โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์…คำตอบทางไอทีและธุรกิจที่ เอส แอนด์ พี

เอส แอนด์ พี ไม่ได้มองการใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์เฉพาะในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังมองที่ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากระบบที่พัฒนาขึ้นมา
บริษัท เอส แอนด์ พี จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจร้านอาหารและร้านเบเกอรี่ รวมทั้งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ “เอส แอนด์ พี” โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ ร้านอาหารและร้านเบเกอรี่ในประเทศซึ่งเปิดดำเนินการสาขาร้านอาหารและสาขาร้านเบเกอรี่ทั่วประเทศภายใต้ชื่อร้าน “S&P”, “Patio”, “Patara”, “Vanilla ”, “ มังกรทอง ” และร้านกาแฟ “Bluecup” โดยปัจจุบันมีจุดขายทั้งขนาดเล็กและใหญ่ในประเทศรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 270 แห่ง และร้านอาหารในต่างประเทศมีบริษัท เอส แอนด์ พี โกลเบิล จำกัด เป็นผู้บริหารร้านอาหารสาขาของเอส แอนด์ พีในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 18 สาขา ภายใต้ชื่อร้าน “Patara”, “Siam Kitchen”, “Thai” และ “Patio”
ผลิตและจำหน่ายสินค้าเบเกอรี่ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกและแฮม เส้นพาสต้า สีและกลิ่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารภายใต้ชื่อ “S&P”, “Delio”, “ Patio”, “Vanilla”, “Bluecup” และ “Royallee” ผ่านสาขาร้านอาหารและเบเกอรี่ และซูเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้งส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ
การให้บริการที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น การจัดเลี้ยงและบริการส่งถึงบ้านที่ให้บริการสั่งอาหารผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1344 และเว็บไซต์ www.snpfood.com เพื่อจัดส่งอาหารถึงบ้าน การขายสินค้าผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายอื่น เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้า โดยขายส่งอาหารแช่งแข็งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ทั่วประเทศ
ความท้าทายทางธุรกิจ
ม.ล. ลือศักดิ์ จักรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และผู้จัดการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความท้าทายทางธุรกิจที่บริษัท เอส แอนด์ พี จำกัด (มหาชน) เผชิญในการทำธุรกิจอาหารที่มีความหลากหลายว่า “เนื่องจากด้วยจำนวนสาขามากมายกว่า 200 สาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และในต่างประเทศ ประกอบกับธุรกิจของเอส แอนด์ พี ค่อนข้างมีความหลากหลายทั้งด้านการผลิต และการจัดจำหน่าย เช่น การผลิตเพื่อขายเอง ผลิตส่งออก ผลิตให้ผู้อื่นนำไปขายต่อ ผลิตให้เอส แอนด์ พี เอาไปใช้เอง หรือผลิตเพื่อให้เอส แอนด์ พีนำไปผลิตต่อ เป็นต้น จึงทำให้ระบบไอทีตลอดจากข้อมูลต่างๆ ของเอส แอนด์พี มีความซับซ้อนสูงตามไปด้วย
ขณะเดียวกันด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มีจำนวนนับพันรายทำให้เอส แอนด์ พีต้องรับภาระหนักในเรื่องของการลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์ ซึ่งหากใช้ซอฟต์แวร์แบบปิดทั้งหมดจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงมาก ดังนั้น การใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์จึงเป็นวิธีที่เอส แอนด์ พีใช้รับมือกับความท้าทายดังกล่าวนี้ และได้กลายเป็นกลยุทธ์ด้านการลงทุนทางด้านไอทีขององค์กรแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
ม.ล. ลือศักดิ์ เน้นย้ำกลยุทธ์หลักของเอส แอนด์ พี ว่า “กลยุทธ์การลงทุนทางด้านไอทีของเรา นอกเหนือจากระบบหลักที่เป็นซอฟต์แวร์แบบปิดแล้ว ระบบอื่นๆ ที่เหลือต้องเป็นโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ทั้งหมด”
นอกจากนี้ ด้วยจำนวนผู้ใช้ระบบไอทีนับพันคนที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งองค์กร และผู้ใช้จำนวนมากมีฟังก์ชั่นการทำงานเฉพาะที่ทำให้ไม่สามารถเจียดเวลามาใช้ในการฝึกอบรมระบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาได้ ทำให้ฝ่ายไอทีต้องหาทางลดเวลาในการฝึกอบรมผู้ใช้ให้น้อยที่สุด หรือไม่ต้องมีการฝึกอบรมเลย

พัฒนาการด้านไอทีของเอส แอนด์ พี
ม.ล. ลือศักดิ์ เปิดเผยว่า พัฒนาการด้านระบบไอทีของเอส แอนด์พี เกิดขึ้นจาก 2 ทิศทาง โดยทิศทางแรกมาจากสำนักงานส่วนหน้า (ฟรอนต์ออฟฟิศ) ที่เริ่มมีการนำระบบ POS (point of sale) และระบบคอลล์เซ็นเตอร์มาใช้งาน เริ่มต้นจากการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์จนกระทั่งปัจจุบันเป็นการส่งผ่านระบบ VPN (Virtual Private Network) คือ เมื่อคอลล์เซ็นเตอร์ได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาก็สามารถสั่งให้ระบบพิมพ์ใบสั่งซื้อที่เครื่องพิมพ์ของสาขาซึ่งมีพรินต์เซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ได้ทันที
ระบบไอทีอีกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากสำนักงานส่วนหลัง (แบ็กออฟฟิศ) นั้นเติบโตมาจากระบบวางแผนด้านวัตถุดิบ (Material Resource Planning –MRP) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแกนกลางของระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning – ERP) ที่ปัจจุบันทางเอส แอนด์ พี ได้แปลงระบบให้ทำงานผ่านเว็บ (web-based) แล้ว
การแปลงระบบให้ทำงานผ่านเว็บดังกล่าวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำให้เอส แอนด์พี สามารถเปลี่ยนระบบมาเป็นโอเพ่นซอร์สได้ง่ายขึ้น แม้ว่าแอพพลิเคชั่นหลักที่ใช้งานอยู่จะยังคงเป็นระบบปิดอยู่ก็ตาม แต่เว็บได้ช่วยให้เอส แอนด์ พี สามารถนำโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์หลากหลายชนิดมาเชื่อมต่อให้ทำงานรอบๆ แอพพลิเคชั่นหลักตัวเดิมได้สะดวกยิ่งขึ้น
หลักเกณฑ์ในการเลือกโซลูชั่น
ในแง่หลักเกณฑ์การเลือกใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์เพื่อนำรับมือกับความท้าทายต่างๆ ข้างต้นนั้น ม.ล. ลือศักดิ์ กล่าวว่า “ปรัชญาสำคัญของผมในการใช้โอเพ่นซอร์สก็คือ โอเพ่นซอร์สไม่สามารถใช้แทนทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะฉะนั้นเราจึงยังคงใช้ระบบ ERP ตัวเดิมต่อไป เพียงแต่อัพเกรดให้ทำงานผ่านเว็บได้ ซึ่งทำให้สามารถผนวกกับโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนเว็บซึ่งเชื่อมต่ออยู่รอบๆ ระบบ ERP ได้ดียิ่งขึ้นในระดับ near-realtime ทีเดียว”
องค์ประกอบของโซลูชั่นที่เลือกใช้
แม้ว่า เอส แอนด์ พี ยังไม่ได้นำเอาโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์มาใช้กับระบบที่แกนหลักก็ตาม แต่สำหรับระบบที่อยู่รายรอบอื่นๆ ล้วนมีการนำโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้ทั้งสิ้น ม.ล. ลือศักดิ์ อธิบายว่า “ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เราได้นำเอานำลีนุกซ์ และฐานข้อมูล mySQL มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบโอเพ่นซอร์ส และใช้ PHP เป็นเครื่องมือในการเขียนแอพพลิเคชั่นให้ทำงานผ่านเว็บได้ เราได้ใช้โครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องมือดังกล่าวนี้ในการเขียนระบบบริหารจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management – SCM) เพื่อใช้ส่งคำร้องขอทั้งหมดเข้ามายังระบบ ERP แบบปิดที่ศูนย์กลาง ซึ่งทำให้เราสามารถประหยัดเงินได้มาก หากคำนวณจากจำนวนสาขา 200 กว่าแห่ง การซื้อไลเซนส์สำหรับไคลเอนต์ของระบบ ERP ให้กับสาขาทั้งหมดนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงตัวเลข 8 หลักปลายๆ ทีเดียว ด้วยระบบซัพพลายเชนที่เราพัฒนาขึ้นมาเองนี้ทำให้เราประหยัดเงินในส่วนนี้ได้ก้อนใหญ่ทีเดียว”
นอกจากจะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโอเพ่นซอร์สแล้ว ม.ล. ลือศักดิ์ ยังเปิดเผยว่าในฝั่งของแอพพลิเคชั่น เอส แอนด์ พี ก็มีการนำเอาแอพพลิเคชั่นแบบโอเพ่นซอร์สมาใช้งานหลายๆ ตัว โดยหนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ sugarCRM แอพพลิเคชั่นด้านการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเอส แอนด์ พี นำมาใช้สร้างระบบ Help Desk สำหรับให้บริการผู้ใช้ภายในองค์กร
ม.ล. ลือศักดิ์ ได้แจกแจงรายละเอียดของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่ทางเอส แอนด์ พี นำมาใช้งานว่าประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานคือ ระบบปฏิบัติการเป็นลีนุกซ์ (เรดแฮท และอูบันตู) และฐานข้อมูล mySQL ซอฟต์แวร์สำหรับการใช้งานจากศูนย์กลาง คือ sugarCRM ซอฟต์แวร์เครื่องมือ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ด้านการบริหารจัดการคอนเทนต์ คือ Mambo และ Joomla ในฝั่งไคลเอ็นต์ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เอส แอนด์ พีนำมาใช้ก็เป็นซอฟต์แวร์ที่อยู่ในชุดซอฟต์แวร์จันทราที่ซิป้าได้พัฒนาและแจกจ่ายนั่นเอง
หากคิดเป็นสัดส่วนโดยคำนวณจากปริมาณซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้งาน ม.ล. ลือศักดิ์ เปิดเผยว่า เอส แอนด์ พีได้นำเอาโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์มาใช้งานมากถึงร้อยละ 95 ทีเดียว
ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ม.ล. ลือศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเอส แอนด์ พี ไม่ได้มองการใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์เฉพาะในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่เรามองที่ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายจากระบบที่พัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราสามารถพัฒนาระบบสำนักงานส่วนหลังของร้านอาหารที่สามารถเชื่อมรอยต่อการทำงานระหว่างระบบของสาขากับศูนย์กลางได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ยังมีความรวดเร็ว ซึ่งเราเรียกว่า “3 เร็ว” คือ 1) โครงการเสร็จเร็วเพราะเป็นระบบที่ติดตั้งและบริหารจัดการได้ง่าย 2) การอบรมรวดเร็ว เป็นระบบที่ช่วยร่นระยะเวลาในการฝึกอบรมผู้ใช้สั้นลง หรือไปจนถึงขั้นไม่ต้องฝึกอบรมเลย ”
“สิ่งที่เราเน้นย้ำกับฝ่ายไอทีก็คือต้องพยายามพัฒนาระบบที่ไม่ต้องมีการอบรมการใช้งาน หมายความว่า เวลาเราพัฒนาระบบด้วยโอเพ่นซอร์สนั้นจะต่างจากซอฟต์แวร์แบบปิด เพราะเราไม่ต้องเสียเงิน และเสียเวลาส่งผู้ใช้ไปเรียนหรือฝึกอบรม การที่เราใช้โอเพ่นซอร์สทำให้สามารถปรับแต่งระบบได้ตามต้องการ เพื่อให้ไม่ต้องเกิดการอบรมผู้ใช้เลย คือ เมื่อผู้ใช้เข้าสู่ระบบ หากใช้งานหรือป้อนข้อมูลผิดตรงจุดไหนก็จะมีคำแนะนำ หรือคำเตือนต่างๆ ที่ใส่ลงไปในระบบปรากฏขึ้นมา ทำให้กลายเป็นระบบที่มีการป้องกันความผิดพลาดเต็มตัว ในขณะที่ถ้าเป็นซอฟต์แวร์แบบปิดไม่มีทางทำแบบนี้ได้เลย” ม.ล. ลือศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติม “สำหรับเร็วที่ 3 ก็คือ ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วของระบบ เนื่องจากเป็นระบบที่กินทรัพยากรน้อย จึงทำให้ใช้ความสามารถของเซิร์ฟเวอร์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”
ข้อดีอีกประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดของโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ซึ่งเหนือกว่าซอฟต์แวร์แบบปิดก็คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนภาษาไทยในตัวซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ “นอกจากภาษาไทยมาตรฐานที่ใส่ลงไปแล้ว สำหรับโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์นั้นเรายังมีอิสระในการใส่ภาษาเฉพาะของเราลงไปในตัวซอฟต์แวร์ได้ด้วย เช่น เราพัฒนาระบบซัพพลายเชน เราก็ใส่ภาษาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนซึ่งผู้ใช้ในกลุ่มนี้เข้าใจลงไปได้ ในขณะที่ถ้าเป็นซอฟต์แวร์แบบปิดจะทำแบบนี้ไม่ได้เลย” ม.ล. ลือศักดิ์ อธิบายถึงข้อดีอีกประการหนึ่ง
แม้ว่าจุดเริ่มต้นในการนำเอาโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์มาใช้งานของเอส แอนด์ พี จะเกิดขึ้นจากการแนวคิดของการต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเฉกเช่นองค์กรอื่นๆ แต่ปัจจุบันเอส แอนด์ พี ได้พัฒนาระบบด้วยซอฟต์แวร์เหล่านี้จนทำให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งหากยังใช้ซอฟต์แวร์แบบปิดเหมือนในอดีตจะไม่สามารถทำเช่นดีนี้ เนื่องจากซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีข้อจำกัดมากมาย
ก้าวต่อไปในโลกโอเพ่นซอร์ส
สำหรับโครงการในอนาคตของการพัฒนาโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ของเอส แอนด์ พีนั้น ม.ล. ลือศักดิ์ เปิดเผยว่า “เนื่องจากเราได้วางโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโอเพ่นซอร์ส และระบบที่เป็นแกนหลักไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตเราคงต้องเพิ่มการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกมากขึ้น ต้องมองหาโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์สำเร็จรูปเข้ามาใช้งานมากขึ้น เนื่องจากเรามีแผนขยายการให้บริการไปสู่ผู้ใช้ภายนอกองค์กรมากขึ้น เช่น ซัพพลายเออร์ และลูกค้า

Post new comment