Edge Computing เป็นคำที่ได้พบเจอกันบ่อย เหมือนกับคำว่า IoT, Cloud, BigData หากจะอธิบายถึง Edge Computing คงต้องย้อยอดีตกันสักหน่อย เพื่อจะได้เห็นวิวัฒนาการที่ผ่านมา ช่วงแรกเริ่มการใช้งานคอมพิวเตอร์ใช้งานผ่าน dumb terminal พิมพ์คำสั่งแล้วรอผลจากการประมวลผลที่คอมพิวเตอร์เมนเฟรมปลายทางส่งผลลัพท์มาให้ จากนั้นก็เข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่ทุกคนมีคอมพิวเตอร์ใช้งาน การประมวลผลจะอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทาง ในปัจจุบันเป็นยุค Cloud Computing วิธีการใช้งานคอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับ Cloud มากขึ้น การประมวลผลและการใช้งานบริการต่างๆ อยู่บน Cloud มากขึ้น เช่น บริการ Dropbox, Gmail, Office365 เป็นต้น ไม่เพียงแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเท่านั้นที่เชื่อมต่อกับ Cloud ยังมีอุปกรณ์อัจฉริยะอย่าง Amazon Echo, Google Home, Google Chromecast และ Apple TV ยังใช้เนื้อหาและบริการอัจฉริยะที่อยู่บน Cloud เช่นกัน

Cloud จึงกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อกับบริการทุกอย่าง บริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud เพื่อรองรับบริการของตนเอง รวมไปถึงเปิดบริการ Cloud ให้คนอื่นใช้งานด้วย บริการบน Cloud ไม่ได้มีแค่ infrastructure เท่านั้น ยังมีบริการอื่นๆ เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น Machine Learning, AI รวมไปถึงบริการการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น Big Data อีกด้วย Amazon ถือเป็นผู้ให้บริการ Public Cloud รายใหญ่ มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 47 เปอร์เซ็นต์

Edge Computing คือการประมวลผลข้อมูลที่อยู่ใกล้กับแหล่งข้อมูลให้มากที่สุด อาจจะอยู่ในรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งแทนที่จะเอาข้อมูลจำนวนมหาศาลขึ้นไปประมวลผลบน Cloud ก็เอาข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลที่ต้นทางที่ใกล้กับแหล่งข้อมูลมากที่สุด หรือ Edge นั่นเอง สาเหตุหลักที่ทำให้การประมวลผลจำเป็นต้องอยู่ที่ต้นทาง (Edge)

null

เวลาในการรับส่งข้อมูล (Latency)

เวลาในการรับส่งข้อมูล (Latency) เป็นเหตุผลที่ทำให้ Edge Computing ได้เปรียบในด้านความเร็วในการรับส่งข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น หากเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการส่งข้อมูลไปหาเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่อยู่คนละฝั่งโลก ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งการรับส่งข้อมูลในระยะที่ใกล้จะมีความเร็วมากกว่าส่งในระยะไกลอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น บริการ Voice Assistant อย่าง Amazon Echo ถ้าส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่บน Cloud ทุกครั้งเพื่อหาคำตอบ จากบริการ API ต่างๆ บน Cloud หากบริการนั้นมีความซับซ้อน Amazon Echo ก็จะใช้เวลานานในการค้นหาคำตอบกว่าจะพูดตอบกลับมายังผู้ใช้ ล่าสุด Amazon ก็เริ่มมีการพัฒนาชิป AI ฝังอยู่ Amazon Echo ทำให้ Alexa ตอบคำถามได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้การใช้เรียกใช้บริการในฝั่งเซิร์ฟเวอร์บน Cloud ก็จะน้อยลง ข้อมูลส่วนตัวของคุณก็จะอยู่กับตัวคุณมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลบน Cloud ทุกครั้ง

ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสำคัญ ยกตัวอย่าง กรณีการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือใน iPhone, iPad ของ Apple เป็นตัวอย่างที่ดี Apple มีนโยบายชัดเจนในเรื่องการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของผู้ใช้ ซึ่งจะต้องจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์เท่านั้นและไม่สามารถนำข้อมูลลายนิ้วมือออกมาได้ การที่ไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลส่งออกไปเก็บหรือประมวลผลที่อื่น การบริหารจัดการอยู่ที่จุดเดียวสามารถช่วยในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลได้

แบนด์วิธ (Bandwidth)

ไม่เพียงแค่ความปลอดภัยของข้อมูลเท่านั้น เรื่องแบนด์วิธของเครือข่ายก็เป็นเรื่องนึงที่ Edge Computing สามารถแก้ปัญหาได้ เรื่องการใช้งานแบนด์วิธและประหยัดแบนด์วิธการรับส่งข้อมูลไปยัง Cloud ยกตัวอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะจำนวนมหาศาลหากต้องการส่งข้อมูลไปยัง Cloud พร้อมๆ กันต้องใช้แบนด์วิธจำนวนมหาศาลตามไปด้วย หากการประมวลผลข้อมูลอยู่ที่ Edge เช่น มี AI อยู่ที่อุปกรณ์ของผู้ใช้สามารถประมวลผลข้อมูลในตัวได้ การรับส่งข้อมูลขึ้นไปประมวลผลบน Cloud ก็จะลดลง สามารถแก้ปัญหาการใช้แบนด์วิธของเครือข่าย และแก้ปัญหาเรื่อง Latency ได้

เมื่อวานแวะไปงาน KidBright Developer Conference (KBD) งานนี้เป็นงานเปิดตัว KidBright IDE รุ่นใหม่ แถลงข่าวเปิดตัวเป็นโครงการ OpenSource และมอบรางวัลโครงงานสิ่งประดิษฐ์จากบอร์ด KidBright งานนี้มีคนในวงการรวมทั้ง Maker ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่มาร่วมงาน เป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวเป็น OpenSource ในครั้งนี้ด้วย

KidBright เปิดเป็นโครงการ OpenSource เรียบร้อยแล้วทั้งใน KidBright IDE และ Library KidBright32 โครงการอยู่ที่ GitLab ไปส่องกันดูได้

แปะหน้า IDE ให้ดูก่อน

เมื่อ KidBright เปิดโค้ดแล้วเราก็สามารถเขียน Plugin เพิ่มเติมได้ มีตัวอย่าง Plugin จาก KB Chain มาให้ 3 ชุด

นอกจากนี้ยังมี KB Chain มีมาให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ใครสนใจก้อไปสั่งซื้อกันได้ ที่เว็บไซต์ KidBright.IO ครับ

Microchip เปิดตัวบอร์ดสำหรับนักพัฒนาตัวใหม่ ใช้ชิป MCU เป็น ATmega4808 ประมวลผลแบบ 8Bits ความเร็ว 20MHz หน่วยความจำแฟลช 48KB แรม 6KB มาพร้อม Wifi module ATWINC1510 และชิปเข้ารหัส ATECC608A สามารถเชื่อมต่อกับ Google Cloud IoT พร้อมส่งข้อมูล sensor ไปยัง Cloud ได้เลย

มาดูอุปกรณ์บนบอร์ดกัน

MCU ใช้ชิป ATMEGA4808 ประมวลผลแบบ 8Bits ความเร็ว 20MHz หน่วยความจำแฟลช 48KB แรม 6KB ชิปเข้ารหัสข้อมูล ATECC608A รองรับการเข้ารหัสข้อมูลในสื่อเก็บข้อมูล เข้ารหัสการเชื่อมต่อกับ Google Cloud และรองรับ secure boot ในส่วนของ Wifi module เป็น Low Power Wifi Module ใช้ชิป ATWINC1510 2.4GHz b/g/n

มี Temperature sensor และ Light sensor ในตัว มีโมดูลสำหรับชาร์จ battery พร้อมพอร์ท JTAG ต่อ LIPO battery ได้

มีชิป USB Debugger มาให้ รองรับการ flash และ debug ผ่านสาย USB นอกจากนี้ยังมี user button 2 อันเอาไว้ให้ใช้งาน

ไฟสถานะ 4 สี บอกสถานะการเชื่อมต่อ Wifi, สถานะการเชื่อมต่อ Google Cloud Server, สถานะรับส่งข้อมูลและสถานะข้อผิดพลาด

ลองมาดู Pin Mapping กันบ้าง

จาก Pin Mapping จะเห็นว่า Dev Board มี Pin Header สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก มี Pin สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ใช้โปรโตคอล SPI และ I2C ด้วย สำหรับการใช้งานเบื่องต้นดูได้จากวิดีโอข้างล่าง

สำหรับท่านที่อยากได้ AVR-IoT WG มาลอง สามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ Microship สำหรับในประเทศไทยสามารถ

ถ้าใครได้ไปงาน Digital Thailand Big Bang ที่จัดโดยกระทรวงดิจิทัล น่าจะพอได้เห็นกิจกรรมการประกวดสิ่งประดิษฐ์กันมาบ้างแล้ว และในปีนี้ที่งาน Digital Thailand Big Bang ก็จะยังมีกิจกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์อีกเช่นเคย จึงจะมาเชิญชวนเพื่อนๆ เหล่า Maker และนักคิดนักประดิษฐ์ทั้งหลายมาร่วมส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ของท่านเข้าประกวดกันครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม กดเลยครับ https://digitalthailandbigbang.com/th/idea

ครั้งที่แล้วแนะนำ NB-IoT ไปเบื้องต้นแล้วในส่วนของ NB-IoT Shield และแนะนำการเขียนโปรแกรมเพื่อใช้งาน Shield เบื้องต้น ครั้งนี้จะมาลองส่งข้อมูลผ่าน AIS Magellan กันดูบ้าง Magellan เป็น IoT Platform ของ AIS ให้บริการส่วนเก็บข้อมูลและ dashboard เราสามารถเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปในระบบ เขียนโปรแกรมเพื่อส่งค่า จากนั้นเอาข้อมูลที่ได้ไปสร้าง dashboard ได้เลย

เข้าใช้งาน Magellan ได้ที่ aismagellan.io


Continue reading

เนื่องจากได้ลงทะเบียน pre-order ตัวบอร์ด NB-IoT Dev kit ไปเมื่อปีที่แล้ว ช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมาทาง AIS ก็เริ่มทะทอยส่งบอร์ดให้กับคนที่ pre-order และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว บอร์ด NB-IoT นี้จะเป็นบอร์ด DEVIO NB-SHIELD I ใช้งานคู่กับ Arduino แค่เสียบลงไปกับ Arduino ก็ใช้งานได้เลยและ AIS ก็มี library ให้ใช้งานเรียบร้อย :)

มาดูข้อมูลของ DEVIO NB-SHIELD I กันก่อน

  • ใช้ชิป : Quectel BC95
  • เครือข่าย : LTE Cat NB1 (NB-IoT)
  • ความถี่ : 900MHz
  • การส่งข้อมูล : Single tone, downlink 24kbps, uplink 15.625 kbps
  • โปรโตคอล : UDP, CoAP
  • มี eSIM บนบอร์ด
  • ใช้ Serial Command ผ่าน UART ได้

สำหรับสถานที่ ที่สามารถใช้งาน NB-IoT ได้

กรุงเทพฯ

  • Maker[Lab] @ Pinn Creative Space
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • AIS D.C. (Playground)
  • AIS SC Tower

ต่างจังหวัด

  • Chiang Mai Maker Club
  • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • มหาวิทยาลัยขอนแก่น


Continue reading

เมกเกอร์แฟร์ บางกอก “ลานอวดของ ประลองไอเดีย” พบกับสิ่งประดิษฐ์น่าตื่นตา และกิจกรรมมากมายที่จะปลุกความเป็นนักสร้างสรรค์ในตัวของทุกคน พบกันที่ The Street รัชดา วันที่ 20-21 มกราคม เวลา 14.00-20.00 น.

กิจกรรม

วันที่ 20 มกราคม 2561

12:30 – 15:00 พิธีเปิด (Open to public at 14:00)
15:00 – 17:00 หุ่นยนต์ Football Shooting
17:00 – 18:30 การแข่งขันหุ่นยน์ Sumobot
18:30 – 19:30 Maker โชว์ของ
19:30 – 20:00 Electric Parade
20:00 – 22:00 Maker Party (เฉพาะผู้จัดงาน)

วันที่ 21 มกราคม 2561

14:00 – 15:00 Maker โชว์ของ
15:00 – 17:00 Bubble Battle
17:00 – 18:30 การแข่งขันหุ่นยนต์เห่ย Hebocon
18:30 – 19:30 Maker โชว์ของ
19:30 – 20:00 พิธีปิดงาน

ติดตามกิจกรรมสนุกๆ ได้ที่ MakerFaire Bangkok ได้ที่ https://www.facebook.com/makerfairebangkok

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลบนอุปกรณ์ IoT เตรียมตัวกันไว้ให้พร้อมนะครับ คาดว่าปีหน้า LoRa และ NB-IoT จะคึกคักมากขึ้น

ปล. เรื่องความถี่ของ LoRA ในย่าน 920-925Mhz ผ่าน กสทช.เรียบร้อยแล้ว ผู้นำเข้าและผลิตอุปกรณ์อย่าลืมไปขออนุญาติกันก่อนนะครับ สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบเทคโนโลยีอ่านเพิ่มเติมที่ https://flespi.com/blog/top-7-technologies-for-iot-connectivity-2017

ผมได้มีโอกาสไปงาน Maker Lab Talk@Turf ครั้งที่ 1 และเป็นงานเปิดตัว Maker Lab @ Pinn Creative Space ด้วย มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการ Maker เข้าร่วมงาน

ภายในงานมีห้องสัมนา 3 ห้อง มีวิทยากรผู้มีประสบการมาให้ความรู้ที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น

  • ทำหน้าจอ HMI โดยไม่ต้องโค๊ดเลยก็ได้ง่ายจัง วิทยากร คุณทศพร เวชศิริ
  • บอกลาประโยค“พี่ครับอุปกรณ์ตัวนี้ใช้กับตัวนั้นได้รึเปล่า?” วิทยากร คุณอานนท์ ทองเต็ม
  • ครบเครื่องเรื่อง Embedded System วิทยากร อาจารย์พรชัย โอฬาริกเดช
  • ESP เดี๋ยวนี้!!! วิทยากรคุณณัฐ วีระวรรณ์
  • เป็นเมกเกอร์อะไรไม่รู้จัก 3D printer มาจะเล่าให้ฟัง วิทยากร คุณนัฐพงษ์ ปะวะขัง
  • Blynk like a Boss วิทยากร คุณชวัลวิทย์ พูลศรี
  • Windows, Linux, Android, RTOS, Arduino – which one is best for IoT? วิทยากรนายแพทย์ภาณุทัต เตชะเสน

วิสัยทัศน์ของคุณหมอจิมเกี่ยวกับ Maker Lab

  • สร้าง Maker Ecosystem ทำให้เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์โดย Maker ชาวไทย
  • เป็น Maker Space สามารถเข้ามาทำงาน มีอุปกรณ์ให้ใช้งาน
  • มีผู้เชียวชาญให้คำปรึกษา ช่วยแก้ไขปัญหาในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ช่วยเรื่องการผลิตในเชิงพานิชย์
  • ช่วยหาตลาดในต่างประเทศ


Continue reading

ช่วงนี้เครื่องมือประเภท notebook ที่สามารถจดบันทึกพร้อมการประมวลผลโค้ดภาษาต่างๆ แล้วแสดงผลเป็นกราฟหรือข้อมูล เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เครื่องมือที่เป็น opensource ประเภทนี้ก็ได้รับความนิยมจนค่ายใหญ่ๆ หยิบเอามาสร้างบริการและทำส่วนเพิ่มเติมกันมากขึ้น ก็เลยรวบรวมไว้กันลืมสักหน่อย

Collabora ของ Google


Continue reading