ช่วงหลังนี้ผมค่อนข้างมีปัญหากับ Firefox เลยหนีมาใช้ Chrome อยู่พักใหญ่ๆ ซึ่งโดยรวมก็โอเคดี แต่จะติดอยู่อย่างเดียวที่ Chrome ยังไม่สามารถแทน Firefox ได้อย่างเต็มรูปแบบ นั่นคือ AwesomeBar ที่มีอยู่ใน Firefox

AwesomeBar เป็นความสามารถที่มีอยู่ใน Firefox ซึ่ง AwesomeBar นี้มันคือ Addressbar นั่นแหล่ะ มันจะจำได้ว่าเราเคยเข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง แล้วเข้าบ่อยแค่ไหน ซึ่งในครั้งต่อๆ ไปที่เราพิมพ์ URL มันจะเสนอเว็บที่เราน่าจะเข้าขึ้นมาให้เลือกเลย ประมาณว่าเสริช URL จาก Addressbar นั่นเอง

แม้ว่า Chrome จะไม่มีความสามารถนี้มาให้ในตัว แต่เราสามารถใส่ความสามารถนี้เพิ่มเติมให้กับ Chrome ของเราได้ด้วย AwesomeBar Extension ท่านที่ใช้งาน Chrome อยู่ก็ลองหามาเล่นกันดูนะครับ

เวลาอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มักจะมีนักวิชาการให้ข้อสังเกตต่างๆ นานา ในเรื่องการใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Tablet, Netbook, Notebook, อินเตอร์เน็ต ในการเรียนการสอนในโรงเรียน มีหลายประเด็นยังเป็นข้อถกเถียงอยู่เสมอๆ เช่น

  • ไม่เหมาะสม
  • เสียสุขภาพ
  • เครื่องไม้เครื่องมือไม่ได้ช่วยให้เด็กเก่งขึ้น
  • การศึกษาล้มเหลว
  • ฯลฯ

ผมมองว่าข้อสังเกตข้างต้นมันก็มีเหตุผลในตัว แต่ผมมองสิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ การจัดการเรียนการสอนของบ้านเราไม่เกื้อหนุนกับการใช้เครื่องไม้เครื่องมือมากนักและการใช้สื่อหรือเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม ผมมักจะนึกถึงการ์ตูน iampetdo 2 เรื่องนี้

ผมมักนึกถึงเรื่อง One Labtop per Child (OLPC) และสาเหตุที่ OLPC ใช้ไม่ได้ในประเทศไทย จากสาเหตุที่ว่า OLPC ลง Windows ไม่ได้ T_T ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตลกดีครับ อีกเรื่องนึงเป็นเรื่องการลงทุนอย่างมหาศาลของ Intel ในเรื่อง เครื่อง Class Mate PC ที่หาโรงเรียนนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบ แปลเนื้อหา e-learning จากประเทศอังกฤษในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นภาษาไทยให้ด้วย และสุดท้ายก็หายเงียบไป Class Mate PC จมหายไปกับกาลเวลา เรื่องเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่า “อะไรที่เจ๋งๆ อาจจะใช้ไม่ได้ในประเทศไทย” ก็เพราะ 2 เหตุผลหลักคือ

  • กระบวนการจัดการเรียนการสอนไม่เกื้อหนุน
  • สื่อการเรียนการสอนไม่เหมาะสม

สมมุติว่า Tablet ที่จะแจกเด็กประถมเป็น Tablet ที่สามารถอ่าน E-Book ได้เหมือนอ่านหนังสือจริงๆ คำถามคืออ่าน E-Book ได้แล้วยังไง? ปกติหนังสือที่เป็นเล่มๆ ยังเปิดอ่านกันยากมากๆ E-Book ที่พลิกหน้ากระดาษไปมาได้บนหน้าจอ ที่ไม่ได้ให้ความแตกต่างจากหนังสือที่เป็นเล่มๆ จะช่วยให้การเรียนการสอนดีขึ้นได้อย่างไร? นี่คือประเด็นที่ผมยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

มีท่านผู้รู้หลายท่านแนะนำว่าสื่อการเรียนการสอนควรเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ผมก็จะตั้งคำถามว่า คุณครูเป็นผู้ออกแบบการเรียนการสอน หากคุณครูผู้สอนรู้จักการประยุกต์ใช้สื่อหรือมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่สามารถนำเอาสื่อเหล่านี้มาช่วยในการเรียนการสอนได้ ก็คงเป็นเรื่องที่ดี ผมอยากให้ดู Video นี้

หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า ขาย Chrome Book เหรอ? แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ เขาจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องมืออย่าง Chrome Book ได้อย่างไร? ไม่ได้มีสื่อ Multimedia ที่หรูหรา มีแต่ Slide ใน Google Presentation เขาทำได้อย่างไร? เขาทำได้อย่างไร? แล้วเราล่ะ เราจะทำอย่างไร? นั่นเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องขบคิด ทั้ง OLPC, Class Mate PC มาจนถึง Tablet เด็กประถม เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

  • การจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมในชั้นเรียนดีขึ้นแล้วหรือยัง?
  • รู้จักการประยุกต์ใช้สื่อการเรียนการสอนแล้วหรือยัง?
  • สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนเพื่อให้เกิดกระบวนการคิดและการแก้ปัญหาแล้วหรือยัง?

มีปัญหาหลายอย่างที่เรายังไม่ได้แก้ไข บางทีสิ่งเหล่านี้อาจบ่งบอกถึง “ความไม่พร้อม” ทางด้านการศึกษาก็เป็นได้ เรื่องเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อการใช้เทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่คุ้มค่าและมีประโยชน์อย่างแท้จริง มีท่านผู้รู้ท่านนึงบอกกับผมว่า “จอมยุทธที่เก่ง ใช้แค่กิ่งไม้ก็เป็นอาวุธได้” แต่ผมอยากเห็น “จอมยุทธที่เก่ง ใช้กระบี่วิเศษสร้างสิ่งที่มหัศจรรย์ได้” ก็คงได้รอดูกันต่อไปครับ

เนื่องจากติดภารกิจที่สำนักความปลอดภัยฯ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็เลยอดไปงานสัมนา Technology Trends 2012 ผม follow เอกสาร presentation ของ อ.ธนชาติ ที่ SlideShare อยู่ก็เลยได้ slide มานั่งดูคร่าวๆ ซึ่ง Technology Trends สำหรับบ้านเราและโดนใจกันมากที่สุดคงไม่ใช่ Cloud Computing แต่เห็นจะเป็นในเรื่องของ Business Continuity ที่บ้านเราขาดแคลนกันมาก เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เราลองมาดู Trends ระดับโลกที่วิเคราะห์โดย Gartner มีดังนี้

  • Media tablets and beyond
  • Media-centric applications and interfaces
  • Social and contextual user experience
  • Application stores and marketplace
  • The Internet of everything
  • Next-generation analytics
  • Big data
  • In-memory computing
  • Extream low-energy servers
  • Cloud Computing

ผมเองไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการการวิเคราะห์ของ Gartner สักเท่าไร แต่เท่าที่สังเกตจะพบว่า Gartner ทายถูกเสมอหรือเพราะว่าทุกคนพยายามหันเข้าทาทิศทางของ Gartner กันแน่ แต่ที่สำคัญการวิเคราะห์ Trends ในแต่ละปีเป็นประโยชน์มาก Trends เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิเคราะห์ของ Gartner จะช่วยให้เราปรับตัวให้ทันกับ Technoloy ที่จะเกิดขึ้นและมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับองค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ถ้าสนใจก็ตามอ่านงานวิจัยของ Gartner ในแต่ละ Trends บ้างก็ดีครับ

กลับมาเรื่อง Business Continuity อย่างที่บอกว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ทำให้อะไรหลายๆ อย่างที่เรามองข้ามมันจะวนกลับมา อย่างเช่น Business Continuity เรื่องนี้สำคัญมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างน้ำท่วม เราจะดำเนินธุรกิจของเราอย่างเป็นปกติได้อย่างไร? ผมขอแบ่งปันประสบการณ์ที่พบมากับตัวเองก่อนช่วงน้ำท่วม ซึ่งส่งผลทำให้ผมต้องวางแผน เพื่อให้เว็บไซต์ Thai Open Source เปิดให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์ Thai Open Source ย้ายที่อยู่หลายครั้ง คือ ย้ายตาม Sever ว่ามันจะโดนโยกย้ายไปที่ไหน Server เราอยู่ที่สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ SIPA ซึ่ง SIPA ก็อยู่ในอาคาร B ศูนย์ราชการ การบริการ NOC ที่นี่ถือว่าอยู้ในระดับดี คือ บริการในเวลางานหลังจากเวลางานก็เจอกันอีกทีแปดโมงครึ่ง :) เหตุการณ์ที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายและทำ Disaster Recovery คือทางอาคารมีการซักซ้อมการรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละระดับความรุนแรง แต่หลังจากซ้อมเสร็จ พนักงานดันลืมเปิดวาล์วน้ำให้แอร์ที่จะส่งเข้ามายังห้อง Server ส่งผลให้เครื่อง Sever กว่า 50 เครื่อง อยู่ใน “เตาอบ” ใช่ครับ “เตาอบ” เหตุการณ์เกิดตอนวันศุกร์กว่าจะมีคนมาแก้ปัญหาก็เข้าสู่วันจันทร์แปดโมงเช้า ผมได้รายงานจาก Server ก่อนที่มันจะเดี้ยงผ่านทาง E-Mail มาว่า “ลาก่อน” นั่นหมายถึง “แย่แล้ว” มีใครดูเครื่องที่ NOC หรือยัง? และมันต้องแย่แล้วแน่ๆ วันจันทร์แปดโมงเช้าผมก็ตัดสินใจเด็ดขาดปรึกษากับคุณมะระ (@gumara) เราจะย้ายและหา “บ้านที่เหมาะสมและเราสามารถจัดการสถานการเหล่านี้ได้” โดยไม่ต้องรอใคร เราสามารถจัดการได้เอง ได้คุณมะระช่วยเหลือในเรื่องการทำ DR Site โดยเว็บไซต์ Thai Open Source และผองเพื่อน ไปไว้ที่ Virtual Private Cloud ในต่างประเทศ เพื่อ “หนีน้ำท่วม ไฟไหม้” หลังจากเหตุการครั้งนั้น ก็เจอเหตุการณ์น้ำท่วมตามมา แต่เว็บ Thai Open Source ไม่ได้อยู่ใน NOC ของ SIPA แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะไม่ไหล ไฟจะดับ ห้อง NOC ไฟไหม้อีกต่อไป ที่เหลือก็คงต้องหาเงินช่วยคุณมะระจ่ายค่าพื้นที่ต่อไป :P

หากมองกลับกันว่าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจที่มี Critical สูง เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ มีมูลค่าความเสียหายมาก คุณจะป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องคิดกันก่อน คิดให้ตกผลึกและหาวิธีการรองรับ เรื่อง Disaster Recovery อยู่ใน Trends ของ Gartner เมื่อตอน 911 ซึ่งตอนนั้น Trends นี้รุนแรงมากและเป็นกรณีศึกษาที่ดี หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในไทย Disaster Recovery และ Business Continuity ก็คงเป็น Trends ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่หลายธุรกิจจะต้องหาวิธีการมารองรับ หากคุณยังไม่มีแผนการเหล่านี้ลองหาที่ปรึกษาเกี่ยวกับ Business Continuity ดูครับ ซึ่งปีนี้น้ำจะท่วม แผ่นดินจะไหว ปลาโค่ยยักษ์จะพลิกตัวอีกหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ;)

ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้ช่วยวิทยากร และช่างภาพจำเป็นเนื่องจากที่ฝ่ายเวลาไปบรรยายหรือไปฝึกอบรมมักจะไม่มีภาพถ่ายที่ระลึกก็เลยได้ไปถ่ายภาพให้ วันนี้เป็นคลาสเรียน Ubuntu กับสำนักความปลอดภัยฯ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ครับ ซึ่งบรรยากาศเป็นกันเองมาก ผู้เรียนไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านกับสิ่งใหม่อย่าง Ubuntu แต่กลับอยากเรียนรู้ที่จะใช้งานให้เป็น ส่วนผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายก็หาวิธีการว่าจะทำอย่างไร หากกรมฯ สั่งซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาแล้วไม่มี Windows ติดมาด้วยและไม่ต้องการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็เลยเกิดการจัดอบรมให้กับตัวแทนศูนย์ในเรื่องการใช้งาน Ubuntu ขึ้น ผู้เข้าอบรมเป็นตัวแทนศูนย์ในแต่ละจังหวัดซึ่งในอนาคตอันใกล้จะต้องได้ใช้ Ubuntu อย่างแน่นอน ทางส่วนกลางก็เลยวางแผนอบรมซะเลย :) การอบรมแบ่งเป็น 2 วัน วันแรกเป็นเรื่อง Ubuntu และวันที่สองเป็นเรื่อง LibreOffice บรรยากาศการอบรมสนุกมาก ไม่เครียด แรงต้านซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ค่อยมี มีแต่คนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกิจกรรมจัดได้น่ารักมากๆ ครับ ผมชอบมากๆ ต้องขอขอบคุณผู้จัดงาน ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ และหวังว่าหน่วยงานของท่านจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ ในอนาคต ขอบคุณจริงๆ ครับ


ลงทะเบียน


ของแจกภายในงาน


ผู้เรียนวันนี้


ของแจกสุดน่ารัก


วิทยากรคุ้นๆ มั๊ย


ของแจกวิทยากร


แนะแนวทางแก้ปัญหา


ผู้เรียนทุกคนได้ Storage บน Cloud ฟรี!


แก้ปัญหาการตั้งรหัสผ่าน คือว่ามันยาวไป “จำไม่ได้”


TA เดินสองฝั่งเลย


วิทยากรวันนี้


ตัวนี้ของผมนะ จองๆ

PhoneGap เป็นแพลตฟอร์มการเขียน Application โดยใช้ HTML5 และ Javascript ซึ่งคุณสามารถใช้ในการสร้าง Application บนมือถือได้หลากหลายแพลตฟอร์ม เช่น iPhone, Android, BlackBerry, webOS, Windows Mobile และ Symbian เป็นต้น PhoneGap จะมาพร้อมกับ PhoneGap API เพื่อใช้ในการเขียน App และ Plugin ต่างๆ ซึ่งทำให้คุณสามารถสร้าง HTML5 Application ได้ง่ายๆ และที่สำคัญหากคุณเขียน Application เป็น HTML5 + PhoneGap API อยู่แล้ว คุณสามารถใช้ PhoneGap Builder ช่วยสร้าง App สำหรับแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้เลย โดยไม่ต้องแก้ไขซอร์สโค้ดแต่อย่างใด

สำหรับท่านที่อยากทดลอง ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลด PhoneGap ได้ที่ http://www.phonegap.com สำหรับ PhoneGap Builder สามารถใช้งานได้ที่ https://build.phonegap.com

LibreOffice 3.5 โปรแกรมสำนักงานโอเพนซอร์สเข้าสู่สถานะ Release Candidate (RC1) แล้ว ในรุ่น RC1 นี้ไม่มีอะไรใหม่เพิ่มเข้ามาจากรุ่น Beta การพัฒนาในช่วง RC นี้จะเกี่ยวกับการแก้บั๊กต่างๆ ก่อนที่จะออกรุ่น 3.5 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับในรุ่น 3.5 มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพของโปรแกรม คุณสมบัติใหม่ และอัพเดท Interface สำหรับการจัดการหัวกระดาษและท้ายกระดาษ และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการ import เอกสาร Microsoft Visio ใน Impress และ Draw ข้อมูลคุณสมบัติใหม่ๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บันทึกการออกรุ่น ในรุ่น RC1 สามารถดาวน์โหลดไปทดสอบกันได้แล้ว มีรุ่นสำหรับ Windows, Mac และ Linux สำหรับท่านที่พบปัญหาและบั๊กสามารถรายงานได้ที่ Bug Report

ที่มา – H-Online

นักพัฒนา OpenNebula ประกาศออกรุ่น 3.2 (Red Spider) สนับสนุน Hypervisor อย่าง KVM, Xen และ VMWare เพิ่มคุณสมบัติในการทำ Live Migration การจัดการ Image การจัดการ Network และการจัดการแบบอัตโนมัติผ่าน contextualisation ในรุ่นนี้รวบรวมงานพัฒนาของ C12G เข้ามารวมด้วยหลายตัว ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในรุ่น Commercial Support อย่างเช่นสนับสนุน VMWare เป็นต้น สำหรับรุ่น 3.0 ที่ผ่านมาจะเห็นการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น การสนับสนุนในส่วน Management Console ผ่าน Sunstone, การจัดการ Virtual Datacenter ผ่าน OpenNebula Zone และโครงการล่าสุดคือ OpenNebula Self Service, การใช้งานเครื่องมือของ Amazon EC2 อย่าง Hybrid Fox ผ่านทาง EC2 query interface

มีหลายองค์กรใช้ OpenNebula 3.2 กันแล้วได้แก่ European Space Agency, KPMG, Fermilab, Logica, Chaina Mobile และ CERN สำหรับเครื่องมือที่ใช้งาน Ecosystem มีรายละเอียดอยู่ที่ OpenNebula Ecosystem Catalog สำหรับท่านที่ต้องการทดสอบสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บ OpenNebular.org สำหรับท่านที่ใช้ Linux สามารถดาวน์โหลด package ในแต่ละ Distribution ได้ ไม่ว่าจะเป็น CentOS, Ubuntu, openSUSE และ Debian

Wikipedia Foundation แอบออกรุ่น Wikipedia สำหรับ Android ซึ่งถือว่าเป็นรุ่น Official เลยก็ว่าได้ สำหรับ App ตัวนี้อ่าน Wikipedia แบบ Online ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลใน Wikipedia หรือหาเนื้อหาที่น่าสนใจจากที่ที่คุณอยู่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกเอาไว้อ่านแบบ Offline หรือ Share ให้เพื่อนๆ ได้ด้วย Wikipedia เคยออกรุ่น Mobile มาแล้วใน iTunes App Store สำหรับอุปกรณ์ iOS และเปิดเป็นโอเพนซอร์สด้วย ใช้สัญญาอนุญาติแบบ MIT-license ส่วน Code อยู่ที่ GitHub ในส่วนของ Android App ที่เพิ่งเปิดตัวไปสามารถดาวน์โหลดได้ที่ Android Market รองรับ Android ตั้งแต่รุ่น 2.2 ขึ้นไป

ที่มา – H-Online

โปรแกรม Financisto เป็นโปรแกรมจัดการบัญชีรายรับรายจ่าย (ทำบัญชีครัวเรือนนั่นเอง) ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับ Android ที่สำคัญเป็นโอเพนซอร์สด้วย (ตัวโครงการอยู่ที่ launchpad.net) และจากการที่ผมเป็นแฟนประจำเลยตามติดอยู่เรื่อยมา

ล่าสุดเข้าไปพบข้อมูลเพิ่มเติมว่าทีม Financisto ได้ปรับสถานะของ Feedback ที่ผู้ใช้ส่งเข้ามาขอให้ทำ Desktop version ให้เป็น Under review แล้ว ถ้ารีวิวแล้วผ่านก็จะเข้าสู่สถานะ Planned และ Started ต่อไป

ใครเป็นพ่อบ้านแม่บ้านนักทำบัญชีก็ช่วยกันลุ้นครับ ระหว่างนี้ถ้ายังไม่เคยเลย Financisto ก็แนะนำครับ ติดตั้งได้ที่ Android market ใกล้บ้านท่าน

เรื่องสืบเนื่องมาจากอาทิตย์ที่แล้ว หลังจากได้ Blog เรื่อง Tablet เด็กประถมไม่ต้อง 100 เหรียญก็ได้ ทาง MICT ก็ส่งเครื่องตัวอย่างมาให้ติดตั้งโปรแกรม ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายขนาดกันเลยทีเดียว แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือมาจากประเทศจีน เนื่องจากมีเวลาได้จับเพียงแค่ 1 วัน เท่าที่จำได้มียี่ห้อและขนาดดังนี้

  1. TCL 7 นิ้ว
  2. SCOPE 7 นิ้ว
  3. ZTE 7 นิ้ว
  4. HaiPad (PAD001) 7 นิ้ว
  5. Huawei MediaPad 7 นิ้ว
  6. ZhiQi TEN2 9.7 นิ้ว
  7. Lenovo k1 10.1 นิ้ว

เท่าที่ได้ทดสอบพบว่า Tablet จากจีนยิ่งมีขนาดเล็ก spec ก็จะเล็กตามไปด้วย ส่วนจอใหญ่ก็มี spec ที่ดูพอเหมาะกับราคา ซึ่งจอ 9.7 นิ้วขึ้นไปจะใช้จอแบบ Capacitive เป็นส่วนใหญ่และ CPU มีความเร็วอยู่ราวๆ 800 Mhz – 1 GHz นอกจากจะได้ Tablet มาลองติดตั้งโปรแกรมกันแล้วยังพบปัญหาจุกจิก เช่น

  1. ไม่มี SD Card Slot
  2. เสียบ USB แล้วไม่เห็นเป็น Mass Storage
  3. ไม่มี Android Market มีแต่ AppChaina, IdeaStore ฯลฯ

ผมได้แผ่นสื่อการสอนเด็กประถมจากกระทรวงศึกษาธิการมาด้วย 1 แผ่น พบว่าสื่อการสอนเป็นไฟล์ flash ก็พยายามทำให้มัน run ได้บน Android Tablet อยู่พักใหญ่ สรุปได้เลยว่า Flash ต้องการ spec เครื่องที่สูงเอาการ และการแสดงผลผ่านจอขนาด 7 นิ้วทำได้ไม่ค่อยดีนัก (ภาพแตกๆ เส้นไม่คม) ในรุ่นที่ไม่มี GPU จะทำงานช้าและ crash อีกประเด็นที่ไม่ค่อยแปลกใจนักคือเรื่องสื่อการสอนที่ทำมาเพื่อใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วพยายามยัดลงมาใน Tablet นั้นทำงานได้ไม่ดีนัก ตำแหน่งในการ Touch กับการ Click ของเครื่องคอมพิวเตอร์และ Tablet แตกต่างกัน ทำให้กดยังไงก็ไม่ขยับไปไหนและหากจอมีขนาดเล็ก 7 นิ้วก็ยิ่งใช้งานได้ยาก แต่หากเปรียบเทียบกับโปรแกรมเพื่อการศึกษาที่เป็น Apps บน Tablet จริงๆ ตัวอย่างเช่น Baby Bus จะพบว่าทำงานได้ดีกว่าและไหลเลื่อนกว่ามาก ถ้าคิดว่าจะ reuse สื่อการสอนเดิมก็คงต้องทบทวนกันใหม่ล่ะครับ จากการได้ทดสอบ Tablet ทั้ง 7 รุ่นทำให้รู้ได้เลยว่านอกจากจีนที่เป็นแหล่งแรงงานผลิตสินค้าที่เป็นฮาร์ดแวร์แล้วยังสามารถพัฒนาต่อยอดระบบปฏิบัติการบน Tablet ของตัวเองได้ด้วย อ้ออย่างลืม AppChaina ที่เป็น Market ของตัวเองด้วย เห็นแล้วก็น่าทึ่งจริงๆ ครับ