เนื่องจากการทำงานกับ JoGet จะมีส่วนที่เป็น GUI ซึ่งเป็น Application แยกออกมาจาก JoGet Workflow ที่เป็นเว็บ ซึ่งก็คือ JoGet WorkFlow Designer ซึ่งในห้องเรียนที่ได้เข้าเรียนเป็น Windows และผมเองใช้ Linux อยู่คนเดียว ดังนั้นก็เลยต้องหาทางแก้ปัญหาครับ สำหรับผู้ที่ใช้ JoGet บน Windows ใช้การพัฒนา Workflow Application คงไม่มีเป็นหากับ WorkFlow Designer มากนัก แต่ท่านที่ใช้ Ubuntu Desktop จะต้องหาวิธีใช้กันเอาเอง T_T มาดูวิธีแก้ปัญหากันครับ

อันดับแรก JoGet WorkFlow Designer ใช้ Java WebStart ดังนั้นเราจะต้องมี OpenJDK (ใช้จะใช้ Java SDK ก็ได้ครับ) และ Mozpluger ดังนั้นเราจะต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมดังนี้

sudo apt-get install mozplugger openjdk-6-jdk icedtea-plugin

จากนั้นก็ติดตั้ง JoGet ตามปกติ สำหรับการติดตั้ง JoGet บน Ubuntu Desktop จะเหมือนกันกับ Ubuntu Server ซึ่งวิธีการติดตั้ง JoGet บน Server สามารถไปทบทวนกันได้ครับ

มีเหตุให้ต้องไปนั่งเรียน JoGet กับทีมบริษัท Open Dynamic ผู้พัฒนา JoGet Workflow ใช้เวลาเรียน 2 วันจาก 5 วัน T_T เรียกได้ว่าเป็นหลักสูตรเร่งรัด เนื่องจากทีม Thai Open Source จะต้องไปเป็นพี่เลี้ยงของการอบรมให้นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้าร่วมแข่งขันในงาน GEW 2012 ภาพรวมของ JoGet เป็น WorkFlow Management และ Application Platform ซึ่งคุณสามารถสร้าง Application Workflow บน Platform ของ JoGet

การสร้าง Application นั้นก็ง่ายมาก เพียงคุณออกแบบ Workflow เขียน Workflow บน JoGet Workflow Designer จากนั้นก็สั่ง Deploy Workflow ซึ่งจะเป็น โครงของ Process ของ Application นั้น จากนั้นสร้าง Form เพื่อ map เข้ากับ Workflow ที่เราออกแบบ จากนั้นสร้าง Data View เป็นส่วนการแสดงผลข้อมูล และสร้าง User View เพื่อเป็นส่วนหน้าเว็บที่ผู้ใช้จะต้องเข้ามาใช้งาน ซึ่งการทำงานทั้งหมดนี้เป็นแบบ GUI และ Drag & Drop ไม่มีเขียนโค้ดเลยซักบรรทัด ซึ่งเป็นการสร้าง Application เพื่อใช้งานในองค์กรได้อย่างง่ายๆ อ้อและที่สำคัญ JoGet สนับสนุนเรื่อง SLA ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะสร้าง Application แล้วยังมีการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการประเมิน SLA อีกด้วย :)

สำหรับท่านที่สนใจ JoGet สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ JoGet.org ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ทั้งบน Windows, Linux และสำหรับท่านที่ภาษาอังกฤษไม่คล่องนักสามารถตามอ่าน How-To เกี่ยวกับ Joget ได้ที่เว็บนี้ครับ :)

เขียน Unofficial Moodle Mobile Application ไปเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยมี Mobile App ลักษณะนี้บน Google Play มากนัก มีแค่ 2 ตัว แต่ตอนนี้สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการให้บริการ E-Learning ผ่าน Mobile Device และ Tablet กันมากขึ้น หลังจากการติดตามจาก Google Play Store พบ App ลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น ดังนี้

และอีกมากมาย ผม List ไม่ไหว T_T เพราะมันเยอะมากครับ นอกจากนี้ยังมี Moodle Mobile Client ตัวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก เช่น

อยากเห็น University ในบ้านเรามี Mobile App เจ๋งๆ อย่างนี้บ้าง

เนื่องจากเก็บกดจากห้องเรียน MongoDB ในโครงการ OSS Fast Track Programme ซึ่งได้เล่นบน Windows ทำให้ไม่ค่อยสนุกเท่าไรนัก เลยหาวิธีการติดตั้ง MongoDB บน Ubuntu Server กัน ก่อนอื่นดาวน์โหลด MongoDB มาก่อนดังนี้

wget -c http://fastdl.mongodb.org/linux/mongodb-linux-x86_64-2.0.7.tgz

จากนั้นแตกไฟล์ไปยัง /opt ดังนี้

tar zxvf mongodb-linux-x86_64-2.0.7.tgz -C /opt

จากนั้นสร้างที่เก็บข้อมูลสำหรับ MongoDB ไว้ที่ /data/db โดยใช้คำสั่ง

sudo mkdir -p /data/db

จากนั้น Start Service ของ MongoDB ดังนี้

cd /opt/mongodb-linux-x86_64-2.0.7/bin
sudo ./mongod --rest

หากเป็นการ Start ครั้งแรก MongoDB จะสร้างไฟล์ journal จากนั้นก็จะ Start Service ตามปกติ การดูข้อมูลการทำงานของ MongoDB สามารถดูผ่านเว็บโดยใช้เว็บเบราเซอร์ เข้าไปที่ http://localhost:28017 สำหรับการใช้งาน MongoDB และเอกสารต่างๆ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.mongodb.org/display/DOCS/Home ครับ

ไม่ได้ตาม Alfresco มานานมากเนื่องจากใช้ Alfresco Enterprise บน Cloud ไม่ได้มาติดตั้งเองมานานมากแล้ว พอได้ไปเรียนเป็นเด็กหลังห้องวิชา Alfresco ในโครงการ OSS Fastrack Programme ทำให้อยากเล่นเวอร์ชั่นใหม่บ้าง สำหรับ Alfresco รุ่นใหม่ใช้ตัวติดตั้งของ BitRock เช่นเคยซึ่งอำนวยความสะดวกมากในเรื่องการติดตั้งทั้งในส่วน GUI และในส่วนที่เป็น command Line สำหรับในครั้งนี้เราจะมาติดตั้งบน Linux Server ผ่าน command line กันครับ ขั้นตอนแรกให้ดาวน์โหลด Alfresco มาก่อน โดยใช้คำสั่ง

wget -c http://dl.alfresco.com/release/community/build-00007/alfresco-community-4.0.e-installer-linux-x64.bin

เปลี่ยน permission และสั่งติดตั้งดังนี้

chmod +x alfresco-community-4.0.e-installer-linux-x64.bin
./alfresco-community-4.0.e-installer-linux-x64.bin

ตอบคำถามต่างๆ ดังนี้
* เลือกภาษาที่ต้องการติดตั้ง
* เลือกไดเรคทอรีที่ต้องการติดตั้ง
* กำหนดรหัสผ่านให้ผู้ดูแลระบบ
* กำหนด Alfresco Service

เมื่อติดตั้งเสร็จให้ Start Service ดังนี้

/etc/init.d/alfresco start

เข้าใช้งาน Alfresco ผ่านทางเบราเซอร์ดังนี้ http://localhost:8080/share สำหรับเอกสารการใช้งานและวิดีโอการใช้งานสามารถดูได้ที่ http://docs.alfresco.com/4.0/index.jsp ขอให้มีความสุขกับ Alfresco ครับ

ได้มีโอกาสไปเรียนเป็นเด็กหลังห้องในวิชา iReport และ Jasper Server ในโครงการ OSS Fast Track Programme ซึ่งอาจารย์สอนใช้งาน iReport และ Jasper Server บน Windows ซึ่งแปลกสำหรับผมมากก็เลยลองค้นดูว่าบน Linux สามารถติดตั้งได้หรือไม่ พบว่ามีเวอร์ชั่นบน Linux ครับ สำหรับวิธีการติดตั้งก็ง่ายมากครับ

สำหรับ iReport ดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่ JasperForge การติดตั้งก็แค่แตก tar และเรียกโปรแกรมในไดเรคทอรี bin เท่านั้น

สำหรับ Jasper Report Server นี้พิเศษนิดหน่อยเนื่องจากเป็น Package ชุดติดตั้งซึ่งมีทั้ง Tomcat, PostgreSQL และ iReport ด้วย คุณสามารถเลือกได้ว่าต้องการติดตั้งอะไรบ้าง สามารถติดตั้งได้ทั้งบน Linux GUI และ Linux Server ที่มีแต่ Command Line ครับ ซึ่งตัวติดตั้งบน GUI และบน Command Line ทำงานเหมือนกัน ดาวน์โหลดไฟล์ที่ JasperForge 32 bits และ 64 bits เช่นเคย

สำหรับการติดตั้งให้ chmod +x เพื่อให้ไฟล์สามารถ run ได้จากนั้นสั่งติดตั้งด้วยคำสั่ง

สำหรับ 64 bits
./jasperreports-server-cp-4.7.0-linux-x64-installer.run

สำหรับ 32 bits
./jasperreports-server-cp-4.7.0-linux-x86-installer.run

โปรแกรมจะเริ่มขั้นตอนการติดตั้งให้จนเสร็จสิ้น หลังจากติดตั้งแล้วมีการ config เพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยการเพิ่ม init script เข้าไปในแต่ละ run level เพื่อให้เปิดใช้งานทุกครั้งที่เปิดเครื่องดังนี้

sudo cp jasperreport-server/scripts/linux/jasperserver /etc/init.d/
sudo update-rc.d jasperserver defaults

เท่านี้ก็เรียบร้อย :)

เนื่องจากรอคอยมาแสนนาน กว่าจะได้เล่น Android Developer Console ตัวใหม่ ซึ่งมันเจ๋งจริงๆ ครับ เลย capture รูปเอาไว้เป็นความประทับใจ

นิตยสารโอเพนซอร์สทูเดย์ ขอเชิญทุกท่านร่วมงาน “Software Freedom Day 2012 Bangkok Thailand” วันรวมพลคนใช้ซอฟต์แวร์เสรี-โอเพนซอร์ส ที่จัดพร้อมกันทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2555 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30 น. ณ ห้องเพชรชมพู โรงแรมบางกอกพาเลส ซอยเพชรบุรี 35 (ซอยเมโทรเก่า) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ทางด้านโปรแกรมโอเพนซอร์ส อาทิ Open Source platform สำหรับเขียนและ Public e-book, Twitter bootstrap และการ Workshop โค้ดดิ้ง แอนดรอยด์ กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เป็นต้น ท่านใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้างานสัมมนาได้ที่ http://www.softwarefreedomday.in.th

ที่มา – opensource2day

เนื่องจากได้รับนโบายที่ชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า SIPA ไม่จำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ควรที่จะโปรโมทผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการหรือให้ผู้ประกอบการสร้างประโยชน์จากสิ่งที่สำนักงานได้ทำ ดังนั้นโครงการ Suriyan และ Chantra คงต้องปิดตัวลงอย่างถาวร สำหรับทรัพยากรและแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการพัฒนาก็ขอรวบรวมไว้ ณ ที่นี้ทั้งหมดครับ

โครงการ Suriyan
* เว็บโครงการ
* File Release System
* คลังซอฟต์แวร์ + ซอร์สแพคเกจ
* ระบบบริหารจัดการโครงการ
* Wiki สำหรับงานพัฒนา

โครงการ Chantra
* เว็บโครงการ
* File Release System
* ระบบบริหารจัดการโครงการ
* Wiki สำหรับงานพัฒนา

สำหรับคลังซอฟต์แวร์ใน http://pub.thaiopensource.org จะยังคงอยู่จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินของโครงการ ขอให้ทุกท่านโชคดี :)

dotCloud ผู้ให้บริการ PaaS เปิดโค้ด Hipache แล้ว ซึ่ง Hipache พัฒนาจากไลบรารี node-http-proxy ซึ่ง distributed proxy นี้ออกแบบมาเพื่อรองรับ traffic ของ HTTP และ WebSocket จำนวนมากได้ นักพัฒนากล่าวอีกว่าเครื่องมือที่ใช้กับ dotCloud อย่างเช่น nginx และ HAProxy ใช้ scale เว็บแอพลิเคชั่นสมัยใหม่ซึ่งทำงานกับ WebSocket ไม่ได้ Hipache จึงพัมนาเพื่อแก้ปัญหานี้ Hipache สามารถตั้งค่าอย่างไดนามิกได้ทั้งยังสนับสนุน load-balancing ข้ามไปมาระหว่าง backend ได้ อีกทั้งยังบอกได้ว่า backend ยังทำงานอยู่หรือไม่ สามารถลบ backend นั้นชั่วคราวเพื่อทำ load-balancing ใหม่ได้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hipache แหล่งดาวน์โหลดรวมไปถึงข้อมูลการตั้งค่าสามารถดูได้เพิ่มเติมได้ที่ GitHub

ที่มา – H-Online