Linspire เป็น distribution หนึ่งที่โตมาจาก Lindows ซึ่งตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว หลังจากโดนซื้อกิจการจาก Xandros เมื่อไม่นานมานี้ Xandros ยังแปลงโฉม community ของ Linspire ที่ชื่อ Freespire ใหม่ด้วยการปรับ base distribution จาก Ubuntu มาเป็น Debian ให้เหมือนกับ Xandros โดยโครงการ Freespire จะเป็นโครงการต้นแบบให้กับ Xandros Desktop Profesional ต่อไป มองกันง่ายๆ ก้อคล้ายกับ SUSE OpenSUSE, RedHat Fedora แต่ Xabdros เองไม่ต้องการจ่าย 2 เท่าให้กับ Linux Desktop แต่ใช้ Linspire เป็นจุดเริ่มต้นแทน สำหรับการซื้อกิจการของ Xandros ทำให้ได้เทคโนโลยีดีๆ อย่าง Click n Run และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ Linspire สร้างขึ้น

ที่มา Linux.com

ยังไม่พ้นเดือนต้องกลับมาเขียน opinion กันอีกรอบเนื่องจากได้มีข้อกำหนดในการเขียนบทความ รีวิว ความคิดเห็น เป็นธีมเดียวกันในแต่ละเดือนโดยเดือนสิงหาคม เป็นเรื่อง security เลยได้จังหวะมาขอปิด opinion ของเดือนที่แล้วเพราะทิ้งหัวข้อไว้เรื่องโมเดลธุรกิจบนโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ เอาไว้ แต่ก่อจะเข้าเรื่องผมขอแจ้งงานเขียนของผมบน Thai Open Source.Org ไว้ก่อนเผื่อจะมีคนติดตามอ่านบ้าง (หวังว่าจะมีคนตามอ่านอ่ะนะ) ในเดือนนี้ผมจะเขียนเรื่อง security เป็นหลักนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อควรระวังเรื่องความปลอดภัย (Security Awareness) การโจมตีในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น เอาล่ะมาเข้าเรื่องโมเดลธุรกิจบนโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์กันดีกว่า

ผมขอออกตัวว่าผมไม่ใช่นักธุรกิจซอฟต์แวร์หรือคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจมาก่อน แต่ผมจะมายกตัวอย่างการทำธุรกิจจากโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์กันว่ามีแบบใดบ้าง ผมจะยกตัวอย่างจากรายเล็กๆ จนไปถึงธุรกิจโอเพนซอร์สขนาดใหญ่ๆ และขอแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่ม Support และกลุ่ม Contributor มาลงในรายละเอียดกันดีกว่าว่าโมเดลแต่ละแบบเป็นอย่างไร

โมเดลขอบริจาค (Donate)

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและซอฟต์แวร์เสรี ในช่วงแรกๆ จะมีค่าตอบแทนในการพัฒนา ค่าซัพพอร์ท ค่าเอกสาร ค่าคำปรึกษา ค่าแก้ปัญหา จะได้จากการบริจาค (Donate) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยถูกนักหากมามองการบริจาคเป็นโมเดลทางธุรกิจ แต่มันเริ่มจากตรงนี้จริงๆ ครับ เรียกได้ว่ารักชอบซอฟต์แวร์ตัวไหนก้อบริจาคคนละเล็กละน้อย ค่าขนมนมเนย สมัยโครงการ SAMBA ช่วงเริ่มต้นก้อได้ค่าบริจาคเป็นเงินและบัตรลด Pizza Hut

โมเดลบริการซัพพอร์ท (Software Support, Feature Support, Software Customized)

ผมรวมเอาซัพพอร์ททั้งหมดมารวมอยู่ในหัวข้อเดียว แต่ขอแยกเป็น 2 แบบคือแบบ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สขึ้นเอง, ผู้ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และ หยิบเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาสร้างธุรกิจ คนที่ได้เปรียบมากที่สุดคงจะเป็น ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สขึ้นเอง เพราะเข้าใจซอฟต์แวร์ที่ตนเองสร้างขึ้นมากที่สุด แต่โมเดลการให้บริการซัพพอร์ทเป็นโมเดลที่ยอดฮิตมากที่สุด เพราะแทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรมาก เพราะเป็นการหยิบซอฟต์แวร์จับมาผสมกัน หรือ Customized ให้ทำงานร่วมกันได้ เป็นต้น ตัวอย่างที่เราเห็นจนชินตา เช่น การบริการติดตั้ง บริการโฮสติ้งพร้อม CMS พัฒนาโมดูล, พัฒนาคอมโนเน้น เพื่อให้เข้ากับระบบงานเดิม หรือตามความต้องการของลูกค้า เป็นต้น ในแง่โมเดลธุรกิจแบบการบริการแบบนี้คงต้องอาศัยการบริการแบบครบวงจร น่ะครับ

โมเดลแตกสายการพัฒนา (Fork)

การแตกสายการพัฒนา หรือการฟอร์กเป็นวิธีการที่ยอดฮิตมากในการทำซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพราะยังไงๆ ก้อมีโค้ดอยู่แล้วการจะแยกสายการพัฒนาเพื่อให้ได้วอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพและมี feature ที่แตกต่างกันสามารถทำได้และไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่จะกระทบเรื่อง brand กันนิดหน่อยเท่านั้น สำหรับการ fork ในแง่โมเดลทางธุรกิจเป็นแบบที่เรียกว่า fork มาทำเป็น product เฉพาะอย่าง เช่นโครงการ ERP บางตัว เป็นต้น ในประเทศไทยก้อมีโครงการที่ fork มาเป็น product ก้อหลายตัวอยู่เหมือนกัน แล้วก้อทำตลาดในแง่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง หรือบริการซัพพอร์ทดังตัวอย่างข้างต้น

โมเดลสร้าง Innovation ใหม่ 

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหลายๆ ตัวอาศัยการ fork โครงการมาเพื่อสร้างโครงการใหม่ๆ ที่ใสปิ๊งกว่า บาง Linux Distro ก้อถูกยัดลงกล่องเป็น Embeded Linux ไป อยู่ในโทรศัพท์บ้าง อยู่ในกล่อง router บ้าง อยู่ในกล่อง firewall บ้าง หรือแม้กระทั่ง กล่อง Anti Virus เป็นต้น การสร้าง Innovation ใหม่จะได้ product ที่หลากหลายและอาจเป็นผู้นำในตลาดใหม่ได้เช่นกัน โมเดลการสร้าง Innovation ใหม่ จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สก้อเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว

โมเดลซอฟต์แวร์แบบตัดคุณสมบัติ

ผมเห็นหลายโครงการที่เป็นแบบตัวคุณสมบัติ อย่างเช่น Group Office เป็นต้นโดยแกนการพัฒนาหลัก เหมือนกันทุกประการ แต่แตกต่างกันเพียง feature หรือโมดูลที่มีไม่เท่ากันเท่านั้น ผมจึงเรียกว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแบบตัดคุณสมบัติ นั่นหมายความว่าลูกค้าสามารถพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาเองได้เช่นกัน หรือไม่อยากพัฒนาเพิ่มเติมก้อสามารถสั่งซื้อโมดูลหรือคอมโนเน้นเพิ่มเติมได้เช่นกัน หรือนักพัฒนาหัวใสอาจหยิบเอามาเป็นโมเดลการบริการได้เช่นกัน

โมเดลซอฟต์แวร์แบบแยกประเภท

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสมัยใหม่ มีการจัดการ การป้องกันการแยกสายการพัฒนาจากโครงการหลักๆ ได้ดีทีเดียวและเป็นโมเดลที่เยี่ยมมากในการใช้โอเพนซอร์สเป็นจุดขายทางการตลาด โดยแยกเป็น commercial version และ community version ซึ่ง commercial version เองจะถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนเป็นแนวทางจะมีเพียงโครงสร้างของซอฟต์แวร์บางส่วนเท่านั้นที่ส่งมอบออกไปเป็น community version เพื่อรักษาฐานการพัฒนาของตัวหลัก และในส่วน community version ก้อสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปได้เช่นกัน การทำเช่นนี้ถือว่ายังรักษาความสมดุลระหว่าง commercial ที่ต้องจ่ายเงินซื้อและ community version ที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อแต่ต้องเอาไปงมกันเอาเอง :) โมเดลแบบนี้เห็นได้ชัดเจนในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในยุคใหม่ๆ เช่น Alfreco, MindTouch เป็นต้น

แต่อย่างไรก้อตามการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วใช้ license แบบซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หรือ ใช้ license แบบซอฟต์แวร์เสรี (GPL,LGPL,GFDL) นั้นเป้าหมายคงไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อการจัดจำหน่าย หากแต่เป็นเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ใน community นั้นๆ เสียมากกว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าจะพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สแล้วคิดว่าจะเอามาขายนั้นขอให้ท่านพิจารณาข้อดีข้อเสียในหลายๆ อย่างและพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทั้งในเรื่องการทำ branding การโปรโมท การกำหนดราคาซอฟต์แวร์ ฯลฯ

หลายๆ คนมองว่าทางออกในการทำธุรกิจจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ว่าจะทำซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง หรือไปหยิบของคุณอื่นมาทำเงินให้ตัวเอง ทางออกไม่ได้มีอยู่แค่ ธุรกิจบริการทางเดียว การเข้าไปร่วมพัฒนา การเข้าไปร่วมทดสอบ แก้ไข ต่างหากเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส เพื่อให้ได้มาซึ่งซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ ถ้ายังจำกันได้ในเรื่องหลายหัวดีหว่าหัวเดียว เอาล่ะเท่าที่ผมพยายามนึกออกก้อมีเพียงอยู่เท่านี้ สำหรับท่านที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอยากเสนอแนะ สามารถเขียน comment กันได้ครับ ;) สำหรับ Opinion ส่งท้ายและปิดท้ายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคงมีเพียงเท่านี้ อ้ออย่าลืมติดตามงานเขียนด้าน security กันครับคิดว่ามี trick เด็ดๆ สำหรับผู้ใช้และนักพัฒนาเยอะเลยล่ะ :)
 

หลังจากที่ Fedora 9 ออกมาเมื่อต้นปีมี feature หนึ่งที่ทุกๆ คนให้ความสนใจกันมากคือ kernel-base mode-setting support ถ้ายังนึกภาพไม่ออกก้อนึกถึง dkms บน Mandriva และ PCLinuxOS ดูนะครับ และเวอร์ชั่น 9 ก้อออกมาพร้อมกับ NetworkMnager 0.7 สนับสนุนการเข้ารหัสข้อมูลตอนติดตั้ง (filesystem encryption) สนับสนุน EXT4 และอื่นๆ ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ Fedora อย่างแรง  และมาทำความรู้จัก Fedora 10 ในรุ่น Alpha กันบ้างว่าจะมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจบ้างกับรหัสการพัฒนา Fedora 10 ที่ให้ชื่อว่า Cambridge ซึ่ง Alpa 10 เพิ่งจะออกมาเมื่อวานนี้เอง ผมก้อเลยมี screenshot มาฝากเพื่อเรียกน้ำย่อย ของแฟนๆ F10 กันบ้าง และ F10 จะออกในปลายเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน


 
 

อ่าน review เต็มๆ ได้ที่ phonronix ดาวน์โหลด F10 ได้ที่ fedoraproject.org

หลังจาก Jeremy Katz ได้ออกไอเดียเกี่ยวกับ Fedora Persistence (ข่าวเก่า)  ซึ่งระหว่างนั้นมีเครื่องมือประเภท Live CD มาอยู่แล้วเลยทำให้มีนักพัฒนาหลายๆ คนแนะนำการทำ Live USB จาก Live CD แต่ก้อยังไม่เป็น persistence mode หลังจากไอเดียและงาน demo ของ Jeremy Katz ได้เผยแพร่ก้อมีนักพัฒนาโปรแกรม(Luke Macken, Kushal Das) ที่ชื่อว่า live usb creator อ้อไม่ต้องกังวลครับเพราะโปรแกรมนี้ออกแบบมาเป็น GUI คลิกๆ กันได้ไม่ต้องใช้คำสั่งบน command line นอกจากนั้นยังเป็นโปรแกรมที่ cross platform นั่นคือใช้บน Linux, Windows ได้อย่างสบายๆ สนใจทดสอบได้ที่เว็บ liveusb-creator ได้เลยครับ

ข่าวจาก blognone : กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประกวด การประกวดเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ครั้งที่ 1/2551 เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่การพัฒนาเว็บไซต์ ให้เป็นมาตรฐานและทุกคนเข้าถึงได้ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

การประกวดแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ทีมเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี และ ทีมประชาชนทั่วไป โดยในแต่ละทีมต้องมีสมาชิก 2-5 คน

กติกา

    * เป็นเว็บไซต์ใหม่ หรือเว็บไซต์ที่มีอยู่เดิม
    * ผ่านมาตรฐาน TWCAG2008 ระดับ A ขึ้นไป (ดาวน์โหลดเอกสาร PDF)
    * เป็นเว็บไซต์สวยงาม ไม่จำกัดเนื้อหา การออกแบบ ใช้งานได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์
    * ส่งได้ทีมละ 1 เว็บไซต์เท่านั้น
    * ห้ามใช้ระบบบริหารจัดการเนื้อหาแบบสำเร็จรูป (CMS)

ระยะเวลาส่งเข้าประกวด ปิดรับสมัคร 15 สิงหาคม, ปิดรับผลงาน 30 สิงหาคม และประกาศผลผู้ได้รับรางวัล 11 กันยายน พ.ศ. 2551

ดาวน์โหลดใบสมัคร ข้อมูลระเบียบการแข่งขัน และสอบถามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ : http://www.equitable-society.com/webcontest.aspx

* งานนี้มีสนุกครับ นอกจากการจัดทำเว็บไซต์แบบใช้ทักษะ เทคนิค และ ฝีมือแล้ว ยังต้ิองคำนึงถึงเรื่อง accessibility อีกด้วย อ้ออย่าลืมพวงเรื่อง usibility เข้าไปด้วยนะครับผมกลัวว่าจะออกมาในแนว entertain กันมากไปน่ะครับ หวังว่าผู้เข้าแข่งขันทุกๆ ท่านตั้งใจส่งผลงานเพื่อสร้างสื่อทางด้านเว็บไซต์ให้ทุกๆ คนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง เอ้าใบ้ให้ินิดนึงอ่าน TWCAG2008 เยอะๆ นะครับ :)

แฟนพันแท้ Ubuntu คงจะจำ Automatix กันได้ Automatix เป็นเครื่องมือช่วยติดตั้งโปรแกรม non-free และโปรแกรมยอดฮิต เช่น โปรแกรมเล่นเพลง เล่นหนัง และ codec ต่างๆ แต่มันตั้งหลายปีมาแล้ว แถมยังโดนวิจารณ์จากกลุ่มผู้พัฒนา Ubuntu และผู้คลั่งไคล้ Ubuntu ว่า "ห้ามใช้ เพราะจะเกิดปัญหาเรื่อง dependency ของ package ปัจจุบันได้" แหมแต่เจ้า Automatix ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับแพคเกจแบบ deb จากข่าวร้าย รีวิวร้ายๆ ทำให้ Automatix หยุดการพัฒนาไปเมื่อเดือนมีนา เพราะทีมนักพัฒนาแยกย้ายไปทำโครงการอื่นแทน มาวันนี้ Ultamatix เป็นความหวังใหม่ ที่จะมาแก้ปัญหาที่ Automatix ทิ้งไว้ Ultamatix 1.8.0 ออกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และใช้งานได้กับ Ubuntu 8.04, Ubuntu Ultimate Edition 1.8 และ Debian Unstable ใช้ได้ทั้ง 32 bit และ 64 bit และที่สำคัญ Linux มือใหม่ Ultamatix ติดตั้งง่ายมากแค่ ชี้แล้วคลิก เท่านั้นไม่ต้องจิ้มใน terminal อีกต่อไป เอ้าอย่ารอช้า download deb ไปติดตั้งกันได้เลย

 

จากข่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม FireFox 3.0 ยังไม่ทันออกทีมพัฒนาก้อออกแบบโครงร่างของ FireFox 3.1 เรียบร้อยแล้ว (ข่าวเก่า) มาวันนี้ FireFox 3.1 Alpha 1 ก้อได้ออกมาให้ยลโฉมกันแล้ว ในชื่อรหัสพัฒนาว่า "ชิรเโตโก๊ะ" (Shiretoko) FireFox 3.1 ใช้ Engine Gecko 1.9 ที่จะแก้ปัญหาเรื่อง XHR สำหรับเว็บที่บ้าพลัง AJAX นอกจากนี้ในตัว Gecko 1.9 เองก้อจะปรับให้เข้ากับมาตรฐานเว็บให้มากขึ้น มาดูควาสามารถใหม่ๆ กัน

– ใช้ <canvas> element ได้แล้ว อยู่ในส่วนของ TextAPI
– สนับสนุนการใช้ border-image ใน CSS
–  สนับสนุน JavaScript query selectors
– ปรับปรุง Location Bar ใหม่ให้สามารถกำหนด จุดค้นหาจาก TAG หรือ Bookmark ได้
– ปรับปรุงการ Switch tab

สำหรับท่าที่สนใจเจ้า Shiretoko นี้สามารถอ่าน release note เพิ่มเติม  หรือติดตามได้ที่ FireFox 3.1 for Developers สำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบ มีให้ทดสอบในทุกๆ Platform เช่นเคย

– Windows: Shiretoko Alpha 1 Setup.exe
– Mac OS X: Shiretoko Alpha 1.dmg
– Linux: shiretoko-alpha1.tar.bz2

และเช่นเคยทีมพัฒนายังต้องการรับฟังความเห็นจากคุณ และหาคุณพบข้อผิดพลาดหรือบักต่างๆ สามารถแจ้งบักได้ที่นี่

* อ้อเกือบลืมไปครับ FireFox 3.1 ที่จะ release ในเวอร์ชั่นนี้จะมี official thai language pack ที่ทาง blognone ได้ระดมพลทีมแปลไปเมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว แต่ยังมีข้อคิดเห็นบางอย่างในเรื่องการตั้งค่าใน Firefox เวอร์ชันไทย ถ้าคุณเป็นคนที่รัก FireFox และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนา Firefox แสดงความคิดเห็นของคุณได้ที่ blognone ครับ

ผมว่าจะเขียนงานเขียนในส่วนความคิดความเห็น ในทางที่สร้างสรรค์ สวยหรู หรืออย่าแล้วไม่เหมือนมาระบายอะไรประมาณนี้ ช่วงสัปดาห์นี้ ผมคิดหลายอย่างมากๆ ทั้งเรื่องของปรัชญาซอฟต์แวร์อย่างพอเพียงและพึ่งตนเองได้ และไม่คิดอะไรใหม่ดาวน์โหลดอย่างเดียว ผมมองย้อนกลับไปที่ free software เมื่อครั้งแรกๆ สมัยผมยังเด็ก ผมคิดว่าในตอนนั้นและตอนนี้คิดว่าสถานะการณ์มันแบบเดียวกัน แต่ต่างวิธีการเท่านั้นเอง ยังไงน่ะเหรอ?

 

ทุกวันนี้การโปรโมทซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมักจะถูกโปรโมทไปที่ราคาที่ไม่ต้องเสีย หรือ เสียน้อยกว่า ผมขอฟันธงว่าเรื่องราคาที่ไม่ต้องเสียมันคงไม่จริง! ยังไงๆ ก้อต้องเสียเพราะเป้าหมายของการโปรโมทในแต่ละครั้งนอกจากโปรโมทซอฟต์แวร์แล้ว เบื้องหลังของการโปรโมทคือการแจ้งให้ทราบว่าหากคุณติดปัญหามีผู้สนับสนุนมีผู้ให้บริการหลายแห่งที่พร้อมจะให้บริการ ผมเลยไม่อยากจะพูดถึงในแง่ของธุรกิจมากนั้ก เอาเป็นว่าผู้ให้บริการนั้นมีน้อยมากละกัน

เอาล่ะมาว่าเรื่องเป้าหมายของโอเพนซอร์สกันอีกที คำว่า Open Sourceนี้คนที่คิดคำๆ นี้ก้อเคยอยู่ในทีมของ FSF มาก่อน อีกอย่างปัญหาคำว่า Free Software คนมักจะมองคำว่า Free เสียมากกว่า และ Free ที่ว่าคือไม่มีราคา ดังนั้นการสร้างคำใหม่เพื่ออธิบายกระบวนการเดิมคำว่า Open Source นั้น หมายถึง มีซอร์สโค้ดให้ดู แก้ไข ปรับเปลี่ยน ได้ แต่ต้องตรงตาม Open Source Definition  การที่จะระบุซอต์แวร์ตัวไหนเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สนอกจากจะต้องดูตาม Open Source Definition วิธีการง่ายๆ คือดูตาม Open Source License  เอาล่ะการเปลี่ยนจาก Free Software มาเป็น Open Source Software ไม่ได้มีแค่เปิดโค้ดเท่านั้น หากเป็นการบ่งบอกว่าคุณสามารถนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สของคุณมาทำธุรกิจได้อย่างอิสระ และจะไม่มีความกำกวมของคำว่า Free อีกต่อไป เพราะยังไงๆ คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สนอกจากจะได้คนมาช่วยกันทำแล้ว ยังสามารถขายซอฟต์แวร์ และขายบริการเสริมอื่นๆ ได้อย่างอิสระ และไม่มีความข้องใจใดๆ อีกต่อไป ผู้รับบริการยังไงก้อต้องเสียเงินอยู่ดี :)

กลับมามอง Free Software กันบ้าง ธุรกิจบน Free Software ไม่มีหรืออย่างไร? มีครับ มีมานานมากๆ แล้ว ใครเคยใช้ Cygwin ที่เป็นโครงการของ Cygnus นั่นแหละครับ เป็นรายแรกๆ ที่ซัพพอร์ท Free Software ในทุกๆ เรื่อง ก้อเข้าสู่โมเดลธุรกิจเช่นกัน แต่ชื่อมันสื่อความหมายไปอีกแบบนึง คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย เลยทำธุรกิจลำบาก!

ผมย้อนกลับไปศึกษาเบื้องลึกของ Free Software ความหมายในปรัชญาของคำว่า Freedom กฏเกณฑ์ข้อที่ 0-3 ที่อยากให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ปฏิบัติตาม ความหมายลึกๆ ของ Free Software คือ ปรัชญาการแบ่งปัน การให้ การพัฒนาร่วมกัน การลด Ego ของนักพัฒนาที่จะเปิดโค้ดให้คนอื่นดู วิจารณ์ หาข้อบกพร่อง เป็นแนวคิดคิดของการดูหลายตา ดีกว่าดูตาเดียว ทีนี้การที่มีหลายๆ คนช่วยกันพัฒนา ช่วยกัน debug จะทำให้ได้ซอฟต์แวร์ตรงตามที่กลุ่มคนเหล่านั้น (commuity) ต้องการได้ นั่นคือการพึ่งพออาศัยกันของ commuity เอาล่ะมันโยงกับปรัชญาซอฟต์แวร์อย่างพอเพียงและพึ่งตนเองได้ อย่างไร?

ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่พวกที่กลัวการทำธุรกิจ เกลียดระบบธุรกิจ หรือ ระบบทุนนิยมนะครับ การที่ผมพยายามอธิบายว่าสังคมผู้ใช้ซอฟต์แวร์ควรเป็นสังคมแบบ Free Software หรือปรัชญาซอฟต์แวร์อย่างพอเพียงและพึ่งตนเองได้ อย่างที่ผมนิยามนั้นหมายถึง

  • คุณอยากใช้ซอต์แวร์ตัวใด คุณมีสิทธิ์ที่จะใช้
  • ซอฟต์แวร์ควรแบ่งปัน คุณมีสิทธิ์แจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ
  • ซอฟต์แวร์ควรพัฒนาต่อยอดได้ คุณมีสิทธิ์พัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้
  • ซอฟต์แวร์ที่ยึดถือตามข้อข้างต้น ควรมอบสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้ได้รับซอฟต์แวร์นั้นๆ ด้วย

ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้มาจาก Free Software ล้วนๆ ผมขอยกตัวอย่างที่เห็นภาพง่ายๆ

“ เด็กๆ เวลาไปโรงเรียนมีขนมอร่อยๆ เอาไปแบ่งเพื่อนๆ เพื่อนๆ ก็มีความสุขที่ได้กินขนมอร่อยๆ ทุกคนมีความสุขที่ได้เป็นผู้รับ คนที่เป็นผู้ให้ก้อมีความสุขเช่นกัน”

แต่ถ้าเป็นแบบนี้

“ เด็กๆ เวลาไปโรงเรียนมีขนมอร่อยๆ เอาไปแบ่งเพื่อนๆ แต่คุณครูบอกกลับว่า อย่า อย่าแบ่งคนอื่น เก็บไว้กินคนเดียวนะ อย่าแบ่งนะ ถ้าเธอแบ่งจะเป็นเด็กเลวมากๆ เลย”

คิดว่ามองภาพแบบนี้แล้วเห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียว เอาล่ะหลายๆ คนอาจแย้งในหลายๆ เรื่อง เช่น ซอฟต์แวร์นะไม่ใช่ขนม ซอฟต์แวร์มีราคานะ ฯลฯ ซึ่งอันนั้นมันเป็นเรื่องของธุรกิจครับ ผมอยากเห็นสังคมซอฟต์แวร์ของการแบ่งปัน มากกว่าสิ่งเหล่านี้

  • ซอต์แวร์ที่เอาแต่ผลกำไร
  • ซอฟต์แวร์ที่เห็นแก่ตัว
  • ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจอมปลอม
  • ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหลอกใช้
  • ฯลฯ

บ่มามากพอแล้วพอดีกว่าค่อยมาต่อเรื่อง Open Source Biz model ในครั้งหน้าใครอยากตามอ่านก้อตามอ่านหน้า Opinon ได้เลยครับ อ้อวันนี้ วันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2551ได้อ่านข่าวของ mk ที่ blognone ซึ่งแทงใจดำผมมากๆ ที่บอกว่า

“อย่าคิดพึ่งพาหน่วยงานรัฐเลย มันไม่ได้ผลและไม่มีวันได้ผล (ด้วยปัญหาและข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว) ถ้าอยากได้อะไร มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องทำเอง”

คำตอบของปัญหานี้ก้ออยู่ที่ทุกๆ คน หลายทุกๆ community ว่าทุกๆ ท่านอยากให้ อยากให้ประเทศนี้เป็นอย่างไร? อยากให้สังคมซอฟต์แวร์ เป็นอย่างไร? ของฝากทิ้งท้ายมีเพลง Free Software  มาฝาก คำร้องโดย RMS ทำนองแบบ Sadi Moma

 

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.
x2


Hoarders may get piles of money,
That is true, hackers, that is true.
But they cannot help their neighbors;
That’s not good, hackers, that’s not good.

When we have enough free software
At our call, hackers, at our call,
We’ll throw out those dirty licenses
Ever more, hackers, ever more.

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.
x2

 

 

OpenSource2Day เป็นนิตยสารนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโอเพนซอร์สในประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ นอกจากงานนิตยสาร OpenSource2Day แล้ว ทีมงานนิตยสารมีความตั้งใจเปิดโครงการรายการโอเพนซอร์สทูเดย์ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์บนอินเตอร์เน็ตนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโอเพนซอร์ส ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์บุคคลในวงการโอเพนซอร์ส เยี่ยมชมบริษัทโอเพนซอร์ส พาทัวร์กิจกรรม งานสัมนา ของโอเพนซอร์ส โดยผังรายการและเนื้อหารายการ กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ ขณะนี้ทาง OpenSource2Day ได้เปิดช่วงทดลองออกอากาศผ่านทางหน้าเว็บไซต์ http://www.opensource2day.com โดยนำสกู๊ปเรื่อง EEE PC touch screen ทำอย่างไรมาแผยแพร่ให้ได้รับชมกันก่อน หากท่านใดสนใจเชิญเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ OpenSource2Day ได้เลยครับ

ผมตามเรื่อง Fedora Persistence มาระยะหนึ่งแล้วเรื่องจาก Ambassador คนหนึ่ง ชื่อ Jeremy Katz คิดโครงการนี้ขึ้นมาเพราะ Fedora 9 ยังไม่สนับสนุนการทำ Live USB Persistence เท่าไรนัก เท่าที่ผมตามดูเคยเห็น How-To คร่าวๆ เกี่ยวกับ Persistence มาบ้าง แต่ยังไม่สามารถทำ Persistence ได้อย่างเต็มรูปแบบ คือ ต้องสร้าง overlay space เป็นไฟล์เปล่าๆ มาไฟล์หนึ่ง แล้วเรียกใช้ผ่าน RAM แล้วเขียนกลับลงไปใน overlay space นั้นๆ ซึ่งถ้า boot live usb ไม่ได้ก้อเอาไฟล์ออกจาก overlay space นั้นๆ ไม่ได้ ต่างกับ Ubuntu 8.04 Live USB Persistence ที่ผมเคยเขียน how-to ไประยะหนึ่งแล้ว

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มี Videoสาธิต Fedora Live ลงใน RedHat Magazine โดยมี Paul Frields (Fedora Project Leader) นั่งคุยกับ Jeramy Katz เจ้าของโครงการ Fedora Live Persistence ใน Video เป็นการสาธิตที่สนุกสนานมาก แต่ยังไม่ทราบว่ากระบวนการเก็บข้อมูลในส่วน persistence ยังคงใช้วิธีเดิมหรือไม่ เอาเป็นอว่าอยากทราบข้อมูลในรายละเอียด ก้อรับชม Video สาธิต Fedora Live กันเลยครับ