หน่วยจัดการเลือกตั้งของบราซิลประกาศออกมาว่า เครื่องที่จะใช้ในการออกเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 430,000 เครื่องจะเปลี่ยนมาใช้ GNU/Linux และโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ทั้งหมด

โดยจะเปลี่ยนจากระบบเดิมที่เป็น VirtuOS และ Windows CE ของไมโครซอฟท์ ส่วนเหตุผลของการเปลี่ยนก็คือความต้องการเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใสตรวจสอบได้ของระบบ การเปลี่ยนระบบครั้งนี้จะใช้เวลาในการทดสอบระบบจากมืออาชีพในช่วงเดือนเมษายนจนถึงกันยายน เพื่อตรวจสอบหาข้อผิดพลาดต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเน้นที่การแสดงตัวตนของเจ้าหน้าที่รับเลือกตั้ง เรื่องของระบบเน็ตเวิร์คที่จะต้องป้องกันบรรดาแฮคเกอร์ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ตัวเครื่องมือที่ใช้ในการเลือกตั้งจะต้องถูกตรวจสอบจากผู้ตรวจการอย่างเคร่งครัด ว่ากันว่าถ้างานนี้บราซิลทำแล้วประสบความสำเร็จด้วยดี อาจจะมีการเชิญไปบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จยังดินแดนอเมริกาเหนืออย่างสหรัฐอเมริกาก็ได้ นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวทีตอกย้ำความมั่นคงและปลอดภัยของโอเพนซอร์ส แหล่งที่มา http://www.theinquirer.net/gb/inquirer/news/2008/04/08/brazil-migrates-voting-machines

ช่วงนี้มีโอกาสได้ไปเรียนด้านธุรกิจมาบ้างเลยอยากนำแนวคิดบางอย่างมาเล่าสู่กันฟัง ผมเคยได้รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่สัมผัสกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สบางตัวและมีความรู้สึกบางอย่างที่แสดงให้คนนั้นรู้สึกว่า  "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ห่วย!" เลยยกเอามาเป็นกรณีศึกษาเล็กๆ ว่า ถ้าในความรู้สึกของผู้ใช้ที่บอกว่า "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ห่วย!" มัน "ห่วย" ยังไง และอะไรที่ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต้องการจะสื่อ หากสื่อสารออกมาในรูปของแบรนด์ ผู้ใช้หรือผู้ที่กำลังจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สควรรู้สึกอย่างไร มีความคิดอย่างไรกับแบรนด์โอเพนซอร์ส

หากจะนำเอาความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับโอเพนซอร์สของผมเป็นตัวตั้ง หากได้ยินคำว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ผมจะมองเห็นภาพในเรื่องของโมเดลการพัฒนาซอฟต์แวร์ มีความรู้สึกที่ว่าเดี๋ยวได้เห็นโค้ดมันแน่ๆ มันทำได้ยังไงว่างๆ ต้องแกะดู อันนี้ความรู้สึกของผมนะ แต่ก้อมีความรู้สึกนึกคิดจากหลากหลายผู้คนที่คลุกอยู่กับโอเพนซอร์ส และคนที่ไม่ได้คลุกอยู่กับโอเพนซอร์ส ทำให้ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมีมากขึ้น เช่น ราคาถูก, ฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย, มีความปลอดภัยต่ำ, ห่วย, พัฒนาต่อได้, ต้องเก่งถึงใช้งานได้, ก้องั้นๆ เทียบกับโน่น นี่ นั่น ไม่ได้ เป็นต้น น่าแปลกที่เรามักไม่ได้มองถึงสิ่งที่โอเพนซอร์สสื่อออกมาจริงๆ ว่าคืออะไร แบรนด์โอเพนซอร์สหรือความรู้สึกนึกคิดของโอเพนซอร์สที่ต้องการสื่อสิ่งเหล่านี้คือ

1. คุณมีสิทธ์ใช้ได้
2. คุณแก้ไขได้
3. คุณช่วยพัฒนาต่อได้
4. คุณแจกจ่ายไปให้คนอื่นได้

รวมๆ ก้อคือกฏของ RMS นั่นเอง แต่สิ่งที่เราพบเห็นบ่อยๆ ในการโปรโมทซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคือ ราคาถูก, ฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ความรู้สึกในในด้านคุณค่าของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สลดลง เกิดความรู้สึกที่ว่า มีความปลอดภัยต่ำ, ห่วย, ใช้งานยาก, ต้องเก่งถึงใช้งานได้, ก้องั้นๆ เทียบกับโน่น นี่ นั่น ไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องที่ปกติในบ้านเรา เพราะฉะนั้นซอฟต์แวร์ที่อยู่ในแบรนด์โอเพนซอร์สในบ้านเราจึงทุลักทุเลกัน แบรนด์โอเพนซอร์สในความรู้สึกที่ควรจะเป็นจึงไม่เกิดขึ้น นอกจากปัญหาที่เกิดจากการโปรโมทแล้วยังมีความรู้สึกจากผู้ใช้ทั่วไปว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็น "ซอฟต์แวร์ทดแทน" ทำให้ซอต์ฟแวร์โอเพนซอร์สถูกแบ่งแยกออกไปอีก บางคนคิดเลยเถิดไปจนต้องสร้างตลาดซอฟต์แวร์ใหม่สำหรับโอเพนซอร์สไปเลย เพราะไม่สามารถอยู่ในตลาดเดียวกันกับตลาดซอฟต์แวร์ทั่วไปได้ "เพราะกลัวขายไม่ได้" หรือ "ไม่มีสิ่งที่แตกต่างมากพอ"

แล้วการสร้างแบรนด์จากแบรนด์โอเพนซอร์สทำอย่างไร???

หากมองในแง่ของธุรกิจและการตลาด การนำเอาข้อดีของโอเพนซอร์สหรือแบรนด์โอเพนซอร์สมาใช้ในการทำตลาดนั้นเป็นเรื่องดี ซึ่งอย่างน้อยก้อได้กลุ่มคนที่เป็นสาวกโอเพนซอร์สและฐานลูกค้าจำนวนหนึ่ง แต่ต้องเป็นฐานลูกค้าที่เข้าใจว่าโอเพนซอร์สนั้นเป็นอะไร การใช้แบรนด์โอเพนซอร์สมาผูกกับตัวผลิตภัณฑ์ยังต้องคำนึงถึงหลายๆ สิ่งเช่นตลาดที่คุณกำลังเล่นอยู่เข้าใจโอเพนซอร์สมากน้อยเพียงใด หากตลาดที่คุณกำลังเล่นอยู่มีความเข้าใจที่ดีและเห็นว่าตัวผลิตภัณฑ์ใช้โมเดลการพัฒนาแบบโอเพซอร์สซึ่งลูกค้าได้รับประโยชน์สูงมากจากการพัฒนาและสร้างนวตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนการซัพพอร์ทที่ดีจากชุมชนหรือบริษัทนั้นๆ ก้อเป็นเรื่องที่ดีไป หากแบรนด์โอเพนซอร์สในความรู้สึกที่ควรจะเป็นไม่เกิดขึ้น ลูกค้าและตลาดก้อจะมองแบรนด์โอเพนซอร์ส คือ ราคาถูก, ฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องการสื่อถึงอย่างแท้จริง

ในปัจจุบันมีหลายๆ บริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านโอเพนซอร์สจับผลิตภัณฑ์โอเพนซอร์สไปพัฒนาต่อ แล้วโปรโมทกับฐานลูกค้าจากชุมชน อาศัยกระแสในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นในชุมชน สร้างการบริการ การซัพพอร์ท การพัฒนาเพิ่มเติม เป็นต้น หากพิจารณาดีๆ แบรนด์ของผลิตภิณฑ์ไม่เกิด จิตวิญญาณของผลิตภัณฑ์ไม่เกิด เกิดเพียงแบรนด์ชุมชน และเป็นชุมชนโอเพนซอร์สเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นลูกค้าจึงมีเพียงกลุ่มเดียว ในด้านการทำธุรกิจในการซัพพอร์ท เท่าที่ผมศึกษาดูพบว่ามีมากขึ้น แต่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์โดยตรง เกิดจากการจ้างทำของ เสียมากกว่า ดังนั้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือการสร้างแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ควรมองจากหลายๆ ส่วนไม่ใช่แค่เพียงแบรนด์โอเพนซอร์สหรือปรัชญาจากโอเพนซอร์สเพียงด้านเดียว เพราะผลิตภัณฑ์ของคุณต้องขายให้กับลูกค้าได้ในทุกกลุ่มทุกตลาดที่คุณสนใจ

งานเขียน opinion ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าสร้างแบรนด์โดยแอบอิงโอเพนซอร์สจะดีกว่า การสร้างแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดีกว่า ผมอยากให้ลองพิจารณาในความเหมาะสมเท่านั้น ผมขอขอบคุณแนวความคิด ความคิดเห็นที่มีต่อโอเพนซอร์สและการโปรโมทโอเพนวอร์ส จากผู้ร่วมงาน NECTEC ACE 2008 เมื่อวันที่ 24-25 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้มองในอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นประโยชน์มากทีเดียวครับ หวังว่างานเขียน opinion นี้คงมีประโยชน์บ้างสำหรับผมที่คิดจะหยิบจับ พัฒนา สร้างบริการ จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

Adobe AIR 1.5 ออกเวอร์ชั่นสำหรับ Linux แล้ว สนับสนุนหลาย distribution รวมไปถึง Fedora, Ubuntu และ openSUSE การออก AIR ให้กับ Linux ทำให้โปรแกรมที่เล่นกับ AIR ได้สามารถติดตั้งได้บนระบบปฏิบัติการใหญ่ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งบน Windows, Linux และ Mac โดยติดตั้งเพียง Adobe AIR เท่านั้น Adobe AIR มีฟังค์ชั่นที่ใช้ร่วมกับ Adobe Flash Player 10 เช่น สนุบสนุน effect, 3D transform และ animation Adobe AIR 1.5 ใช้ HTML engine ที่เป็น open source อย่าง WebKit และสามารถเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพได้ดีขึ้นโดย SquirrelFish สำหรับ Javascript interpreter. Adobe AIR 1.5 สำหรับ Linux สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://get.adobe.com/air/
 

การสัมมนาเรื่อง  ก้าวสู่โลกธุรกิจด้วย OPEN SOURCE
วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551 เวลา 13.00 – 17.00 น.
ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค อาคารธารทิพย์ ห้องแกรนด์รัชดา บอลรูม ชั้น 5

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความคิดริเริ่มในการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาพัฒนาต่อเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ของตนเองขึ้นมา ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจจะอยู่ในรูปของซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ก็ได้ เนื่องจากการสร้างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบนี้มีการนำไปใช้ในการสร้างธุรกิจหลายแห่งแล้วจึงเห็นว่าเหมาะสมที่จะนำมาเผยแพร่ให้กับผู้สนใจได้รับรู้

เนื้อหาของการสัมมนา

การสัมมนานี้ได้เชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจด้วยซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาบอกเล่าถึงรูปแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา รวมถึงการแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกนั้นเป็นไปในรูปแบบต่างๆ
 

  1. “การสร้างผลิตภัณฑ์ด้วย OPEN SOURCE” บรรยายโดย คุณฤทธา มโนทัยเสาวภาคย์ Sales Manager บริษัท Blue OCean Communication Co.,Ltd. เป็นการนำเสนอรูปแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เป็นฮาร์ดแวร์สำเร็จรูป ภายใต้ชื่อ “Ultra Server” เมล์เซิร์ฟเวอร์ที่มีแพลตฟอร์มของฮาร์ดแวร์ขนาดเล็ก
  2. “OPEN SOURCE กับธุรกิจโทรคมนาคม ” โดยคุณโดม เจริญยศ CTO (Chief Technology Officer) บริษัท 101 GLOBAL Co., Ltd. เป็นการนำเสนอรูปแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เป็นซอฟต์แวร์ ภายใต้ชื่อ “WorldSip” ซอฟต์แวร์โซลูชันทางด้านเทเลโฟนียุคใหม่ 
  3. “ก้าวสู่โลกธุรกิจด้วย OPEN SOURCE” โดยวิทยากรทั้ง 2 ท่าน ดำเนินการเสวนาโดย คุณพงษ์ศักดิ์ โฆวัชรกุล Web Editor จากเว็บไซต์  thaiopensource.org  รูปแบบของการเสวนาจะเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจเกี่ยวกับโอเพนซอร์ส และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ซักถามวิทยากรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
     

กลุ่มเป้าหมาย

อาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ จำนวน 200 คน

สิ่งที่คาดว่าจะได้รับ

สร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเป้าหมายสำหรับการสร้างผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส จุดประกายให้อาจารย์มองเห็นโอกาสในการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนด้านนี้ รวมถึงทำให้นักศึกษาหันมาสนใจพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมากขึ้น
 

การลงทะเบียน
 

ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมนา on-line ได้ที่ http://www.thaiopensource.org/seminar

 


กำหนดการสัมมนา

เรื่อง “ ก้าวสู่โลกธุรกิจด้วย OPEN SOURCE”
วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551   เวลา 13.00 – 17.00 น.
ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค อาคารธารทิพย์ ห้องแกรน์รัชดา บอลรูม ชั้น 5

13.00-13.30 น.         ผู้ร่วมสัมมนาลงทะเบียน

13.30-13.40 น.         พิธีกรกล่าวต้อนรับ

13.40-14.00 น.         ประธานกล่าวเปิดงาน

14.00-14.45 น.         การสัมมนาหัวข้อ “การสร้างผลิตภัณฑ์ด้วย OPEN SOURCE”
                              โดยคุณฤทธา มโนทัยเสาวภาคย์ Sales Manager
                              บริษัท Blue OCean Communication Co.,Ltd.

14.50-15.35 น.         การสัมมนาหัวข้อ “OPEN SOURCE กับธุรกิจโทรคมนาคม ”
                              โดยคุณโดม เจริญยศ CTO (Chief Technology Officer)
                              บริษัท 101 GLOBAL Co., Ltd.

15.35-16.00 น.         Refreshment

16.00-16.45 น.         การเสวนาหัวข้อ “ก้าวสู่โลกธุรกิจด้วย OPEN SOURCE”
                              โดย คุณโดม เจริญยศ CTO (Chief Technology Officer)
                              บริษัท 101 GLOBAL Co., Ltd.
                              คุณฤทธา มโนทัยเสาวภาคย์ Sales Manager
                              บริษัท Blue OCean Communication Co.,Ltd.
                              ดำเนินการเสวนาโดย
                              คุณพงษ์ศักดิ์ โฆวัชรกุล Web Editor thaiopensource.org
                              สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
16.45 น.                  จบการสัมมนา

 

ตอนนี้มองไปรอบตัวเห็นแต่ไมโครซอฟท์เต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ในบริษัทใหญ่ๆ เครื่องเดสก์ทอปของสำนักงานก็ใช่ โน้ตบุ๊คก็ยังหนีไม่พ้น กลับไปบ้านจะเล่นเกมก็ต้อง Xbox คว้าโทรศัพท์มือถือก็เจอวินโดวส์โมบาย แล้วอะไรอีกดีหละที่ไม่ใช่ไมโครซอฟท์ แต่ในอนาคตคุณเชื่อหรือไม่ว่าทุกอย่างจะไม่มีไมโครซอฟท์เหลืออยู่เลย ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่ต้องอ่านต่อส่วนคนที่เชื่อมาร่วมกันหาคำตอบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เริ่มจากเรื่องของเซิร์ฟเวอร์ที่ใครเข้าใจว่าน่าจะใช้วินโดวส์กันมากมาย ส่วนความเป็นจริงโลกนี้เคยเป็นของยูนิกซ์มาก่อนและตอนนี้กำลังเปลี่ยนเป็นลีนุกซ์ ถ้าไม่เชื่อลองหันไปมองรอบๆ ตัวคุณอีกทีอุปกรณ์อย่างเราท์เตอร์ข้างในก็ลีนุกซ์ทั้งนั้น หรือแม้แต่เซิร์ฟเวอร์ของไอเอสพีทั่วฟ้าเมืองไทยก็ล้วนแต่เป็นลีนุกซ์มากกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ก็ไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้นับวันลีนุกซ์ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ไมโครซอฟท์รู้ดีว่าตลาดนี้ยากนักที่จะทำให้กลับมาเหมือนเดิม

เดสก์ทอปคงเป็นเรื่องที่ล้มไมโครซอฟท์ยาก แต่ก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าเพราะในขณะที่วิสต้าตัวใหญ่โตมโหฬารพร้อมที่จะทำงานบนเครื่องที่มีแรมเยอะๆ ซีพียูขั้นเทพ ก็พอดีว่ากระแสของคนทั่วโลกเปลี่ยนอยากมาใช้เครื่องเล็กๆ พกติดตัวได้ง่าย และส่วนใหญ่เครื่องพวกนี้ไม่แรงพอที่จะทำให้วิสต้าวิ่งเล่นได้ มันก็เลยเหมือนการเอาช้างมานั่งบนเก้าอี้ของเด็กอนุบาล ดังนั้นภาพที่จะเกิดขึ้นไม่ต้องพูดถึง งานนี้หลายคนหาทางออกด้วยการเอาเครื่องเดิมมาลงลีนุกซ์อย่าง Ubuntu แทน

ครั้นถึงเวลาของความนิยมโน้ตบุ๊คมาถึงแต่ความแรงของวิสต้าอาจทำให้กระต่ายกลายเป็นเต่าได้ง่ายๆ แม้จะพยายามกดดันด้วยการไม่ยอมให้คนซื้อโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ย้อนกลับไปใช้เอ็กซ์พีได้ง่ายๆ ต้องออกแรงมากมาย แต่จนแล้วจนรอดคนก็ส่ายหน้าแล้วบอกว่าเอาเอ็กซ์พีได้ไหมวิสต้าไม่อาจเอื้อมเพราะกินจุเหลือเกิน บวกกับกระแสของ Netbook กำลังมาแรงด้วยหลักการที่ว่าประหยัดเบาและเล็ก ส่วนความแรงคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป้าหมายเป็นคนที่ใช้งานทั่วไปเท่านั้น งานนี้ไมโครซอฟท์ก็มองเห็นแต่ก็รู้ตัวดีว่าหากเอาวิสต้ามาลงก็คงจะไม่รอด ก็ขนาดเอ็กซ์พียังต้องทำการลดน้ำหนักมากมายชนิดเอาแขนเอาขาออกเหลือแต่ตัวก็ยอมทำ แต่ใครจะอยากใช้กันหละ ลีนุกซ์ก็เลยได้อานิสงฆ์ไปเต็มๆ เพราะธรรมชาติของมันจะเล็กจะใหญ่หรือจะจิ๋วก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นเชื่อได้ว่าการที่เครื่องสำหรับคนเริ่มต้นใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตลงลีนุกซ์ ก็หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะโตขึ้นมาพร้อมลีนุกซ์ งานนี้ไมโครซอฟท์ไม่ยอมแน่ๆ

ส่วนเรื่องของความบันเทิงอย่างเครื่องเล่นเกมคอลโซลเดินไปไหนมาไหนก็มองเห็นแต่ Playstation กับ Nintendo ทั้งนั้น น้อยคนที่จะมี Xbox เอาไว้ในครอบครอง จริงอยู่ที่เกมมีให้เลือกเล่นมากมาย แต่ส่วนใหญ่ค่ายเกมก็ออกครบทุกค่าย หลายคนเป็นห่วงว่า Xbox จะบริโภคหน่วยความจำแบบถาวรจนทำให้การเล่นเกมหมดสภาพหรือเปล่า เพราะดูส่วนประกอบภายในแล้วก็พีซีแรงๆ ลงวินโดวส์ดีๆ นี่เอง ดังนั้นเรื่องของเกมคอนโซลคาดว่าจะเป็นการแข่งระหว่างสองค่ายที่ไม่ใช่ไมโครซอฟท์แน่นอน

มาถึงเรื่องของวินโดวส์โมบายกันบ้าง ก็ยังมีแนวทางการเจริญเติบโตเหมือนวินโดวส์รุ่นพี่ กล่าวคือยิ่งทำก็ยิ่งตัวใหญ่กินจุทั้งๆ ที่ฮาร์ดแวร์มีการพัฒนาไปมากมายแล้วก็ตามวินโดวส์ก็ยังคงกินเรียบแบบไม่มีเหลืออยู่เหมือนเดิม งานนี้ถ้า Android พร้อมเมื่อไรรับรองว่าได้โบกมือลาวินโดวส์โมบายแน่นอน เพราะคาดว่าเครื่องที่ใช้วินโดวส์โมบายวิ่งเป็นเต่าหากเปลี่ยนเป็นระบบใหม่จะสามารถกระโดดและวิ่งเป็นกระต่ายได้เลยทีเดียว ใครๆ ก็รอคอย Android กันทั้งนั้นงานนี้เบื้องหลังมีลีนุกซ์ซ่อนอยู่อีกเช่นเคย ที่สำคัญค่ายมือถือรายใหญ่ๆ ไปรวมลงทุนลงแรงกับ google กันเกือบหมดแบบนี้มองเห็นอนาคตกันชัดเจน

เรื่องราวทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะแม้แต่แอพพลิเคชันครองโลกอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศกับบราวเซอร์ที่ชื่อว่าไออีก็พลอยโดนหางเลขอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในอนาคตคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเติบโตมาพร้อมกับลีนุกซ์เขาเหล่านั้นก็จะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับ OpenOffice.org กับ FireFox หม้อข้าวหม้อแกงของไมโครซอฟท์มีหวังโดนทุบ แล้วเรื่องมันก็จะเลยเถิดไปถึงไฟล์ฟอร์แมตที่ชื่อว่า ODF อย่างช่วยไม่ได้

คราวนี้ลองมองไปรอบๆ ตัวอีกทีคุณมองเห็นเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ลีนุกซ์เต็มไปหมด เห็นโน้ตบุ๊คที่ใช้ลีนุกซ์อยู่เต็มร้านกาแฟ เห็นคนพูดคุยกันผ่าน Android เห็นคนนั่งเล่นเกมบนเครื่อง Playstation ท่องอินเทอร์เน็ตด้วย FireFox และแลกเปลี่ยนเอกสารกันด้วย Open Document Format อืม…อนาคตที่ไร้ไมโครซอฟท์

 

ตอนนี้ส่วนขยายเพิ่มขีดความสามารถของ OpenOffice.org ที่เรียกว่า PDF import เปิดตัวรุ่นเบต้าให้แล้ว คาดว่าเมื่อถึงเวลาที่ตัวจริงออกจะสามารถจัดการกับเรื่องของภาพและเนื้อหาได้เหมือนอย่างที่เคยทำได้ใน LaTeX PDF

คาดว่าส่วนขยายนี้จะถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ OpenOffice.org 3.0 โดยใช้ส่วนของ extension manager ทำการลองมาใช้ก่อนได้ สำหรับเวอร์ชันทีรองรับก็มีตั้งแต่ลีนุกซ์ วินโดวส์ โอเอสเทน โซลาลิส ซึ่งจะถูกใส่เข้าไปไว้ใน OpenOffice.org 3.0 และ StarOffice 9

จากนี้ไปเราก็สามารถนำเอาไฟล์ PDF มาแก้ไขใน Writer ได้แล้ว ส่วนมันจะเป็นการแก้ไขแค่แบบเบื้องต้นหรือจะล้ำลึกขนาดที่แก้ไขการจัดหน้าได้หรือไม่เราก็ต้องติดตามดูกันต่อไป คราวนี้จะส่งไฟล์ PDF ให้กันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป (แว่วๆ มาว่า PDF ตัวไหนกำหนดสิทธิการเข้าถึงมาก็แก้ไม่ได้เหมือนเดิม)

หลังจากที่คิวบาเริ่มต้นประกาศใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในหน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษามาเป็นเวลากว่า 3 ปี มาถึงวันนี้คิวบาพร้อมแล้วสำหรับการใช้งานขั้นต่อไปหรือที่เรียกว่า "เต็มรูปแบบ" อีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าใครที่เอาจริงเอาจังก็ต้องประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ทางการคิวบาเริ่มมีแนวคิดเรื่องการลดจำนวนซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ บราวเซอร์ โปรแกรมสำหรับใช้ในสำนักงาน โปรแกรมทางด้านกราฟิก และอื่นๆ ซึ่งคำตอบสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการเลือกใช้ "โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์" เพราะไม่ว่าจะบวกลบคูณหารแบบไหนก็ตามก็มีอยู่ทางเลือกเดียว (จะให้ยอมเสียเงินซื้อทุกตัวก็คงไม่ไหว) บวกกับความเข้าอกเข้าใจของทางการที่ไม่ได้ใช้อำนาจในการสั่งให้เปลี่ยนแปลงในช่วงข้ามคืน แต่กลับใช้วิธีแบบค่อยๆ เป็นไป โดยเริ่มจากการใช้ Firefox แทน IE ไปก่อน จากนั้นจึงเริ่มต้นให้ทำการใช้ OpenOffice แทนไมโครซอฟท์ออฟฟิศ แน่นอนว่าจะต้องมีการลงทุนเรื่องการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นมาอย่างแน่นอน ซึ่งงานนี้ทางการคิวบาถือว่าสอบผ่าน

ต่อมาเมื่อเริ่มมีการใช้งาน OpenOffice ก็ต้องมากำหนดนโยบายเรื่องของการส่งรูปแบบของเอกสารไปมาระหว่างหน่วยงาน โดยทำการเริ่มจากกำหนดให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานด้านการศึกษาให้ทำการรับและส่งด้วยรูปแบบไฟล์ของ OpenOffice ซึ่งช่วงแรกก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหาอยู่ไม่น้อยแต่นานวันเข้าทุกอย่างก็ดูเหมือนจะลงตัว

และระหว่างที่กำลังส่งเสริมให้ใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์อยู่นั้น ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านเน็ตเวิร์คและอินเทอร์เน็ตก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนมาใช้ลีนุกซ์ จนทุกวันนี้ระบบทั้งหมดสามารถทำงานด้วยลีนุกซ์ได้อย่างสบาย และเมื่อถึงเวลาของการเปลี่ยนเครื่องลูกข่ายมาเป็นลีนุกซ์ก็สามารถทำได้โดยง่าย เพราะบรรดาซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่ก็ได้มีการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้วทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่าคิวบาไม่ได้ใช้เรื่องของรูปแบบการปกครองมาผลักดันโอเพนซอร์สแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมีความเข้าใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ดีกว่าประเทศเสรีหลายประเทศ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความเข้าใจและตั้งใจจริงต่างหากที่จะทำให้การผลักดันการใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ประสบความสำเร็จ

เวทีนี้เพิ่งจะเปิดงั้นผมขอเปิดเป็นคนแรกเลยก็แล้วกัน ก็เหมือนที่บอกเอาไว้ในชื่อตอนนั้นแหละครับว่ามันเป็นเสียงจากข้างล่างที่ พยายามจะบอกคนข้างบนว่าถ้าอยากให้เขาทำอะไรคนข้างบนควรจะทำให้ดูก่อนเป็นตัวอย่าง ถ้าหากอ่านแล้วตามไม่ทันก็จะขอเล่าในย่อหน้าต่อไปนี้แหละครับว่ามันเป็นเรื่องอะไรกันแน่

เริ่มต้นจากหน้าที่การงานต้องเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ดังนั้นคำถามที่ผมมักจะใช้ถามคนที่ต้องไปพบเจอะก็คือ "ใช้โอเพนซอร์สบ้างหรือเปล่า" คำตอบที่ได้กลับมาก็มีแบบดีบ้างไม่ดีก็อีกหลาย แต่พอจะเอามาเล่าให้กันฟังได้ว่า ส่วนใหญ่นะมีการเริ่มต้นใช้กันไปบ้างแล้วโดยเฉพาะส่วนของโอเพนออฟฟิศ และเริ่มต้นมักจะมีความสุขกันดีถ้าใช้เองในแผนก (ที่เห็นดีเห็นงามพร้อมใจกันเอามาใช้) แต่พอมีเหตุให้ต้องติดต่อกับคนภายนอก (หรือหน่วยงานระดับสูงกว่า) ก็เริ่มจะมีปัญหาขึ้นมา เพราะ (ส่วนใหญ่) เขามักจะบอกว่าเวลาที่ส่งเอกสารเป็น .odt (เป็นไฟล์ฟอร์แมทของโอเพนออฟฟิศส่วนที่ชื่อว่า writer) ไปให้หน่วยงานอื่นทีไรเป็นอันต้องมีการโวยวายกันทุกที ว่าส่งไฟล์อะไรมาเปิดไม่ได้ทำไมไม่ส่งมาเป็น .doc เอาแล้วไงเริ่มมองเห็นแล้วใช่ไหมว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น

ทางออกก็มีอยู่ว่าให้คนที่ใช้โอเพนออฟฟิศทำการบันทึกไฟล์ให้เป็น .doc ก่อนที่จะส่งให้คนอื่น หลังจากนั้นเวลาที่ได้รับไฟล์กลับมาก็เปิดดูได้ (ส่วนจะแปลงเก็บเป็น .odt หรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง) ก็เลยกลายเป็นความเจ็บช้ำน้ำใจของคนที่พยายามทำตัวให้ถูกต้อง ด้วยการใช้โอเพนออฟฟิศเปิดใช้งานเอกสารที่เป็น .doc ล้วนๆ นานวันเข้าก็เลยกลับไปเรียกใช้บริการไมโครซอฟท์ออฟฟิศซะอย่างนั้น เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราวจนมีเสียงเรียกร้อง (จริงๆ แล้วเป็นการตอกหน้ากลับ) ว่าก่อนที่จะบอกให้คนอื่นใช้นะ ทำไมพวกผู้ใหญ่ (ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน แต่หมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่) ไม่ใช้กันเองก่อนแล้วค่อยกำหนดนโยบายลงมาว่าตั้งแต่นี้ต่อไปทุกแผนกให้หันมาใช้ไฟล์ .odt เป็นรูปแบบไฟล์มาตรฐานของหน่วยงาน ลองทำได้แบบนี้รับรองได้ว่าทุกแผนกวิ่งแจ้นหาโอเพนออฟฟิศมาลงกันให้เต็มไปหมด (ก็เพราะไมโครซอฟท์ออฟฟิศเปิดอ่านไฟล์แบบนี้ไม่ได้ ฮาฮา)

สรุปแล้วงานนี้คนข้างล่างก็ชี้แจงกันมาแบบนี้ คนข้างบนรู้แล้วก็อย่านิ่งนอนใจ เพราะถ้าปล่อยไว้นานไปมันก็จะกลายเป็น "ข้ออ้าง" ถ้าต้องการแสดงความจริงใจก็ "สั่งการไปเลยคร้าบเจ้านาย" ว่าแต่ว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้ระบุนะว่าเป็นเรื่องของคนข้างล่างและคนข้างบนขององค์กรไหน…ขอบ่นเท่านี้ก่อนก็แล้วกันครับ

หลังจากแอบซุ่มเงียบศึกษา OpenOffice มาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ฝ่ายไอทีของก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นให้พนักงานใช้ OpenOffice ในการทำงาน

โดยคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ระหว่างนี้มีการสร้างความตื่นตัวให้กับพนักงานในเรื่องดังกล่าวแล้ววันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา AIS ได้จัดสัมมนาภายในเรื่อง “การใช้งานโอเพนออฟฟิศ” เพื่อสร้างความตื่นตัวและถามตอบเกี่ยวกับเรื่องการใช้งานซอฟต์แวร์ดังกล่าว โดยบรรยากาศการสัมมนาเป็นไปอย่างคึกคักโดยเฉพาะช่วงถามตอบ มีคำถามที่หลากหลายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับลึกของการทำงานเฉพาะด้านกันเลยทีเดียว

พระเอกของงานนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก OSDEV (Open Source Development) ผู้ขึ้นชื่อเรื่อง OpenOffice ภาษาไทยนั่นเอง น่าเสียดายที่มีเวลาแค่เพียงครึ่งวันเช้าเท่านั้น แต่เวลาเท่านี้พนักงานของ ก็ฝากการบ้านให้ ไปทำหลายข้อเลยทีเดียวจากการแอบถามนอกรอบกับผู้บริหารของ ว่าโครงการแบบนี้ใครเป็นต้นคิด ก็ได้ความว่างานนี้บอร์ดบริหารหลายคนสั่งการลงมาเองเลย อะไรๆ ก็เลยเป็นรูปเป็นร่างได้เร็วพอสมควร นั่นแสดงให้เห็นว่าการที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ย่อมจะทำให้บริษัทได้รับผลประโยชน์อย่างมากมาย และไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อบริษัทตัวเองเท่านั้น เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในเรื่องนี้ให้สูงขึ้นกับบริษัทอื่นๆ ด้วย

เชื่อว่าหลังจากที่ อย่างเป็นทางการแล้ว จะเกิดการใช้ชุดโปรแกรมตัวนี้เพิ่มขึ้นในปริมาณมากอย่างแน่นอน ความคืบหน้าจะนำมารายงานต่อไป

ใครที่เคยใช้งาน openoffice.org เวอร์ชันแรกที่ออกมา คงจะมีความคิดคล้ายๆ กันว่าหากเทียบกับ Microsoft Office

ตอนนั้นแล้วหากจะเรียก OO.O ว่าเป็น "ของเด็กเล่น" ก็คงจะไม่ผิด แต่ถ้าเป็น OO.O ในวันนี้เราคงจะต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่แล้ว เพราะหากจะเทียบการทำงานตัวต่อตัวอีกครั้ง เราแทบจะไม่เห็นความแตกต่างกันเลยในระดับใช้งานพื้นฐาน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เวอร์ชัน 2.0 ถูกปล่อยออกมา งานนี้ของเล่นกลายเป็นของจริงที่น่ากลัวสำหรับใครบางคนแล้ว

เพื่อตอกย้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในประเทศอิตตาลีมีตัวเลขมายืนยันเอาตัวเลขปัดเศษทิ้งแล้วตั้งแต่ต้นปี 2008 ที่ผ่านมายอดดาวน์โหลดทะลุ "ล้าน" ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจำนวน 350,000 เป็นจำนวนที่ดาวน์โหลดหลังจากที่เปิดตัวเวอร์ชัน 2.4 มองเห็นจำนวนตัวเลขการดาวน์โหลดมากมายขนาดนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ ส่วนด้าน Microsoft Office 2007 นั้นแม้จะไม่มีตัวเลขยืนยันที่แน่นอนแต่จากการประมาณการคาดว่าจะมีจำนวน 1.8 ล้านชุดที่มีการอัพเกรด หากนำมาเปรียบเทียบกันก็ย่อมจะเห็นว่าสัดส่วนไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก งานนี้คงมีใครบางคนต้องปรับเปลี่ยนแผนทางการตลาดกันบ้างแล้ว

สำหรับประเทศที่มียอดการใช้งาน OO.O มากที่สุด ไปอยู่ในโซนยุโรปมากกว่าที่อื่น  โดย 3 ประเทศหลักที่สร้างความปั่นป่วนใจให้กับไมโครซอฟท์มากที่สุดคือเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตตาลี ตามมาด้วย สเปนและเนเธอแลนด์ เมื่อไรบ้านเราจะติดอันดับกับเขาบ้างเนี้ย :(