การร้องขอ merge request สำหรับโปรเจ็คบน GitLab เราสามารถกำหนด state parameter สำหรับการร้องขออย่างใดอย่างหนึ่ง (opened, closed หรือ merged) หรือทั้งหมด (all) โดยการระบุ parameter สำหรับคำสั่ง merge request บน GitLab สามารถดูได้จากตัวอย่างด้านล่าง

GET /projects/:id/merge_requests
GET /projects/:id/merge_requests?state=opened
GET /projects/:id/merge_requests?state=all
GET /projects/:id/merge_requests?iid=42

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ parameter ต่างๆ

  • id (requied) – ID ของโปรเจ็ค
  • iid (optional) – คืนค่าการร้องขอที่กำหนด iid
  • state (optional) – คืนค่าสำหรับการร้องขอ เช่น merged, opened, closed หรือ all
  • order_by (optional) – คืนค่าการร้องขอโดยการกำหนดในส่วนของ order_by เช่น created_at หรือ updated_at โดยค่า Default จะถูกกำหนดเป็น created_at
  • sort (optional) – คืนค่าการร้องขอโดยการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก (asc) หรือมากไปน้อย (desc) โดยค่า Default จะถูกกำหนดเป็น desc


Continue reading

สำหรับผู้ที่เคยเล่น Workflow Model บน Alfresco อาจจะเคยพบเจอปัญหานี้ โดยหากเราได้มีการประกาศ properties เป็นประเภท d:int จะทำให้เกิด Error ขึ้นเมื่อมีการสั่ง View Task Detail ขึ้นมา ดังรูปตัวอย่างด้านล่างนี้

โดยปัญหานี้เกิดจากการไปกำหนด properties ใน Workflow Model โดยไปประกาศเป็นประเภท d:int ตามตัวอย่างดังรูปด้านล่าง


Continue reading

Alfresco รองรับการกำหนดสิทธิ์ให้กับผู้ใช้ในระบบได้ ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้ในระบบเพื่อควบคุมและจัดการสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลหรือการประทำใดๆ ในระบบได้ สิทธิ์ของผู้ใช้บน Alfresco ที่มีอยู่แต่เดิมนั้น มีเพียงแค่

  • consumer : อ่านได้ ดาวน์โหลดได้ แต่แก้ไข, เพิ่ม หรือลบข้อมูลไม่ได้
  • editor : อ่าน และแก้ไขได้ ดาวน์โหลดได้ แต่เพิ่ม หรือลบข้อมูลไม่ได้
  • contributor : อ่าน และเพิ่มข้อมูลได้ ดาวน์โหลดได้ แต่แก้ไข หรือลบข้อมูลไม่ได้
  • collaborator : อ่าน เพิ่ม และแก้ไขข้อมูลได้ ดาวน์โหลดได้ แต่ลบข้อมูลไม่ได้
  • coordinator : มีสิทธิ์เทียบเท่ากับ owner
  • owner : เป็นสิทธิ์ที่ให้กับผู้ที่เป็นคน create file ดังกล่าวบน Alfresco ซึ่งมีสิทธิ์ในการกระทำกับไฟล์ดังกล่าวได้ทุกอย่าง

จากสิทธิ์ที่ผมได้อธิบายด้านบน จะเห็นว่าไม่มีสิทธิ์ใดเลยที่จะระบุ เพื่อห้ามไม่ให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารจาก Alfresco แต่สิทธิ์ในการห้ามดาวน์โหลดกลับเป็นสิทธิ์ที่จำเป็นต้องมี


Continue reading

วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับ วิธีการเพิ่ม clients (หรือบางคนจะเรียกว่า node) เพื่อที่จะใช้สำหรับการทำ monitoring กันนะครับ โดยในที่นี้ เราจะต้องมี server ที่ติดตั้ง Nagios ไว้ก่อน ซึ่งเราสามารถดูวิธีการติดตั้ง Nagios ได้จาก ที่นี่ ครับ

การเพิ่ม node ที่จะพูดถึงในบทความนี้ คือการเพิ่มเครื่อง client เพื่อที่จะเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เราได้ติดตั้ง Nagios แล้วบอกให้เซิร์ฟเวอร์ตัวนั้น สามารถเข้ามาจัดการ (monitor) เครื่อง client node นี้ได้

โดยผมได้ทำการติดตั้ง Nagios ไว้บน server แล้ว โดยขอตั้งชื่อว่า server1.example.com โดยมี IP Address เป็น 192.168.1.39 และเครื่องที่เรากำลังจะทำเป็น client node นี้จะขอตั้งชื่อว่า server2.example.com โดยมี IP Address เป็น 192.168.1.43

โดยผมขอข้ามวิธีการติดตั้ง Nagios บน server1 ของผมนะครับ เนื่องจากพูดถึงไว้แล้ว ในบทความก่อนหน้านี้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงค์ที่ผมให้ไว้ที่ย่อหน้าแรก โดยบทความนี้ผมจะมาเริ่มที่ขั้นตอนการเพิ่ม client node เลย ซึ่งในที่นี้ให้เราไปทำบนเครื่อง server2 ก่อนเลยนะครับ

Continue reading

Nagios เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ประเภท system monitoring และเป็นตัวทีค่อนข้างได้รับความนิยมตัวหนึ่ง ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงวิธีการติดตั้งเจ้า Nagios ลงบน Ubuntu กันครับ แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงเจ้า Nagios ก่อนว่าสามารถช่วยอะไรเราได้บ้าง หลักๆ เลย Nagios คือระบบ system monitoring ซึ่งมันจะช่วยตรวจสอบ และจัดการด้าน network infrastructure, network protocols, servers, applications ไปจนถึง services ที่รัน หรือทำงานอยู่บนเครื่อง server ของเรา

โดยเมื่อมันตรวจสอบแล้วพบความผิดปกติ ก็จะส่ง response กลับมาในรูปแบบของการ alert หรือถึงแม้ว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เราก็สามารถตรวจสอบรายละเอียด status ของระบบได้ผ่านทาง report ก็ได้ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของระบบประเภท system monitoring ที่อำนวยความสะดวกให้กับคนไอทีอย่างเราในการดูแลงานไอที เมื่อรู้ประโยชน์ของการใช้ Nagios แล้ว เรามาลองติดตั้งกันดูเลยดีกว่าครับ

เริ่มการติดตั้งโดยการรันคำสั่ง

sudo apt-get install nagios3 nagios-nrpe-plugin

เมื่อรันคำสั่งดังกล่าวแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตั้งค่าหลังจากติดตั้ง (Postfix Configuration) โดยให้เราทำการกำหนดค่าต่างๆ ดังนี้


Continue reading

สำหรับท่านที่ยังไม่เคยเล่น Alfresco อย่างละเอียด คงต้องขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยก่อนนะครับ การใช้งาน Alfresco ผ่านทาง Web UI นั้นจะมีการเข้าถึง และใช้งานอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ Alfresco Explorer กับ Alfresco Share โดยหน้า Explorer นั้นเอาไว้สำหรับการใช้งาน Alfresco ในรูปแบบของระบบจัดการเอกสารบน Alfresco ทั่วๆ ไป ส่วน Share นั้นจะเป็นหน้าที่ไว้สำหรับการทำงานแบบ Collaborate โดยผู้ใช้สามารถสร้าง (ก่อนหน้านี้ส่วนของ Alfresco Share จะถูกเรียกว่า Alfresco Site)

และ Alfresco ได้แยก UI ของทั้ง 2 ส่วนนี้ออกจากกัน โดยถ้าหากเรา log in เข้าใช้งาน Alfresco ผ่านทาง Alfresco Explorer ในหน้า log in จะมี drop down ให้เราเลือกภาษาสำหรับการเข้าใช้งาน Alfresco


Continue reading

โดยทั่วไปหลังจากติดตั้ง Alfresco เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเราเข้าไปดูที่ Repository บน Alfresco จะพบว่าพื้นที่ หรือ path ที่เราเข้าไปนั้น จะถูกกำหนดตามค่า default ของ Alfresco (root path) แต่หากเราต้องการที่จะเปลี่ยนตำแหน่งของ root path บน Alfresco เพื่อให้เวลาคลิกเลือก Repository แล้ว ไปเริ่มต้นที่ path ที่เราต้องการนั้นก็สามารถทำได้ โดยจากตัวอย่างที่ตั้งขึ้นมานี้ ต้องการจะกำหนดให้โฟลเดอร์ AlfrescoThailand ให้เป็น default path สำหรับการเข้าไปใช้ Repository บน Alfresco

เริ่มต้นโดยการสร้างโฟลเดอร์ชื่อว่า AlfrescoThailand ไว้ที่ root path

ลองดูที่โฟลเดอร์ AlfrescoThailand นะครับ โดยให้คลิกที่ View Details

Continue reading

ช่องทางในการนำเข้าเอกสารไปยัง Alfresco ทำได้หลายวิธี อย่างเช่น นำเข้าผ่านทางหน้า Alfresco Explorer หรือการนำเข้าทาง Alfresco Share แต่อีกวิธีหนึ่งที่จะมาแนะนำกันวันนี้ คือการนำเข้าผ่านทาง Mail Client การนำเข้าข้อมูลผ่านทาง Mail Client ไปยัง Alfresco เราสามารถเลือกใช้ Mail Client ได้ทั้ง Mozilla Thunderbird หรือจะเป็น MS Outlook ก็สามารถทำได้ โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้จะมีความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบ Mail Client เป็นอย่างดี ดังนั้นการ Integrate ระบบ Alfresco เข้ากับ Mail Client จะทำให้สะดวกสำหรับการใช้งานของผู้ใช้ โดยเราสามารถทำในส่วนนี้ได้ผ่านทาง protocol ที่ชื่อว่า IMAP

การใช้งาน Mail Client ร่วมกับ Alfresco ต้องมีการ Set up 3 ส่วน ด้วยกันคือ

  • การ configuration ที่ Alfresco Server
  • การ configuration ที่ Alfresco Share
  • การ configuration ที่ Mail Client


Continue reading

เอกสารที่เราเก็บไว้บน Alfresco นั้น อาจจะมีความเกี่ยวข้องกันในแต่ละเอกสาร เช่น ใบเสร็จรับเงิน ก็มีความสัมพันธ์กับใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารสัญญา ก็อาจจะมีความสัมพันธ์กับเอกสารนำเสนอโครงการ โดยหากเราต้องการกำหนดว่าเอกสารที่เรากำลังใช้งานอยู่นี้ มีความสัมพันธ์กับเอกสารฉบับอื่นๆ เพื่อง่ายต่อการค้นหาในภายหลัง โดยตัวอย่างที่ผมจะแนะนำนี้ จะเป็นการเพิ่มในส่วนของ Document Information เพื่อกำหนดรายละเอียดในส่วนนี้ ซึ่งรูปตัวอย่างด้านล่าง จะแสดงให้เห็นว่าหลังจากทำตามตัวอย่างในบทความนี้เสร็จเรียบร้อย จะสามารถเข้าไปดูในส่วนของ Document Information ได้ว่ามีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องบ้าง


Continue reading

โดยทั่วไปเราอาจจะคุ้นเคยกับการดูแล และตรวจสอบระบบ (monitoring) ผ่านซอฟต์แวร์อย่าง Nagios (หรือซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน) ซึ่งนั่นก็แปลว่าคุณได้เข้าใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบเป็นอย่างดี แต่ ณ ขณะนี้ทาง 10gen ได้ทำการ build บริการสำหรับ MongoDB ขึ้นมาที่ชื่อว่า Mongo Monitoring Service หรือเรียกสั้นๆ ว่า MMS โดยบริการตัวนี้ จะช่วยลดความยุ่งยากในการดูแล และตรวจสอบ MongoDB

MMS นั้นทำได้มากกว่าการบอกว่า MongoDB กำลังทำงานอยู่ ซึ่งตัว agent ที่อยู่บน MongoDB server จะทำการรายงานข้อมูลกลับมาอย่างเช่น ข้อมูล Memory, opcounters, จำนวน connection, network in/out, ขนาดของฐานข้อมูล ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดข้อมูลที่แสดงกลับมาเหล่านี้ แสดงผลให้เราเห็นในรูปแบบของ chart ซึ่งเราสามารถ zoom และ expand ชุดข้อมูลที่เราต้องการจะดูได้โดยง่าย และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือขณะนี้ OpenShift ได้ประกาศการสนับสนุน MMS ซึ่งทำให้เราสามารถใช้งานบริการส่วนนี้ได้อย่างง่ายดาย

ขั้นตอนแรกให้เราเข้าไป sign up MMS ก่อน ที่ https://mms.10gen.com โดยคุณจะต้องระบุกลุ่ม สำหรับการจัดการสำหรับผู้ใช้หลายคนด้วย ถัดไปให้เราเข้าไปดาวน์โหลด Agent โดยลิงค์ดาวน์โหลดจะอยู่ในหน้า Host page โดยจะต้อง Log in ก่อน


Continue reading