ไม่ค่อยได้เขียนวิธีการใช้ Inkscape Extension สักทีวันนี้เลนมาแนะนำ Inkscape Extension ตัวนึงเรียกว่า Barcode ครับ ชื่อก็ตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็น Extension ใช้สร้างภาพ Barcode แบบ Vector!! ก็เลยขอยกเป็นกรณีศึกษาเลยละกันครับ ปกติเราสามารถพิมพ์บาร์โค้ดหรือสร้างภาพบาร์โค้ดได้จากโปรแกรมสร้าง Barcode ทั่วๆ ไป แล้วเอาภาพมาแปะ แต่ในความเป็นจริงเราสามารถใช้ Inkscape นี่แหละครับในการสร้างภาพบาร์โค้ดพร้อมสร้างภาพเพื่อขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์ได้เลย ในการสร้างภาพบรรจุภัณฑ์และวิธีการเอาไป Diecut ด้วยเครื่องตัดคงจะเอาไว้เขียนมาเล่าทีหลัง วันนี้เอา Barcode กันก่อนครับ วิธีการสร้างภาพบาร์โค้ดมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้ครับ

ต้องรู้ก่อนว่า Barcode ของเราเป็นมาตรฐานแบบไหน? EAN13, EAN8, UPC-A, UPC-E, UPC-5, Code39, Code39Ext, Code93, Code128, RM4SCC เป็นต้น เอาล่ะผมมีมาตรฐานในดวงใจแล้วคือ EAN13 ครับ หมายเลขบาร์โค้ดของผมคือ 8851552108001 ได้มาตรฐานและตัวเลขกันแล้วมาสร้าง barcode กันได้แล้วครับ เปิด Inkscape ขึ้นมาครับ คลิกที่เมนู Effects > Render > Barcode … จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังนี้

เลือกแบบบาร์โค้ดแล้วใส่หมายเลขลงไปได้เลยครับ คลิก Apply ก็ได้แล้วครับ :)

การสร้างภาพบรรจุภัณฑ์และวิธีการเอาไป Diecut ด้วยเครื่องตัดติดตามตอนต่อไปครับ :P
 

ช่วงนี้เป็นช่วงขายไอเดียสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ IT ที่ต้องการสร้างสินค้าและบริการจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งงาน MICT สร้างคนสร้างชาติก็กำลังใกล้เข้ามาแล้วครับ เอาล่ะก่อนจะเข้าเรื่องการทำมาหากิน มาดูเรื่องของ Drupal กันก่อน Drupal มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่ CMS อื่นๆ ไม่มีคือสามารถใช้ตัวมันเองสร้างเว็บไซต์ได้อีกหลายๆ เว็บ บางคนก็เรียก sub site, minisite ก็แล้วแต่จะเรียกครับ วิธีการนี้ไม่ใช้วิธีการคัดลอกโค้ดไปยังไดเรคทอรีอื่นแล้วติดตั้งนะครับ เอาละเดี๋ยวนึกภาพกันไม่ออก ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ดีกว่าครับ เราจะใช้ Drupal ทำเว็บไซต์ให้กับวิทยาลัยแห่งหนึ่งโดยแต่ละคณะแต่ละสาขาวิชามีเว็บไซต์เป็นของตนเอง นั่นหมายความว่าคุณต้องติดตั้ง Drupal ตามจำนวนคณะและสาขาวิชา เช่น

/var/www/college  <= เว็บวิทยาลัย
/var/www/science  <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์
/var/www/science_physic  <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกส์
/var/www/science_math  <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์
/var/www/nurse  <= เว็บคณะพยาบาล
/var/www/engieering  <= เว็บคณะวิศวกรรม
/var/www/engieering_comp  <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์
/var/www/techno  <= เว็บคณะเทคโน
/var/www/techno_food  <= เว็บคณะเทคโนโลยี สาขาวิชาการอาหาร

ก็เล่นไปซะ 9 เว็บ 9 Drupal เข้าไปแล้ว หาก Drupal ของคุณมีเวอร์ชั่นไม่เท่ากันอีกก็กุมขมับเวลาอัพเกรดกันได้เลยครับ แต่หากคุณมีผู้ดูแลระบบที่สามารถดูแลเรื่องการจัดการ Drupal ในเรื่องต่างๆ ได้ เช่น อัพเกรด, อัพเดทโมดูล, อัพเดทธีม ฯลฯ จะใช้วิธี virtual host ก็ไม่ว่ากันครับ หากไม่มีละแย่เลย ต้องดูเว็บไซต์อย่างน้อยก็ 9 เว็บเข้าไปแล้ว วิธีนี้แก้ปัญหาจุกจิกนี้ แก้ได้โดยการใช้ multi site ครับ ซึ่ง เราจะติดตั้ง drupal ไว้ที่เดียวคือ /var/www/college จากนั้นทำ muti site จากจุดนี้ไป แล้วทำยังไง? Drupal ออกแบบเรื่อง multi site ไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงสร้างไดเรคอรีเก็บ config และใส่ setting.phpให้แต่ละเว็บไซต์เท่านั้น ลองมาดูกันอีกรอบครับ

/var/www/college <= เราติดตั้ง Drupal ไว้ที่นี่สำหรับเว็บวิทยาลัย
/var/www/college/sites/default/setting.php <= ใส่ configของเว็บวิทยาลัย
/var/www/college/sites/science.mycollege.ac.th/setting.php <= ใส่ configของเว็บคณะวิทยาศาสตร์
/var/www/college/sites/physic.science.mycollege.ac.th/setting.php <= ใส่ config ของเว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกส์

ไปเรื่อยๆ จนครบ สำหรับฐานข้อมูลเราสามารถสร้างฐานข้อมูลแยกออกตามคณะและสาขาวิชาได้ จะทำให้การบริการจัดการฐานข้อมูลได้ง่ายขึ้น คิดว่าน่าจะเข้าในในแนวคิดกันแล้วมาดู how-to แบบเต็มๆ ครับ ก่อนลงมือทำเรามาดูว่ามีอะไรกันบ้าง  เรามีโดเมนวิทยาลัยชื่อ mycolledge.ac.th, เรามีเว็บ 9 เว็บไซต์ที่ต้องติดตั้ง drupal แบบ multisite, ใช้ /var/www เป็นที่เก็บเว็บไซต์ เรา config DNS และ Apache Virtual Hostไว้แล้ว ใครยังงงๆ อ่านตอนเก่าๆ ได้ครับ เอาล่ะมาเริ่มกันเลย

แปลงร่างเป็น root ก่อนครับ

sudo -s

จากนั้นย้ายตัวเองไปที่ /var/www

cd /var/www

ดาวน์โหลด Drupal

wget http://ftp.drupal.org/files/projects/drupal-6.12.tar.gz

คลี่ไฟล์

tar zxvf drupal-6.12.tar.gz

เปลี่ยนชื่อไดเรคทอรีจาก  drupal-6.12 เป็น college เพื่อใช้เป็นเว็บหลัก อ้อ อย่าลืมแก้ไข document root ของ default virtual host นะครับ

mv  drupal-6.12  college

สร้างไดเรคทอรีสำหรับเก็บ config ของแต่ละเว็บไซต์

cd college/sites
mkdir science.mycolledge.ac.th
mkdir physic.science.mycolledge.ac.th
mkdir math.science.mycolledge.ac.th
mkdir nurse.mycolledge.ac.th
mkdir engineer.mycolledge.ac.th
mkdir comp.engineer.mycolledge.ac.th
mkdir techno.mycolledge.ac.th
mkdir food.techno.mycolledge.ac.th

สร้าง ฐานข้อมูล mysql ให้แต่ละเว็บครับ

mysql -u root -pmy-root-password -e “create database college”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database science”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database science_physic”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database science_math”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database nurse”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database engineer”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database engineer_comp”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database techno”
mysql -u root -pmy-root-password -e “create database techno_food”

จากนั้น browse เว็บไปที่ mycolledge.ac.th ติดตั้ง drupal สำหรับเว็บหลักให้เรียบร้อย แล้วจึงคัดลอก setting.php ไปยังไดเรคทอรีสำหรับเก็บ config ของแต่ละเว็บไซต์ ดังนี้

cp default/setting.php science.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php physic.science.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php math.science.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php nurse.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php engineer.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php comp.engineer.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php techno.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php food.techno.mycolledge.ac.th

แก้ไขชื่อฐานข้อมูลใน setting.php ของแต่ละเว็บให้ถูกต้อง

$db_url = ‘mysqli://username:password@localhost/databasename’;

จากนั้นทะยอยติดตั้งทีละเว็บไซต์โดยเบราส์ไปที่ URL ดังนี้

http://science.mycolledge.ac.th/install.php
http://physic.science.mycolledge.ac.th/install.php
http://math.science.mycolledge.ac.th/install.php
http://nurse.mycolledge.ac.th/install.php
http://engineer.mycolledge.ac.th/install.php
http://comp.engineer.mycolledge.ac.th/install.php
http://techno.mycolledge.ac.th/install.php
http://food.techno.mycolledge.ac.th/install.php

เท่านี้ก็ได้ Drupal ในแบบฉบับ Multi Site แล้ว อ้อลืมไปนิดนึง หากคุณมี module หรือ theme ที่ต้องใช้ร่วมกัน ให้คุณคัดลอก module, หรือ theme ไปยัง sites/all/modules และ sites/all/themes ครับ เอาละ มาดูวิธีการประยุกต์ให้ได้ธุรกิจบริการกันบ้าง จากตัวอย่างข้างต้นคุณสามารถรับจ้างทำเว็บไซต์ได้ง่ายๆ แต่หากเป็นการประยุกต์ในธุรกิจบริการ คุณสามารถใช้ Drupal ติดตั้งแบบ Multi Site นี้ทำอะไรได้บ้าง ?

เว็บบล็อก
เว็บไซต์
เว็บอีคอมเมิร์ซ
เว็บฐานข้อมูลความรู้
ฯลฯ

บริการในรูปแบบธุรกิจบริการได้อย่างสบายๆ สำหรับโมเดลด้านธุรกิจไม่ขอพูดถึง เดี๋ยวโดนดุครับ

นานๆ จะได้เขียนเกี่ยวกับ Fedora สักทีเป็น Fedora Ambassador จะครบปีแล้วยังไม่ได้เขียนบทความ หรือ How to เกี่ยวกับ Fedora เลย เอาเป็นว่าช่วงนี้อาจจะลดงานเขียนของ Ubuntu ลงไปบ้างและเขียน Fedora ให้มากขึ้นละกันครับ หลังจากที่โรคเลื่อนหลายรอบของ Fedora 11 เป็นๆ หายๆ แต่ Fedora Project ก็ออกเวอร์ชั่น 11 จนได้ กับโค้ดเนมที่ชื่อว่า Leonidas ใครที่เป็นแฟน Fedora วันนี้จะสอนวิธีอัพเดท Fedora 10 ไปเป็น Fedora 11 อย่างง่ายๆ ครับ อันดับแรกไปที่ Terminal  กันก่อนครับ แปลงร่างเป็น root กันก่อนด้วยคำสั่ง su ครับ

วิธีอัพเดทสำหรับ Desktop

อัพเดท rpm package กันก่อนด้วยคำสั่ง

yum update rpm

อัพเดทแพคเกจทั้งหมด

yum -y update

เคลีย cache ของ yum ทั้งหมด

yum clean all

แล้ว reboot เครื่อง เมื่อ login ให้กลับเข้ามาเป็น root อีกครั้ง

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ upgrade โดยใช้ package ที่ชื่อว่า preupgrade เป็นตัวช่วยให้ติดตั้ง preupgrade โดยใช้คำสั่ง

yum install preupgrade

เรียกใช้ preupgrade โดยใช้คำสั่ง

preupgrade

หน้าตาโปรแกรม preupgrade

เลือก Fedora 11 (Leonidas):

จากนั้นโปรแกรมก็จะเริ่มเตรียมแพคเกจสำหรับการอัพเกรด

เมื่อเสร็จกดปุ่ม reboot

หลังจาก reboot จะเริ่มกระบวนการอัพเกรดจริง

เมื่อติดตั้งเสร็จ เราก็ได้ Fedora 11 แล้วครับ :)

วิธีอัพเดทสำหรับ Server

อัพเดท rpm package กันก่อนด้วยคำสั่ง

yum update rpm

อัพเดทแพคเกจทั้งหมด

yum -y update

เคลีย cache ของ yum ทั้งหมด

yum clean all

แล้ว reboot เครื่อง เมื่อ login ให้กลับเข้ามาเป็น root อีกครั้ง

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ upgrade โดยใช้ package ที่ชื่อว่า preupgrade เป็นตัวช่วยให้ติดตั้ง preupgrade โดยใช้คำสั่ง

yum install preupgrade

เรียกใช้ preupgrade โดยใช้คำสั่ง

preupgrade-cli "Fedora 11 (Leonidas)"

จากนั้น reboot เครื่อง หลังจาก reboot จะเริ่มกระบวนการอัพเกรดจริง

สาเหตุที่ต้องใช้ preupgrade เนื่องจากการอัพเกรดโดยใช้ Yum จะเกิดการเรียกใช้ format ของรายการ mirror ผิดพลาดเพราะ Fedora 11 ใช้ข้อมูลของ repository ที่เป็น format XML ไม่ได้เป็น plain text เหมือนเดิม และคุณจะพบข้อความ error แบบนี้

[root@server2 ~]# yum -y update
Loaded plugins: fastestmirror, refresh-packagekit
Loading mirror speeds from cached hostfile
YumRepo Error: All mirror URLs are not using ftp, http[s] or file.
Eg. </metalink>/
removing mirrorlist with no valid mirrors: //var/cache/yum/updates/mirrorlist.txt
Error: Cannot find a valid baseurl for repo: updates
[root@server2 ~]#

เพราะ ฉะนั้นใช้ preupgrade ปลอดภัยมากกว่า และอัพเกรด Fedora 11 ได้ง่ายกว่ามากครับ

แหมกลับมาใช้ Fedora ทั้งทีก็คงไม่เขียนถึง YUM repository คงจะไม่ได้ YUM จะว่าเป็นของใหม่ ก็คงไม่ใช่ YUM เป็นโปรแกรมช่วยจัดการแพคเกจที่มีอยู่ใน Fedora มานานหลายเวอร์ชันแล้วครับ แต่ผมเองไม่ได้ทดสอบหรือทดลองอะไรแหวกแนวมากนัก แต่ที่แน่ๆ YUM ใน Fedora 11 เปลี่ยนไป! ผมสังเกต Fedora หันมาใช้ XML มากขึ้นหลังจาก Fedora 9 และ Fedora 10 และที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะถูกแทรกลงในส่วนที่ไม่กระทบกับผู้ใช้มากนัก สำหรับท่านที่ใช้ YUM ใน Fedora 11 จะพบว่ามันเปลี่ยนไป ไม่สามารถเรียกใช้ Repository เก่าได้ ก็เนื่องมาจาก repo data ของ YUM เปลี่ยนไปนั่นเอง เอาล่ะเกริ่นมามากเดี๋ยวจะเริ่มงง เรามาสร้าง YUM repository เอาไว้ใช้ในสำนักงาน/องค์กรกันดีกว่า ก่อนจะเริ่มต้นมาอ่านข้อตกลงกันก่อน เครื่องที่ผมใช้ มี IP address เป็น 192.168.0.100 นะครับ เอ้ามาเริ่มกันเลย

แปลงร่างเป็น root กันก่อนเพื่อความสะดวกครับ

su –

จากนั้นติดตั้ง Apache

yum httpd

ตั้งค่าให้ Apache เริ่มต้นตอนบูท

chkconfig –levels 235 httpd on

จากนั้น start Apache ได้เลย

/etc/init.d/httpd start

จากนั้นมาสร้างที่เก็บ repo กัน Fedora วางโครงสร้างของ repository ได้ดีมาก และสร้าง repo แบ่งออกเป็นเวอร์ชันได้ ทำให้ง่ายในการจัดการ โครงสร้างของ repo ที่เราจะสร้างกันหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

fedora/releases/เลขเวอร์ชัน/Everything/i386/os/Packages

สมมุติว่าเราสร้าง repo ของ Fedora 11 เราก็จะได้โครงสร้างแบบนี้ครับ

fedora/releases/11/Everything/i386/os/Packages

มาสร้างไดเรคทอรีใน /var/www กันเลยครับ

mkdir -p /var/www/fedora/releases/11/Everything/i386/os/Packages

จากนั้นให้คุณคัดลอกไฟล์ .rpm ไปไว้ที่ไดเรคทอรี Packages แล้วสั่งสร้าง repo data ดังนี้

createrepo /var/www/fedora/releases/11/Everything/i386/os/

เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ จากนั้นให้เครื่อง client ตั้งค่า repo มาทดสอบได้เลย วิธีการตั้งค่า repo เข้าใช้งาน repo ในสำนักงานเราก็ง่ายๆ ครับ สร้างไฟล์ชื่อ officerepo.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

nano /etc/yum.repo.d/officerepo.repo

ใส่ข้อมูลลงไปดังนี้ครับ

[office-repo]
name=Office Repo for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://192.168.0.100/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=http://mirrors.fedoraproject.org/mirrorlist?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แหมหลังจากอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์ขนานใหญ่ ทั้ง RAM และ Storage ตอนนี้ Mirror แห่งชาติของเพราะมีพื้นที่รวมกว่า 30TB ตอนี้ก็ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างปกติแล้วครับ วันนี้เลยได้แวะเวียนไปใช้บริการเล็กน้อยในส่วนของ Fedora 11  เรื่องของเรื่องคือ Fedora 11 พยายาม rotate mirror server ที่อยู่ในรายการ mirror แต่ที่น่าเสียดาย mirror.in.th ไม่อยู่ใน list ซะงั้น ก็คงต้องเพิ่มกันเอาเองล่ะครับ วิธีการเพิ่ม repo เพื่อใช้ mirror.in.th ก็ง่ายนิดเดียว วิธีการทำมีดังนี้ครับ

สร้างไฟล์ thai-national-mirror.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c ‘nano /etc/yum.repo.d/thai-national-mirror.repo’

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thai-national-mirror]
name=TMOSS for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://mirror.in.th/osarchive/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=http://mirrors.fedoraproject.org/mirrorlist?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

เอ้าใช้ให้คุ้มค่ากันหน่อยครับ ลงทุนไปหลายกะตังค์ เห่อๆ

เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาผมใช้ Linux ตระกลูไหนต้องทำ custom repository ได้นั่นหมายถึงการ distribute และการ contribute แพคเกจใหม่ๆ ให้กับ Linux distro นั้นๆ ทางอ้อม ซึ่งผมเองทำประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอาแพคเกจตัวเองเข้าต้นน้ำสักที เอาเป็นว่าอยู่อย่างพอเพียง build แจกกันเล่นไปเรื่อยๆ นี่แหละครับสนุกกว่า ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็อย่างว่ากันนะครับ วันนี้ก็เลยมาแนะนำ ThaiOpenSource for Fedora repository กันครับ ผมเพิ่มทำเสร็จเมื่อเช้ามีแพคเกจอยู่ 4 ตัวครับ ให้ลองค้นหากันดูเอาเองว่าแพคเกจชื่ออะไร ;) เอาละมา config YUM repo กันเลย ให้สร้างไฟล์ที่ชื่อ thaiopensource.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c ‘nano /etc/yum.repo.d/thaiopensource.repo’

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thaiopensource]
name=ThaiOpenSource.Org for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://thaiopensource.org/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=https://mirrors.fedoraproject.org/metalink?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แลัว update repo data ในเครื่องได้เลยครับ โดยใช้คำสั่ง

su -c ‘yum update’

ใช้ Fedora ทั้งทีแต่ใช้ YUM บน command line ไม่เป็นนี่ก็น่าเสียดายนะครับ คล้ายๆ กับใช้ aptitude บน Ubuntu ไม่เป็นนั่นแหละครับ :) เอาล่ะ วันนี้จะมาบอกเทคนิคการใช้งาน YUM กันง่ายๆ

แสดงรายชื่อ repo ที่เรามีอยู่ในเครื่อง ใช้คำสั่ง

yum repolist

แสดงรายชื่อ package ที่ติดตั้งได้

yum list available

ติดตั้งแพคเกจ

yum install packagename

อัพเดทแพคเกจ

yum update packagename

ตรวจสอบว่า package ใดอัพเดทได้

yum check-update

ค้นหา  package

yum search word

ติดตั้ง package rpm โดยใช้ YUM

yum –nogpgcheck localinstall filename.rpm

ติดตั้ง RPM ที่อยู่นอก YUM repo (ดาวน์โหลดแล้วติดตั้ง)

rpm -Uvh filename.rpm

หมดแล้ว ขอให้มีความสุขในการใช้ YUM ครับ :)

เท่าที่ใช้งาน Fedora 11 มาได้ 3 วันพบว่าการ  render ฟอนต์ใน Gnome ใหม่สวยงามมากเลยทีเดียว แต่การติดตั้ง Fedora ไม่ว่าจะเป็นบน Live CD หรือ DVD Install มันไม่มี ฟอนต์ภาษาไทยสวยๆ ติดมาด้วยนี่สิครับ เราต้องมาติดตั้งเพิ่มเอาเอง ซึ่งวิธีการไม่ได้ยากมากนักเพราะชุดฟอนต์ของ thai-scalable มีให้ใช้ใน Fedora ด้วย เอาล่ะมาติดตั้งฟอนต์ไทยกันเลย 

su -c ‘yum install thai-scalable*’

เสร็จแล้วครับ สำหรับฟอนต์เพิ่มเติมอย่าง font SIPA-DIP สามารถติดตั้งได้โดยเพิ่ม Thai Open Source YUM repository แล้วติดตั้งแพตเกจชื่อ ttf-sipa-dip-fonts นอกจากนี้ยังมีคลังรวบรวมฟอนต์สวยๆ อื่นๆ อย่าง f0nt.com และฟอนต์สำหรับงานสิ่งพิมพ์ของสมาคมการพิมพ์ไทย ใครสนใจฟอนต์ไทยสวยๆ ถูกกฏหมายก็หาดาวน์โหลดได้จากทั้ง 2 แห่งครับ

simple-ccsm เป็นโปรแกรมช่วยให้เราปรับแต่ง Compiz ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องุนงงกับสารพัดปุ่มบนหน้าจอของ ccsm อีกต่อไป ด้วยความง่ายของ simple-ccsm นอกจากจะทำให้เราตั้งค่า Compiz ได้ง่ายแล้ว ยังมีระบบ profile เพื่อบันทึก หรือเรียกใช้การตั้งค่าแบบต่างๆ ที่เราเคยใช้ได้อย่างง่ายเลยล่ะ แต่โชคร้ายที่ simple-ccsm ไม่อยู่ใน Fedora repository และ RPM Fusion ทำให้ต้องติดตั้ง repo เสริมอย่าง Thai Open Source Repo for Fedora ไงครับ :P ทำเองโฆษณาเองนี่บาปมั๊ย เอาล่ะ มาตั้งค่า repo กันก่อน ใครที่ยังไม่ได้ตั้ง repo มาที่ Thai Open Source ก็สามารถตั้งได้ง่ายๆ เลยครับ สร้างไฟล์ที่ชื่อ thaiopensource.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c ‘nano /etc/yum.repo.d/thaiopensource.repo’

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thaiopensource]
name=ThaiOpenSource.Org for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://thaiopensource.org/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=https://mirrors.fedoraproject.org/metalink?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แลัว update repo data ในเครื่องได้เลยครับ โดยใช้คำสั่ง

su -c ‘yum clean all’
su -c ‘yum update’

แล้วก็ติดตั้ง simple-cssm ได้เลยโดยใช้คำสั่ง

su -c ‘yum –nogpgcheck install simple-ccsm’

 

เมื่อวานเข้าไปที่ forum เว็บไซต์ ubuntuclub.com เห็นมีวิพากวิจารณ์ในเรื่องของ Fedora กับ Ubuntu อ่านแล้วก็สนุกดีครับ เหมือนสงคราม Distro เลยแฮะ แต่หลายท่านก็พยายามอธิบายว่า Ubuntu ดีอย่างไร Fedora ดีอย่างไร เอาข้อดีข้อเสียของ 2 distro นี้มาอภิปรายกัน มีท่านหนึ่งเป็นผู้จุดประกายเรื่อง touch pad บนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ซึ่งการใช้งาน tap จิ้มที่ touch pad 2 ครั้งเร็วๆ มีค่าเท่ากับการคลิกปุ่มซ้ายของเมาส์ ซึ่งมันไม่เคยใช้ได้เลยใน Live CD และกังวนว่าหากลงไปแล้วก็คงใช้ไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องตลก ผมสังเกตว่า Ranjeev Satyajit ซึ่งเป็น Fedora Ambassador ประจำประเทศไทย มักเขียนเรื่องนี้ตลอดเวลาเปลี่ยนเวอร์ชันของ Fedora ซึ่งผมเข้าใจแล้วว่าทำไม :)
เอาล่ะ วิธีแก้ไขปัญหานี้ครับ เข้าไปที่เมนู System > Preferances > Mouse เลือกตรง tab Touchpad จากนั้นคลิกเลือกตรง Enable mouse clicks with touchpad ดังรูป

แค่นี้เอง มันยากตรงไหนเนี่ย :P