ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีปัญหาอย่างหนักหน่วงกับเจ้า Ubuntu ที่รัก เนื่องจากเพื่อนเธอไม่สามารถใช้งานได้ดีกับเครื่องที่เป็น CPU PowerPC เสียแล้ว หรืออย่างน้อยก็เครื่องผมละ มีปัญหามากมายหลายประการ ตั้งแต่ ตอนติดตั้งไม่รู้จักแผ่น CD บ้าง (ทั้งที่มันก็รันอยู่บนแผ่น CD) ติดตั้งไม่ได้บ้าง ติดเสร็จเจอจอมืดๆบ้าง ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลดู ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้เครื่องรุ่นเดียวกันนี้ (Apple iBook G4) ต่างพบปัญหาเดียวกันแทบทั้งสิ้น

ทางออกของผมคือ มองหา Linux Distribution อื่น (เอ๊ะ ไม่เคยคิดจะใช้ OS X เลยรึ) ที่จะเอามาเล่า ไม่ได้อยู่ตรงที่ สุดท้ายแล้ว ผมไปใช้อะไร แต่ที่อยากจะให้สังเกตุคือ วิธีคิดในการเลือกวิธีแก้ไขปัญหา ทันทีที่ผมเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือแก้ได้ยาก (หรือปัญหาที่เกิดใช้เวลาแก้ไขนาน ไม่คุ้มค่าในการเสียเวลา) ผมเลือกใช้วิธีหา Linux Distribution อื่นแทน ทั้งที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมคงพยายามหาทางแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป เพื่อให้ได้ระบบที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ หรือใกล้สมบูรณ์

อะไรที่ทำให้พฤติกรรมผมเปลี่ยนไป ขอวิเคราะห์ เป็นข้อๆเลย

  1. Ubuntu ปรับมาให้เรียบร้อยแล้ว พฤติกรรมของผู้ใช้งาน Ubuntu ในปัจจุบันคือ เราติดตั้ง แล้ว ใช้งานทันที เรียกว่า ไม่มีอะไรต้องลงเพิ่ม ไม่มีอะไรต้องปรับแต่ง เราคุ้นเคยกับการติดตั้งและใช้งานได้ทันที หรือถ้ามีปัญหา เราสามารถแก้ได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น ฟัง MP3 ไม่ได้ ระบบก็จะหาแพคเกจที่จำเป็นให้โดยอัตโนมัติ
  2. 6เดือน/เวอร์ชั่น เมื่อเราพบปัญหาใดที่รู้สึกว่าการจะแก้ไขเป็นเรื่องยากลำบากเราจะรอไปอีก 6เดือน แล้วหวังว่า เดี๋ยวมันก็ใช้ได้เองน่า (ซึ่งมักจะเป็นแบบนั้น)
  3. Linux Distribution แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ว่า ถ้าหากเราเจอปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ถ้าเราเปลี่ยน Distro ก็จะเจอปัญหาเดียวกันอยู่ดี แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว นโยบายในการจัดการและบริหาร รวมถึงการพัฒนาที่เริ่มแยกห่างกันทำให้ Linux Distribution ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในบางครั้ง เมื่อเราเจอปัญหาใดๆ ใน Distro ที่ใช้ เราอาจไม่พบปัญหานั้น ในอีก Distro ก็ได้

ผมอาจจะวิเคราะห์ในแง่ของผู้ใช้ Ubuntu ไปนิดนึง แต่ถูกต้องแล้ว ก็ผมเป็นผู้ใช้งาน Ubuntu นี่นา

ด้วยเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ ก็เพียงพอที่จะให้ภาพของอนาคตในการใช้งาน Linux ได้แล้ว ว่าการใช้งานในอนาตคข้างหน้า Linux จะใกล้เคียง แมค มากขึ้น ในแง่ของพฤติกรรมการใช้งาน

ผมไม่ได้จะบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนเสียมากกว่า (โดยส่วนตัวผมว่าดีนะ)

อนาคตอันใกล้ Linux จะเป็นเครื่องมือใช้งาน มากกว่าเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ อย่าน้อยสำหรับผมในตอนนี้ก็ใช่แล้ว เพราะผมไม่ต้องการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา (ถ้าไม่จำเป็น) ผมต้องการให้มันใช้งานได้เลย ดูได้จากวิธีแก้ปัญหาข้างต้น ซึ่งหลายคนที่ผมรู้จัก มักจะบอกว่า การใช้งาน Linux เราต้องศึกษาให้ลึก ซึ่งเป็นวิธีคิด ที่ผมต่อต้านมาตลอด คนที่คิดแบบนั้น แปลว่า เป็นผู้ที่ศึกษา Linux อยู่แล้ว (อันนี้เป็นวิธีคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ควรๆ) เพราะไม่ใช่ทุกคน ที่จะได้ประโยชน์จากการศึกษา Linux ในเชิงลึก ลองนึกถึงนักเรียนคณะวิศวะคอม ที่เขียนโปรแกรมอย่างเก่ง แต่กลับประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เองไม่ได้ นั่นเพราะเขาไม่ได้ต้องการรู้ ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร แต่ที่เขาอย่างรู้คือ ซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร และจะพัฒนาโปรแกรมอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ดีที่สุด คือถ้าเขารู้ได้ด้วยนั่นก็ดี แต่ถ้าเวลาของชีวิตมันจำกัด คุณคิดว่าเขาควรเอาเวลาไปหัดประกอบเครื่อง หรือไปศึกษา Framework ตัวใหม่ ดังนั้นการ Scratch Linux จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่การ Scratch Linux ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ใช้นั้น เป็นเรื่องที่เหมาะ

จนถึงตอนนี้ Linux เข้ามาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว มันไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่ใช้เฉพาะเครื่อง Server อีกต่อไป ถ้าใครยังติดอยู่ในโลกเก่า ได้เวลาปรับตัวครับ

Comments are closed.