บังเอิญมีไอเดียเรื่อง gtk theme หลายอย่าง ทำให้งานออกแบบหน้าจอของ Suriyan ในรุ่นนี้ออกจากเปลี่ยนไปมาก เริ่มที่ไสตล์สีเป็นโทนดำเทาออกแนวเคร่งขรึม ในส่วน nautilus และ gtk engine จะมีการเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่ ซึ่งทำให้ Suriyan จะแตกต่างจาก Ubuntu เล็กน้อย ทำให้ Suriyan มีเอกลักษณ์มากขึ้น ในรุ่นนี้อาจเพิ่ม dock เปลี่ยน kick start เมนูเป็นดังภาพ สำหรับงานพัฒนายังคงอิงต้นน้ำจาก Ubuntu เช่นเดิม แต่จะมีโปรแกรมเด็ดๆ จาก ชุมชนโอเพนซอร์สอื่นเข้ามาเรื่อยๆ หากท่านใดที่ใช้ repository ของ Suriyan อยู่ สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่องครับ สำหรับ Suriyan รุ่นต่อไปหน้าตาจะประมาณนี้ สำหรับ wallpaper และ gtk theme, meta city อาจเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมครับ

Mozilla Firefox รุ่น 4 Beta 1 ออกมาให้ยลโฉมกันแล้ว ซึ่งในรุ่น 4 นี้ใครๆ ต่างก็คาดหวังว่า Firefox 4 จะเป็นเบราเซอร์ที่ได้รับความนิยมมากกว่าเดิม Firefox 4 เพิ่มคุณสมบัติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม FeedBack การปรับปรุง UI ในส่วนของ extension ตลอดจนการปรับปรุงเรื่องการทำงานกับ Java Script ให้ดีขึ้น สำหรับใน Beta 1 นี้ปรับ Tab ขึ้นไปอยู่ข้างบน Location Bar เรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้ใช้ Linux ยังไม่มี UI สวยๆ ให้ได้เรียกใช้กันนะครับ ยังคงต้องรอในรุ่น release กันต่อไป สำหรับท่านที่ใช้ Firefox 3.6.x อยู่อยากลองสัมผัสความเร็วในแบบ 4.0 ก็สามารถดาวน์โหลด Firefox 4 กันได้ที่ http://www.mozilla.com/en-US/firefox/all-beta.html

จากที่เราเฝ้ารอคอม GIMP 2.8 กันมานาน โดยฟีเจอร์สำคัญที่เราเฝ้ารอกันคือ ให้โปรแกรมมันเหลือหน้าต่างเดียวเสียที (ผู้ใช้ OS X มีเฮ) ตอนนี้มีวิดีโอแนะนำ GIMP 2.7.1 ออกมาให้ได้ดูกันแล้ว (2.7 เป็นเวอร์ชั่นพัฒนาของ 2.8 พูดง่ายๆ ว่า ถ้าทำ 2.7 เสร็จเมื่อไหร่ มันจะถูก release ออกมาเป็น 2.8 นั่นเอง)

ฟีเจอร์สำหรับ 2.7.1 สรุปคร่าวๆ ได้ดังนี้

  • หน้าต่างเดียว
  • มีตัวเลือกให้ซ่อนแถบเครื่องมือทั้งหมดได้ (แต่งภาพแบบเต็มหน้าต่าง)
  • จัดกลุ่ม Layer (เจ๋ง รอมานาน)
  • ปรับ Aspect ratio ของ Brush ได้
  • Thumbnail Tabs
  • เครื่องมีพิมพ์ข้อความไม่ต้องมีหน้าต่างเด้งขึ้นมาให้รำคาญอีกแล้ว

สนใจแล้วติดตั้งได้ที่ https://launchpad.net/~matthaeus123/+archive/mrw-gimp-svn

ที่มา: akedemo.wordpress.com

ประเทศไทยมีกฏหมายว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามาหลายปีแล้วแต่การบังคับใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะค่านิยมในการเลือกบริโภคสินค้าปลอมที่มีราคาเย้ายวนใจ อีกทั้งยังเทียบได้กับของแท้ สินค้าที่ถูกละเมิดเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สบู่ ยาสีฟัน และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมากกว่าสร้างปัญญาเสียอีก การเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหรือช่องโหว่ทางกฏหมายไม่ได้ควบคุมสินค้าปลอมเหล่านี้ไม่ให้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค ทำให้การแก้ปัญหาไม่ได้ผลและไม่เคยได้ผลเหมือนไม่มีกฏหมายอยู่ หลายคนมักจะให้เหตุผลต่างๆ นานาว่ามันเป็นเรื่องของจริยธรรม ศีลธรรม ใครๆ เขาก็ซื้อหามาใช้กัน และ อีกหลากหลายเหตุผล แล้วเรื่องเหล่านี้จะแก้ไขอย่างไร จะให้มีการจับกุมกันตามบ้านเรือนหรือไม่ หรือให้ตรวจจับเฉพาะผู้ขายอย่างเดียว ?

หากมามองเรื่องการซื้อขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ก็เหมือนกับการได้แต้ม แต้มที่ว่านี้คือแต้มในฐานะทางสังคม ลองมาคิดดูว่าหากคุณสามารถซื้อกระเป๋าหลุยส์ได้ในราคาย่อมเยาว์แต่ถือแล้วดูเก๋ ซื้อเล่นแต่เหมือนจริง คิดว่าสาวๆ หลายคนก็คงชอบ ลองมาสลับด้านกัน ผู้ขายทราบว่าผู้ซื้อชอบสินค้าราคาถูก ชอบสินค้าซื้อเล่นแต่เหมือนจริง ความต้องการด้านการบริโภคสูงมาก การนำเอาสินค้าเหล่านี้มาขายก็ดูจะได้กำไรมากเพราะต้นทุนไม่สูงมากนักหากเทียบกับสินค้าของแท้และแน่นอนได้กำไรไม่ต่ำว่า 500-600 เปอร์เซนต์ ผู้บริโภคต้องการของเหมือนจริงส่วนผู้ขายก็ได้กำไร ถือว่า win-win ทั้งคู่ แต่ความสุขไม่ได้อยู่ผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ผลิตสินค้าที่ให้เราซื้อเล่นแต่เหมือนจริง นี่สนุกกว่าเพราะผลิตกันไม่ทันเรียกได้ว่าความต้องการล้นหลาม หากมานึกถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์เราจะพบว่าเศรษฐกิจดีมาก demand และ supply สอดรับกันดีสร้างกำไรได้งดงาม แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในรูปแบบที่ผิดกฏหมาย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ซื้อหรือผู้ขาย แต่ความเสียหายเกิดขึ้นกับผู้ผลิตสินค้าตัวจริง เจ้าของสินค้าของจริง สินค้าที่ผลิตออกมาแต่ขายไม่ได้เลยสักชิ้น เจ้าของสินค้าตัวจริงคงไม่ win-win ด้วย

การซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท ตัวเลขข้างต้นอาจดูเกินจริง หากเรามามองเพียงแค่จำนวนสินค้าที่ถูกละเมิด ราคาขายจริง จำนวนสินค้าที่ขายไม่ออก เอามาบวกลบคูณหารอย่างไรตัวเลขก็ยังไม่ถึงหลักพันล้านบาท แต่ตัวเลขที่จะทำให้ทะลุหลักพันล้านบาทคือมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา เพียงแค่คุณมีเอกสารใบเล็กๆ ใบเดียวก็สร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาและไม่ win-win เพราะผู้ผลิตสินค้าต้องขอผลิตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าของลิขสิทธิ์ได้แหล่งซื้อขายอย่างเหมาะสมกับราคาและภาพลักษณ์ของสินค้า ฯลฯ อย่างนี้ถึงจะ win-win หากคุณเห็นกระเป๋าเหมือนหลุยส์จริง แต่ขายอยู่ตามตลาดนัดไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้าสุดหรู เจ้าของผลิตภัณฑ์คงรู้สึกไม่ดีนอกจากจะทำให้สินค้าราคาตก ยังทำให้เกิดอาการค่านิยมซื้อเล่นแต่เหมือนจริงแพร่ระบาดไปทั่ว หลายฝ่ายอยากแก้ปัญหาแต่ก็ปัญหาก็มักไม่มีทางออก กฏหมายเป็นเพียงสิ่งยึดเหนี่ยวให้ระลึกถึงเวลาตำรวจจะมาเพียงเท่านั้น เป็นกันอย่างนี้ก็แก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้

ทีนี้ลองหันหลับมาดูเรื่องใกล้ตัวกันบ้าง ในเรื่องของซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ในกรณีของซอฟต์แวร์นี้มีวิธีการละเมิดได้หลากหลายรูปแบบ “ไม่ใช่ว่าคุณซื้อของจริงของแท้แล้วคุณจะละเมิดไม่ได้” การละเมิดลิขสิทธิ์ที่เราเห็นได้ชัดคือการทำซ้ำหรือการก็อปปี้ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขชุดคำสั่งในโปรแกรม ใช้งานเกินจำนวนผู้ใช้นี่ก็ถือว่าละเมิดเช่นกัน สินค้าประเภทซอฟต์แวร์เราจะมักพบคำว่า ไลเซน (License), สัญญาอนุญาติ, สิทธิการใช้งาน, EULA อันนี้แล้วแต่ใครจะเรียก แต่ความหมายโดยรวมเหมือนกันคือ สัญญาระหว่างเจ้าของซอฟต์แวร์กับผู้ใช้ ว่าคุณได้รับอนุญาติให้ทำอะไรได้บ้าง ได้รับสิทธิอะไรบ้าง ในซอฟต์แวร์นั้น ดังนั้นทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์และสัญญาอนุญาติเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นๆ จะตามมาหากมีการละเมิดเช่น โลโก ตราสินค้า สิ่งพิมพ์ เป็นต้น ดังนั้นกรณีการละเมิดที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์นี้จะละเอียดอ่อนมาก มูลค่าสูงมาก เนื่องจากต้นทุนในการผลิต ต้นทุนการพัฒนา รวมกับต้นทุนในทรัพย์สินทางปัญหา ทำให้มูลค่าของซอฟต์แวร์มีค่ามากเป็นหลายเท่าตัว ตัวเลขมูลค่าทำให้เป้าหมายของกลุ่มผู้ขายที่ต้องการผลกำไรอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็แน่นอนใครๆ ก็อยากได้ และการที่ประเทศไทยติดอันดับ 15 ของโลกในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ทางด้านซอฟต์แวร์ก็เป็นเรื่องปกติ

คุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยไม่ค่อยได้รับการดูแลเพราะถึงคุณมีเอกสารใบเล็กๆ หลายใบ คุณก็ไม่สามารถสร้างผลกำไรจากทรัพย์สินทางปัญญาได้ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจซอฟต์แวร์ :P เพราะในบ้านเรายังคงยึดติดคติที่ว่า “No Land No Loan” สำหรับธุรกิจอื่นที่สามารถสร้างประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้ก็ไม่สามารถสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนในต่างประเทศ เพราะการเคารพสิทธิของคนไทยเองยังมีน้อยมากเนื่องจากการซื้อสินค้าที่เหมือนจริงเป็นทั้งความสุขและเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ปัญหาเกี่ยวกับคนนี้แก้ได้ยาก หากเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้คงต้องแก้ที่ตนเองก่อนเป็นอันดับแรก การเลือกซื้อสินค้าที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ จะทำให้ demand ลดลง การละเมิดจากการขายสินค้าเหมือนจริงก็จะลดลงเนื่องจากไม่มี demand ผู้ผลิตก็ลดการผลิตสินค้าเหมือนจริงลดน้อยลง อันนี้เป็นตัวอย่างการแก้ปัญหาแบบถูกวิธีที่สุด หากแก้ปัญหาที่จุดเล็กๆ โดยเริ่มต้นที่ตนเองไม่ได้ปัญหาเหล่านี้ก็แก้ไขไม่ได้เช่นกัน น่าเศร้า~