มีเรื่องให้ได้จัดการในอีกโครงการหนึ่งคือ Suriyan ซึ่งเป็นโครงการ Linux ที่อยู่ดีๆ ก็ฟื้นขึ้นมาแบบงงๆ จนกลายเป็นหน้าที่ที่ได้รับในส่วนการพัฒนาเพิ่มเติมของ Suriyan นั่นคือส่วนที่ไม่มีอยู่ในดิสทริบิวชันต้นน้ำ (Ubuntu) ซึ่งก็ติดปัญหาเดิมคือการบริหารจัดการ repository นั่นเอง แหม หาทาง build deb source ได้แต่การจัดการ repo แทบกระอักเลือด หากจำกันได้ผมเขียนเขียนวิธีการจัดการ repo ไว้ 2 แบบ คือ

  1. trivial archive
  2. official archive

ซึ่งวิธีการจัดการ repo 2 แบบนี้คล้ายกัน ต่างกันเพียงส่วนของ apt-pinning และเครื่องมือในการจัดการเท่านั้น หากนึกไม่ออกลองไปหาอ่านที่ blog เก่าๆ ได้ครับ ซึ่งปัญหาในการจัดการ repo และ package ที่ต้องการโดยแบ่ง version ออกเป็นส่วนๆ เพื่อการ maintain นั้นยุ่งยากมากกว่ากันหลายเท่า เพราะนอกจาก maintain เวอร์ชั่นปัจจุบันยังต้องเตรียมในรุ่นก่อนหน้าก็ถือว่ายุ่งพอสมควร แต่การสร้างและจัดการ repo มีหลายวิธีด้วยกัน วันนี้จะมาแนะนำการสร้าง repo แบบ official archive แต่ใช้เครื่องมือชื่อ reprepro กันครับ

ก่อน การทำ repo เรามาวางแผนสักสักนิด ผมตั้งใจจะให้ apt ใช้ url ประมาณนี้ครับ http://suriyan.in.th/repo นั่นหมายความว่าผมจะต้องสร้าง repo ภายใต้ document root (หรือไม่ก็ได้ หากสร้างใน directory อื่นสามารถใช้ aliase ชี้ได้) สมมุติว่าผมสร้างที่ /var/www/repo ก็แล้วกันะครับ

ก่อนอื่นติดตั้ง reprepro กันก่อน

# aptitude install reprepro

จากนั้นสร้าง dir repo ขึ้นมา

# mkdir -p /var/www/repo/conf

ให้สร้างไฟล์ ที่กำหนด distribution ขึ้นมาชื่อ distributions ใน /var/www/repo/conf ใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

Origin: Your Name
Label: Your own label
Suite: ubuntu
Codename: karmic
Version: 9.10
Architectures: i386 source
Components: main restricted
Description: Your description
SignWith: yes

เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ เอา deb source มาใส่ใน repo ของเราได้เลย โดยใช้คำสั่ง

# reprepro -Vb . include <codename> <.change file>

หรือ

# reprepro -Vb . includedeb <codename> <.deb file>

ตัวอย่าง เช่น

# reprepro -Vb . include karmic suriyan-wallpaper1.0i386.change

reprepro ก็จะค้นหาไฟล์ dsc, source และ deb ที่ build เสร็จแล้วให้เรา พร้อมสร้าง dir ใน pool จากนั้นก็ใส่ dsc, source และ deb ลงใน pool ให้อัตโนมัติ แถม sign repo ให้เราด้วย สำหรับการเอา package ออกก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่ใช้คำสั่ง reprepro ดังนี้

# reprepro -Vb . remove <codename> <package name>

เท่านี้คุณก็จัดการ repo ได้ง่ายๆ แล้ว

หลังจากที่ปล่อยไปหลายเวอร์ชันแล้วแต่ยังไม่เปิด repository สีกที ตอนนี้ทีมงานได้ปลุกปล้ำ repository เสร็จแล้วครับ สำหรับท่านที่สนใจร่วมพัฒนา Suriyan หรือต้องการทำ package เพิ่มเติมให้กับ Suriyan สามารถจัดทำเพิ่มเติมและบรรจุลงใน repository ได้ สำหรับ repository ที่เปิดให้บริการสำหรับนักพัฒนา ได้แก่ Subversion ที่ให้บริการบนเว็บสำหรับนักพัฒนา และ APT repository ที่ใช้เป็นคลังซอฟต์แวร์ ซึ่งสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์โดยใช้ APT หรือ Synaptic ได้ สำหรับ package ที่มีให้บริการตอนนี้ เป็น package สำหรับ Suriyan Desktop สำหรับ Suriyan Enterprise Platform Package จะทะยอยอัพโหลดขึ้นเร็วๆ นี้ครับ หากท่านใช้งาน Ubuntu Server หรือ เป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบเซิร์ฟเวอร์ ห้ามพลาด Suriyan Enterprise Platform Package เด็ดขาด! ลืมไปนิด สำหรับท่านที่ต้องการ sync repository สามารถ sync ได้ที่ dp.thaiopensource.org::suriyan-repo สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการ contribute package สามารถติดต่อ @anoochit หรือ @gumara ผ่านทาง dm ได้โดยตรงครับ

Patrick Dengler ตัวหน้าทีมพัฒนา Micorosoft Internet Explorer ประกาศใน Blog ของ IE ว่า Microsoft หวังว่าในอนาคตจะได้ร่วม contribute และพัฒนาฟอร์แมท SVG (Scalable Vector Graphics) บ้าง ซึ่งทาง Microsoft เองได้มีการร้องขอไปยัง W3C เพื่อเข้าร่วมกลุ่มคณะทำงานบ้างแล้ว SVG เป็นการใช้ XML ในการใช้งานเอกการด้านกราฟิกแบบเวกเตอร์ซึ่งใช้เป็นข้อมูลของภาพและในการจัดการภาพ ซึ่งมีโปรแกรมที่สนับสนุน SVG อยู่บ้างแล้ว แต่ขณะที่ web browser ก็ยังไม่มีการสนับสนุนฟอร์แมทนี้ในทุกๆ browser สำหรับ IE เองคาดว่าจะมี Plug In เพื่อสนับสนุน SVG ออกมาให้ได้ใช้งานกันในเร็วๆ นี้ Microsoft เองต้องการเข้าร่วมวงเพื่อหวังว่า IE ในรุ่นถัดไปจะสนับสนุนฟอร์แมทภาพแบบ SVG มากขึ้น นอกจาก SVG แล้ว Microsoft ได้เข้าร่วมวงพัฒนาฟอร์แมททางด้านกราฟิกบนเว็บมาแล้ว 2 ฟอร์แมทด้วยกันคือ VML และ XAML ซึ่ง VML (Vector Markup Language) พัฒนาในปี 1998เป็นต้นแบบของ SVG ในปัจจุบัน และ XAML (Extenxible Application Markup Language) ก็คือเทคโนโลยีส่วนเชื่อมต่อของ Silverlight นั่นเอง ปัจจุบัน SVG ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นงานกราฟิกแบบเวกเตอร์ หรือแม้กระทั่ง Icon บน KDE, Gnome และ Linux Windows Manager ตัวอื่นๆ

ที่มา – H-online

หากใครเคยใช้ Gnome Do มาก่อนอาจจะเคยใช้ Docku theme ของ Gnome Do กันมากบ้าง ซึ่ง Docky เคยเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงผลของ Gnome Do ให้เป็น Dock เพื่อให้เรียกใช้โปรแกรมง่ายขึ้น และแสดงผลเมนูบวมๆ แบบ Mac ได้ สำหรับการพัฒนา Docky บน Gnome Do นั้นช้ามากผู้พัฒนา Jason Smith จึงตัดสินใจแยกทางกับ Gnome Do และพัฒนา Docky ออกมาเป็นโปรแกรมเดี่ยวๆ แต่ยังคง Maintain Docky Theme ใน Gnome Do อยู่ สำหรับการแยกทางในครั้งนี้ทำให้ Docky เป็นอิสระมากขึ้น และมี Feature มากขึ้นด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Gnome Do หลายคนมักจะต้องการ Theme ที่ไม่ดูเห่ยมากไปกว่านี้ เพราะการแสดงผลของ Docky เหมือนมีขอบตาดำ ไม่สวยงาม แต่สำหรับ Docky เวอร์ชันใหม่มี Theme ให้เลือกถึง 4 Theme ด้วยกัน

dockytheme

Docky นอกจากจะเปลี่ยน Theme ได้แล้วยังสามารถแสดงผลแบบ Panel และ 3D ได้ อีกด้วย

DockyPanel

Docky Weather

และที่สำคัญการจัดการ icon ใน dock เพียงแค่ drag & drop ก็จัดการ icon ได้ง่ายมากขึ้นด้วย เอ้าใครสนใจติดตั้ง Docky 2 สามารถติดตั้งได้จาก PPA ครับ ก่อนอื่นเพิ่ม key กันก่อน

$ sudo add-apt-repository ppa:docky-core/ppa

จากนั้นอัพเดท

$ sudo apt-get update

แล้วก็สั่งติดตั้งได้เลย

$ sudo apt-get install docky

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ครั้งที่ 7/2552 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และปลัดกระทรวงจากทุกกระทรวงเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้หารือแนวทางการสนับสนุนการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง โดยเน้นให้ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ และลดค่าใช้จ่าย ซึ่งประเด็นนี้กระทรวงศึกษาธิการมีโครงการจะซื้อคอมพิวเตอร์ 1.4 ล้านเครื่อง หากได้งบประมาณไทยเข้มแข็ง 2 ถ้าใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส จะประหยัดงบประมาณได้มหาศาล โดยกระทรวงไอซีทีจะเร่งดำเนินการทั้งการส่งเสริมซิป้าจัดการเรื่องซอฟต์แวร์ โอเพนซอร์ส และจะของบประมาณไทยเข้มแข็ง 2 ประมาณพันล้านบาท เพื่อขยายโครงข่ายจีไอเอ็นให้ลงลึกถึงระดับอำเภอ จากปัจจุบันเชื่อมโยงถึงแค่ระดับจังหวัดเท่านั้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2552

จากรายงานของ All Things Digital VMware วางแผนซื้อ Yahoo Zimbra ซึ่งการวางแผนซื้อ Zimbra ในครั้งนี้จะทำให้ Zimbra กลายเป็น cloud services ที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียว Zimbra เป็นโปรแกรมโอเพนซอร์สกรุ๊ปแวร์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนเครื่องไคลเอนท์ผ่านทาง Zimbra Desktop และบนเซิร์ฟเวอร์ผ่านทางเว็บเบราวเซอร์ ซึ่ง Zimbra เองทำหน้าที่เป็นเมล์เซิร์ฟเวอร์ขององค์กรได้เป็นอย่างดี

Zimbra รวบรวมเอวโครงการโอเพนซฮร์สหลายตัวเข้ามาเป็นส่วนประกอบของระบบ เช่น Apache, Lucene, MySQL, OpenLDAP, Postfix และ SpamAssassin และส่วนประกอบอื่นที่เป็นลิขสิทธิ์ของ Zimbra เองได้แก่ Exchange connection Zimbra เองยังสามารถเชื่อมต่อได้จากโปรแกรมไคลเอนท์อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเว็บเมล์ของ Zimbra เอง หรือโปรแกรมเมล์ไคลเอนท์ตัวอื่นๆ การควบรวมในครั้งนี้ Zimbra อาจให้ VMware ขยายขีดความสามารถของ Zimbra ให้เป็น cloud service อีกตัวหนึ่งก็เป็นได้

ที่มา – H-online

ก่อนบทความนี้ทำใจให้เป็นกลางและเปิดใจรับในสิ่งที่ผมกำลังจะบอกเล่าว่าทำไมคุณควรเลือก Commercial หรือควรเลือก Community ผมมองดูความก้าวหน้าของกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะอยู่ใน platform ใดๆ Windows, Linux, Mac หรือ Solaris สิ่งที่หลากหลายบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ในแนวทางโอเพนซอร์สมักจะทำคือการเปิดให้ซอฟต์แวร์ของตัวเองเป็นโอเพนซอร์ส 1 เวอร์ชัน ส่วนอีกเวอร์ชันนึงขาย แต่ก้อไม่เสมอไปเพราะเวอร์ชันที่เป็นโอเพนซอร์สบริษัทเหล่านั้นก้อยังสามารถหารายได้จากการซัพพอร์ทได้อีกเช่นกัน หลายๆคนอาจเคยได้ยินเรื่อง Duel Licensing หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาติแบบคู่ คือเป็นโอเพนซอร์สและเป็น commercial ด้วย วิธีการแบบนี้มีเยอะให้เห็นจนชินตา เอาเป็นว่าอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ เราเป็นผู้บริโภค เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในแบบใด Pure Open Source หรือ Commercial Open Source

เอาล่ะถ้าเราคิดกันเล่นๆ การที่ผลิตซอฟต์แวร์ออกมา 2 เวอร์ชั่น รุ่นหนึ่งเป็น Open Source สำหรับชุมชน สำหรับลุกค้าหน้าใหม่ สำหรับคนอยากลอง อีกรุ่นหนึ่งเป็น Commercial สำหรับองค์กรที่อยากใช้จริงๆ จังๆ ผู้มีกระเป๋าหนัก  ผู้ที่ต้องการซัพพอร์ท ฯลฯ 108 เหตุผลที่จะเอามาอ้างกันนะครับ มีอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่าคิดคือเรื่อง TCO (Total Cost Ownership)  ที่ถูกนำมาเป็นจุดตัดสินใจของลูกค้า เอาล่ะอย่างน้อยก้อเรื่อง feature และ price performance ล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากได้ Open Source Mail Solution สักตัวหนึ่งเขามี feature เยอะมากประมาณว่าเห็นแล้วอยากใช้เลยล่ะ แต่ทางบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและรับ Implement มีทางเลือกให้ คือ Community Version และ Commercial Version ซึ่งแน่นอนต้องมีตารางเปรียบเทียบ feature และการบริการต่างๆ อย่างแน่นอน ซึ่งก้อรู้อยู่แล้วว่าอันที่เสียเงินมันย่อมดีกว่า และ feature คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ มีบาง feature ก้อแทบไม่ได้จำเป็นต้องใช้เลยก้อมี เอ้าแล้วจะเลือกอย่างไร? หากมองที่ TCO ผมจะยกตัวอย่างโอเพนซอร์ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลตัวหนึ่งก้อแล้วกันครับ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ตัวที่ว่านี้คือ MySQL คงจะคุ้นๆ นะครับ

ผมเอาตัวอย่างจากที่ผมเลือกว่าผมทำไมเลือกใช้ MySQL แทนที่จะเลือก Microsoft SQL Server 2005 หรือ Oracle 10g ผมพัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชั่นทางด้านโอเพนซอร์สมาได้สัก 7-8 ปีได้แล้วครับ ปัญหาใหญ่คือผมมักจะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้งาน Unix/Linux เป็นหลัก ดังนั้นเรื่อง Windows Server หรืออะไรก้อตามผมแทบจะไม่ได้หันไปมอง แต่ทว่าเวลาไป deploy ให้ลูกค้าจริงๆ กลับเกิดปัญหาเช่น องค์กรเขาเป็น Windows based คือเครื่องแม่ข่ายเป็น Windows Server และอะไรๆ ก้อเป็น Windows ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ Application Server รวมไปถึงระบบฐานข้อมูล แต่นั่นไม่ใช่ปัญหากับ Solution ผมหรอก นั่นเป็นเรื่องของลุกค้าจะเลือกอะไร (ผมเป็นคนขายของนี่ครับ) เท่าที่ดูอาการของลูกค้าแล้ว MySQL Community คงไม่พอครับ เพราะ feature ในเรื่องการจัดการ (Manageability) ตัว MySQL Community มีไม่เพียงพออย่างแน่นอน และเรื่องที่สำคัญคือการ tune up และการจัดการปรับแต่งค่าอัตโนมัติ แต่ถ้าให้ผมเป็นคนเลือกผมจะเลือก MySQL Enterprise ยืนพื้นไว้ก่อน เพราะบางองค์กร (ในกรณีนี้) ถึงขั้นวิกฤต เรียกได้ว่าเห็นหน้าจอดำๆ แล้วเกิดอาการคันบริเวรลำคอขึ้นมาทันที IT Manager และ CIO ก้อเริ่มเกาหัวแกรกๆ กันแล้ว เอาล่ะจากปัญหาของลูกค้าก้อกลับกลายมาเป็นปัญหาของผมในทันที เพราะหากซอฟต์แวร์บริหารจัดการไม่สมารถจัดการ Application Server หรือระบบฐานข้อมูลได้ง่าย เขาก้อไม่เลือกใช้เช่นกัน นี่ยังไม่รวม Solution ที่ผมจะขายว่าจะเกิดอาการระคายเคืองกับคนในองค์กรเขาอีกหรือเปล่านะครับ (ล้อเล่นน่า)

เอ้าลองมาดู cost กันเล่นๆ ผมขาย Software Solution ของผมในราคา 680,000 บาท  ติดตั้งบน Server HP Proliant DL180 G5 เป็น Quad-Core Xeon E5405 x 2 (2.00GHz , 1333MHz FSB)  ราคาประมาณ 52,900 บาท (ก้อคือขายเครื่องพร้อมซอฟต์แวร์ ตัดปัญหาเรื่องเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ของลูกค้าที่ประสิทธิภาพหรือสเปกไม่โดนใจทิ้งไป) ซอฟต์แวร์ของผมใช้ฐานข้อมูลอะไรก้อได้ MySQL, Microsoft SQL Server หรือ Oracle 10g (เจ๋งมั๊ย) หากมาพิจารณาว่าผมต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลในระยะเวลา 3 ปี  (เอาแค่ 3 ปีก้อพอ) ลองดูตารางข้างล่างกันเล่นๆ ครับ

เอ้าลืมคำนวณ cost ระบบปฏิบัติการ กับ Application Server เฉยเลย เอาเป็นว่าถ้าคุณใช้ Windows Server ก้อคงเห็น TCO ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และถ้าคุณมีเจ้าหน้าที่ด้าน IT เก่งๆ พอสามารถจัดการกับ MySQL Community Version ได้ cost ในส่วน Subscription Support จะลดลงไปได้มาก คงไม่เหลือ 0 บาท ครับเพราะยังไงๆ ก้อต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ IT อยู่ดี คงไม่จ้างแค่พอระบบทำงานได้แล้ว ก้อไล่เจ้าหน้าที่ IT ออกไปละมั๊งครับ :P

 

FireFox 3 ออกแล้วแหมๆ พี่ๆ ที่ opensourcethailand ส่งข่าวมาแต่เมื่อวาน ก้อทราบว่าดาวน์โหลดที่ http://www.mozilla.com/en-US/firefox/?p=downloadday แหมอยากรู้ว่ามีอะไรใหม่บ้างใช่มั๊ยล่า อ่านต่อได้ที่ http://www.mozilla.com/en-US/firefox/features/

Thai Open Source หายไป 2 วัน เนื่องจาก Server เราทำงานหนักไปสักหน่อย แหมก็มีแต่คนเฝ้ารอเกมส์ครั้งที่ 5 (เกี่ยวไรเนี่ย) เรื่องของเรื่องคือเครื่องเซิร์ฟเวอร์เราทำงานหนัก ไม่สมดุลกับรีซอร์สที่เรามีอยู่ ตอนนี้ทีมงานได้ปรับแต่งให้ดีขึ้นอีกนิด ซึ่งอาจจะเข้าเว็บช้ากันไปบ้างก็ขออภัยด้วยครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วหลายท่านได้รับจดหมายเชิญเข้าร่วม group mail ใน google group เราจะมี archive mail เป็นช่วงๆ ให้สมาชิกได้ติดตามข่าวสารกัน

เราใส่ใจเรื่องสัญญาอนุญาตกันแค่ไหนครับ เราเคยรู้ไหม ว่าปุ่ม I Agree นั้นมีไว้เพื่ออะไร นอกเหนือจากกดแล้วมันสามารถติดตั้งโปรแกรมได้ แล้วเรารู้จักสิทธิ์ของการใช้งานผลงานผู้อื่น และการสงวนสิทธิ์ของเรามากน้อยสักแค่ไหน นอกเหนือไปกว่า สงวนสิทธิ์ทุกประการ วันนี้จะพามาดูวิดีโอแนะนำ Creative Commons อีกหนึ่งทางเลือกของการกำหนดสิทธิ์ด้วย Concept ที่ว่า Someright reserve

อีกประการหนึ่งคือ เว็บเราใช้ License ของเนื้อหาเป็น Creative Commons เช่นกันครับ เคยสังเกตุกันบ้างไหมเอ่ย

ที่มา: http://snappy.nytes.net/node/88