คนไทยเก่งๆ มีเยอะ แต่ที่น่าแปลกที่คนไทยไม่ค่อยเปิดเผยโค้ด เป็นคำพูดจากเพื่อนที่อยู่แดนไกลถึงประเทศอินเดีย เขาชอบประเทศไทยเพราะคิดว่าการทำงานด้านซอฟต์แวร์กับคนไทยสบายใจมากกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์กับคนประเทศอื่นๆ ผมไม่ทราบว่าทำไม แต่คำถามที่เพื่อนของผมมักถามจนผมมองเห็นว่าเป็นประเด็น คือ พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม? นั่นสิ คำตอบคงหลากหลาย บ้างก้อว่า เอามันส์ ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพื่อการค้า หวังรวย ฯลฯ ทุกๆ คำตอบที่ได้ยินมาไม่เห็นมีคำตอบไหนที่โดนประเด็นและจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สเลยสักคำตอบเดียว คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม?

เบื้องหลังซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนใหญ่พัฒนามาจากนักพัฒนาหลายคน อย่างมากก็นับพันคน โครงการใหญ่ๆ อย่าง Linux Kernel, Debian, Fedora เป็นต้น ขอยกตัวอย่างเฉพาะ Real Open Source Software นะครับ ด้วยกระแสการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้หลายคนมองเห็นข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ลองไปอ่านในหนังสือ The Cathedral and the Bazaar ของ ESR ดูนะครับ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจาก propietary เป็น open source มันมีเหตุผลที่หนักแน่นชัดเจน ส่วนใหญ่เหตุผลเหล่านี้มักถูกลืมเลือน ทุกวันนี้คำว่าโอเพนซอร์ส (Open Source) กลายเป็นจุดขายทางการตลาด เอาจุดเด่นของโอเพนซอร์ส มาสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เป็นกระแสเสียมากกว่า แล้วคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร?

คำตอบของผมเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สนั้นง่ายมาก "ผมอยากให้มีคนมาช่วยผมเขียนโปรแกรม ผมอยากเห็นซอฟต์แวร์ของผมพัฒนาไปเรื่อยๆ ในวิถีของโอเพนซอร์ส" อาจจะดูบ้าๆ บอๆ แต่ผมได้ทดลอง ทดสอบ ในหลากหลายวิธีการ แต่ก็มีหลายคนแย้งว่า "ความคิดแบบนี้ ใช้กับปัจจุบันไม่ได้" เพราะเดี๋ยวนี้ "Software as a Services" หรือ "SaaS" ทุกๆ ค่ายก้อพยายามที่จะลดรายจ่ายในเรื่อง up-front investment นั่นหมายความว่า "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์ประเภทเดียวที่สามารถลดราจ่ายในเรื่อง up-front investment " หากมองในแง่ของธุรกิจซอฟต์แวร์นั่นเป็นความจริง เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีใครขายซอฟต์แวร์เดี่ยวๆ แล้วไปรอด ต้องพัฒนาออกมาในรูปแบบของโซลูชั่น หรืออะไรสักอย่าง นั่นหมายความว่า ซอฟต์แวร์ ไลบรารี และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อกับโอเพนซอร์สจะถูกฝังเข้าไปอยู่ในโซลูชั่นที่ปิด ไม่ได้เป็นโอเพนซอร์สอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ? แล้วจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สล่ะคืออะไร?

ผมคิดว่าเรามาดูเนื้อหาในเพลง Free Software กันดีกว่า คุณจะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และอาจจะเข้าใจแนวคิดที่ออกจะหักดิบของ Free Software ด้วย เนื้อเพลงมีดังนี้

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.

Hoarders may get piles of money,
That is true, hackers, that is true.
But they cannot help their neighbors;
That’s not good, hackers, that’s not good.

When we have enough free software
At our call, hackers, at our call,
We’ll throw out those dirty licenses
Ever more, hackers, ever more.

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.

ประเด็นหลักของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ คือ การช่วยเหลือกันในการพัฒนาซอฟต์แวร์ แบ่งปันและแจกจ่ายซอฟต์แวร์ให้กับคนอื่น ให้สิทธิ์ในการเข้าถึง แก้ไข ดัดแปลง และแจกจ่ายกับคนอื่น นี่คือใจความที่ซ่อนอยู่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบซอฟต์แวร์เสรี และอยู่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส กลับมาที่คำถาม คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร?

พี่เทพหรือเทพพิทักษ์ การุณบุญญานันท์ เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำให้เป็นว่า คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร? หากคุณใช้ debian หรือ ubuntu คุณจะพบว่าภาษาไทยบน debian และ ubuntu แสดงผล พิมพ์ มีฟอนต์สวยๆ มากกว่า linux distribution อื่นๆ นี่แหละ คือคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างหนึ่ง เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว  (2008) blognone, L10n และนักพัฒนาอิสระ รวมตัวกันในชื่อ House 2.0 เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการ contribute ภาษาไทยเข้าไปในโครงการเว็บเบราว์เซอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง firefox ของ mozilla foundation จากการรวมพล เพียงไม่กี่เดือน FireFox 3.0.1 ก้อมีแพคเกจภาษาไทยออกมาให้ดาวน์โหลด และปัจจุบัน FireFox 3.0.5 กำลังจะขึ้น 3.0.6 ก้อมีเวอร์ชั่นภาษาไทยมาให้ใช้กันแล้ว คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สมันเกิดตรงนี้ คุณค่าแอบแฝงจากการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ในกรณีของ House 2.0 คือ ทุกคนรู้จักกัน รวมตัวกันทำกิจกรรมอื่นๆ นอกจากงาน contribute เข้า mozilla ทำกิจกรรมและช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น เล่น Wii หรือทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมได้ เป็นต้น กลับมาที่คำถามคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม?

ผมถามเพื่อนของผมกลับไปว่าทำไมถึงซอบโอเพนซอร์สนัก แล้วคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม? เพื่อนของผมตอบสั้นๆ ว่า "ถ้าไม่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ก้อไม่เข้าใจว่าโอเพนซอร์สเป็นยังไง" อืมม ตอบสั้นๆ กำกวมๆ เหมือนจะไม่ได้คำตอบ หากคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอยู่ หรือเป็น contributor อยู่คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม?
 

ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Grand Openning Science Park ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่ The Mall โคราช ซึ่งงานนี้เป็นงานเปิดตัว Science Park และหน่วยงานอื่นๆ ใน Science Park ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานพอสมควร แต่ที่น่าตกใจคือไม่ค่อยมีการเปิดตัวของกลุ่มผู้ประกอบการซอฟต์แวร์มากนัก กลับมีเพียงแต่งานด้านเกษตรกรรมและงานด้านนวตกรรมยานยนต์ซึ่งเล่นทำให้ผมกร่อยเลย งานวันแรก ฯพณฯ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเปิดงาน เหมือนท่านอยากจะดูว่า Science Park ที่นี่มีอะไรบ้าง บังเอิญได้สนทนากับท่านสัก 2-3 ประโยค ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีคนริเริ่มอย่างโอเพนซอร์สอย่างอื่นก็ไม่เกิด โอเพนซอร์สเป็นฐานการพัฒนาอีกหลายอย่าง ซึ่งผมแปลกใจมากที่ท่านพูดกับผมแบบนี้แทงใจมากครับ ที่ผ่านมาผมพยายามเขียนบอกเล่าในเว็บไซต์นี้และพยายยามกระตุ้นเตือนเสมอว่า เราสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับซอฟต์แวร์ได้ ทำไมเราต้องเป็นผู้ตามอยู่เสมอ ทั้งด้าน open source software หรือแม้กระทั่ง propietary software ก็ตาม

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือในประเทศไทยมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในประเทศน้อยลงมาก ที่น้อยลงก้อเพราะความสนใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบโอเพนซอร์สนั้นไม่น่าเย้ายวนใจอีกต่อไป อีกอย่างการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แต่ทำรายได้จากการบริการนั้นหมายความถึงต้องทำงานหนักถึง 2 เท่า ซึ่งไม่ยากและไม่ง่ายเลยที่จะมีคนมาทำแบบนี้ ด้วยสาเหตุนี้เองทำให้เกิดการหยิบยืมเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่มีอยู่แล้วมาแต่งหน้าปั๊มตรา ออกจำหน่ายกันเกลื่อนกลาด และสร้างวัฒนธรรมในลักษณะนี้มายาวนานถึง 7 ปี ผมคงไม่ได้บอกว่า 7 ปีนั้นเป็นเวลาสั้นๆ นะครับ แต่ด้วยการเดินตามๆ กัน และไม่มีใครที่คิดจะเป็นผู้สร้างนั้นน่าเป็นห่วงมาก ผมพยายามศึกษาและทดลองจากชุมชนโอเพนซอร์สในประเทศไทย 2-3 ชุมชน ซึ่งพบว่ากระแสการอยากพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สนั้นน้อยมาก น้อยจนน่าตกใจ ผมมักจะถาม @gumara ว่าทำยังไงดี ทำอย่างไรถึงจะมีพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพราะเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก เรื่องการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาใช้งานนั้นง่ายกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สจริงไหมครับ

อยากเขียนให้ยาวกว่านี้แต่เขียนไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกหดหู่ใจครับ เพราะหน่วยงานเอกชนก้อจ้องแต่แสวงหาผลกำไร ส่วนภาครัฐก็หวังแต่ผลประโยชน์ไม่ได้มีการส่งเสริมหรือกระตุ้นอย่างจริงจังจริงใจ ทุกวันนี้ผมเฝ้าหวังว่าคนที่อยู่ในชุมชนโอเพนซอร์สที่เป็น user จะกลายมาเป็น power-user ส่วน power-user ในปัจจุบันจะกลายมาเป็น developer ในชุมชน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับชุมชนและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เขาใช้ต่อไป ซึ่งคงจะเป็นสิ่งที่หวังได้ในตอนนี้

สดๆ ร้อนๆ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากไปงาน Grand Openning Korat Science Park เครื่อง labtop คู่ใจดันเกิดอาการเดี้ยงเหมือนเดิมที่เคยเป็นคือเปิดเครื่อง ไฟติด แต่ไม่ boot ซะงั้น ซึ่งอาการแบบนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปีมานี้ ซึ่งก็เช่นเคยเอาเครื่องไปซ่อมครับ หอบเครื่องไปศูนย์บริการที่ใกล้บ้านที่สุด IT Square เป็นทางออกที่ดีที่สุดของผมตอนนี้ เดินแว๊บเข้าไปที่ศูนย์บริการของร้านสีฟ้าๆ ซึ่งเขาขาย HP, Acer ฯลฯ และเพิ่งเปิดศูนย์บริการได้ไม่นาน จอง counter แรกเลยครับ แผนกซ่อม ช่างห้อยสายคล้องคอ TOT (คิดว่าน่าจะเป็นพนักงาน TOT มารับจ๊อบวันหยุด) ผมบอกเล่าอาการของเครื่อง ช่างเปิดปิดเครื่องอยู่หลายรอบ จนกว่าเครื่องมันจะ boot ได้ โอ้ววว สาวน้อยของผมโดนปู้ยี่ปู้ยำแล้ว! พอ boot เครื่องขึ้นมาได้ มีหน้าจอให้เลือก OS ช่างทำหน้างงๆ แล้วถามผมว่าลง Linux ด้วยหรือ? ผมเลยบอกไปว่าผมต้องใช้ Linux ทำงานเพราะเปิดใช้ Windows ทำงานที่ office ไม่ได้ ไวรัสมันเยอะ ฯลฯ ผมเลยเลือกเข้า Windows เพื่อชี้ให้เห็นว่าผมมี Windows นะไม่ได้ลง Linux อย่างเดียว

ช่างพิจารณาอยู่หลายรอบ บอกผมว่าเป็นที่ software ต้องลง windows ใหม่ เป็นเพราะ Software เหมือนจะแถไปทาง Linux อะจ๊ากกก!! ผมติดตั้งซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อยู่ในเครื่องซึ่งเยอะมาก รวมราคาได้เกือบๆ 1 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้ว่าจ้างเป็นคนซื้อให้และกล่องซอฟต์แวร์ไม่ได้อยู่ที่ผมซะด้วย การลง windows ใหม่จะสร้างปัญหาการทำงานให้ผมเยอะมาก ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ผมลำบาก 10 เท่าเพราะผมเขียนโปรแกรมทั้งบน Linux และ Windows พอผมทำหน้างงๆ กลับกลายเป็นว่าปัญหากลับมาตกที่ผมซะงั้น ช่างตัดบทบอกให้ผมเอาเครื่องเข้าศูนย์ซ่อมที่ HP ที่ตึก เหงียนๆ อะไรสักอย่าง? ฮะๆ ผมไปไม่ถูกหรอก ก็เลยเก็บเครื่องเดินมาร้านตรงข้ามที่มีป้ายสีเขียวๆ เอาเครื่องให้เขาดู บอกเล่าอาการเช่นเดิม น้องผู้หญิงร้องอ๋อ เป็นอาการปกติของมันค่ะพี่ คือ ชิป VGA มันเสื่อม!! ซีรี่นี้อาการเหมือนกันหมด!! พี่อยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก เพราะนี่ก็มาซ่อมเหมือนกัน น้องผู้หญิงดึง Compaq V3000 ออกมาให้ผมดู 5 ตัวได้

อ่ะจ๊ากกก!! หนักกว่าเดิมอีกแฮะ น้องเขาแนะนำทางแก้คือ 1. เอาเครื่องไปอบ  ค่าใช้จ่าย 1,200 บาท หรือ 2. แก้ปัญหาอย่างถาวรคือเปลี่ยนซิปตัวใหม่ ค่าใช้จ่าย 3,500 บาท ผมเป็นประเภทต้องการให้มันเคลียเพราะผมมีเครื่อง labtop เครื่องเดียว และไม่มีเครื่อง desktop ใช้ ก็ต้องเลือกอย่างหลัง เสียไป 3,500 บาท เอาล่ะ คิดว่าน่าจะดีขึ้น ผมถามข้อข้องใจว่าเป็นกับ OS หรือเปล่าที่ทำให้มันเจ๊ง น้องเขาบอกว่าไม่ได้เป็นกับ OS ลุกค้าที่ใช้ Windows หรือ Linux ก็เป็นอาการเดียวกัน นั่นหมายความว่าที่ผมเคยเอาเครื่องเข้าศูนย์มา 3 รอบเขาไม่ได้แก้อะไรให้ผมเลยเหรอ? น้องผู้หญิงเขาก็บอกว่าที่ศูนย์เขาเปลี่ยน board ใหม่ให้ 2 ชิ้นใช่มั๊ยคะ มีส่วนของการ์ดจอด้วย 1 ชิ้นค่ะ ซึ่งก้อมาจากโรงงานเหมือนๆ กับที่โรงงานผลิต และมันก้อมีปัญหาเหมือนเดิม!! ผมถึงบางอ้อ อย่างน้อย Ubuntu ก้อไม่ได้ทำให้เครื่องผมเจ๊งอ่ะนะ สรุปแล้วก็เลยเสียค่าเปลี่ยนชิปไป 3,500 บาท กลับมาลองทดสอบดูก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหา แต่คงต้องรอดูอาการอีกสัก 2-3 เดือนว่าจะเกิดอาการเดิมอีกหรือเปล่า?

หลังจากออก Chantra 4 มาได้ 9 วัน ผมได้รับ feedback มากมายจากกลุ่ม community ในประเทศ และต่างประเทศซึ่งเป็น feedback ที่มีคุณค่ามากในแง่การพัฒนาในเวอร์ชั่นถัดไปและการสนับสนุน บางท่านติงว่ามีบางโปรแกรมที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ อย่าง stellarium ไม่ได้อยู่ในแผ่น Chantra 4 แล้วซึ่งก็น่าเสียดาย หลายท่านก็บอกว่าน่าจะมีวิธีการกระจายแผ่นให้ถึงมือผู้รับได้ทั่วถึง เอาเป็นว่าคงต้องมาดูกันว่าเราจะช่วยเหลือได้อย่างไร

สำหรับโปรแกรมบางโปรแกรมที่ไม่ได้อยู่ในแผ่น Chantra 4 น้องนิว นักศึกษาฝึกงานช่วยพัฒนา "โปรแกรมสร้างแผ่น Chantra" เอาไว้ที่เว็บไซต์โครงการบน GoogleCode ซึ่งตอนนี้ทำงานได้ระดับหนึ่งสามารถสร้างโครงสร้างแผ่นได้แต่ขาดส่วนการดาวน์โหลดโปรแกรมที่อัพเดทใหม่ๆ เท่านั้น คงต้องหาคนช่วยพัฒนากันต่อไปครับ (ตอนนี้น้องนิวหมดชั่วโมงฝึกงานไปแล้ว)

สำหรับการจัดส่งทางไปรษณีย์คงต้องมาพิจารณากันครับ เนื่องจากในเวอร์ชั่นแรกๆ มีการจัดส่งแผ่น Chantra ผ่านทางไปรษณีย์เพราะมี "ผู้รับจ้าง" จัดส่งให้ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ไม่มี ทำให้ผู้ที่ต้องการแผ่นต้องมารับด้วยตนเองที่สำนักงานใหญ่ หรือติดต่อที่สำนักงานสาขาทั้ง 3 สาขาตามภาคต่างๆ ได้ครับ

การพัฒนา Chantra 4 ในเวอร์ชั่นนี้มีความหมายหลายๆ ด้าน ด้านการแสดงให้เห็นว่ากว่าจะมาเป็น Chantra 4 ด้ารการทำงานของทีมงานพัฒนา ทีมงานพัฒนาทำอะไรกันบ้าง? มีใครบ้างที่ร่วมพัฒนา แผนงานการพัฒนา ซึ่งคุณสามารถดูจาก change log บน GoogleCode ได้โดยตรง ซึ่งในเวอร์ชั่นก่อนๆ คุณจะไม่ทราบเลยว่านักพัฒนาทำอะไรกันบ้าง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาและการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการโดยใช้บริการเปิดอย่าง GoogleCode เป็นจุดเริ่มให้นักพัฒนาภายในของเราเองรวมทั้งนักศึกษาฝึกงาน "รู้จัก" การทำงานเป็นทีม การทำงานร่วมกันโดยใช้ Source Code Management System อย่าง SVN การติดตามโครงการผ่านทาง change log ฯลฯ ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้จะไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ผลครบร้อยเบอร์เซนต์แต่ก็หวังว่าจะสร้างประสบการณ์ และ "ตัวอย่างเล็กๆ" ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สได้สักตัวอย่างหนึ่ง

สำหรับในเวอร์ชั่นถัดไปเราคงใช้รูปแบบการพัฒนาแบบเดิมแต่เปลี่ยนเป็นการใช้ ChantraHelper ของน้องนิว (นักศึกษาฝึกงาน) และอาจมี Chantra DVD ออกมาก็เป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องดูเวลาและโอกาสกันต่อไปครับ และที่ได้เขียนไว้ข้างต้นว่า Chantra เป็นโครงการโอเพนซอร์ส ท่านที่มี Google Account สามารถช่วยเราในการพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านกราฟิก ออกแบบปก/แผ่น หรือแม้กระทั่งการออกแบบหน้าจอการเลือกติดตั้งโปรแกรม รวมไปถึงการสร้างชุดติดตั้งของโปรแกรมโอเพนซอร์สตัวใหม่ๆ สร้าง add-on ช่วยคัดเลือกโปรแกรมใน Chantra รุ่นต่อไป หรือแจ้งข่าวการอัพเดทโปรแกรมใน issue ซึ่งเราเปิดไว้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว หากท่านเข้าไปยังหน้าโครงการของ Chantra ท่านจะพบว่าทีมงานได้รวบรวมข้อมูลในการ distribute แผ่น Chantra ในรูปแบบ iso image กราฟิกปก/แผ่น ไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์ เขียนแผ่น พิมพ์แผ่นและพิมพ์ปก แจกเพื่อนๆ ได้เลย

เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปต่างจังหวัด สาเหตุที่ไปก็เพราะว่าต้องไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์2 เครื่อง เพื่อใช้ในร้านอินเทอร์เน็ตเล็กๆ หลังจากนับเงินในกระเป๋าและคิดว่าจะได้ซื้อเครื่องได้สัก 2 เครื่องพร้อมโต๊ะและเครื่องสำรองไฟ ก็คิดว่าราคาใช้ได้เลยทีเดียว เพียง 1 หมื่นต้นๆ หลังจากที่ทางร้านประกอบเครื่องเสร็จ ผมเดินขึ้นไปดู Windows XP Pro ที่ IT City เพราะลดราคาเหลืออยู่ 5 พันนิดๆ และราคาก็ไม่เกินงบมากนัก หลังจากที่เช็คราคารวมเครื่องพร้อม Windows แล้วก็เดินกลับมาที่ร้านเพื่อดูสภาพเครื่องว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่าทางร้าน clone ฮาร์ดดิสพร้อมโปรแกรมสารพัดให้เรียบร้อยซะแล้ว หลังจากที่สอบถามทางร้านก็ได้ข้อมูลว่าทางร้านไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่าย Windows ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง และการ clone ฮาร์สดิสก็ทำกันอยู่แล้วทั้งห้าง เป็นเรื่องปกติ!

เผลอคุยกับแป๊ปเดียวช่างที่ร้านก็ pack กล่องเสร็จเรียบร้อยซะงั้น เอาเป็นว่าได้ Windows เถื่อนพร้อมโปรแกรมเถื่อน ราคาเครื่องรวมซอฟต์แวร์ก็ตก 10,350 บาท ถ้าซื้อ Windows XP Pro ที่ IT City เพิ่มอีกราคาเป็น 16,250 บาท ซึ่งราคาก็ไม่ได้เกินงบไปสักเท่าไรนัก เลยลองแอบถามว่า Windows ที่ติดตั้งให้เป็น Windows อะไร? ช่างตอบคำถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "รุ่น Master Phong" รุ่นนี้ไม่มีปัญหาใช้งานได้ดี ตอนนี้เครื่อง 2 เครื่องที่ได้มาก็เอาไปไว้ที่ร้านอินเทอร์เน็ตเล็กๆ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้เพราะไม่มีโทรศัพท์ พี่พนักงาน TOT ที่ทำหน้าที่บริการเรื่องโทรศัพท์กลับมาถามว่ามีเครื่องพร้อมแล้วหรือยัง? เพราะจะได้ทำเรื่องเดินสายโทรศัพท์พร้อม ADSL 3 Mbps มาให้ เลยได้แต่ตอบกลับไปว่าได้เครื่องมา 2 เครื่องแถมโปรแกรมอีกเพียบ พี่พนักงานพูดด้วยความเป็นห่วงกลัวจะโดนจับเรื่องลิขสิทธิ์ผิดกฏหมาย เลยอาสาจะมาติดตั้ง Linux TLE ให้ เอาเป็นว่าวันนี้น่าจะได้เดินเรื่องสายโทรศัพท์ และมีคนมาติด Linux TLE ให้ด้วยดีใจจัง :) ว่าแต่ว่าใครเคยทำร้านอินเตอร์เน็ตที่มีเครื่องให้บริการ 2 เครื่องบ้าง? กลับมาคิดตัวเลขกันใหม่ ถ้าต่อรองราคาเครื่องจาก 10,350 เหลือ 10,000 ได้ก็คงจะดี เลขสวยกลมดิ๊ก แถมมีคนมาติด Linux TLE ให้ด้วย ลดรายจ่ายเรื่องเครื่องไปได้เยอะ เอาไปจ่ายค่าไฟกับค่า ADSL รายเดือนได้สบายๆ

เอาเป็นว่างานนี้พบปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ผิดกฏหมายในต่างจังหวัดซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะที่กรุงเทพเองก็มีตั้งหลายแหล่งอยากให้ร้านค้าหลายแห่งลองมาตรึกตรองดู โจรขโมยซอฟต์แวร์มาแคร็ก,แฮ็กก็เป็นซอฟต์แวร์โจร ซื้อเครื่องที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฏหมายก็เหมือนกับซื้อของโจร หากใช้ซอฟต์แวร์โจรก็เหมือนกับรับของโจร แคมเปนจ์นี้ก็เข้าท่าดีแฮะ

หลังจากเสนอข่าวเรื่อง SUSE Studio สั่งตัด SUSE ในแบบฉบับของตัวคุณเอง ผมเพิ่งได้ invite ให้เข้าใช้งานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่เพิ่งได้ทดสอบวันนี้ครับ หลังจากใช้ SUSE Studio ทดสอบสั่งตัด SUSE ในแบบฉบับของผมเอง ทำให้รู้สึกว่า SUSE Studio ทำงานได้ง่ายมาก มีเมนูที่เป็นลำดับขั้นตอน เข้าใจง่ายแถมใช้เวลานิดเดียวประมาณ 3 นาทีก็ได้ไฟล์ image สำหรับใช้งานบน virtualization, usb thumb drive และ CD/DVD ผมจำได้ว่าเคยใช้บริการของ HP สร้าง appliances ซึ่งเป็น linux ที่ทำงานในแบบที่เราต้องการได้ แต่ในกรณี SUSE นี้มีลูกเล่นที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของคุณได้จริงๆ ครับ ใครที่ทำธุรกิจ VPS อย่าพลาดเด็ดขาดครับ :) ไม่ได้ใช้ SUSE Studio แล้วจะรู้สึกเสียดายมากๆ 

Welcome – SUSE Studio_1249631260737

 

Edit Appliance – SUSE Studio_1249613735319

 

ผมนั่งคุยกับ @gumara เรื่อง locale ในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส 3 โครงการซึ่งผมมองว่าคนที่ทำงานด้านนี้ต้องอาศัยทักษะและความอดทนสูงมากเพราะต้องแปล เรียบเรียง ตรวจสอบความถูกต้องของการแสดงผลเมื่อแปลไปแล้ว เท่าที่เราทราบกันอยู่คนที่ทำงานด้าน locale ในประเทศเราเหลือน้อยมาก อาจจะแซวกันเล่นว่าเหลือแต่คนแก่ๆ อายุก็ปาเข้าไปเลข 30++ กันเข้าไปแล้ว ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่า จะทรมานคนแก่ก็กะไร การจะให้เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ เริ่มเป็น contributor ทางด้าน localization ก็ยากพอสมควร เอาเป็นว่าคนที่ใจรักที่จะทำและพัฒนาก็ทำกันต่อไปครับ ส่วนเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่จะมาสลับให้คนแก่ได้ใช้ชีวิตปกติสุขบ้างก็คงจะค่อยๆ มีเพิ่มเข้ามาบ้าง เอาเป็นว่าก็คงต้องค่อยๆ รณรงค์ในเรื่องการพัฒนาบุคลากรและการ contribute งานกลับเข้าไปยังต้นน้ำในโครงการต่างๆ สิ่งเหล่านี้ต้องทำด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ ที่ต้องการช่วยให้การปรับปรุงซอฟต์แวร์เหล่านั้นให้ใช้ภาษาไทยแสดงผลภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเองไม่ใช่คนที่ชอบงาน locale เพราะเขียนโปรแกรมทีไรก็ให้คนอื่นแปลตลอดเลยไม่ค่อยจะสนใจทางด้านนี้มากนัก

งานแปลจาก community ที่ผมพบจากโครงการที่เกี่ยวเนื่องหลายๆ โครงการเช่น fedora, ubuntu, debian, moblin และอื่นๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละโครงการและโครงการที่ใช้ resources ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น fedora, ubuntu, debian ทำ locale ภาษาไทย และบน upstream project อย่าง gnome โครงการ moblin ก็ได้อานิสงค์จากการทำงานอย่างหนักด้วยเช่นกัน เพราะการแปลจาก upstream และการแปลจากโครงการต้นน้ำ แต่ไม่มีอะไรที่ perfect โครงการ moblin ยังคงต้องการทีมงานแปลในส่วนภาษาไทยเช่นเดิม ซึ่งเหมือนกับ fedora, ubuntu, debian เช่นกันเพราะอัตราการแปลภาษาในแต่ละ distro ไม่เท่ากัน โค้ดที่เพิ่มจากการ patch หรือการปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้แตกต่างกัน การอัพเดทเวอร์ชันใหม่ ส่งผลให้งานแปลต้องกลับมา revise กันทุกๆ เวอร์ชัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอดทน ต้องทำด้วยหัวใจและจิตวิญญาณจริงๆ ครับ

ที่เขียนมายืดยาวแนวบ่นๆ ก็เพราะว่าคนรุ่นใหม่นั้นขยับเข้ามาหาคนรุ่นเก่าช้ามากไป คนที่ดูในส่วน locale ในโครงการต้นน้ำก็พลอยแก่ลงเรื่อยๆ ก็อย่าทรมานคนแก่กันเลยครับ :P อ้อทีม l10n ที่ยังมีไฟอยุ่ก็ขอโทษทีครับแซวกันเล่นๆ น๊าาา

เมื่อวันที่ 10-12 กันยายนที่ผ่านมา ผมและ @gumara ได้ไปร่วมประชุมเพื่อออกข้อสอบและคัดเลือกข้อสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพด้านโอเพนซอร์ส เราเรียกกันเล่นๆ ว่า OSS Cert ซึ่งงานนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ผู้ประกอบการ และผู้คร่ำหวดในวงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ลินุกซ์ และระบบเครือข่ายชั้นสูง เอาล่ะหากเอ่ยชื่อถึงทีมงาน ODP-NECTEC, สวทช., OSDEV, Ice Solution, PTT ICT, Ubuntu Club, Thai Open Source-SIPA, มูนิธิศักดิ์พรทรัพย์, อ.เอกรัฐ บุญเชียง – มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอีกหลายท่านที่ได้เข้ามาร่วม contribute ข้อสอบร่วมกัน แต่ละกลุ่มทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ถาม @gumara นะครับ ว่าออกข้อสอบเมื่อยแขนมากขนาดไหน :P และที่สำคัญงานนี้ได้ความรู้และประสบการณ์จากหลายท่านมากครับ เอาล่ะช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องมีการปรับปรุงข้อสอบเพื่อให้มีความกระชับมากขึ้น ระดับข้อสอบ ระดับความยากง่าย และคัดแยกไปยังฐานข้อมูลข้อสอบ เพื่อใช้ในการสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพด้านโอเพนซอร์สต่อไป ใครอยากทราบว่ามีความรู้ด้านลินุกซ์เดสท็อป, ลิบุกซ์เซิร์ฟเวอร์ และโอเพนออฟฟิสระดับใด ก็เตรียมอ่านหนังสือเตรียมสอบกันได้เลยครับ สำหรับน้องๆ พี่ๆ และเพื่อนๆ ที่สอบ NLC อาจมีข้อสอบชุดนี้อยู่ด้วย ถ้ามีข้อสอบชุดนี้อยู่จริง NLC ปีนี้สนุกแน่นอนครับ ;)

หากคุณเคยใช้ Mainboard Asus หรือผลิตภัณฑ์ของ Asus จะมีโฆษณาเกี่ยวกับ Extress Gate ที่สามารถบูทเครื่องขึ้นมาแล้วเล่น Internet, Chat หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ผ่าน VOIP อย่าง Skype แต่ทว่า Express Gate ไม่ได้ติดตั้งมาจากโรงงาน เราต้องนำมาติดตั้งเอาเอง ซึ่งสร้างความงุนงงอย่างมาก ซึ่งระบบพวกนี้น่าจะมาพร้อมกับ Hardware เลย ตั้งแต่ออกมาจากโรงงาน แต่ทำไมยังต้องให้ผู้ใช้มาติดตั้งเอาเอง ที่ร้ายกว่านั้นตัวติดตั้ง Express Gate ต้องติดตั้งผ่าน Windows และต้องอยู่ในพาร์ทิชัน Windows เท่านั้น! แล้วจะลง Express Gate ไปทำไม ทั้งๆ ที่ผู้ใช้ยังต้องติดตั้ง Windows อยู่ดี เอาเป็นว่า Express Gate ถือว่าผิดหวังอย่างรุนแรง! เท่าที่สอบถามจากร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุน Express Gate ทุกร้านบอกตรงกันว่าต้องติดตั้ง Windows ก่อน แล้วถึงจะติดตั้ง Express Gate ได้ แต่ถ้า partition ที่ติดตั้ง Windows มีปัญหาคุณก็ไม่สามารถบูธเข้า Express Gate ได้เช่นกัน งานนี้มีเหมือนไม่มีครับ ในความหมายที่อ่านจากเว็บ Express Gate ทำหน้าที่บูท Linux ตัวเล็กๆ ที่ชื่อ Splashtop ขึ้นมา เพื่อใช้งานโดยไม่ต้อง Boot Windows แต่อย่างใด แต่ที่ผมสัมผัสมา Express Gate ยังอยู่ในฮาร์ดิสก์ ไม่ได้ฝังอยู่ใน ROM อะไร แต่ยังต้องใช้ partition ที่อยู่บนฮาร์ดิสก์อีกต่างหาก ทำให้ Express Gate ไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่าไรมากนัก และส่วนใหญ่ร้านมักจะไม่ติดตั้ง Express Gate ให้ลูกค้าเช่นกัน สรุปคือ Express Gate ทำงานได้แต่ต้องใช้ Windows ในการติดตั้ง และต้องมี partition Windows เพื่อเก็บ file system ของ Express Gate การไปดู Hardware ของจริงและอยากเห็น Express Gate ทำให้ผมเซ็งมากกว่าตื่นเต้น แต่ยังมีค่ายฮาร์ดแวร์อีกหลายที่ที่ใช้ Splashtop และผมหวังว่าคงไม่ต้องมาติดตั้งบน Windows แบบ Asus อีก เดี๋ยวคงได้ไปดูฮาร์ดแวร์ของจริงกันอีกรอบ

พี่ที่ DMA ไปลองเล่น Kdenlive แล้วติดใจเลยเอามาสอนให้กับเพื่อนๆ น้องๆ พนักงาน ด้วยความสนใจก็เลยไปนั่งเรียนด้วย เรียนสนุกลุกนั่งสบาย มีไฟล์ตัวอย่างทั้งหนัง เพลง ให้ได้ลองเล่น ลองใช้เยอะมากๆ ไฟล์ตัวอย่างนี่มีขนาด 1.3G เลยทีเดียว :P แต่สนุกครับ ทำให้เข้าใจได้เลยว่าผมไม่มีหัวด้านนี้เลย เอาเป็นว่าได้เรียนอยู่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ทำการบ้านส่งนะครับภูมิใจมาก :P ไม่เคยทำพวกวิดีโอหรืองานมัลติมีเดียมาก่อน จับครั้งแรกก็บน Linux เลย จากที่เล่น Kdenlive ไม่กี่ชั่วโมงทำให้รู้ว่าโปรแกรมอย่าง Kdenlive สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง มีพร้อมทุกฟังก์ชัน เสียง ภาพ วิดีโอ เอฟเฟกเยอะมากจนไม่รู้จะเลือกยังไง เรียกได้ว่าทำ Video แบบมือสมัครเล่นได้สบายๆ ถ้าอยากได้แบบมืออาชีพคงต้องเพาะความคิดสร้างสรรค์อีกเยอะพอสมควร เอาตัวอย่างที่ได้ทำการบ้านส่งมาให้ดูครับ เป็น Video Tutorial ประกอบเพลง

  • เปลี่ยนเลขอารบิกเป็นเลขไทยบน OpenOffice.org
  • ติดตั้ง extension แม่แบบเอกสารราชการ

ในอนาคตคงได้ทำอีก สนุกดีครับ :)