ไทยประกันชีวิต เดิมพันธุรกิจบนซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส

องค์กรเอกชนรุ่นแรกของไทยที่ประสบความสำเร็จในการนำซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สไปใช้งานทั้งองค์กร

ไทยประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานถึง 66 ปี โดยปัจจุบันครองอันดับ 1 ของประกันชีวิตคนไทย โดยมีทรัพย์สินกว่า 1 แสนล้านบาท มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ 253 สาขา มีตัวแทนฝ่ายขายกว่า 8 หมื่นคน ให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันอยู่กว่า 3 ล้านกรมธรรม์ มีเบี้ยประกันรับในปี 2549 รวมกว่า 2 หมื่น 4 พันล้านบาท ได้รับรางวัลเกียรติยศบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่นอันดับ 1 จากกรมการประกันภัยมา 4 ปีติดต่อกัน และรางวัลอันทรงเกียรติอื่นๆ อีกมากมาย

เชวง จิตรสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบหน่วยงานไอทีไทยประกันชีวิตมีชื่อเรียกว่า กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายงาน และแยกย่อยออกเป็น 10 ส่วนที่ประกอบด้วยทีมงานทั้งสิ้น 66 คน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการพัฒนาระบบไอทีขององค์กรแห่งนี้มาอย่างยาวนาน และถือเป็นองค์กรของคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่มีการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สมาใช้อย่างอย่างจริงจัง จนกระทั่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สถือเป็นตัวขับเคลื่อนระบบไอทีของไทยประกันชีวิตให้มีความแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพสูง

พัฒนาการด้านระบบสารสนเทศของไทยประกันชีวิต
ระบบไอทีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในธุรกิจประกันชีวิต เนื่องจากมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานและมีธุรกรรมเกิดขึ้นจำนวนมากต่อวัน มีการประมวลผลที่ซับซ้อนและหลากหลายทั้งในรูปแบตช์ และเรียลไทม์ ระบบโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ในธุรกิจประกันชีวิตถือได้ว่าเป็นระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ บริษัทประกันชีวิตระดับข้ามชาติบริษัทหนึ่งที่มีปริมาณข้อมูลและการประมวลผลใกล้เคียงกับไทยประกันชีวิตได้เปลี่ยนโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับธุรกิจประกันชีวิตเป็นชุดใหม่ในปี พ.ศ.2548 นี้ โดยมีค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จสำหรับระบบไอทีใหม่นี้ไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ส่วนไทยประกันชีวิตอันเป็นบริษัทของคนไทยได้พัฒนาโปรแกรมใช้เองทั้งหมดครบวงจรด้วยบุคลากรของบริษัทมาตั้งแต่เริ่มต้น

เหตุผลของการเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์แบบปิดมาเป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส
เหตุผลสำคัญที่สุดในการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สคือ อิสรภาพ (Freedom) ผู้ที่เคยเป็นทุกข์จากการเสพย์ติดซอฟต์แวร์แบบปิดจะซาบซึ้งในคุณค่าของอิสรภาพที่ได้จากโอเพ่นซอร์สเป็นอย่างดี ซอฟต์แวร์ใดๆ ไม่ว่าจะเปิดหรือปิดก็ทำให้เสพย์ติดได้ทั้งนั้น

ปัจจัยที่ทำให้เสพย์ติดมี 2 ประการ

ประการแรกคือ ต้นทุนในการเรียนรู้ การที่จะใช้ซอฟต์แวร์ใดๆ ได้ก็ต้องเรียนรู้จนเข้าใจในระดับที่สามารถสั่งการซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ เช่น ผู้ใช้ทั่วไปอาจใช้เวลาวันละ 2 ชั่วโมงเพียง 1 อาทิตย์ก็สามารถเรียนรู้การใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เอ็กซ์พี หรือ Ubuntu Linux หมดแล้วว่าอะไรที่ต้องการอยู่ตรงไหน และเรียกใช้อย่างไร แต่สำหรับผู้ดูแลระบบอาจต้องใช้เวลากับซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันนี้วันละ 7 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 ปีกว่าจะเรียกตัวเองได้อย่างมั่นใจว่าเป็นผู้ดูแลระบบ นั่นคือซอฟต์แวร์ทุกตัวมีต้นทุนในการเรียนรู้ทั้งสิ้น

ประการที่สองคือ ความจำเป็น เมื่อเข้าใจ ใช้คล่องก็ต้องเห็นคุณค่า กลายมาเป็นความจำเป็น และในที่สุดก็เป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้

ต้นทุนในการเรียนรู้และความจำเป็นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ไม่ต้องการเลิกใช้หรือเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่น สำหรับบางคนการเสพย์ติดซอฟต์แวร์อาจไม่ก่อให้เกิดทุกข์เพราะอาจไม่ได้สูญเสียอะไรที่ทำให้เป็นทุกข์ แต่ขอให้พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

บริษัท ก เป็นบริษัทขนาดกลางมีพนักงาน 1,000 คน มีพนักงานที่ใช้โปรแกรมจัดทำเอกสาร 500 คน อยู่มาวันหนึ่งบริษัทได้ทราบว่าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ของโปรแกรมจัดทำเอกสารนั้น 500 ชุดๆ ละ 20,000 บาทเป็นเงิน 10 ล้านบาท มิฉะนั้นบริษัทอาจถูกฟ้องร้องเป็นเงินมากกว่านั้นหลายเท่าตัว กรรมการผู้จัดการอาจต้องไปนั่งทำงานในคุก แม้บริษัทจะสั่งให้เลิกใช้โปรแกรมนั้นและให้ใช้โปรแกรมโอเพ่นซอร์สแทน แต่พนักงานก็อ้างว่าแฟ้มเอกสารที่มีอยู่เป็นหมื่นหน้าไม่สามารถใช้กับโปรแกรมโอเพ่นซอร์สได้ งานเก่าต้องพิมพ์ใหม่หมดซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และโปรแกรมโอเพ่นซอร์สก็ใช้งานยากมาก มีข้อผิดพลาดเต็มไปหมด ในที่สุดบริษัทก็ต้องจ่ายเงินสรุปว่าเหตุผลสำคัญในการเปลี่ยนจากระบบปิดมาเป็นระบบเปิดก็เพราะต้องการอิสระนั่นเอง

 


"สรุปว่าเหตุผลสำคัญในการเปลี่ยนจากระบบปิดมาเป็นระบบเปิดก็เพราะต้องการอิสรภาพนั่นเอง"

องค์ประกอบของโซลูชันด้านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เลือก และเหตุผลในการเลือกใช้โซลูชันดังกล่าว
หลังจากปีพ.ศ. 2543 ไทยประกันชีวิตตระหนักว่าระบบไอทีของบริษัทเริ่มล้าสมัย ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ได้แล้วและยังมีความหลากหลายของระบบซึ่งทำให้ดูแลรักษายาก ไม่สามารถคงอยู่ในสภาพนี้ได้ต่อไป สมควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง โซลูชันที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมิได้เกิดจากความคิดในชั่ววัน เดือน หรือปีเดียว แต่เป็นวิวัฒน์ที่ยาวนานกว่า 3 ปี โดยมีขั้นตอนและเหตุผลประกอบดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1: เลือกเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนางาน ซึ่งเดิมเป็นภาษา C แล้วเปลี่ยนใหม่เป็น Java แม้ว่าจาวาจะไม่ใช่โอเพ่นซอร์สในความหมายของ GNU แต่ก็มีความเปิดเผยและเสรีในระดับชุมชนนักพัฒนาจาวายอมรับได้ แต่จาวามีข้อดี 2 ประการคือ เป็นเครื่องมือพัฒนาระบบที่ครบถ้วน ใช้พัฒนางานได้แทบทุกรูปแบบทุกขนาด และรหัสของจาวาวิ่งได้แทบทุกแพลตฟอร์ม เมื่อตัดสินใจใช้จาวาแล้วก็เริ่มทำการพัฒนางานได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะไปวิ่งบนแพลตฟอร์มไหน

ขั้นที่ 2: เลือกฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ เดิมไทยประกันมีฮาร์ดแวร์หลายตระกูล ต้องมีผู้เชี่ยวชาญหลายด้านเป็นปัญหามาก ถึงตอนนี้เห็นสัจธรรมแล้วไม่ต้องเลือกเพราะมีอยู่ตัวเดียวคือ ตระกูลอินเทล ซึ่งก็คือเครื่องพีชีที่ถือว่าเป็นฮาร์ดแวร์ระบบเปิดที่แพร่หลายที่สุด มีผู้ผลิตอยู่หลายราย ไม่มีใครผูกขาด มีหลายขนาดหลายราคา และยังมีระบบปฏิบัติการให้เลือกได้อีกหลายตัว

ขั้นที่ 3: เลือกระบบปฏิบัติการ เดิมไทยประกันมีการใช้ระบบปฏิบัติการหลากหลายตั้งแต่ ดอส เน็ตแวร์ วินโดวส์ เอชพียูนิกซ์ โซลารีส และลีนุกซ์ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ก็เหลือให้พิจารณาเพียง 2 ตัวคือ วินโดวส์ และลีนุกซ์ในเครื่องระดับเซิร์ฟเวอร์ตัดสินใจง่ายไม่ลังเลคือเป็นลีนุกซ์ เพราะเท่าที่ผ่านมาก็คุ้นเคยกับตระกูลยูนิกซ์อยู่แล้ว แต่ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องพีซีแบบตั้งโต๊ะมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณามากมาย จนปีพ.ศ.2546 จึงได้บทสรุปข้อเปรียบเทียบระหว่างวินโดวส์ และลีนุกซ์สำหรับเครื่องตั้งโต๊ะไว้ดังนี้
 

* การสนับสนุนระบบ Java ที่ใช้พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทำได้เสมอกัน

* ความยุ่งยากในการใช้งาน สำหรับพนักงานไทยประกันชีวิตส่วนใหญ่ไม่เคยใช้ GUI มาก่อนจึงมีความยากง่ายเสมอกัน ส่วนผู้ที่คุ้นเคยกับโปรแกรมต่างๆ ในวินโดวส์มาแล้วย่อมเห็นว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่เป็นภาระและมีอคติกับลีนุกซ์ตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้

* ความเสถียรของระบบ จากประสบการณ์ที่ใช้งานจริงในระดับเวิร์กสเตชัน พบว่าวินโดวส์ 98/เอ็กซ์พีมีโอกาสล่มมากกว่าลีนุกซ์ และพบว่าบรรดาไวรัสส่วนใหญ่จะชมชอบการโจมตีวินโดวส์มากกว่าลีนุกซ์ แต่ข้อที่ชัดเจนก็คือ ลีนุกซ์ก็คือยูนิกซ์ที่เขียนเคอร์แนลขึ้นมาใหม่ นอกนั้นมันก็คือ GNU/Unix ที่ได้ผ่านการถ่ายเทไปติดตั้งในเครื่องหลากหลายยี่ห้อหลายขนาดและใช้งานมานานนับสิบปี โปรแกรมบางตัวอาจถ่ายไปวิ่งบนระบบปฏิบัติการอื่นเสียด้วยซ้ำ ทำให้มั่นใจได้ว่าลีนุกซ์นั้นทั้งเสถียรและสะอาด

* ประสิทธิภาพในการทำงาน ในด้านเซิร์ฟเวอร์ไม่อาจรู้ได้ เพราะต่างก็มีข้ออ้างอิงที่ถกเถียงกันสับสน แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าไม่น่าจะแตกต่างกันสักเท่าไร แต่ในระดับเวิร์กสเตชันพีซี วินโดวส์แสดงผลบน GUI ได้รวดเร็วกว่าลีนุกซ์ ทั้งนี้เป็นเพราะวินโดวส์ฝัง GUI ไว้ในระบบปฏิบัติการซึ่งก็มีข้อเสียเปรียบลีนุกซ์ในอีกหลายด้าน เช่น ลีนุกซ์ อาจเปลี่ยนยี่ห้อของ GUI ได้หรือไม่ใช้ GUI ก็ได้ ซึ่งทำให้ลีนุกซ์ใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยความจำน้อยลง หรือนำทรัพยากรไปใช้ทางอื่น ฯลฯ

* ความยากในการแก้ปัญหา ได้พบว่านักเขียนโปรแกรมทั่วๆ ไปมีความเชื่อว่าใช้วินโดวส์จะได้การสนับสนุนที่ดีกว่าลีนุกซ์ เพราะเห็นว่ามีคนใช้วินโดวส์มากกว่า ใครๆ ก็รู้จักและใช้วินโดวส์เป็น แต่จากประสบการณ์ที่ได้เคยเขียนโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการทั้ง 2 ชุดมาแล้วไม่น้อยกว่ากันสักเท่าไร มีความเห็นว่าความรู้ในวินโดวส์ที่คนทั้งหลายมีอยู่นั้นเป็นเพียงระดับการใช้งานซึ่งไม่อาจเทียบได้กับความรู้ระดับภายในระบบปฏิบัติการซึ่งมีโอกาสสร้างปัญหาให้กับผู้พัฒนาระบบโปรแกรมได้อย่างสาหัสไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์ หรือลีนุกซ์ แต่การสนับสนุนการแก้ปัญหาในระดับลึกนั้นสำหรับวินโดวส์ คงจะมีแต่บริษัทไมโครซอฟท์เพียงเจ้าเดียวเพราะเป็นระบบปิด ในด้านตำราวิชาการ (ไม่นับประเภท Howto) ลีนุกซ์สามารถใช้ของยูนิกซ์ซึ่งมีอยู่แล้วมากมายได้เลยและก็เปิดเผยให้เห็นได้ในทุกระดับ ส่วนในอินเทอร์เน็ตข่าวสารข้อมูลในทุกระดับของลีนุกซ์/ยูนิกซ์มีมากมายเต็มไปหมดแม้กระทั่งซอร์สโค้ด จะเห็นได้ว่านาย Linus Trovalds สามารถสร้าง Unix Derivatives ใหม่ขึ้นมาได้ก็เพราะอินเทอร์เน็ต ในด้านนี้จะเห็นว่าวินโดวส์ไม่อาจเทียบลีนุกซ์ได้

* การสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ข้อนี้เป็นจุดอ่อนของลีนุกซ์ที่ไม่อาจเทียบได้กับวินโดวส์ เพราะอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ฯลฯ จะต้องต่อกับวินโดวส์ได้เป็นหลัก แต่สำหรับไทยประกันชีวิตได้ทำการสำรวจและประเมินสถานการณ์แล้วสรุปว่า เราไม่ได้ใช้อุปกรณ์แปลกประหลาดอะไรนอกจากเครื่องพิมพ์ชื่อดัง 2-3 ยี่ห้อซึ่งลีนุกซ์สามารถต่อกับอุปกรณ์เหล่านั้นได้อยู่แล้ว

* ระบบโปรแกรมชุดสำนักงาน Microsoft Office ทำได้ดีกว่า OpenOffice แต่ OpenOffice รุ่นล่าสุดก็มีความสามารถเพียงพอที่จะทำงานเอกสารภาษาไทยได้อย่างราบรื่นสวยงาม ยกเว้นกรณีที่นำข้อมูลจาก Microsoft Office มาใช้ใน OpenOffice

* ค่าใช้จ่ายวินโดวส์บวกกับ Microsoft Office มีราคาประมาณ 25,000 บาทต่อ 1 ชุด ไทยประกันชีวิตเปลี่ยน เวิร์กสเตชันใหม่ในปีพ.ศ. 2548 มากถึง 2,200 ตัว ถ้าลงซอฟต์แวร์ทั้งสองตัวนี้แบบถูกกฎหมายจะมีค่าใช้จ่ายมกกว่ากว่า 50 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นลีนุกซ์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย

สรุปจากข้อเปรียบเทียบข้างต้น ไทยประกันชีวิตจึงตัดสินใจเลือกใช้ลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการเดียวทั้งเซิร์ฟเวอร์ และเวิร์กสเตชัน ยกเว้นในระบบที่จัดซื้อจัดหาจากภายนอกและกำหนดให้ใช้วินโดวส์ และในเครื่องที่ใช้งานเดี่ยวๆ ซึ่งใช้งานวินโดวส์อยู่แล้ว ปัจจุบันซอฟต์แวร์ทั้งหมดที่เป็นระบบแกนหลักทางธุรกิจไทยประกันชีวิตล้นแล้วแต่ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สทั้งสิ้น

เมื่อเลือกลีนุกซ์ก็จะได้โปรแกรมโอเพ่นซอร์สที่วิ่งในลีนุกซ์มาใช้อีกมาก ไทยประกันได้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สดังต่อไปนี้ OpenOffice,  Lexitron,  Xsane,  FireFox,  Xming,  Wildfire & Gaim,  sugarCRM  Vega III,  kfax , Evolution,  Borg , ganttProject  และซอฟต์แวร์ยูทิลิตี้ เช่น Calculator,  Gedit  เป็นต้น

 

 

 

qrcode