มีหลายท่านที่ถามเข้ามาเรื่อง Compiz Fusion เพราะติดตั้ง simple-ccsm ไปแล้วตั้งค่าไม่ได้ ผมก็ดันลืมบอกไปว่า compiz ที่เรียกใช้โดย gnome นั้นไม่ได้เรียกใช้ config ของ ccsm ดังนั้นตั้งค่า effect ก็จะไม่เห็นผลลัพท์ เอาละแลวจะติดตั้ง Compiz Fusion บน Fedora ได้อย่างไร? ผมมีวิธีง่ายๆ มาแนะนำกันครับ ใช้คำสั่ง

su -c ‘yum install ccsm emerald-themes compizconfig-backend-gconf fusion-icon-gtk
emerald compiz-fusion compiz-fusion-gnome libcompizconfig compiz-gnome
compiz-bcop compiz compizconfig-python compiz-fusion-extras
compiz-fusion-extras-gnome’

จากนั้นตั้งค่าให้ Compiz เริ่มต้นทำงานหลังจากล็อกอินแล้ว เลือกเมนู System -> Preferences -> Personal -> Sessions คลิกปุ่ม Add แล้วใส่ข้อมูลดังนี้

Name: Fusion Icon
Command: fusion-icon
Comment: Compiz Fusion panel applet

ให้ลอง logout แล้ว login เข้ามาใหม่ ก็เป็นอันใช้ได้แล้วครับ *อ้อเกือบลืมไป ถ้าคุณใช้ Gnome Desktop Effect อยู่ให้ปิด Effect ก่อนแล้วค่อย logout แล้ว login ใหม่ครับ และทีนี้ก็ใช้งาน simple-ccsm ได้แล้ว :)

ThaiOpenSource.Org เป็นโครงการหนึ่งในการส่งเสริมการใช้งานโอเพนซอร์สให้กับท่านที่สนใจและยังเป็นแหล่งรวมข่าว บทความ how-to และรีวิว ฯลฯ หลายท่านอาจสับสนเวลาเข้ามาในเว็บหาข้อมูลเจอบ้าง ไม่เจอบ้าง ผมมีวิธีแนะนำง่ายๆ โดยใช้เครื่องมือของ Drupal ให้เกิดประโยชน์ครับ เนื้อหาของเว็บไทยโอเพนซอร์สจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่อยู่แล้วในเมนูด้านซ้ายมือ และรายการเนื้อหาล่าสุดอยู่ในส่วน tab และยังสามารถติดตามจาก hilight และ cover story ได้ที่หน้าแรกของเว็บ หลายท่านอาจหาเนื้อหาไม่ค่อยพบ วิธีการง่ายๆ ในการค้นหาคือใช้ Tag จาก Tag Cloud หรือจากการค้นหาจากกล่องค้นหา ก็จะทำให้ค้นหาได้ละเอียดมากขึ้น เพราะเนื้อหาจะระบุ Tag ไว้เสมอ

นอกจากการอ่านเนื้อหาผ่านหน้าเว็บแล้วยังสามารถอ่านจาก Feed โดยใช้โปรแกรม Feed ทั่วไปได้ โดย Feed แบ่งเป็นหมวดต่างๆ มี URL สำหรับ Feed ดังนี้

ข่าว = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/news

รีวิว = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/review

How-To = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/howto

บทสัมภาษณ์ = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/interview

SuccessStory = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/successstory

Article = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/article

Event = http://www.thaiopensource.org/?q=view/feed/event

นอกจาก Feed แล้วยังสามารถติดตามข่าวสารจากเครื่องมือ Social Network อย่าง Twitter @thaiopensource ได้เช่นกัน สำหรับการถาม-ตอบปัญหา สามารถส่งคำถามเข้าไปยัง GroupMail ชื่อ

thai-opensource

ได้โดยตรง หรือส่ง E-Mail มาที่ thai-opensource@googlegroups.com ทำไมถึงต้องส่งคำถาม-คำตอบผ่านทาง GroupMail ? เหตุผลก็เนื่องจากมีหลายหัวดีกว่าหัวเดียวครับ :) และอยากให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น เราจะได้สังคมแห่งการเรียนรู้เกี่ยวกับโอเพนซอร์สขึ้นมาอีก 1 แห่งครับ การเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมในเว็บไซต์ ThaiOpenSource.Org ก็เป็นช่วงทางหนึ่งที่เกิดประโยชน์มาก ThaiOpenSource.Org มีกิจกรรมตอบคำถามประจำสัปดาห์ (Toss Quiz) ที่แบ่งคำถามยากง่ายออกเป็น 3 ระดับซึ่งคำถามจะเป็นการค้นหาคำตอบและเก็บคะแนนสะสมเพื่อแลกของรางวัล และยังมีกิจกรรมจากแวดวงโอเพนซอร์สมานำเสนอกันเป็นระยะๆ ซึ่งสงวนสิทธิ์ให้สมาชิกเท่านั้น ใครที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก ThaiOpenSource.Org สามารถสมัครสมาชิกได้ฟรี!!

ThaiOpenSource เปิดรับสมัครสมาชิกประเภทองค์กร เพื่อรองรับการสนับสนุนการเปลี่ยนมาให้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในองค์กรของคุณ ซึ่งมีสิทธิประโยชน์มากมาย ได้แก่

1. เข้ารับการฝึกอบรมในหัวข้อที่ซิป้ากำหนดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

2. การเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สถึงหน่วยงาน

3. รับเอกสารและสื่อต่างๆ ที่ทางซิป้าจัดทำขึ้นตลอดอายุสมาชิก

4. ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

5. สำรองที่นั่งก่อนคนอื่นในกิจกรรม และงานสัมมนาที่ซิป้าจัดขึ้น

สมัครสมาชิกได้ที่ http://www.thaiopensource.org/node/1214 ครับ

 

Media Wiki หรือ Wiki ซอฟต์แวร์สารานุกรมออนไลน์ที่เราคุ้นเคยกันดี Media Wiki เป็น Free Software ตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงไม่ว่าจะเป็นเว็บโครงการหลายตัวก็ยังใช้ Media Wiki จัดการเอกสารและเนื้อหาต่างๆ สำหรับวันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการติดตั้ง Media Wiki แบบรวดเร็วภายใน 2 นาที เอาบ

แปลงร่างเป็น root ก่อนครับ

sudo -s

wget http://download.wikimedia.org/mediawiki/1.15/mediawiki-1.15.1.tar.gz

tar zxvf mediawiki-1.15.1.tar.gz

mv mediawiki-1.15.1 /var/www/wiki

เบราซ์เว็บไปที่ http://yourdomain/wiki

จากนั้นโปรแกรมจะเริ่มเข้าสู่การติดตั้ง โดยโปรแกรมจะแนะนำให้ chmod a+w ไดเรคทอรี config เพื่อใช้เขียนไฟล์

cd /var/www/wiki
chmod a+w config

ให้เรา refresh หน้าเว็บอีกรอบโปรแกรมจะนำเข้าสู่การตั้งค่าดังภาพ

เมื่อกรอกเสร็จคลิกปุ่ม Install โปรแกรมจะตรวจสอบค่าต่างๆ และทำการติดตั้ง MediaWiki ให้

เมื่อติดตั้งเสร็จ ให้คุณเบราส์เว็บไปที่หน้า http://yourdomain/wiki โปรแกรมจะแจ้งให้ย้ายไฟล์ LocalSettings.php ไปยังไดเรคทอรีก่อนหน้า

mv config/LocalSettings.php .

จากนั้น refresh หน้าเว็บอีกรอบก็จะได้หน้า wiki ของเราแล้วครับ :)

 

เมื่อเดือนที่แล้วมีคนถามว่าจะใช้ Sun VirtualBox 3.0 บน Command Line ยังไงวันนี้ได้ข้อมูลมาเขียนแล้วครับ โดยปกติแล้ว VirtualBox ที่เราติดตั้งกันบน Server จะมี GUI แล้วเราสร้าง Virtual Machine ได้ง่าย แต่ถ้าไม่มี GUI ละทำอย่างไร? จะควบคุม VirtualBox ได้ยังไง remote เข้าไปดูหน้าจอได้อย่างไร? อันนี้เป็นปัญหาแต่นอน วันนี้มีคำตอบเราใช้ VBoxHeadless ครับ เอาล่ะมาเริ่มกันเลย

อันดับแรกให้เพิ่ม user ชื่อว่า admin กลุ่ม admin ขึ้นมาครับ

# groupadd admin
# useradd -d /home/admin -m -g admin -s /bin/bash admin

จากนั้นกำหนด password 

# passwd admin

ให้ล็อกอินใหม่โดยใช้ user admin นี้ จากนั้นเริ่มติดตั้ง VirtualBox แปลงร่างเป็น root ก่อนครับ

$ su

ติดตั้ง Development Tools

# yum groupinstall ‘Development Tools’
# yum groupinstall ‘Development Libraries’
# yum install SDL kernel-devel kernel-headers

จากนั้นดาวน์โหลด VirtualBox ให้ตรงกับ Architecture ของระบบ http://www.virtualbox.org/wiki/LinuxDownloads หากคิดไม่ออกให้ใช้คำสั่ง

# uname -m

เพื่อดู Architecture ได้ ของผมเป็น x8664 นั่นหมายความว่าผมต้องดาวน์โหลด VirtualBox สำหรับ AMD64 เริ่มดาวน์โหลดกันเลย!

# cd /tmp
# wget http://download.virtualbox.org/virtualbox/3.0.0/VirtualBox-3.0.049315fedora11-1.x8664.rpm

เราจะได้ไฟล์แปลกๆ จาก wget ใก้เปลี่บยชื่อไฟล์ให้ถูกต้องดังนี้

# mv VirtualBox-3.0.049315fedora11-1.x8664.rpm?e=1247145598&h=bd5420531eeb13489ca4560a74bbf532 VirtualBox-3.0.049315fedora11-1.x8664.rpm

จากนั้นติดตั้งได้เลยครับ

# rpm -ivh VirtualBox-3.0.049315fedora11-1.x8664.rpm

จากนั้นเพิ่มกลุ่ม vgboxusers ให้ผู้ใช้ที่ชื่อ admin เพื่อให้เรียกใช้งาน VirtualBox ได้

# /usr/sbin/usermod -G vboxusers admin

หลังจากติดตั้ง VirtualBox เสร็จให้ออกจาก shell root โดยใช้คำสั่ง exit

# exit

เอาล่ะคราวนี้เราได้ VirtualBox มาแล้วแต่ไม่มี GUI เราจะสร้าง Virtual Machine ยังไง คำตอบอยู่ที่ VBoxManage ครับ ใครนึกไม่ออกลองใช้คำสั่ง

$ VBoxManage –help

เราจะเห็นคำสั่งที่ใช้งานและพรารมิเตอร์ต่างๆ หรือคุณอาจจะไปดูรายละเอียดวิธีการใช้งานได้ที่เว็บไซต์ http://www.virtualbox.org/manual/UserManual.html#vboxmanage ได้เช่นกัน เอาล่ะไหนมาลองสร้าง Virtual Machine เป็น Ubuntu 9.04 Server กัน ผมเอา iso ของไฟล์ไปเก็บไว้ที่ /home/admin/ ครับ :) มาเริ่มสร้าง VirtualHost กันเลย!

$ VBoxManage createvm -name "Ubuntu 9.04 Server" -register
$ VBoxManage modifyvm "Ubuntu 9.04 Server" -memory "256MB" -acpi on -boot1 dvd -nic1 nat
$ VBoxManage createvdi -filename "Ubuntu904Server.vdi" -size 10000 -register
$ VBoxManage modifyvm "Ubuntu 9.04 Server" -hda "Ubuntu
904Server.vdi"
$ VBoxManage registerimage dvd /home/admin/ubuntu-9.04-server-i386.iso
$ VBoxManage modifyvm "Ubuntu 9.04 Server" -dvd /home/admin/ubuntu-9.04-server-i386.iso

คำสั่งข้างต้นเป็นคำสั่งสร้าง Virtual Machine ชื่อ Ubuntu 9.04 Server ให้ Main Memory 256MB Boot ผ่าน DVD ใช้ NAT สร้าง Disk Image ขนาด 10GB และสั่งให้ boot ผ่าน dvd ซึ่งมี ubuntu-9.04-server-i386.iso เป็นจุด boot นั่นหมายความว่า VM ของเราจะ boot จาก DVD และเข้าสู่กระบวนการติดตั้ง Ubuntu Server ตอนนี้เราได้ VM Profile เรียบร้อยแล้ว ก็มาสั่งให้ VM เราทำงานกันได้แล้วเราใช้ VBoxHeadless เป็นตัว start VM ดังนี้

$ VBoxHeadless -startvm "Ubuntu 9.04 Server"

VBoxHeadless จะ start VM ของเราพร้อมกับโปรโตคอล VRDP (VirtualBox Remote Desktop Protocol) ซึ่งคุณสามารถเห็นหน้าจอ VM นี้ได้จากการ remote เข้ามาจากเครื่องอื่น หากคุณใช้ Windows XP คุณสามารถใช้ Remote Desktop Connection เพื่อเชื่อมต่อได้

สำหรับท่านที่ใช้ Fedora สามารถใช้ remote desktop ได้เช่นกัน แต่ต้องติดตั้งก่อนนะครับ :)

# yum install rdesktop

จากนั้น ให้ออกจาก shell root แล้วใช้คำสั่ง

$ rdesktop -a 16 192.168.0.100

เพื่อเข้าเชื่อมต่อกับ VM ของเราครับ ตรงตัวเลข 16 คือจำนวน bit สี

เท่านี้เราก็จัดการกับ VirtualBox ได้แล้ว ;) ขอบคุณเทคนิดดีๆ จาก Falko แห่ง HowtoForge ครับ

ที่มา – HowtoForge

วันนี้มีปัญหาแปลกๆ ซึ่งผมเองก็พึ่งจะทราบว่า PDFCreator แก้ปัญหานี้ได้ ปัญหามีอยู่ว่ามีไฟล์ PDF อยู่หลายไฟล์จะเอามาต่อกันให้เป็นไฟล์เดียวจะทำอย่างไร ? ผมเองก็งงๆ เพราะปกติ PDFCreater มันสร้างไฟล์ PDF นิ แต่ก็ได้พี่เล็กมาสอนวิธีการใช้งาน PDFCreator ในเรื่องต่อไฟล์ PDF วิธีการออกจะซับซ้อนเล็กน้อยแต่พอสรุปใจความได้ดังนี้ครับ เราใช้ PDF Print monitor เป็นตัวช่วยสร้างไฟล์ PDF เราสามารถเพิ่มเอกสารลงในคิวเรื่อยๆ แล้วสั่ง combine เพื่อรวมไฟล์แล้วสั่งพิมพ์ออกมาเป็น PDF ไฟล์เดียวได้ หลายคนอาจจะงงๆ ผมยกตัวอย่างมาอธิบายดีกว่า บังเอิญผมมีไฟล์สถิติจาก Google Analytics ซึ่งผมจะได้รับทุกๆ วัน แต่ต้องการรวมไฟล์สถิติ 2 วัน คือวันที่ 25 และ 26 เดือนกรกฎาคม วิธีง่ายๆ เปิด PDF Print monitor ขึ้นมาครับ

จากนั้นสั่งเพิ่มเอกสาร โดยคลิกที่เมนู Document > Add เลือกไฟล์ที่ต้องการมาก่อน 1 ไฟล์

โปรแกรมจะมีไดอะล็อกขึ้นมาถามรายละเอียดให้คลิกที่ปุ่ม Wait – Collect จากนั้นเพิ่มไฟล์ที่ 2 เข้ามา

ให้คลิกเลือกไฟล์ทั้ง 2 ไฟล์แล้ว เลือกเมนู Document > Combine all

หลังจากนั้นให้คลิกที่ Printer > printer stop เพื่อสั่งให้โปรแกรมพิมพ์เอกสารออกมาเป็น PDF โปรแกรมจะให้เรากรอกข้อมูลของไฟล์ PDF

คลิกปุ่ม Save เพื่อบันทึกไฟล์

 

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้แผ่น HDCD มาเป็นแผ่น CD เพลงของ Simon & Garfunkel ซึ่งเป็นชุดรวมเพลงดังหาได้ยากแล้ว แหมผมฟัง Simon & Garfunkel ไม่ต้องทายอายุก็น่าจะรู้แล้วว่าแก่ เอาล่ะ เรื่องของเรื่องคือผมมีเครื่องเล่น MP3 แต่เล่น oga, ogg ไม่ได้ซะงั้นเลยต้อง RIP เป็น MP3 แต่โปรแกรม Sound Juicer ที่มากับ Ubuntu 9.04 ไม่สามารถ RIP แผ่นเป็น MP3 ได้ก็ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมคือ ubuntu-restricted-extras เพื่อติดตั้ง codec ที่จำเป็นต่างๆ เพื่อให้ Sound Juicer RIP จากแผ่น HDCD เป็น MP3 ได้ ติดตั้ง ubuntu-restricted-extras กันก่อนครับ

sudo apt-get install ubuntu-restricted-extras

จากนั้นเปิด Sound Juicer ขึ้นมา Applications > Sound & Video > Audio CD Extractor แล้วใส่แผ่น CD เข้าไปครับ โปรแกรมจะตรวจสอบแผ่นและดึงชื่ออัลบัมและชื่อเพลงขึ้นมาอัตโนมัติ

ripcd01

เปลี่ยนชนิดฟอร์แมทปลายทางในการ RIP คลิกที่ Edit > Preferences

ripcd02

เลือก Output Format เป็น CD Quality, MP3 (.mp3 type) ครับ จากนั้นคลิก Extract เพื่อส่งออกเป็นไฟล์ MP3 ได้แล้ว

ripcd03

บทความนี้จะสอนการติดตั้ง OpenERP Server บน Fedora 11 ซึ่งรวมถึงตัวโปรแกรม Client ด้วย OpenERP เป็นโปรแกรม Open Source ERP/CRM พัฒนาด้วยภาษา python โดยทีมงานจากเบลเยี่ยม ตัวโปรแกรม OpenERP Server เป็นเว็บแอพลิเคชันแบบ 3 tier ซึ่งใช้งานง่ายและยืดหยุ่นสูง มาลองดูวิธีการติดตั้งกันครับ

ขั้นแรกแปลงร่างเป็น root กันก่อน

su

หลังจากเป็น root แล้วให้ติดตั้ง repository ของ EPEL เพิ่มโดยใช้คำสั่ง

rpm -Uvh http://download.fedora.redhat.com/pub/epel/5/i386/epel-release-5-3.noarch.rpm

จากนั้นให้ update yum database

yum update

มาเริ่มติดตั้ง postgresql กันก่อน ใช้คำสั่ง

yum install postgresql-server
yum install postgresql

จากนั้นกำหนด database instance

su root
su postgres
initdb /var/lib/pgsql/data
psql -l

จากนั้นติดตั้ง python และไลบรารีที่เราต้องใช้

yum install python-psycopg2 PyXML python-setuptools-devel python-lxml libxslt-python pytz python-matplotlib

จากนั้นติดตั้ง egenix ด้วย easy install

easy_install egenix-mx-base

เมื่อเราได้ library ครบแล้ว ติดตั้ง OpenERP Server กันได้เลยครับ

wget http://openerp.com/download/stable/source/openerp-server-5.0.1-0.tar.gz
tar -xvf openerp-server-5.0.1-0.tar.gz
cd openerp-server-5.0.1-0
python openerp-server.py

ติดตั้ง OpenERP Client

wget http://openerp.com/download/stable/source/openerp-client-5.0.1-0.tar.gz
tar  -xvf openerp-client-5.0.1-0
cd openerp-client-5.0.1-0
python openerp-client.py

เป็นวิธีการคร่าวๆ ครับ สำหรับรายละเอียดดูได้จากเว็บไซต์ http://openerp.com ครับ

เมื่อวานแนะนำโปรแกรม RIP CD Audio ด้วย Sound Juicer วันนี้จะมาแนะนำโปรแกรมแปลงไฟล์เพลงครับ บังเอิญว่าผมมีไฟล์เพลง Simon and Garfunkel อยู่ชุดหนึ่ง แต่เป็นไฟล์เพลง ogg ครับ อยากจะแปลงไฟล์เพลงจาก ogg มาเป็น mp3 แต่ไม่ได้แปลงสักทีเพราะใช้ ogg อยู่แล้ว แต่เครื่องเล่น mp3 นี่น่ะสิมันเล่นไฟล์แบบ ogg ไม่ได้ เลยต้องแปลงจาก ogg มาเป็น mp3 ก่อนถึงจะเอาไปเล่นกับเครื่องเล่น mp3 ได้ วิธีการแปลง mp3 เป็น ogg ทำง่ายๆ ดังนี้

ติดตั้งโปรแกรมที่ชื่อ Sound Converter กันก่อนครับ อ้อใครยังไม่ได้ติดตั้ง ubuntu-restricted-extras ก็อย่าลืมติดตั้งก่อนนะครับ เดี๋ยวจะแปลง ogg เป็น mp3 ไม่ได้ :P

sudo apt-get install ubuntu-restricted-extras soundconverter

หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เปิดโปรแกรม Sound Converter ขึ้นมาได้เลยครับ ที่ Applications > Sound & Video > Sound Converter

soundconverter01

จากนั้นลากไฟล์ ogg ที่เราต้องการ convert ลงไปครับ

soundconverter05

กำหนดชนิดของไฟล์ที่ต้องการแปลง เป็น mp3

soundconverter06

กดปุ่ม convert ได้เลยครับ เท่านี้เราก็สามารถ convert ไฟล์เป็น ogg ได้แล้ว

soundconverter04

 

Eclipse PDT ตัวใหม่ออกมาใหม่ วันนี้เลยถือโอกาสมาแนะนำวิธีการติดตั้ง Eclipse PDT บน Ubuntu 9.04 กัน Eclipse PDT เป็น IDE สำหรับพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP ซึ่งระยะหลังการพัฒนา PDT รวดเร็วและต่อเนื่องมาก ทั้งนี้เนื่องจากการตอบรับของนักพัฒนาและการตอบรับจาก Zend ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาภาษา PHP และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับภาษา PHP ครับ เอาล่ะมาเริ่มติดตั้ง Eclipse PDT Galileo กันเลย

อันดับแรกแปลงร่างเป็น root ก่อน

sudo -s

จากนั้นติดตั้ง sun-java6-jdk

aptitude install sun-java6-jdk

จากนั้นตั้งค่าให้ Ubuntu เรียกใช้ sun-java6-jdk

update-java-alternatives -s java-6-sun

ทดสอบสักหน่อย

java -version

ผลลัพท์จะได้เป็นประมาณนี้

java version "1.6.013"
Java(TM) SE Runtime Environment (build 1.6.0
13-b03)
Java HotSpot(TM) Client VM (build 11.3-b02, mixed mode, sharing)

ออกจาก root ด้วยคำสั่ง exit

exit

ดาวน์โหลด Eclipse PDT กันต่อ ให้ดูเวอร์ชันที่คุณต้องใช้ ของผมเป็น linux 32 bit ครับ

wget http://mirror.in.th/eclipse/technology/epp/downloads/release/galileo/R/eclipse-php-galileo-linux-gtk.tar.gz

เมื่อได้ไฟล์มาแล้วก็คลี่ไฟล์ไปที่ home ของเราครับ

tar zxvf eclipse-php-galileo-linux-gtk.tar.gz

แล้วสั่ง run ได้เลย

cd eclipse
./eclipse

เท่านี้ก็ได้เครื่องมือพัฒนาภาษา PHP กันแล้ว หากต้องการเชื่อมต่อกับ SVN ก็ติดตั้ง subclipse กันต่อได้ครับ :)

eclipse-pdt01

eclipse-pdt02

eclipse-pdt03

 

Postr เป็นโปรแกรมเล็กๆ บน GNOME ช่วยให้เราอัพโหลดภาพไปยัง Flickr ได้ง่ายขึ้น แถมอัพโหลดไฟล์หลายๆ ไฟล์ได้สบายๆ โดยไม่ต้องกังวลไปเปิดหน้าเว็บอีก ทางผู้พัฒนาเขียนแจ้งไว้ใน blog ว่าซอฟต์แวร์ยังไม่สมบูรณ์แต่ทว่ามันใช้งานได้ดีเลยล่ะครับ :) ชาว Ubuntu สามารถติดตั้งผ่าน repo ได้โดยใช้คำสั่ง

sudo apt-get install postr

เปิดโปรแกรมที่ Applications > Graphics > Flickr Uploader หน้าจอของโปรแกรม postr มีเท่านี้ครับ

postr

วิธีการเพิ่มหรือลบภาพก็ง่ายมากครับ เพียงกดปุ่ม + หรือ –

postr

กำหนด ชื่อภาพ คำอธิบายภาพ Tag และจะให้ภาพไปอยู่ที่ Set ใด หรือ Category ใด การสั่ง upload ก็เพียงกดปุ่ม upload ครับ ง่ายมั๊ย :)