไม่ใช่ทุกคน ที่จะได้ประโยชน์จากการศึกษา Linux ในเชิงลึก ลองนึกถึงนักเรียนคณะวิศวะคอม ที่เขียนโปรแกรมอย่างเก่ง แต่กลับประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เองไม่ได้ นั่นเพราะเขาไม่ได้ต้องการรู้ ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร แต่ที่เขาอย่างรู้คือ ซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร และจะพัฒนาโปรแกรมอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ดีที่สุด คือถ้าเขารู้ได้ด้วยนั่นก็ดี แต่ถ้าเวลาของชีวิตมันจำกัด คุณคิดว่าเขาควรเอาเวลาไปหัดประกอบเครื่อง หรือไปศึกษา Framework ตัวใหม่ ดังนั้นการ Scratch Linux จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่การ Scratch Linux ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ใช้นั้น เป็นเรื่องที่เหมาะ

จนถึงตอนนี้ Linux เข้ามาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว มันไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่ใช้เฉพาะเครื่อง Server อีกต่อไป ถ้าใครยังติดอยู่ในโลกเก่า ได้เวลาปรับตัวครับ

Ubuntu มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ครบถ้วนต่อการใช้งาน อีกทั้งยังง่ายในการปรับแต่ง แต่ก็เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติ การอื่นๆ ที่หลังจากติดตั้งแล้วยังอาจที่จะต้องมีการปรับแต่งอีกเล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และนี่คือ 10 อย่างที่คุณควรทำ หลังจากติดตั้ง หรืออัพเกรด Ubuntu

  1. ปรับแต่งให้การติดตั้งโปรแกรมเร็วขึ้น
    ไปที่ เมนู System > Administration > Software Sources สังเกตุที่ช่อง Download From ให้เลือก Other จากนั้น คลิกที่ Select Best Server
  2. ติดตั้ง restricted extras (และเปิดใช้งาน multiverse repository)
    ติดตั้งตัวถอดรหัสไฟล์เสียงและวิดีโอต่างๆ เพื่อให้รับชมทั้งวิดีโอ และเพลงได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งใน Ubuntu จะมีชื่อเรียกแพคเกจนี้ว่า restricted extras ไปที่เมนู Application > Add/Remove ที่มุมขวาบนของโปรแกรม ให้เลือก All available applications ให้ค้นหาแพคเกจ restricted extras แล้วติดตั้งได้เลยครับ
  3. ปิดเสียงเตือนของระบบ
    เสียงเตือนจากลำโพงภายในตัวเครื่องที่ค่อนข้างน่ารำคาญเวลาเราทำอะไรสักอย่างผิด สามารถปิดได้ โดยไปที่ System > Preferences > Sound ที่แทบ System Beep ให้เอาเครื่องหมายถูกที่ช่อง Enable system beep ออก
  4. กำจัด partition icons บนหน้าจอ
    ถ้าคุณเป็นอีกคนที่รักที่จะให้หน้าจอสะอากอยู่จะเสมออย่างผม แนะนำว่า กำจัดไอคอนที่ใช้เรียกพาร์ทิชั่นต่างๆ ที่กองอยู่บนหน้าจอของคุณออกไปซะ โดยไปที่ กดที่ Alt+F2 แล้วพิมพ์คำสั่งว่า gconf-editor แล้วคลิก Run จากนั้น ที่ช่องด้านซ้าย ให้ไปที่ apps > nautilus > desktop เอาเครื่องหมายถูกที่ช่อง volumes_visible ออก

  5. ลบไฟล์คอนฟิกเก่าๆ
    หลังจากอัพเกรด Ubuntu แล้ว ในบางครั้งโปรแกรมจะมีการเรียกใช้งานไฟล์คอนฟิกเก่าๆ ขึ้นมาทำงาน ซึ่งบางครั้ง อาจทำให้โปรแกรมเทำงานได้ไม่ราบรื่น เนื่องจาอค่าคอนฟิกของโปรแกรมเวอร์ชั่นเดิม ทำงานไม่สอดคล้องกับโปรแกรมที่ได้อัพเกรดเวอร์ชั่นขึ้นมา คุณสามารถลบไฟล์คอนฟิกเก่าๆทิ้งได้ โดยไปที่ Home folder แล้วคลิกที่ View > Show Hidden Files โปรแกรมจะแสดงไฟล์คอนฟิกขึ้นมา ซึ่งจะมี "." นำหน้า สามารถลบได้ตามแต่ละโปรแกรมไปครับ
  6. ลบ kernels เก่าๆ
    สามารถลบได้ด้วยโปรแกรมจัดการแพคเกจครับ แต่อย่างไรก็ดี ต้องทำด้วยความระมัดระวังด้วยนะครับ
  7. ใส่หน้าตาสวยๆให้ Ubuntu
    คุณอาจเบื่อกับชุดสีโทน Human ที่ใช้มาแล้วหลายปี แนะนำว่าให้ลอง ติดตั้งแพคเกจ blubuntu-look แล้วชีวิตคุณอาจจะสดใสขึ้นครับ
  8. ติดตั้งโปรแกรม Windows ด้วย WINE
    อาจมีบ้าง ที่คุณจำเป็นที่จะต้องใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีแต่เวอร์ชั่น Windows ซึ่งคุณสามารถใช้งานโปรแรกมเหล่านั้นได้ ด้วยการรันผ่าน Wine การติดตั้ง Wine นั้น เพียงแค่ติดตั้งแพคเกจ Wine ด้วยโปรแกรมจัดการแพคเกจ เพียงเท่านี้ครับ แล้วการใช้งานโปรแกรมวินโดวส์บน Ubuntu ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ
  9. ปรับแต่ง Compiz desktop effects
    Ubuntu มี Effect อันสวยงามที่ติดตั้งไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ทำการปรับแต่งให้ใช้งานในทุกเอฟเฟกต์ ตุณสามารถใช้โปรแกรมช่วยตั้งค่าเอฟเฟกต์ได้ โดยติดตั้งโปรแกรม compizconfig-settings-manager
  10. เปิดปิด Compiz อย่างง่าย
    ในบางครั้ง เราอาจเจอโปรแกรมที่ทำงานไม่ได้เมื่อเปิดใช้งานเอฟเฟกต์อยู่บ้าง แล้วการสลับโหมดเพื่อ เปิด-ปิด ใช้งานเอฟเฟกต์นั้นก็อยู่ลึกแสนลึก คุณอาจลองใช้แพคเกจ fusion-icon ซึ่งมันจะไปฝังตัวอยู่ใน notification area ที่จะช่วยให้เรา เปิด-ปิด เอฟเฟกต์ได้ง่ายขึ้น
    เท่านี้คงจะทำให้การใช้งาน Ubuntu เป็นที่สนุกสนานขึ้นแล้วครับ ที่มา: tombuntu.com