ตามไปดูโอเพ่นซอร์ส ที่ดิจิแลนด์

แม้จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า การนำโปรแกรมโอเพ่นซอร์สมาใช้งานอย่างจริงจังนั้น มีประโยชน์ต่อองค์กรมากมายเพียงใด แต่องค์กรหลายแห่งมักตั้งแง่ว่า แล้วโปรแกรมโอเพ่นซอร์สที่เราแนะนำไปก่อนหน้านั้นจะสามารถนำมาใช้งานในเชิงธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ประสิทธิภาพของโปรแกรมจะเพียงพอต่อความต้องการขององค์ ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เหล่านี้เป็นความลังเลที่เกิดขึ้น เมื่อกำลังตัดสินใจว่าจะนำโอเพ่นซอร์สมาใช้กับองค์กร
เพื่อตอกย้ำความมั่นใจว่า โปรแกรมโอเพ่นซอร์ส เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้งานทดแทนซอฟต์แวร์ระบบปิด (Proprietary) ได้จริงในเชิงธุรกิจ บทความเปิดโลกโอเพ่นซอร์สตอนต่อไปนี้ จะเป็นการยกตัวอย่างกรณีศึกษาขององค์กรต่างๆในประเทศไทย ซึ่งนำโปรแกรมแกรมโอเพ่นซอร์สมาประยุกต์ใช้งานจริงในหลายๆ ส่วนงานขององค์กร มาดูกันครับว่า องค์กรแต่ละแห่งจะมีการใช้งานอย่างไรบ้าง ครั้งนี้เราจะมาเริ่มต้นกันที่ บริษัท ดิจิแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท ดิจิแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 ด้วยเงินทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 10 ล้านบาท โดยดำเนินกิจการเป็นบริษัทชั้นนำในระดับสากลในการบริการด้านเทคโนโลยี และการจัดการด้านข้อมูลข่าวสาร บริษัทฯ พยายามสร้างความพึงพอใจสูงสุด ให้แก่ลูกค้า ด้วยบริการที่ดีกว่า รวดเร็วกว่าและถูกกว่า เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวและขยายศักยภาพ เพื่อรองรับตลาดในด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังขยายตัว บริษัท ดิจิแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเพิ่มทุนเป็น 60 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2542 และ 122 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2544
เช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ทั่วไปคือต้องมีการนำระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ต่างๆ เข้ามาใช้งาน นอกจากการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์แล้ว แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์เช่นกัน ซึ่งบริษัทจึงพยายามควบคุมและลดค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ส่วนนี้ ที่นับวันจะมีปริมาณสูงขึ้นตามพัฒนาการของซอฟต์แวร์และจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มมากขึ้น โซลูชันการแก้ปัญหาที่บริษัทนำมาใช้คือ การนำโปรแกรมโอเพ่นซอร์สต่างๆ เข้ามาใช้ทดแทนโปรแกรมระบบปิดงานภายในบริษัท โดยมีบริษัท Marvelic Engine เป็นที่ปรึกษาและคัดเลือกโปรแกรมโอเพ่นซอร์สมาใช้งานให้เหมาะสมกับส่วนงานต่างๆ ขององค์กร
การนำโปรแกรมโอเพ่นซอร์สต่างๆ มาใช้งานในองค์กรนั้นของบริษัท ดิจิแลนด์นั้น บริษัทได้มีการวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาด้านซอฟต์แวร์ที่บริษัทประสบอยู่ จนในที่สุดบริษัทได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการนำโซลูชันโอเพ่นซอร์สมาใช้งานในองค์กร ประกอบด้วยโซลูชัน 3 ระบบได้แก่
1 ระบบอีเมล์
2 การหาโปรแกรมเข้ามาทดแทนโปรแกรม MS Office
3 การนำโซลูชันโอเพ่นซอร์สเข้ามาสร้างเว็บไซต์และระบบอินทราเน็ตของบริษัท
ขณะที่ในส่วนของระบบปฏิบัติการบนเครื่องเดสก์ทอปนั้นทางดิจิแลนด์ยังคงใช้ระบบปฏิบัติการวินโดสว์เหมือนเดิม เนื่องจากเป็นระบบปฏิบัติการที่แถมมาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว

1 ระบบเมล์
แต่เดิมระบบอีเมล์ที่บริษัทดิจิแลนด์ใช้งานอยู่ได้แก่ โซลูชันของ Lotus Note ซึ่งบริษัทได้เปลี่ยนจากโปรแกรม Lotus Note มาเป็นโปรแกรมโอเพ่นซอร์สเมล์เซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Linux และใช้โปรแกรม Thunderbird เป็นซอฟต์แวร์ Mail Client
การปรับเปลี่ยนจาก Lotus Note (Domino Server/Client ) ไปสู่โปรแกรมโอเพ่นซอร์สนั้น สิ่งที่นำมาใช้พิจารณาในการปรับเปลี่ยนก็คือ เดิมบริษัทใช้ฟังก์ชันอะไรอยู่บ้าง และทำการศึกษาเปรียบเทียบว่ามีโซลูชันไหนใช้แทนได้บ้าง ซึ่งจากที่วิเคราะห์ พบว่าดิจิแลนด์ไม่ได้ใช้ความสามารถของ Note Application Workflow
ดังนั้น จึงมีการมองหาระบบเมล์เซิร์ฟเวอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งก็มีอยู่มากกมายหลายโปรแกรม แต่ปัจจัยหลักก็คือ เลือกโปรแกรมที่มีผู้ให้บริการเมื่อมีปัญหาได้ ซึ่งใช้งบประมาณในการจัดซื้อซอฟต์แวร์ใหม่เป็น Linux พร้อมติดตั้ง config ไปประมาณ 80,000 บาท
ในส่วนของโปรแกรมอีเมล์บนเครื่องพีซีแต่ละเครื่อง ที่มีการปรับมาใช้โปรแกรม Thunderbird แทนโปรแกรม MS Outlook Express ที่มาพร้อมกับวินโดวส์ เพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับไวรัสที่ Outlook Express เปราะบางกว่า เนื่องจากบริษัทเน้นเรื่องระบบความปลอดภัยของอีเมล์เป็นพิเศษ
โดยการปรับเปลี่ยนระบบเมล์ขององค์กรไปสู่โปรแกรมโอเพ่นซอร์สนั้น ใช้เวลาเปลี่ยนไม่นานนัก ซึ่งฝ่ายไอทีของบริษัท ทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่เรื่องการอบรมการใช้งานให้กับผู้ใช้ และสร้างไฟล์ email address book ของเครื่องแต่ละเครื่องเพื่ออิมพอร์ตเข้า Thunderbird
2 โปรแกรม Microsoft Office
อีกหนึ่งการนำโปรแกรมโอเพ่นซอร์สมาใช้งานในองค์กรของดิจิแลนด์ก็คือ การหาโปรแกรมเพื่อใช้งานแทนโปรแกรม MS Office โดยปัญหาหนึ่งที่ทำให้ดิจิแลนด์ต้องมองหาโซลูชันโอเพ่นซอร์สมาใช้งานภายในองค์กรก็คือ การใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่โปรแกรม MS Office เปิดตัว MS Office XP คาบเกี่ยวกับ MS Office 2003 โดยดิจิแลนด์เพิ่งจะซื้อไลเซนส์ และอัพเกรดไลเซนส์เป็น MS Office 2000 ได้ไม่นาน
การปรับเปลี่ยนโปรแกรม MS Office ซึ่งเป็นโปรแกรมด้านเอกสารในส่วนงานอื่นๆ ของบริษัทจาก Microsoft Office เปลี่ยนมาใช้เป็น Office PlaDao หรือ Office TLE ซึ่งสามารถใช้งานทดแทนโปรแกรม MS Office ได้ ขณะที่ระบบคอมพิวเตอร์ในแผนบัญชียังคงใช้โปรแกรม MS Office เหมือนเดิม เนื่องจากมีจำนวนไลเซนส์
เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว
โดยก่อนการปรับเปลี่ยนได้มีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการนำมาใช้งาน ด้วยการตรวจสอบระบบงานเอกสารงานเดิมของบริษัท พบว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการส่งไฟล์ใบเสนอราคาให้กับลูกค้าเป็นหลัก ไม่ได้มีการใช้งานเอกสารร่วมกัน ไม่มีการใช้ฟีเจอร์ SharePoint หรือความสามารถระดับสูงของ MS Office แต่อย่างใด
โปรแกรมที่เลือกใช้งานก็คือ Office Pladao และ Office TLE ซึ่งพัฒนามาจากซอร์สโค้ดของ OpenOffice.0rg รองรับการใช้งานเอกสารภาษาไทย และมีขอบเขตความสามารถใช้งานทดแทน MS Office ได้เต็มความต้องการของผู้ใช้
การเปลี่ยนจาก MS Office ไปสู่โปรแกรมโอเพ่นซอร์ส มีอุปสรรคค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนความเคยชินของผู้ใช้ แก้ปัญหาการใช้งาน และการจัดฝึกอบรม ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน - 1 ปี กว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอย โดยปราศจากการต่อต้านผู้ใช้ และต้องทำหลายส่วนพร้อมๆ กัน เช่น การฝึกอบรม , การให้บริการแก้
ปัญหาของฝ่าย MIS, ออกนโยบาย (Policy) จากผู้บริหาร และการเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์
ปัจจุบันแม้จะมี OpenOffice.org เวอร์ชันใหม่ออกมาให้ใช้งานได้ แต่สาเหตุที่ดิจิแลนด์ยังคงเลือกใช้ Office Pladao และ TLE ตัวเก่าอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลด้านความคุ้นเคยของผู้ใช้ เพราะ OpenOffice.org มีเมนูคำสั่งที่แตกต่างออกไป และบริษัทก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความสามารถใหม่ๆ ของ OpenOffice.org แต่อย่างใด

3 เว็บไซต์และอินทราเน็ตขององค์กร
ในการนี้บริษัทได้นำโซลูชันการจัดการเนื้อหาโอเพ่นซอร์สอย่าง Mambo CMS เข้ามาใช้พัฒนาเว็บไซต์ของ รวมทั้งพัฒนาระบบอินทราเน็ตในองค์กรด้วย จุดประสงค์ก็คือ เพื่อแก้ปัญหาอีเมล์ ที่เสียไปกับการส่งหากันเองภายในองค์กร ลดปริมาณข้อมูลที่แนบไปในเมล์ เช่น โปรโมรชันของฝ่ายขาย ประกาศของฝ่ายบุคคล หรือการแจกจ่ายคู่มือการใช้งานของฝ่ายไอที หากแนบไฟล์ pdf ขนาด 1MB ให้แก่พนักงานทุกคน อาจต้องใช้พื้นที่ถึง 100MB และเสีย Traffic อินทอร์เน็ตไปโดยใช้เหตุ แต่หากเป็นการส่งผ่านระบบอินทราเน็ต ช่วยให้การสื่อสารในองค์กรสะดวกและรวดเร็วขึ้น
โดยรายละเอียด ของเนื้อหาที่นำมาใช้ในระบบอินทราเน็ตขององค์กร ซึ่งนำ MAmbo มาพัฒนาประกอบด้วย
- Phonebook directory ได้แก่รายชื่อพนักงาน, เบอร์โทร ติดต่อภายใน , รูปพนักงาน แยกตามแผนก
- คู่มือการใช้งานระบบต่างๆ คู่มือพนักงาน
- เอกสารรายงานการขาย ซึ่งมีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง
- ประกาศต่างๆ ของบริษัท
- ประกาศจากฝ่ายไอที , ฝ่ายขาย
- เว็บบอร์ดสำหรับพนักงาน
- ภาพกิจกรรม ต่างๆ
การพัฒนาและจัดการกับปัญหา
การปรับปรุงระบบที่ดิจิแลนด์มาเป็นโปรแกรมโอเพ่นซอร์สต่างๆ นั้น ต้องได้รับการเห็นชอบและสนับสนุนจากผู้บริหารของบริษัทในส่วนงานต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาสัมฤทธิผล ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบาย และการตอกย้ำเมื่อมีประชุมเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งจุดหลักที่ทำให้การนำโอเพ่นซอร์สมาใช้งานจนประสบผลสำเร็จ หลักๆ คงต้องยกให้ผู้บริหารที่เอาจริงกับเรื่องลิขสิทธิ์และยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าผู้บริหารหรือหัวหน้าแผนกไม่ให้ความร่วมมือก็คงสำเร็จยาก
โดยบริษัทใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนซื้อไลเซนส์โปรแกรมเพิ่มเติม กับการนำโอเพ่นซอร์สมาใช้งาน เพื่อประเมิณความเป็นไปได้ เปรียบเทียบความคุ้มค่าจากนั้นก็จะทำแผนการเปลี่ยนแปลงนำเสนอต่อคณะผู้บริหารของบริษัท เมื่อบวกกับความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้ให้บริการอย่างบริษัท Marvelic Engine ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบโอเพ่นซอร์สมานาน จึงมีความเห็นตรงกันว่า การนำโอเพ่นซอร์สมาใช้งานเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดขององค์กร
ระยะเริ่มต้นของการพัฒนา บริษัทดิจิแลนด์ได้นำโซลูชันเป้าหมายที่ต้องการใช้งาน มาทดลองใช้งานกลุ่มย่อยๆ ในฝ่ายไอที รวมถึงผู้บริหารทุกคนเพื่อประเมินการปัญหาและรูปแบบการใช้งานพบว่าการนำโอเพ่นซอร์สมาใช้งาน ไม่ได้แตกต่างจากการใช้โปรแกรมไลเซนส์ และมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้งานเดิมไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็น MS Office หรือระบบเมล์ จากนั้นก็เข้าสู่การจัดทำแผนในการเริ่มต้นนำโซลูชันเหล่านั้นมาใช้งานจริงทั้งองค์กร ตั้งแต่การจัดซื้อโซลูชัน การปรับแต่งเข้ารับระบบของบริษัท การฝึกอบรมพนักงาน ในระหว่างขั้นตอนการพัฒนาระบบ ฝ่ายไอที ของดิจิแลนด์ จะเป็นผู้ที่บทบาทหลักในการแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะการใช้งาน Office Pladao และ Office TLE ซึ่งผู้ใช้งานจะมีปัญหาการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการไม่คุ้นเคย หรือใช้ไม่เป็น นอกจากนี้ฝ่ายไอทียังรับผิดชอบ ก็ทำการอบรมการใช้งานให้กับพนักงานด้วย

ความคุ้มค่าของการปรับเปลี่ยน
การปรับเข้าสู่โซลูชันโอเพ่นซอร์สของดิจิแลนด์ครั้งนี้ เกิดประโยชน์กับองค์กรในหลายๆ ด้าน จากข้อมูลที่ได้รับมา การเปลี่ยนจาก Lotus Note มาเป็นโปรแกรมโอเพ่นซอร์ส Linux Mail Server และเปลี่ยนโปรแกรมอีเมล์มาเป็น Thunderbird ช่วยให้องค์กรประหยัดงบประมาณไปเกือบล้านบาท นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่การปรับเปลี่ยนจาก MS Office ไปเป็น Office Pladao และ Office TLE แม้จะใช้เวลาปรับเปลี่ยนค่อนข้างนานกว่าจะลงตัวแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะสามารถประหยัดงบประมาณค่าไลเซนส์ในแผนกอื่นๆ ไปประมาณ 50 ไลเซนส์ ราคา 33,000 บาท ต่อไลเซนส์ รวมเป็นตัวเงินกว่า 1,650,000 บาท
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีของการนำโอเพ่นซอร์สมาใช้งาน มาถึงวันนี้บริษัทดิจิแลนด์มีความพึงพอใจอย่างมากกับการนำโซลูชันโอเพ่นซอร์สต่างๆ มาใช้ในองค์กร เพราะพนักงานในส่วนงานต่างๆ สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น ที่สำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ให้บริษัทได้อย่างมาก

Post new comment