OpenBravo ERP เป็นโอเพนซอร์ส ERP ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับธุรกิจ SMEs ซึ่งพัฒนาเป็นเว็บแอพลิเคชั่น รวบรวมความสามารถหลายๆ เรื่องทั้งในเรื่อง procurement, warehouse management, project management, service manangement, production management และ financial managment อยากทราบรายละเอียด feature ของ OpenBravo อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.openbravo.com/product/product-features/

วันนี้เราจะมาติดตั้ง OpenBravo อย่างเซียนกัน มาทำความเข้าใจกันก่อนเครื่องที่ผมใช้มีชื่อว่า server1.example.com มี IP address 192.168.0.100 ซึ่งค่าเหล่านี้อาจไม่เหมือนค่าที่คุณใช้ก้อปรับเปลี่ยนไปตามที่คุณต้องการครับ มาเริ่มต้นกันเลยครับ อันดับแรก แปลงร่างเป็น root กันก่อนด้วยคำสั่ง

$ sudo su

เมื่อเป็น root แล้วมาเริ่มติดตั้งโปรแกรมที่ต้องใช้กับ OpenBravo กันก่อนตัวแรกคือ PostgreSQL ติดตั้ง PostgreSQL ด้วยคำสั่ง

# apt-get install postgresql-8.3

จากนั้นตั้งค่ารหัสผ่าน admin ให้กับ PostgreSQL

# sed -i ‘s/ident sameuser$/trust/’ /etc/postgresql/8.3/main/pghba.conf
# /etc/init.d/postgresql-8.3 restart

เปิด PostgreSQL shell ขึ้นมา

# psql -U postgres

จากนั้นตั้งค่า password ที่เราต้องการ

alter role postgres with password ‘yourrootsqlpassword’;
q

แก้ตรง yourrootsqlpassword เป็น password ที่คุณต้องการนะครับ จากนั้นกำหนด trust ให้ใหม่

# http://www.sony.net/Products/Linux/Download/DSC-G3.html
# /etc/init.d/postgresql-8.3 reload

ตอนนี้เราก้อได้ PostgreSQL กันแล้ว ต่อมาเราต้องติดตั้ง Java JDK โดยใช้คำสั่ง

# apt-get install sun-java6-jdk

หลังจากนั้นสั่งให้ Ubuntu เรียกใช้ Sun Java แทน OpenJava โดยใช้คำสั่ง

# update-java-alternatives -s java-6-sun
# echo ‘JAVA
HOME="/usr/lib/jvm/java-6-sun"’ | tee -a /etc/environment

ให้คุณ Logout จากระบบแล้ว Login ใหม่อีกครั้ง แปลงร่างเป็น root อีกรอบโดยใช้คำสั่ง

$sudo su

ตอนนี้ JAVAHOME จะมีค่าเป็น /usr/lib/jvm/java-6-sun เรียบร้อยแล้ว และใช้งานได้ทุกครั้งที่คุณ Login ขั้นตอนถัดไปเรามาติด Apache Tomcat กัน โดยใช้คำสั่ง

# apt-get install tomcat5.5 tomcat5.5-admin tomcat5.5-webapps

จากนั้น config tomcat ในไฟล์ /etc/init.d/tomcat5.5 อีกนิดหน่อยเปลี่ยน TOMCAT5SECURITY from yes to no

# vi /etc/init.d/tomcat5.5

[…]
# Use the Java security manager? (yes/no)
#TOMCAT5SECURITY=yes
TOMCAT5
SECURITY=no
[…]

จากนั้น restart Tomcat ด้วยคำสั่ง

# /etc/init.d/tomcat5.5 restart

ทีนี้มาตรวจสอบดูครับว่า Tomcat start ให้เราจริงหรือเปล่าโดยใช้คำสั่ง

# netstat -tap | grep jsvc

Tomcat จะ run อยู่บน port 8180 ดังนี้

root@server1:~# netstat -tap | grep jsvc
tcp6       0      0 [::]:8009               [::]:                  LISTEN      7865/jsvc
tcp6       0      0 [::]:8180               [::]:
                  LISTEN      7865/jsvc
root@server1:~#

จากนั้นเรามาตั้ง Evironment Variable กันอีกนิดหน่อย คือกำหนด CATALINAHOME, CATALINABASE และ CATALINAOPT ดังนี้

# echo ‘CATALINAHOME="/usr/share/tomcat5.5"’ | tee -a /etc/environment
# echo ‘CATALINABASE="/var/lib/tomcat5.5"’ | tee -a /etc/environment
# echo ‘CATALINA
OPTS="-server -Xms384M -Xmx512M"’ | tee -a /etc/environment

ให้ logout และ login ใหม่ครับ แล้วแปลงร่างเป็น root อีกรอบ

$ sudo su

ตอนนี้เราก้อจะมี CATALINAHOME, CATALINABASE, CATALINAOPTS ทุกครั้งที่เรา login ครับ

ตอนนี้เราก้อได้ PostgreSQL, Sun Java, และ Apache Tomcat เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปเรามาติดตั้ง OpenBravo ERP กันครับ เปิดเบราเซอร์ไปที่ http://sourceforge.net/projects/openbravo/ แล้วดาวน์โหลด OpenBravo ERP installer (เลือกตรง 02-openbravo-installers ในหน้าดาวน์โหลด) หรือใช้คำสั่งดังนี้

# cd /tmp
# wget http://surfnet.dl.sourceforge.net/sourceforge/openbravo/OpenbravoERP
2.40-linux-installer.bin

จากนั้นเปลี่ยนสิทธิ์ของไฟล์ให้ execute ได้

# chmod +x OpenbravoERP2.40-linux-installer.bin

จากนั้นเริ่มต้นติดตั้ง OpenBravo ERP กันได้เลยครับ

# ./OpenbravoERP2.40-linux-installer.bin

ตัวติดตั้งจะเป็น text mode ง่ายๆ ครับ ตอบ Yes. No. Ok อะไรประมาณนี้ เริ่มต้นจากโปรแกรมจะแนะนำให้เรารู้เกี่ยวกับการติดตั้ง กด Enter เพื่ออ่าน License Agreement จากนั้นยอมรับ License Aggreement พิมพ์ yes

Do you accept this license? [y/n]: <– y

ก่อนการติดตั้ง โปรแกรมจะถามเราอีกนิดหน่อยให้ตอบดังนี้

Please specify the directory where Openbravo ERP will be installed

[/opt/OpenbravoERP]: <– ENTER

Please specify a directory for the Openbravo ERP attachments

[/opt/OpenbravoERP/AppsOpenbravo/attachments]: <– ENTER

Installation mode

Please select the installation mode you wish to perform

[1] Complete
The database and the application server in the same computer
[2] Distributed
The database and the application server in different computers
Please choose an option [1] : <– ENTER

Please select the installation type you wish to perform

[1] Standard
Installs the database and sets up the application server.
Recommended.
[2] Development
Installs the database and and sets up the application server
through a compilation process.
Recommended for developers.
Please choose an option [1] : <– ENTER

Please specify the directory where the JDK is located

[/usr/lib/jvm/java-6-sun]: <– ENTER

Please specify the location where the Ant executable is located

[/usr/share/ant/bin/ant]: <– ENTER

Please specify the directory where Tomcat is located.
In case of having Tomcat split into 2 directories, select the one containing the webapps directory

[/var/lib/tomcat5.5]: <– ENTER

Please select a database

[1] PostgreSQL
[2] Oracle
Please choose an option [1] : <– ENTER

Please specify the directory where the binaries of the PostgreSQL installation are located (psql, pgrestore, vacuumdb)

[/usr/bin]: <– ENTER

Please enter the IP address of the PostgreSQL database

Database host [localhost]: <– ENTER

Please enter the port of the PostgreSQL database

Database port [5432]: <– ENTER

Enter the password for your "postgres" administrator user

Password : <– yourrootsqlpassword (รหัสผ่าน admin ของ PostgreSQL ที่ตั้งไว้ตอนแรก)
Retype password : <– yourrootsqlpassword

Please enter the name of the PostgreSQL database

Database name [openbravo]: <– ENTER

Please enter a username for the Openbravo ERP PostgreSQL database

Username [tad]: <– ENTER

Please enter a password for the new database user

Password : <– tadsqlpassword (รหัสผ่านสำหรับผู้ใช้ tad)
Retype password : <– tadsqlpassword

Enter a context name.

This is used in the URL to access Openbravo ERP:
http://<ip
address>:<port>/context_name

Context name [openbravo]: <– ENTER

Please select the preferred date and time formats

Date format

Date format

[1] DD MM YYYY
[2] MM DD YYYY
[3] YYYY MM DD
Please choose an option [1] : <– ENTER

Date separator

[1] –
[2] /
[3] .
[4] :
Please choose an option [1] : <– ENTER

Time format

[1] 12h
[2] 24h
Please choose an option [2] : <– ENTER

Time separator

[1] :
[2] .
Please choose an option [1] : <– ENTER

Should the installer populate the database with demo data?

[Y/n]: <– ENTER

Setup is now ready to begin installing Openbravo ERP on your computer.

Do you want to continue? [Y/n]: <– ENTER

รอโปรแกรมติดสักพัก ไม่ต้องรีบร้อนครับ

Please wait while Setup installs Openbravo ERP on your computer.

Installing
0% ______________ 50% ______________ 100%
#########################################

—————————————————————————-
Setup has finished installing Openbravo ERP on your computer.

เมื่อติดตั้งเสร็จเราก้อสามารถเข้าไปใช้งาน OpenBravo ได้แล้ว เปิดเบราเซอร์ไปที่ http://server1.example.com:8180/openbravo or http://192.168.0.100:8180/openbravo เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ Openbravo และรหัสผ่าน openbravo


 

เท่านี้ก้อได้ ERP สำหรับ SMEs ให้กันแล้วครับ เอ้ามาลองคำนวนค่าใช้จ่ายเล่นๆ ในการติดตั้ง ERP สำหรับ SMEs เราลงทุนเครื่อง Server 1 ตัว Server 1U Asus RS120-E5/PA4 ราคาอยู่ไม่เกิน 40,000 บาท ส่วน Ubuntu 8.10 และ OpenBravo ERP เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้เลย หากไม่อยากดาวน์โหลด Ubuntu ก้อสามารถติดต่อขอรับแผ่น Ubuntu Server กับโครงการ Shipit ของ Cannonical ได้ ถ้าไม่ต้องการรอก้อสั่งซื้อจาก ShopIt ของ Ubuntu Club ได้ หากไม่คิดค่าลงทุนเรื่องเครื่อง Server เราก้อลดต้นทุนในการหา ERP Solution ที่ใช้งานได้มาใช้สักตัวได้เยอะเลยล่ะครับ เรียกได้ว่าเหมาะกับ SMEs ที่อยากได้ ERP Solution มาให้งานครับ

เมื่อเช้าเสนอข่าวเรื่อง Zend Server ตอนบ่ายนี้มาลองติดตั้ง Zend Server CE กันครับ เอ้าเผื่อใครไม่ได้อ่านข่าวเมื่อเช้า Zend Server เป็นฟรี Application Server ซึ่งมาพร้อมทั้ง PHP และไลบรารีต่างๆ อย่างครบครัน ที่สำคัญในเวอร์ชัน CE (Community Edition) นี้เป็นรุ่นไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ สามารถติดตั้งบน Windows, Max, Linux (RPM/DEB) ได้ สำหรับวิธีการติดตั้ง Zend Server CE ตามมาทางนี้ครับ :)

แปลงร่าเป็น root ก่อนครับ

sudo -s

จากนั้น ดาวน์โหลด package repository มาครับ

wget http://downloads.zend.com/zendserver/4.0.4/ZendServer-CE-4.0.4-RepositoryInstaller-linux.tar.gz

คลี่ไฟล์ออกมา

tar zxvf http://downloads.zend.com/zendserver/4.0.4/ZendServer-CE-4.0.4-RepositoryInstaller-linux.tar.gz

จากนั้นก็เปลี่ยนไดเรคทอรีไปที่

cd ZendServer-CE-4.0.4-RepositoryInstaller-linux

สั่งติดตั้งจาก shell script ดังนี้

./install.sh

** หากคุณติดตั้ง php ที่มาพร้อมกับ linux distro ไว้อยู่แล้ว Zend Server CE จะ remove php เก่าออกแล้วจึงติดตั้ง Zend Server CE ลงไปแทนครับ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็มาเริ่ม start services กันเลย

cd /usr/local/zend/bin
./zendctl.sh start

มาดูหน้าตา Zend Server Administation กัน เบราว์เว็บไปที่ http://localhost:10081 ก็จะเห็นหน้าตาแบบนี้ครับ :)

Created with flickr slideshow.

อ่านเพิ่มเติม – Zend
 

 

ผมเคยเข้าอบรมการใช้งาน Microsoft Office เฉพาะ Word ในราคา 3,600 บาท เพื่อเรียนวิธีการใช้งาน Microsoft Word อย่างถูกต้อง ซึ่งตอนนั้นเสียเงินเข้าไปอบรมได้ฟังบ้าง ไม่ได้ฟังบ้าง แต่ก้อพอจะเข้าใจว่าเราควรจะจัดการเอกสารได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงร่างเอกสารผ่าน View แบบ Layout การกำหนด Style ต่างๆ เอาเป็นว่าคอร์สที่ลงเรียนแทบจะเปลี่ยนวิธีการใช้งาน Microsoft Office ของผมเลยทีเดียว แต่ก้อยังใช้ได้ไม่เชี่ยวชาญนัก แต่ก้อสามารถใช้งานฟังก์ชั่นอัตโนมัติต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วบ้างละกัน

ผม เริ่มมาจับ Star Office แต่ภาษาไทยก้อไม่ได้เรื่องเท่าไร และไม่ได้อยู่ในความสนใจผมมากนัก จนกระทั่ง Open Office 2.3 เจ้าปัญหาทำให้ผมต้องบังคับตัวเองว่าทำอย่างไร จึงจะใช้ความรู้ที่ได้มาจากการอบรมใช้งาน Microsoft Word มาประยุกต์ใช้กับ Open Office 2.3 ได้ เอาเป็นว่า Open Office 2.3 สร้างปัญหาให้ผมอยู่เกือบปีเลยทีเดียวเฉพาะงานเอกสารปกตินะครับ ไม่รวมสิ่งต่างๆ ที่ก่อปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน เอาเป็นว่าเมื่อวานนี้ผมอดหลับอดนอนอีกครั้งเพื่อค้นหาวิธีการที่เหมาะสม รวดเร็ว และประยุกต์ใช้ได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งเทคนิคพิสดาร หรือใช้ Marcro ต่างๆ ให้มันยุ่งยาก ถ้าคุณอยากรู้ค่อยๆ ศึกษากันทีละขั้นตอนนะครับ ผมจะพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง วิธีการใช้งาน Microsoft Word และวิธีการใช้งาน Open Office Writer ในสไตล์ผม เอาล่ะก่อนที่เข้าเนื้อหากัน ผมจะเล่าว่าผมทำอะไรกับ Microsoft Word ได้บ้างและผมจะแนะนำวิธีการทำแบบนี้ใน Open Office Writer ซึ่งสิ่งที่ผมใช้งานบ่อยๆ และชอบใช้เป็นพิเศษใน Microsoft Word ได้แก่

1. จัดโครงร่างเอกสร้างโดยใช้ Layout View ซึ่งใน Open Office ไม่มี Layout View มีแค่ Print Layout และ Web Layout เท่านั้น
2. กำหนดรูปแบบหน้าเอกสาร
3. กำหนด Style เปลี่ยนแปลง Style รูปแบบตัวอักษร การจัด Paragraph เป็นต้น
4. สร้างเนื้อหาข้อมูลสำเร็จอย่างการทำสารบัญต่างๆ เช่น สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ เป็นต้น
5. กำหนดรูปแบบการแสดงเลขหน้า เช่น ก ข ค…  1 2 3… เป็นต้น

เอา แค่นี้ก่อนก้อแล้วกันครับ เพราะเดี๋ยวจะเขียนไม่จบสักทีแล้วเดี๋ยวจะต่อกันไปอีกยาว ผมจะยกตัวอย่างการทำหนังสือทำมือเล่มเล็กๆ ทั้งเล่ม (เฉพาะโครงสร้างหนังสือ) มาเป็นตัวอย่างนะครับ โดยขอบเขตการทำหนังสือตัวอย่างมีดังนี้

1. หน้ากระดาษขนาด A4
2. เว้นกั้นหน้า หลัง บน และ ล่าง เท่ากัน สัก 1.5 นิ้ว กำลังดี (ผมกำหนดเองนะครับ ไม่ใช่มาตรฐานอะไร)
3. ออกแบบโครงสร้างรวมทั้งเล่ม มีดังนี้
3.1 ปก
3.2 ปกรอง
3.3 คำนำ
3.4 สารบัญ
3.5 สารบัญภาพ
3.6 สารบัญตาราง
3.7 เนื้อหาในแต่ละบท
3.8 บรรณาณุกรม
3.9 ภาคผนวก ก
3.10 ภาคผนวก ข
3.11 ปกหลัง

ก่อน ลงมือทำมาพิจารณาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกันก่อน อันดับแรกเลยที่จะเกิดปัญหากับ Writer คือ การวางรูปแบบหน้าเอกสาร สารบัญอัตโนมัติ การเรียงเลขหน้าที่ไม่เหมือนกัน การวาง Style ของเอกสาร ฯลฯ เอาล่ะเห็นปัญหาเยอะแล้วอย่าพึ่งท้อครับ ผมมีวิธียืดยาวแต่ทำตามครั้งแรกครั้งเดียวก้อเข้าใจแล้วล่ะครับ เรามาเริ่มจากเปิด Open Office และตั้งค่าที่เราควรตั้งค่ากันก่อน หน้าตาเชยๆ ของ Open Office Writer ก้อเป็นดังภาพ นั่นแหละครับ

เรา มาเริ่มตั้งค่าที่ควรจะพิจารณาเป็นอันดับแรก สำหรับคนที่ติดตั้งใหม่หรือไม่เคยคิดจะตั้งค่าอะไรเลย ลองพิจารณาและทำตามดูครับ ขั้นแรกเรามาดูในส่วนเมนู Tools > Option กันก่อน จะมีหน้าต่างตั้งค่าดังภาพ เริ่มที่ User data กันก่อนเลยครับ ใส่ให้ครบถ้วน

สำหรับ ท่านที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux และชอบใช้ font ทดแทนอย่าง Angsima, Corada แล้วละก้อคลิกที่ Font แล้วตั้งค่าการเปลี่ยนและแสดงผลฟอนต์ให้ถูกต้องด้วยครับ จากภาพผมตั้งค่าให้เอกสารที่ใช้ font Angsana แสดงผลโดยใช้ font Angsima ที่มีอยู่ในเครื่อง หากคุณใช้ Windows ก้อไม่ต้องตั้งก้อได้ครับ

จาก นั้นมาดูในส่วน Language Setting > Language ในส่วนนี้เราจะกำหนดค่า Locale Setting เป็น Thai ส่วนอื่นๆ จะเปลี่ยนตามอัตโนมัติครับ สังเกตตรง CTL ต้องเป็น Thai ด้วยนะครับ

จาก นั้นมาตั้งค่า Open Office Writer กันต่อ เลือก Open Office.org Writer > Basic Font (Western) ตั้งค่ารูปแบบฟอนต์และขนาดสำหรับ Style ต่างๆ ดังภาพครับ

และ ตั้งค่า Open Office.org Writer > Basic Font (CTL) ในแบบเดียวกัน เนื่องจากผมต้องการให้ font ภาษาอังกฤษและภาษาไทย ใช้ฟอนต์เหมือนกัน ขนาดในแต่ละ Style เท่ากันนั่นเอง

มา ดูในส่วน Open Office.org Writer > AutoCaption ในส่วนนี้เรากำลังบอกให้ Writer Run เลขตาราง เลขภาพ อัตโนมัติ พร้อมใส่คำบรรยายตาราง คำบรรยายภาพให้อัตโนมัติ ผมกำหนดรูปแบบการแสดงผลคำบรรยายตาราง ดังภาพ

และกำหนดรูปแบบการแสดงผลคำบรรยายภาพ ดังภาพ

เมื่อ กำหนดเสร็จเรียบร้อยแล้วก้อกดปุ่ม OK ได้เลยครับ ที่พาทำมาตั้งแต่ต้นเป็นการกำหนดการแสดงผลสไตล์พื้นฐาน การกำหนดค่าคำบรรยายตารางและภาพแบบอัตโนมัติ ซึ่งผมชอบลืมบ่อยๆ ว่าถึงภาพที่เท่าไรแล้ว เวลาเขียนเอกสารเยอะๆ น่ะครับ :P เอาละ กลับมาดูโครงสร้างหนังสือของเรากันที่เขียนไว้ข้างต้น และมาวางแผนการจัดหน้าตามผมนะครับ เอาล่ะ เนื่องจาก Open Office Writer ไม่มี Layout View อย่าง Microsoft Word ดังนั้นเราจะมากำหนด Layout View กันโดยใช้ การวางข้อความง่ายๆ กันครับ มาลองดูซิว่าจะทำยังไง เอาล่ะเมื่อคุณรู้แล้วว่า โครงสร้างหนังสือของเรามีอะไรบ้าง พิมพ์มันลงไปก่อนครับ ดังภาพ

เอาละครับคราวนี้เราก้อมาใช้เบรคมือเพื่อแบ่งหน้าและกำหนดเลขหน้าอย่างเซียนกันได้แล้ว เริ่มแรกมาทำความเข้าใจกติกากันก่อน

1. เลขหน้าของปก และปกหลัง ไม่มีนะครับเดี๋ยวเราจะเอาภาพมาแปะเป็นปกหนังสือของเรา
2. เลขหน้าของคำนำ สารบัญ สารบัญภาพ สารบัญตาราง เป็นตัวอักษร ก ข ค …
3. เลขหน้าของหน้าแรกบทไม่แสดง แต่หลังจากนั้นเป็นตัวเลข 1 2 3 … อยู่ข้างล่างจักกึ่งกลาง

ลอง ทำความเข้าใจกติกากันก่อนนะครับ แล้วค่อยทำตามทีละขั้นตอน เริ่มจากคำว่า ปก ก่อนเลย ให้เลื่อน cursor ไปไว้ตรงหน้าคำว่า ปกรอง แล้วคลิกเมนู Insert… จะมีหน้าต่างให้เราเลือกดังภาพ ให้กำหนด Style เป็น First Page ดังภาพ

จากนั้นใส่ Manual Break ไปเรื่อยๆ เลยครับ โดยกำหนด Style เป็นดังนี้

1. คำนำ เป็น Index กำหนด Change Page Number เริ่มต้นที่ 1
2. สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ เป็น Index

เราจะได้หน้าที่แบ่งออกไปทั้งหมด 7 หน้า ดังภาพ

จาก นั้นแบ่งหน้าที่เป็นเนื้อหาแต่ละบท โดยกำหนด Style เป็น Firstpage และกำหนด Change Page Number เริ่มต้นที่ 1 จากนั้นพิมพ์บทคร่าวๆ สัก 3 บทดังภาพครับ

ผม เอาหนังสือคู่มือ UBUNTU มาเป็นตัวอย่างก้อแล้วกันนะครับ สมมุติว่าเรามีแค่ 3 บท เรามาใช้ Manual Break กันอีกรอบครับเพื่อแบ่งบทออกเป็นหน้าแยกกัน โดยแต่และหน้ากำหนดเป็น Firstpage ครับ จะได้จำนวนหน้ามากขึ้นดังภาพ

จากนั้นเรามาใส่ Manual Break กันต่อเลยครับ ในส่วนของ

1. บรรณาณุกรม กำหนดเป็น First Page
2. ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข  และ ปกหลัง กำหนดเป็น First Page เช่นเดียวกันครับ

เราจะได้ Layout หน้าดังภาพ

เอา ล่ะคับ เราก้อกำหนด Page Layout กันอย่างยากลำบากบน Writer กันเรียบร้อยแล้ว อ๊ะ ยังไม่เสร็นะครับ ผมยังไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่ามันทำได้เหมือน Microsoft Word ที่ผมทำได้อย่างไร กลับมาที่ หน้าคำนำครับ เรามาใส่เลขหน้าที่เป็นแบบ กขค กันครับ โดยคลิกไปที่ Insert > Footer > Index ครับ Cursor จะกระโดดมาที่ footer ของหน้าเราใช้ปุ่มจัดกึ่งกลางจัด Paragraph มาอยู่ตรงกลาง แล้วใส่เลขหน้าด้วยการ คลิก Insert > Fields > Other… จะปรากฏหน้าต่างให้เราเลือก

รูปแบบ Fields ที่จะแทรกลงไปดังภาพ ให้เลือก Page > Page Number > ก,ข,ค,… แล้วคลิกปุ่ม Insert จะได้เลขหน้าดังภาพ

ให้ ลองเลื่อนมายังหน้าถัดไปเราขะพบว่าหน้าจะเรียงเป็น ก ข ค ง ไปเรื่อยๆ แต่จะไม่มีเลขหน้าปรากฏในส่วนแสดงหน้าแรกของบท :) ถ้าคุณทำตามขั้นตอนแล้วได้ผลตามที่ผมบอกก้อแสดงว่าใช้ได้แล้วล่ะครับ เอาล่ะเรามาต่อกันที่การกำหนดรูปแบบอักษรกันครับ ผมจะกำหนดหัวของโครงสร้างของหนังสือเราเป็น Heading 1 ทั้งหมด ดังนั้นเราจะไล่กำหนด Heading 1 กันที่หน้า คำนำ ไปจนถึงภาคผนวกกันเลยครับ วิธีง่ายๆ เปิดหน้าต่าง Style & Formating จะมีหน้าต่างๆ เล็กๆ ขึ้นมาดังภาพ

คลิก เลือกที่ คำนำ (ลากแถบดำคลุม) แล้ว double click ที่คำว่า Heading 1 ในหน้าต่าง Styles & Formating เราจะได้ คำนำ เป็นตัวหนาสีดำๆ ดังภาพ

ให้ คุณกำหนด Heading 1 นี้ไปเรื่อยๆ จนถึง ภาคผวก ข ครับ จากนั้นกำหนด Heading 2 ในหัวข้อย่อยระดับที่ 1 ในแต่ละบทครับ เช่น ในบทที่ 1 เรามีหัวข้อย่อยระดับที่ 1 คือ พูดคุย และอื่นๆ เป็นต้น  จะได้หน้าตาดังภาพ

ไม่ ต้องกังวลเรื่อง font มันเอียงๆ หรือตัวมันเล็กไปนะครับ เดี๋ยวเรามาแต่ง Style กันทีหลังได้ ให้คุณกำหนด  Heading 2 ในแต่ละบท ไปจนครบถึงบทที่ 3 ครับ จากนั้นเรามาเสก สารบัญ กันก่อนครับ กลับไปที่หน้าสารบัญครับ แล้วคลิกเมนู Insert > Indexes & Tables > Indexes & Tables … จะมีหน้าต่างมาให้เราตั้งค่าดังภาพ กำหนดค่าดังภาพได้เลยครับ

เรา จะเห็นว่า Open Office สร้างสารบัญมาให้เราอัตโนมัติ แต่… หน้าที่แสดงผล กขค… กลับกลายเป็นตัวเลขซะงั้น ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราค่อยมาปรับปรุงตารางกันอีกครั้ง (อันนี้ยังหาวิธีเปลี่ยนให้เป็น กขค ไม่ได้ครับ) 

เรา มาแต่ง Style กันดีกว่าครับ เปิดหน้าต่าง Styles & Formating ขึ้นมาใหม่ครับ แล้วคลิกขวาที่ Heading 1 เลือก Modified… จะมีหน้าต่างให้เราตั้งค่า Style ของ Heading 1 ดังภาพ ให้กำหนดขนาด font เป็นขนาด 22pt bold ครับ

และกำหนด Heading 2 ขนาด font เป็นขนาด 18pt bold ครับ เราก้อจะได้เอกสารหน้าตาสวยขึ้นอีกนิดหน่อยดังภาพ

ทีนี้ เรามากระจายหน้าโดยใช้ Manual Break กันอีกสักรอบ โดยแบ่งหน้าจากข้อความที่กำหนดด้วย Heading 2 กำหนด Page Style default ให้แสดงเลขหน้า โดยคลิกที่ Insert > footer > default แล้วจัดกึ่งกลาง ใส่ Fields Page Number เช่นเคย เราจะได้หน้าถัดจากหน้าบทมีเลขหน้าเรียงไปเรื่อยๆ และจะเว้นเฉพาะหน้าแสดงบทเท่านั้น ;)

เอ้ามาลองใส่ตารางกันดูบ้างครับ กลับไปที่บทที่ 1 แล้วคลิกเมนู Table > Insert > Table

เมื่อแทรกตารางแล้วจะมีคำบรรยายตารางพร้อมลำดับขึ้นมาอัตโนมัติ คุณสามารถพิมพ์คำบรรยายตารางเพิ่มเติมได้ ดังภาพ

หากแทรกตารางเพิ่มลำดับที่ของตารางจะเรียงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการใส่เลขหน้า

ลอง ใส่ตารางกันไปแล้ว คราวนี้มาลองใส่รูปภาพกันบ้าง คลิกที่เมนู Insert > Picture > From File… เลือกภาพแทรกเข้ามาสักภาพหนึ่ง คุณจะพบว่า Writer จะเพิ่มหมายเลขภาพและคำบรรยายภาพเพิ่มให้อัตโนมัติเช่นเดียวกับตาราง คุณสามารถพิมพ์คำบรรยายภาพเพิ่มเข้าไปได้เช่นเดียวกัน

ยัง เหลือสารบัญตารางและสารบัญภาพที่เรายังไม่ได้ทดลองสร้างใช่ไหมครับ คลิกไปที่หน้าสารบัญตารางเลยครับ แล้วคลิก Insert > Indexes & Tables > Indexes & Tables แล้วตั้งค่าดังภาพ

เมื่อแทรกข้อมูลแล้วจะได้ผลลัพท์ดังภาพ

และเช่นเคยสารบัญภาพ คลิก Insert > Indexes & Tables > Indexes & Tables แล้วตั้งค่าดังภาพครับ

เมื่อแทรกข้อมูลแล้วจะได้ผลลัพท์ดังภาพ

สารบัญ อัตโนมัติที่เราสร้างสามารถอัพเดทข้อมูลได้เหมือนๆ กับที่เราสร้างใน Microsoft Word แต่สำหรับเรื่องที่ค้างในส่วน หมายเลขที่เป็นตัวอักษร กขค… นั้นเท่าที่ค้นข้อมูลดูแล้วไม่สามารถทำได้ครับ แต่ Writer เปิดให้เราแทรกอักษรที่ถูกต้องลงไปแทนได้ ดังนั้นในส่วนสารบัญอัตโนมัติที่สร้างออกมาแล้วเราสามารถแก้เลขหน้าจาก ตัวเลข เป็นตัวอักษรได้เลยตรงๆ ครับ เมื่อแก้ไขแล้วจะออกมาดังภาพ

ออก จะตะกุกตะกักสักหน่อย เพราะ Open Office Writer เองก้อยังคงมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ กับภาษาไทย และการทำสารบัญอัตโนมัติอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ใช่ไหมครับ :)
เราก้อใช้เวลาที่เหลือปั่นต้นฉบับ ให้เสร็จ เมื่อเราได้เนื้อในของหนังสือเรียบร้อยเรายังขาดอะไรอีกครับ อ้อปกหนังสือไงครับ เราก้อไปออกแบบปกหนังสือด้วยโปรแกรม Inkscape แล้วเอามาแทรกลงในส่วนปก และ ปกหลังได้เลยดังภาพ

เท่านี้เราก้อได้หนังสือที่ทำจาก Open Office Writer แล้วซึ่งใช้แนวทางในการทำคลายคลึงกับ Microsoft Word :) ลองดูตัวอย่างเมื่อ Export เป็น PDF ออกมาสิครับ สวยงามมาก

เช้านี้มาพร้อมกับข่าวสั้น แต่คิดว่าน่าตกใจพอสมควร คือ Default search ของ Firefox ใน Ubuntu 10.04 จะเป็น Yahoo! ครับ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นกับช่องตรงกลาง ที่เป็นหน้าแรกเวลาเราเปิด Firefox ขึ้นมา และที่มุมขวาบน ที่เป็นช่อง Search อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถปรับกลับไปเป็น Google เหมือนเดิมได้อยู่ครับ

ก็ข่าวสั้นๆ เท่านี้ครับ รายละเอียดเติ่มเติมดูที่ ที่มา และประกาศ

ที่มา – http://ubuntuclub.com/node/1733

ถ้าใครใช้งาน OpenOffice.org อยู่น่าจะนึกออกสำหรับความสามารถของแถบเลื่อนที่ใช้ในการ Zoom ที่มีเข้ามาใน OpenOffice.org 3.0 เป็นต้นมา และตามหัวข้อข่าวครับ แถบเลื่อนแบบเดียวกันนี้มีสำหรับ Nautilus แล้ว

วิธีติดตั้งแถบเลื่อน Zoom ดูได้ที่ omgubuntu.co.uk แต่ผมลองทำแล้วมันไม่ขึ้นครับ แต่ได้หน้าจอ Nautilus เท่ๆ มาแทน ใครลองแล้วสำเร็จก็มาบอกเล่ากันครับ

ที่มา: http://ubuntuclub.com/node/1730

Ubuntu Software Center เป็นโปรแกรมที่มาแทน Add/Remove programe ตัวเดิมซึ่งยังสามารถเชื่อมต่อกับ Ubuntu Repository ได้เช่นเดิมแต่หน้าตาเปลี่ยนไปเท่านั้น สำหรับ Ubuntu Software Center มีแผนว่าจะทำหน้าที่คล้ายๆ App Store ไปในตัวจากข่าวความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุด ตอนนี้ Ubuntu Software Center ตัวใหม่ที่จะมีใน Ubuntu 10.04 นี้มีคุณสมบัติใหม่คือ ผุ้ใช้สามารถให้คะแนน Software ที่อยู่ใน repositoy ได้ (ซึ่ง Add/Repome Programe ตัวเก่าทำได้) และยังเพิ่งความสามารถในการเขียน review โปรแกรมนั้นๆ อีกด้วย สำหรับหน้าตาของ Ubuntu Software Center ตัวใหม่มีหน้าตาแบบนี้ครับ

ส่วนวิธีการให้คะแนน และรีวิวจะมีแบบฟอร์มสำหรับข้อมูลให้ครับ แต่ต้องล๊อกอินผ่านทาง Account ของ Ubuntu Single Sign-On ครับ

ที่มา: http://www.omgubuntu.co.uk/2010/01/ubuntu-software-centre-gets-star.html

ผมได้มีโอกาสไปงานสัมนาเล็กๆ ที่ ม.บูรพา เรื่อง ส่งเสริมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส (Open Source) ด้านการออกแบบ ลดความเสี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ ได้ช่วงบรรยายมาประมาณ 1 ชั่วโมง งานนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลายสถาบันไม่ว่าจะเป็นจาก ม.บูรพา, ตัวแทนจาก ม.สุรนารีและนักศึกษาที่สนใจ งานสัมนาครั้งนี้ทีมงาน ThaiOpenSource.org ได้พาแขกรับเชิญคนสำคัญไปด้วยคือ “พี่เปิล” จาก BSA มาให้ความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในสัมนาครั้งนี้ด้วย ทำให้งานสัมนาครั้งนี้มีสีสันขึ้นเยอะและสนุกมากๆ ครับ อยากให้มีงานสัมนาเล็กๆ แบบนี้มีขึ้นอีกเยอะๆ ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต ขอเพียงให้ผู้ร่วมสัมนาเข้าใจเรื่องโอเพนซอร์สมากขึ้น เข้าใจและเคารพสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้นก็เพียงพอแล้ว หากหน่วยงานไหนสนใจจัดสัมนาแบบนี้และต้องการวิทยากรบรรยายก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ครับ :)

หลายๆ ท่นที่คลั่งใคล้การดู Youtube อาจมีปัญหาเรื่อง Flash บนเครื่องกันบ้าง แต่ในวันนี้เรามีทางเลือกแล้ว นั่นคือ Minitube ครับ Minitube เป็นโปรแกรมค้นหาและเล่น Video จาก Youtube โดยไม่ต้องการ Flash ในเครื่อง

การติดตั้งมีให้เลือก 2วิธีครับ คือ ติดจาก .deb, หรือ PPA สำหรับแฟน Ubuntu

ที่มา: ubuntuclub

UbuntuOne บริการฝากแฟ้มข้อมูลบน Cloud จาก Ubuntu ได้เริ่มมีโครงการที่จะ Port ไปลง Windows แล้ว ตัวโครงการของ UbuntuOne นั้น น่าสนใจดี แต่ปัญหาเดียวของการจะนำไปใช้งานจริงคือ โปรแกรมที่ใช้สำหรับ Sync ข้อมูลนั้น มีอยู่บน Ubuntu เท่านั้น เลยกลายเป็นปัญหาสำหรับคนที่ใช้ระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย

คิดว่าถ้าโครงการนี้เสร็จเรียบร้อย เราน่าจะใช้งานบริการของ UbuntuOne ได้จริงจังยิ่งขึ้น สำหรับผมขอรอเวอร์ชั่น OSX อีกตัว

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.omgubuntu.co.uk/2010/01/ubuntuone-being-ported-to-windows.html

ที่มา – ubuntuclub

Ptex เป็นไลบรารีที่ทำงานด้าน texture mapping ถูกใช้ในงานสร้างพื้นผิวเสมือนในหนังการ์ตูนแอนิเมชันอย่าง Bolt และในตอนนี้ก็ถูกใช้ในขั้นตอนการสร้างพื้นผิวเสมือนในกระบวนการผลิตหนังของวอลดิสนีสตูดิโอด้วยเช่นกัน ดิสนีสประกาศเปิดตัว Ptex library เป็นโอเพนซอร์สโดยใช้ BSD License ซึ่ง Ptex ถูกใช้สร้างหนังการ์ตูนดังของ Disney มาแล้ว และเปิดโค้ดที่ใช้งานใน Disney รวมไปถึงโค้ดที่ใช้กับ Pixar ด้วย นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลการใช้งาน Ptex เปิดกลุ่มข่าวให้ผู้ที่สนใจในงานแอนิเมชันได้เข้าร่วม Disney ยังเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้านแอนิเมชันภายใต้เว็บไซต์ http://disneyanimation.com ซึ่งจะรวบรวมโครงการโอเพนซอร์สและไลบรารีต่างๆ เอาไว้ด้วย ใครเป็นแฟนแอนิเมชันห้ามพลาด!

ที่มา – blender nation