จากที่ @gumara เขียนเล่าเรื่องการเปลี่ยนโฉม Thai Open Source ที่อยากเปลี่ยน เพราะเบื่อ theme เดิมแล้วและอยากให้แนวคิดของ @gumara ออกมาเป็นรูปเป็นร่างซะที แบบที่ว่าเว็บหน้าแรกมีข้อมูลน้อยๆ มีกล่อง Search ให้กล่องนึง อยากหาอะไรก็หา ซึ่งผมก็เห็นด้วยในระดับหนึ่ง เลยใช้ Thai Open Source เป็น case study ซะเลย ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ไปร่ำเรียนวิชา 960 Grid System, HTML5, CSS3 และ Drupal Programming มาบ้าง ก็เลยได้ใช้ความรู้ที่ได้ไปเรียนมา เอามาทำงานจริงสักที (หลังจากทำเล่นๆ มา 2 เว็บโดยใช้ Concrete5) ในมุมการออกแบบใช้ concept ของ @gumara แล้วหยิบเอาสิ่งที่ผมถนัดและสิ่งที่ไหเรียนมาเอามาใช้ ได้แก่ layput แบบ grid เขียน CSS3 ใช้ embeded font จากไฟล์ TTF ฟอนต์ชื่อ SP Laksaman ส่วน Drupal Theme ขึ้นโครงจาก 960 blank theme ทำหน้า Layout หน้าเว็บเพิ่มเติม ตบท้ายด้วย Search Module ชื่อ inline ajax search มาใส่ในหน้าแรก เรื่องการออกแบบให้ลงตัวโดยเอาของมาปะนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ลำบาก เช่น Facebook Like เป็นต้น คือ Facebook Like มันเห่ยมาก แต่ @gumara อยากให้ดูมีคนเยอะ และเป็นแผนการตลาดทาง Social Network ก็ต้องตามใจเขาหน่อย แต่ก็มีข้อแม้ว่าให้มันลงตัวและเข้ากันได้ ก็ได้ Facebook Like อย่างที่เห็นในหน้าเว็บนั่นเอง สำหรับการเปลี่ยนแปลงคงมีเรื่อยๆ แต่คงจะค่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ จนพอใจ สำหรับท่านที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากสอบถามก็สามารถถามลงในกล่องความคิดเห็น ข้างล่างได้เลยครับ

สืบเนื่องจาก Thai Open Source ก็ปรับโฉมเรียบร้อยแล้ว ก็เลยได้เวลามาเล่าสู่กันฟังถึงเบื้องหลังในการปรับโฉมครั้งนี้

พูดถึงเรื่องของรูปแบบก่อน รูปแบบของ Layout นี้ ผมคิดไว้ในหัวอยู่นานแล้ว กะว่าจะเอาไปใช้สำหรับ ubuntuclub แต่ก็ไม่ได้ทำสักที (ยังไม่มีอารมณ์จะทำนั่นเอง) แล้วเมื่อ 3อาทิตย์ก่อน (สามอาทิตย์ก่อนจริงๆ) @anoochit ก็มาตะแง๊งๆ ว่า อยากจะปรับโฉม Thai Open Source ใหม่ ผมก็เลยเอาไอเดียนี้วาดออกมาให้ดู

ผ่านไป 1อาทิตย์ @anoochit ก็ทำธีมออกมาเสร็จ (ผมก็มัวแต่วุ่นกับงานแปล Ubuntu) โดยเป็นโครงพร้อม Moc-up แล้วก็ค่อยๆ ทำกันไป

กลับมาที่แนวคิดของการออกแบบที่ผมร่างไว้ในหัว โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า เว็บที่ดีไม่ควรต้อง Scroll หน้าเพื่อดูเนื้อหา และเมนูเพื่อเข้าถึงส่วนต่างๆ ต้องน้อย เพื่อลดความสับสน (แต่จะต้องเข้าถึงทุกส่วนได้) เน้นการมีปฎิสัมพันธ์ในกลุ่มคน เลยเป็นที่มาของกล่อง Tweet และ Facebook like จริงๆ แล้วที่อยากใส่อีกอย่างคือ กล่องคอมเมนต์ แต่ที่ไม่พอแล้ว เลยจัดได้แค่นี้

ด้วยแนวคิดดังกล่าวเลยทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ของเว็บออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่เสร็จดี เพราะเมนูด้านบนยังรกอยู่ ตามแผนการณ์แล้ว ผมจะย่อให้เหลือน้อยกว่านี้ อันนี้ไว้ค่อยๆ รอดูความเปลี่ยนแปลงนะครับ แล้วก็อีกอย่างที่ยังขาดก็คือ กล่องล๊อกอิน ซึ่งยังหาโซลูชั่นที่ลงตัวไม่ได้

ส่วนสีที่ใช้ จะมีสองโทน คือน้ำตาล และดำ ก็เลยออกมาอย่างที่เห็น

ส่วนเทคนิคที่ใช้ก็จะมี Grid System, HTML5 สองอันนี้ไว้ค่อยให้ @anoochit มาเล่า ส่วนอันที่ยากและแทบจะฆ่ากันตายคือ กล่อง Facebook like เนื่องจากดีไซน์หลักของกล่อง Facebook like จะไม่เข้ากับดีไซน์ของธีมที่ใช้นี้ (นึกไม่ออกลองดูกล่อง Facebook ที่หน้า ubuntuclub) @anoochit ก็อยากจะเอาออก แต่ผมก็ไม่ยอม เลยต้องหาดีไซน์ใหม่ที่เข้ากัน ผมก็เลยไปดูตัวอย่างของเว็บ http://omgubuntu.co.uk ซึ่งมีกล่อง Facebook like ที่น่าจะเอามาเป็นตัวอย่างได้ พอดูจากโค้ดแล้วก็เลยเห็นว่า เขายัด css ของเขาเองลงไป ก็เลยเอามาปรับใช้บ้าง ซึ่งก็ได้อย่างที่เห็น (ไว้มีเวลาจะมาเล่าในเชิงเทคนิคให้ฟัง)

สุดท้ายแล้ว ด้วยกระบวนการทั้งหมดมันสำคัญที่เรื่องของแนวคิด แล้วเราค่อยหาเทคนิคที่ตอบสนองได้เข้ามาจับ

อย่างไรก็ดี เว็บนี้ยังไม่เสร็จครับ ค่อยๆ รอดูความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ได้

เมื่อวันก่อนมีเด็กฝึกงานกรมที่ดินขึ้นมาที่สำนักงานมาถามเรื่องโปรแกรมทำ E-Book ชื่อ Flip Book บอกว่าที่สำนักงานแจกโปรแกรมฟรีเล่นเอางงกันไปเลย ผมเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เท่าไร ก็เลยได้ลองค้นหาโปรแกรมแนวๆ นี้มาลองเล่นดูบ้าง ซึ่งโปรแกรมที่คล้ายๆ Flip Book มีหลายตัวมาก วันนี้ผมจะมาแนะนำ MegaZine3 ครับ

MegaZine3 เป็นโปรแกรมใช้สร้าง E-Book ประกอบไปด้วย Flash Script สำหรับไปติดตั้งบนเว็บ และโปรแกรมสร้างไฟล์ข้อมูลหนังสือ ซึ่งโชคร้ายโปรแกรมสร้างไฟล์ข้อมูลหนังสือมันไม่ support linux :P แต่ไม่เป็นไรครับ ทาง MegaZine3 ได้แนะนำทางออกให้ 2 ทางคือ ใช้ SWFTools ในการแยกไฟล์ PDF ไปเป็นไฟล์ Flash หรือใช้ ImageMagick ในการแยกไฟล์ PDF ไปเป็นภาพ ซึ่ง MegaZine3 สามารถสร้างหน้าหนังสือจากภาพและไฟล์ Flash ได้

ดูตัวอย่าง

หนังสือเปิดโลกโอเพนซอร์ส

มาลงมือกัน เริ่มจากสร้างไฟล์เอกสารของเรามาก่อนบน OpenOffice.org Writer ครับดังนี้

จากนั้นดาวน์โหลด MegaZine3 มาครับ คลี่ไฟล์ออกจะพบ folder แบบนี้

ให้คุณสร้างไดเรคทอรี data ลงในไดเรคทอรี megazine จากนั้น export ไฟล์หนังสือของเราจาก OpenOffice.org Write ไปเป็น PDF ใส่ลงในไดเรคทอรี data ที่เราเพิ่งสร้างเมื่อกี้ จากนั้นเราจะใช้ ImageMagick แยกไฟล์ PDF ไปเป็นไฟล์ภาพกันครับ

ไฟล์ PDF ที่ได้ผมใช้ชื่อว่า mybook.pdf ให้เราใช้เครื่องมือจาก ImageMagick ดังนี้ (ใครมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็สามารถเลือกวิธีของคุณได้นะครับ ไม่บังคับ)

convert mybook.pdf mybook-%d.jpg

เราจะได้ไฟล์ mybook-0.jpg ไปจนถึง mybook-15.jpg ตามจำนวนหน้าของหนังสือครับ

จากนั้น แก้ไขไฟล์ megazine.mz3 ซึ่งเป็นไฟล์ข้อมูลหนังสือที่เป็นรูปแบบ XML ดังนี้

<book
pageheight="842"
pagewidth="595"
bgcolor="0xCCCC99"
pagethickness="0.3"
maxloaded="10"
minscale="0.3"
plugins="backgroundsounds, batchpages,navigationbar, gallery, overlays, titles, anchors, swfaddress, links, keyboardnavigation, slideshow, options"
>
<foreground>
<box background="image(gui/engine/poweredby.png)" width="160" height="45" anchors="pw-w,ph-h" url="http://www.megazine3.de/" target="_blank"/>
</foreground>
<chapter>
<page stiff="true" anchor="cover">
<img src="data/mybook-0.jpg" aa="true" width="595" height="842"/>
</page>
<page>
<img src="data/mybook-1.jpg" aa="true" width="595" height="842"/>
</page>
<page>
<img src="data/mybook-2.jpg" aa="true" width="595" height="842"/>
</page>
<page>
<img src="data/mybook-3.jpg" aa="true" width="595" height="842"/>
</page>
...
<page>
<img src="data/mybook-15.jpg" aa="true" width="595" height="842"/>
</page>
</chapter>
</book>

เปิดไฟล์ index.html เพื่อดูผลลัพท์ได้เลยครับ จะได้ผลลัพท์ดังนี้

หรือจะดู online ได้ที่เว็บไทยโอเพนซอร์ส ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูได้ครับ อ้อ เกือบลืม อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.megazine3.de/doc/MegaZine3 ครับ :)

ระบบปฏิบัติการ Suriyan 54.04 รหัสพัฒนา Hawk-Eye กำหนดระยะเวลาออกรุ่นและ Freeze Package แล้ว หลังจากที่รอความคืบหน้าและการแก้บั๊กจากซอฟต์แวร์ต้นน้ำอย่าง Ubuntu อยู่หลายเดือน สำหรับซอฟต์แวร์ที่จะเพิ่มลงใน Suriyan มีดังนี้

  • Shotwell
  • GIMP
  • Inkscape
  • Firefox 4 (mozilla)
  • Thunderbird
  • LibreOffice (novell)
  • VLC
  • gtkRecordMyDesk
  • Kazam
  • Stardict/Golden Dict
  • Shutter
  • Font Manager
  • Sound Converter
  • Sound Juicer
  • Easy Tag
  • FreeMind
  • XMind
  • Dejadup
  • Hard Info
  • StartUp Manager
  • Gparted
  • Simple CCSM
  • Thai Fonts from Suriyan
  • Grave Layout Switching
  • restricted extra
  • restricted add-on
  • OOo/Libre Thai Doc Template
  • plymouth-theme-text
  • suriyan-plymouth-theme

สำหรับตารางการออกรุ่น สามารถดูได้จากเว็บไซต์โครงการ Suriyan ครับ Suriyan เป็นระบบปฏิบัติการโอเพนซอร์ส พัฒนาต่อยอดจาก Ubuntu รุ่นล่าสุดคือ Suriyan 53.10 Demon Child

Chantra แผ่นรวมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับ Windows ออกรุ่น 54.1 แล้วหลังจากแอบออกรุ่น 54.0 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับ Chantra 54.1 มีซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกหลายตัว รวมทั้ง Firefox 4 ด้วย ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่หน้าดาวน์โหลดของเว็บไซต์ Chantra สำหรับท่านที่ต้องการสั่งแผ่นจำนวนมาก ช่วงนี้ยังไม่มีโครงการจัดทำแผ่น Chantra เพื่อแจกจ่าย แต่ท่านสามารถดาวน์โหลดและเขียนแผ่น แจกจ่ายได้อย่างเสรี และสำหรับท่านที่ไม่มี Internet ครวามเร็วสูงหรือไม่สามารถดาวน์โหลดได้ ท่านสามารถขอแผ่น Chantra ได้ทางไปรษณีย์ (เป็นแผ่น write ไม่มีปก) โดย ส่งซองเปล่าขนาดที่ใส่แผ่น CD ได้ ติดแสตมป์ 12 บาท จ่าหน้าซองถึงตัวเอง วงเล็บมุมซองด้วยว่าขอแผ่น Chantra 54.1 ส่งมาที่

ฝ่ายโอเพนซอร์ส
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
120 หมู่ที่ 3 ชั้น 9 อาคารรวมหน่วยงานราชการ บี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่
กรุงเทพมหานคร
10210

หลังจากปรับโฉมหน้าของเว็บไซต์ Thai Open Source ไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคิวของเว็บไซต์ Chantra กันบ้าง ซึ่งการปรับปรุงรูปโฉมในครั้งนี้เพื่อให้เว็บไซต์โครงการภายใต้การดูแลของทีมงาน Thai Open Source ดูเข้ากันยิ่งขึ้น

สำหรับรูปโฉมใหม่สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ chantra.in.th ได้โดยตรงครับ

Thai Open Source เปิดให้บริการข้อมูลข่าวสารมาหลายปีแล้ว ถ้าจะนับรุ่นของการเปลี่ยนแปลงของเว็บ รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ 6 เว็บ Thai Open Source ยังคงใช้ Drupal เป็น CMS เช่นเดิม Theme เว็บออกแบบโดยใช้ 960 Grid System, HTML5 และ CSS 3 นอกจากนี้ Theme Drupal ที่ได้ยังเพิ่มส่วนประกอบอื่นๆ อีกมาก เช่นตำแหน่งการแสดงผลของบล็อก และหน้าการแสดงผลเฉพาะ เช่น หน้าหลัก และหน้ารองจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน



ในหน้าแรก เพิ่มกล่อง Search ตัวใหม่โดยใช้ Ajax เป็นตัวช่วยในการประมวลผล และเพิ่ม Lucence Search API เพื่อช่วยให้ search หาข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณสามารถใช้คำสั่งของ Lucance Search ผ่านทางหน้าเว็บได้อีกด้วย กล่อง Search ตัวใหม่แสดงผลลัพธ์ผ่านรายการผลลัพท์ในหน้าหลักเพียงหน้าเดียว ทำให้คุณได้ข้อมูลที่ต้องการรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการเชื่อมโยงข้อมูลของเนื้อหาและป้ายกำกับมากขึ้น โดยแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวข้อเพิ่มเติ่มเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้อ่านสามารถอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันได้

การเชื่อมโยงเนื้อหาไปยัง Tag และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องยังไม่หมดเท่านี้ การเชื่อมโยงสามารถเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลผู้ให้บริการซอฟต์แวร์นั้นๆ ด้วย คุณสามารถหารายชื่อผู้ประกอบการ เพื่อติดต่อให้ซัพพอร์ทหรือซื้อบริการได้

นอกจากหน้าตาเว็บจะดูสะอาดสะอ้านมากขึ้น ยังเพิ่มเครื่องมือ Social Network อย่าง Facebook, Twitter ทำให้ Thai Open Source ได้เปิดกว้างมากขึ้น ตามคอนเซ็ปของเว็บไซต์ สำหรับเนื้อหาในเว็บจะเป็นเช่นเดิมครับ

หลายท่านที่ใช้บริการดาวน์โหลดไฟล์ในโครงการ Suriyan, Chantra, ThaiOS และเอกสารใน pub.thaiopensource.org อาจสงสัยว่าทำไมดาวน์โหลดไฟล์ยากจัง? และดาวน์โหลดได้เพียงไม่กี่กิโลไบต์ สาเหตุมาจากการใช้งานที่ท่วมท้นของสมาชิกทำให้เน็ตเวิร์คภายใน SIPA เดี๊ยง ถึงเดี๊ยงที่สุด :P และทีมงาน Thai Open Source ก็โดนดุตามระเบียบ ก็เลยทำให้มีการแจ้งย้ายแหล่งดาวน์โหลดทั้งหมดไปไว้ที่ pub.thaiopensource.org และทำการ shape bandwidth ด้วย modcband เพื่อให้ Apache คุม bandwidth ของเว็บที่ให้ดาวน์โหลดไว้ ให้วิ่งไม่กี่กิโลไบต์ ทำให้ลดเรื่องการใช้ bandwidth เกินกำลัง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ไฟล์ iso ขนาด 1.5GB ใช้เวลาดาวน์โหลดประมาณ 9 วัน TT ใช่ครับ 9 วัน ไร้สาระมากๆ และระยะเวลายิ่งนานผู้ใช้ก็ยิ่งซอยชิ้นของไฟล์ให้มากขึ้น และคิดว่ามันจะช่วยให้ดาวน์โหลดเร็วขึ้นซึ่งนั่นคิดผิดครับ :P ผมก็เลยตัดสินใจ กดเครื่องคิดเลขและเปลี่ยนมาจำกัดจำนวนการเชื่อมต่อของแต่ละ IP ให้ Apache แทน ซึ่งมีวิธีการดังนี้

เครื่องมือที่เรานำมาใช้จำกัดจำนวนการเชื่อมต่อของแต่ละ IP ชื่อ mod_limitipconn ซึ่งเจ้าตัวนี้สามารถกำหนดไดเรคทอรี และชนิดของไฟล์ที่เราต้องการจำกัดจำนวนการเชื่อมต่อได้ ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ http://pub.thaiopensource.org/suriyan-archive ในไดเรคทอรี suriyan-archive ทั้งหมดผมต้องการจำกัดการเชื่อมต่อเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ iso ที่อยู่ในนั้น เราก็สามารถทำได้ มาดูของจริงกันครับ

ผมมีเว็บ pub.thaiopensource.org ซึ่งเป็น virtual host ของ Apache อยู่แล้วในเว็บนี้มีไฟล์ให้ดาวน์โหลดเยอะแยะ เราจะจำกัดการดาวน์โหลดไฟล์ ในหน้า http://pub.thaiopensource.org/suriyan-archive กันครับ วิธีการง่ายๆ มีดังนี้

ดาวน์โหลด mod_limitipconn มาก่อน

สำหรับ amd64 ใช้

wget http://elonen.iki.fi/code/unofficial-debs/mod-limitipconn/apache2-mod-limitipconn_0.22-2_amd64.deb

สำหรับ i386 ใช้

wget http://elonen.iki.fi/code/unofficial-debs/mod-limitipconn/apache2-mod-limitipconn_0.22-1_i386.deb

จากนั้นสั่งติดตั้งด้วยคำสั่ง

sudo dpkg -i apache2-mod-limitipconn_0.22-2_amd64.deb

หรือ

sudo dpkg -i apache2-mod-limitipconn_0.22-1_i386.deb

จากนั้นสั่งให้ Apache เรียกใช้ module นี้ด้วยคำสั่ง

sudo a2enmod limitipconn

ทีนี้เราก็ไปแก้ไขไฟล์ virualhost ได้แล้ว โดยใส่ข้อมูลไดเรคทอรีที่เราต้องการจะจำกัดจำนวนการเชื่อมต่อดังนี้

<Location /suriyan-archive >
MaxConnPerIP 1
# In this case, all MIME types other than application/x-iso9660-image
# are exempt from the limit check
OnlyIPLimit application/x-iso9660-image
</Location>

จาก config ข้างต้น เราจำกัดการเชื่อมต่อในไดเรคทอรี suriyan-archive ให้มีการเชื่อมต่อต่อ IP Address เพียง 1 การเชื่อมต่อ และจำกัดเฉพาะไฟล์ iso เท่านั้น เพียงเท่านี้คุณก็สามารถจำกัดการเชื่อมต่อให้ Apache ได้แล้ว

บังเอิญได้ไปดู Video ของ Nixie Does Linux ของ Nixie Review โปรแกรมจับหน้าจอตัวใหม่ ชื่อ Kazam โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมเล็กๆ จิ๋วแต่แจ๋ว ซึ่งสามารถจับหน้าจอได้รวดเร็วมาก ไฟล์วิดีโอที่ได้เป็น .mkv ซึ่งให้ผลลัพท์ออกมาได้ดีมากครับ อ้อที่สำคัญโปรแกรมสามารถอัพโหลด Video ที่อัดจากหน้าจอ ขึ้นไป YouTube ได้เลย :) ดู review จาก Nixie ข้างล่าง ละกันครับ



สำหรับการติดตั้ง สามารถติดตั้งได้จาก PPA ดังนี้

sudo apt-add-repository ppa:and471/kazam-daily-builds

จากนั้นสั่ง update ดังนี้

sudo apt-get update

และติดตั้งดังนี้

sudo apt-get install kazam

เคยได้ยินคนระดับที่ปรึกษาองค์กรใหญ่ๆ หลายคนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงเรียน/สถานศึกษาใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนไม่เป็นไร เด็กจะได้ฉลาด ไม่มีใครมาตามจับหรอก เพื่อการศึกษา ฯลฯ แต่ไม่เห็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาเข้าโครงการ Microsoft Education Alliance มากนัก เพราะอะไร? ทั้งๆ ที่โครงการเหล่านี้เอื้อประโยชน์กับสถานศึกษาที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษาสร้างความฉลาดในการใช้งานซอฟต์แวร์ สร้างความฉลาดในการศึกษาหาความรู้ ยังจำลางๆ ได้ว่ามีนักศึกษาไทยคว้ารางวัล Imagine Cup มาได้ถือว่าเป็นเกียรติประวัติกับตัวนักศึกษาเอง และเกียรติประวัติประเทศไทยที่ได้ประกาศตัวเองแล้วว่ามีกึ๋น แต่กึ๋นและรางวัลที่ได้มา มาจากการใช้ซฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย

มีหลากหลายโครงการเพื่อสถาบันการศึกษาได้เรียนรู้และศึกษาการใช้งานซอฟต์แวร์อย่างถูกวิธี และลดการละเมิดมีหลายโครงการ มีโครงการหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร และการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน (DAE : E-Private School) โรงเรียนเอกชนจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่สั่งซื้อ และสิทธิในการใช้โปรแกรมด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ตลอดจนการ Download โปรแกรมมาใช้งานเพื่อการศึกษา ซึ่งสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิพิเศษ ได้ใช้ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft Windows Vista Enterprise Upgrade และ Microsoft Office 2007 Enterprise และซอฟต์แวร์ทางด้านการศึกษาอย่าง Microsoft Math, Microsoft E-Learning, Microsoft Digital Literacy, Microsoft Learning Essentials และ MS Office Communicator 2007 การเข้าร่วมโครงการที่มีประโยชน์ เหล่านี้ทำให้เด็กไทยฉลาด ไม่ใช่การใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์

คงไม่ต้องบอกว่าสิทธิประโยชน์ของการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์มีอะไรบ้าง คิดแบบเร็วๆ ก็มี trojan, malware, virus, rootkit และค่าปรับจากการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับ ดูแล้วไม่ดีเลย แล้วเด็กไทยจะฉลาดอย่างไร? พยายามเขียนโปรแกรมดัก memory address เพื่อ by pass การใส่รหัสลงทะเบียนหรือ? บางสถานศึกษาสอนให้นักเรียนแคร๊กซอฟต์แวร์ โดยทำเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติของการติดตั้งโปรแกรม เห็นอย่างนี้จะบอกเด็กๆ ที่กำลังเป็นอนาคตของชาติไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้อย่างไร?

การที่หลายฝ่ายเข้ามาแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการชักชวน เข้าร่วมโครงการอย่าง Microsoft Education Alliance, DAE : E-Private School, Students to Business, Imagine Cup, DreamSpark ช่วยให้เด็กและผู้ใหญ่เข้าใจเรื่องสิทธิและลิขสิทธิ์มากขึ้น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากซอฟท์แวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสถาบันการศึกษา ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนซอฟท์แวร์รุ่นใหม่ได้ สร้างความฉลาดในทางสร้างสรรของเด็กไทยเกิดขึ้นได้แน่นอน ดีกว่าสอนให้เด็กละเมิดลิขสิทธิ์อย่างตั้งใจ