ไม่ได้ตาม Alfresco มานานมากเนื่องจากใช้ Alfresco Enterprise บน Cloud ไม่ได้มาติดตั้งเองมานานมากแล้ว พอได้ไปเรียนเป็นเด็กหลังห้องวิชา Alfresco ในโครงการ OSS Fastrack Programme ทำให้อยากเล่นเวอร์ชั่นใหม่บ้าง สำหรับ Alfresco รุ่นใหม่ใช้ตัวติดตั้งของ BitRock เช่นเคยซึ่งอำนวยความสะดวกมากในเรื่องการติดตั้งทั้งในส่วน GUI และในส่วนที่เป็น command Line สำหรับในครั้งนี้เราจะมาติดตั้งบน Linux Server ผ่าน command line กันครับ ขั้นตอนแรกให้ดาวน์โหลด Alfresco มาก่อน โดยใช้คำสั่ง

wget -c http://dl.alfresco.com/release/community/build-00007/alfresco-community-4.0.e-installer-linux-x64.bin

เปลี่ยน permission และสั่งติดตั้งดังนี้

chmod +x alfresco-community-4.0.e-installer-linux-x64.bin
./alfresco-community-4.0.e-installer-linux-x64.bin

ตอบคำถามต่างๆ ดังนี้
* เลือกภาษาที่ต้องการติดตั้ง
* เลือกไดเรคทอรีที่ต้องการติดตั้ง
* กำหนดรหัสผ่านให้ผู้ดูแลระบบ
* กำหนด Alfresco Service

เมื่อติดตั้งเสร็จให้ Start Service ดังนี้

/etc/init.d/alfresco start

เข้าใช้งาน Alfresco ผ่านทางเบราเซอร์ดังนี้ http://localhost:8080/share สำหรับเอกสารการใช้งานและวิดีโอการใช้งานสามารถดูได้ที่ http://docs.alfresco.com/4.0/index.jsp ขอให้มีความสุขกับ Alfresco ครับ

ผมเคยพัฒนาซอฟต์แวร์ประเภท Groupware และ Collaboration System มาระยะหนึ่งได้เห็นจุดเด่นและจุดด้อยของซอฟต์แวร์ประเภทนี้ ทั้งในเรื่องที่ผู้ใช้ต้องการเช่น Work Flow, Privillege System และที่สำคัญคือ Document Management ตัวนี้ถือเป็นจุดขาดของซอฟตืแวร์ประเภทนี้เลยก้อว่าได้ แต่ปัญหามันไม่ได้เกิดแค่ Document Management ปัญหาที่ทุกคนมองข้ามคือ คุณมี Collaboration System หรือ DCM อยู่ในองค์กรคุณใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบได้ด้วยวิธีไหน? อัพโหลดผ่านเว็บหรือ? ถ้าคุณมีไฟล์สัก 50 ไฟล์คุณก้อคงคลิกจนมือหงิกเลยก้อได้

ผมก้อเจอปัญหานี้กับซอฟต์แวร์ของผมเช่นเดียวกัน แต่ก้อไม่ได้หาทางแก้ไขอะไร เพราะด้วยความคิดที่ว่ายังไงๆ เขาก้อต้องใช้ในองค์กรอยู่แล้ว แต่เราลืมไปว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไป deploy ใช้กันยังไง ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เอาซอฟต์แวร์ของผมไปใช้ก้อมันจะเช่าพื้นที่กับผู้ให้บริการโฮสติ้งแล้วก้อเอาซอฟต์แวร์ผมไปติดตั้งใช้งานกันทั้งออฟฟิตนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังโยนเอกสารผ่าน Internet ไม่ใช่ผ่านบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ใน Local Network นี่แหละจึงเกิดปัญหากับคนที่ใช้งานระบบพวกนี้อย่างจริงๆ จังๆ

ผมเองเป็นพวกบ้าพลังเรื่อง Office Automation, Paperless, Virtual Office เป็นเรื่องที่ผมให้ความสนใจมาก เพราะมันเจ๋ง ผมคิดว่าทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่ office ก้อได้อยู่ที่ไหนก้อได้ ต่อ net ผ่าน GPRS/Edge หรือ Wifi ที่ร้านกาแฟ คุณก้อสามารถสื่อสารและทำงานกับเพื่อนร่วมงานผ่านระบบ Collaboration System ได้ วกกลับเรื่องคุณใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบได้ด้วยวิธีไหน? จากปัญหาข้างต้นซอฟต์แวร์ประเภท Collaboration System และ Document Management System มักจะถูกพัฒนาเป็น Web Application ซึ่งทำให้วิธีการนำข้อมูลเข้าไปยังระบบถูกแช่แข็งไว้ที่ HTTP เป็นหลัก และนั่นแหละที่เกิดปัญหา Internet คุณเร็วแค่ไหน? หรือ เซอร์ฟเวอร์ที่คุณใช้ busy มากมั๊ย ให้บริการกับผู้ใช้ทั้งองค์กรได้หรือไม่? นั่นคือปัญหาที่ตามมาจาก คุณเอาข้อมูลเข้าไปยังระบบยังไง และความเร็วในการเอาข้อมูลเข้า เอาข้อมูลออกมากน้อยแค่ไหน?

ที่ทำงานผมคลั่ง Alfresco ECM กันมาก เรียกได้ว่าอะไรๆ ก้อ Alfresco ผมยังจำได้ตอนที่ผมพัฒนาระบบ Collaboration System ในช่วง 7 ปีที่แล้วใครๆ ก้อคลั่ง OSP ก้อคงจะอารมณ์เดียวกัน ซึ่งผมเองก้อคงไม่เอา OSP ไปเทียบกับ Alfresco ECM หรอกนะครับ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ พฤติกรรมการใช้งานไม่ว่าจะผ่านไปถึง 7 ปี พฤติกรรมการใช้งาน Collaboration System หรือ Enterprise Content Management ก้อเหมือนเดิมคือเอาข้อมูลขึ้นผ่าน HTTP อยู่เช่นเดิม แล้วความเร็วในการเอาข้อมูลเข้าเอาข้อมูลออก มีความเร็วมากน้อยแค่ไหน? ก้อคงขึ้นอยู่กับความเร็วอินเตอร์เน็ตขององค์กรนั่นเอง นั่นหมายความว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้ใช้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย น่าสนใจมากครับ

แต่ว่า Alfresco ECM ไม่ได้เปิดช่องทางในการนำเข้าข้อมูลเพียงแค่ผ่านหน้าเว็บเท่านั้น (คุณรู้บ้างมั๊ย) คุณยังสามารถนำเอาข้อมูลเข้าทางระบบเน็ตเวิร์คอย่าง CIFS หรือ SMB ได้เช่นกัน ลองนึกถึงตอนที่เราแชร์ไฟล์บน Windows หรือพิมพ์ smb://myserver/my-user-account/myfolder เป็นต้น นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้โปรแกรมง่ายๆ อย่าง Exploror, File Manager, Nautilus, Dolphin โยนไฟล์ผ่าน CIFS หรือ SMB เข้าไปยัง Alfresco ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านหน้าเว็บแต่อย่างใด ทีนี้คุณจะเอาไฟล์เข้าไปสักที่ไฟล์ก้อได้ หรือเอาไฟล์ออกจากระบบสักกี่ไฟล์ก้อได้ ในเวลาที่เร็วกว่า :) สำหรับออฟฟิตที่มีเครื่องถ่ายเอกสารตัวใหญ่ๆ ที่สามารถ Scan/FAX/Copy ผ่าน Network ได้ และรองรับ protocal CIFS หรือ SMB คุณก้อสามารถถ่ายเอกสารแล้วนำข้อมูลเข้าไปยัง Alfresco ECM ได้โดยตรง เจ๋งมั๊ย :)

เรื่อง Work Flow, Collaborative Working, Document Repository, Document Management มันก้อเป็นเรื่องปกติที่ ECM ส่วนใหญ่มีกัน แต่ที่สำคัญวันนี้คุณใช้ Alfresco ECM ของคุณเป็นแล้วหรือยัง?
 

Alfresco เป็นระบบจัดการเอกสารระดับ Enterprise ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายด้วยความสามารถในการจัดการเอกสารที่เรียกได้ว่าครบวงวรตั้งแต่การจัดการเอกสารพื้นฐาน รวมไปถึงระบบ workflow ที่กำหนดเส้นทางของเอกสาร การยืนยันเอกสาร นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้ในงานด้าน collaboration, record management, knowledge management, web content management หรือแม้กระทั่ง image management เรียกได้ว่า Alfresco อยู่ในระดับต้นๆ ของโปรแกรมจัดการงานเอกสารที่เป็นโอเพนซอร์สกันเลยทีเดียว

สำหรับการติดตั้ง Alfresco Community ในครั้งนี้ให้คุณติดตั้ง Ubuntu Server ให้เรียบร้อยพร้อมทั้งเรียกใช้ partner repository ใน /etc/apt/sources.list เพื่อใช้ติดตั้งแพคเกจ sun-java6-jdk ได้ ผมใช้ dms.example.com เป็น hostname มี IP Address เป็น 192.168.1.1/255.255.255.0 เปลี่ยนค่าข้างต้นตามค่าของคุณนะครับ เอาล่ะมาเริ่มติดตั้ง Alfresco กันเลย

แปลงร่างเป็น root กันก่อน

sudo -s

ติดตั้งโปรแกรมที่ต้องใช้

apt-get install mysql-server sun-java6-jdk imagemagick swftools openoffice.org-core openoffice.org-java-common openoffice.org-writer openoffice.org-impress openoffice.org-calc

คอนฟิดค่า JAVA_HOME ใน environment variable ที่ /etc/environment ดังนี้

JAVA_HOME="/usr/lib/jvm/java-6-sun/"

เรียกใช้ environment variable โดยไม่ต้อง logout แล้ว login ใหม่โดยใช้คำสั่ง

source /etc/environment

กำหนดค่า default character set เป็น UTF-8 เพื่อใช้ภาษาที่ซับซ้อน ป้องกันการแสดงผลภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัวอักษร ????? แก้ไขไฟล์ /etc/myql/my.cnf แก้ไขตรง [mysqld] ดังตัวอย่างข้างล่าง

[mysqld]
#
# * Basic Settings
#
#
# * IMPORTANT
# If you make changes to these settings and your system uses apparmor, you may
# also need to also adjust /etc/apparmor.d/usr.sbin.mysqld.
#
default-character-set = utf8

จากนั้น restart MySQL โดยใช้คำสั่ง

/etc/init.d/mysql restart

จากนั้นตั้งค่าฐานข้อมูล MySQL ให้กับ Alfresco

mysql -u root -p

สร้างผู้ใช้ สร้างฐานข้อมูล alfresco และกำหนดสิทธิ์เข้าถึง ดังนี้

CREATE DATABASE alfresco DEFAULT CHARACTER SET utf8 COLLATE utf8_unicode_ci;
GRANT ALL PRIVILEGES ON alfresco.* TO alfresco@localhost IDENTIFIED BY 'alfresco';
GRANT SELECT,LOCK TABLES ON alfresco.* TO alfresco@localhost IDENTIFIED BY 'alfresco';
FLUSH PRIVILEGES;
quit;

เมื่อได้ฐานข้อมูลแล้วสร้างที่เก็บ alfresco กันครับ

mkdir -p /opt/alfresco

จากนั้นดาวน์โหลดและคลี่ไฟล์ลงในไดเรคทอรีที่สร้างขึ้น

cd /opt/alfresco
wget http://dl.alfresco.com/release/community/build-2765/alfresco-community-tomcat-3.3.tar.gz?dl_file=release/community/build-2765/alfresco-community-tomcat-3.3.tar.gz -O alfresco-community-tomcat-3.3.tar.gz
tar zxvf alfresco-community-tomcat-3.3.tar.gz
rm -f alfresco-community-tomcat-3.3.tar.gz

มาคอนฟิก Alfresco กันต่อ เปิดไฟล์ alfresco-global.properties มาแก้ไขด้วยคำสั่ง

nano /opt/alfresco/tomcat/shared/classes/alfresco-global.properties

มาดูส่วนตั้งค่าพื้นฐานกันก่อน เปลี่ยนค่าจาก

###############################
## Common Alfresco Properties #
###############################
#
# Sample custom content and index data location
#-------------
dir.root=./alf_data
#
# Sample database connection properties
#-------------
db.name=alfresco
db.username=alfresco
db.password=alfresco
db.host=localhost
db.port=3306
#
# External locations
#-------------
#ooo.exe=soffice
#ooo.enabled=false
#img.root=./ImageMagick
#swf.exe=./bin/pdf2swf

เป็นค่าดังนี้

###############################
## Common Alfresco Properties #
###############################
#
# Sample custom content and index data location
#-------------
root.dir=/opt/alfresco/alf_data
#
# Sample database connection properties
#-------------
db.name=alfresco
db.username=alfresco
db.password=alfresco
db.host=localhost
db.port=3306
#
# External locations
#-------------
ooo.exe=/usr/lib/openoffice/program/soffice
ooo.enabled=true
img.root=/usr
swf.exe=/usr/bin/pdf2swf

ถ้าต้องการใช้ Alfresco ผ่านทาง Windows Share ให้ตั้งค่า CIFS โดยเพิ่มค่า config ดังนี้

#
# CIFS Support
#------------------------
cifs.enabled=true
cifs.serverName=dms
cifs.ipv6.enabled=false
cifs.tcpipSMB.port=1445
cifs.netBIOSSMB.namePort=1137
cifs.netBIOSSMB.datagramPort=1138
cifs.netBIOSSMB.sessionPort=1139

เริ่ม Alfresco และเรียกใช้ OpenOffice.org แบบ services

/usr/lib/openoffice/program/soffice "-accept=socket,host=localhost,port=8100;urp;StarOffice.ServiceManager" -nologo -headless -nofirststartwizard &

จากนั้น อัพเดท firewall เพื่อ forward port ไปยัง Alfresco CIFS (กรณีที่ไม่ใช้ CIFS ไม่ต้องตั้งค่าก็ได้ครับ)

iptables -t nat -A PREROUTING -p tcp -m tcp --dport 445 -j REDIRECT --to-ports 1445
iptables -t nat -A PREROUTING -p tcp -m tcp --dport 139 -j REDIRECT --to-ports 1139
iptables -t nat -A PREROUTING -p udp -m udp --dport 137 -j REDIRECT --to-ports 1137
iptables -t nat -A PREROUTING -p udp -m udp --dport 138 -j REDIRECT --to-ports 1138

จากนั้น start Alfresco ดังนี้

cd /opt/alfresco
./alfresco.sh start

เข้าใช้งาน Alfresco DMS ผ่านทาง browser ที่ http://192.168.1.1:8080/alfresco
เข้าใช้งาน Alfresco Share ผ่านทาง browser ที่ http://192.168.1.1:8080/share
ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ admin และรหัสผ่าน admin
สำหรับการเรียกใช้งานผ่าน CIFS Share บน Windows เรียกใช้ดังนี้ \dmsalfresco

ที่มา – How To Install Alfresco Community 3.3 On Ubuntu Server 10.04 (Lucid Lynx)

เนื่องด้วยศูนย์สนับสนุนและถ่ายทอดโอเพนซอร์สเทคโนโลยีเพื่อการใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ในองค์กร ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดโครงการอบรม ดังต่อไปนี้

  1. การสร้างรายงานด้วย iReport and Jasper Server วันที่ 22 – 26 มีนาคม 2553
  2. การบริหารจัดการเอกสารในองค์กรด้วย Alfresco รุ่นที่ 1 วันที่ 5 – 9 เมษายน 2553
  3. การบริหารจัดการเอกสารในองค์กรด้วย Alfresco รุ่นที่ 2 วันที่ 26 – 30 เมษายน 2553

สำหรับบุคลากรและผู้สนใจทั่วไป ณ ห้อง 310 ชั้น 3 อาคาร ทวี ญาณสุคนธ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://oss4corp.cs.sci.ku.ac.th ทั้งนี้การอบรมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการถ่ายทอดโอเพนซอร์สเทคโนโลยี เพื่อการใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ในองค์กร

พอดีได้รับข่าวจาก Alfresco (Open Source ECM, Enterprise Content Management) ว่าจะมีการจัดอบรมในเอเชียหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และประเทศไทย สำหรับในประเทศไทยนั้น จะเป็นหลักสูตร Intensive Alfresco Training for Development ระเวลา 5 วัน วันที่ 3-7 สิงหาคม 2552 โดยมีรายละเอียดหลักสูตรดังนี้

Alfresco Administration

Section 1: System Installation and Configuration

Module 1: Installing and setting up Alfresco

Module 2: Configuring the repository

Module 3: Configuring the file system

Module 4: Troubleshooting the system

Section 2: Maintenance, Migration and Security

Module 5: Exporting and importing

Module 6: Backing up and restoring the system

Module 7: Security and permissions

Alfresco Customization

Section 1: Content Modeling

Module 1: Domain models

Module 2: Modifying the Domain model

Section 2: Web Client Configuration

Module 3: Web Client configuration

Module 4: Web Client customization

Alfresco API Development

Section 1: Getting Started

Module 1: Development Environment

Module 2: Alfresco Repository Architecture

Section 2: Developing against the Alfresco Repository

Module 3: Spring Framework

Module 4: Foundation Services API

Module 5: JCR API

Module 6: Web Services API

Module 7: Separating concerns using AOP

Section 3: Extending the Alfresco Repository

Module 8: Repository Actions

Module 9: Repository Policies

Module 10: Content Transformers

Module 11: Metadata Extractors

Section 4: Extending the Alfresco Web Client

Module 12: JavaServer Faces

Module 13: Actions Framework

Module 14: Dialog Framework

Module 15: Wizard Framework

Section 5: Packaging Extensions

Module 16: Alfresco Module Packages

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 1,999 USD หรือ ประมาณ 70,000 บาท (ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท)  สำหรับหน่วยงานที่สนใจ สามารถเข้าไปสมัคร และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cignex.com/site/services/training/schedule

เกี่ยวกับ Alfresco ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.alfresco.com

 

ผู้ผลิตในกลุ่มโอเพ่นซอร์สอย่าง Ingres และ Alfresco ต่างร่วมมือกันเพื่อพัฒนา software appliance ซึ่งจะรวมเอาฐานข้อมูล Ingres เข้ากับแพล็ตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลของ Alfresco โดยหวังว่าการร่วมมือกันนี้จะทำให้เกิดเครื่องมือที่เป็นทางเลือกใหม่นอกเหนือจาก Microsoft SharePoint

จะว่าไปแล้วทั้งคู่ก็รวมผลิตภัณฑ์เข้าไว้ด้วยกันมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้กำลังจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งโดยเล็งว่าจะพัฒนาไปสู่เครื่อง Appliance ซึ่งจะใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ และติดตั้งบนฮาร์ดแวร์ทั่วไปได้ เพราะจากการตอบรับของผู้ใช้พบว่าลูกค้าต้องการเข้าสู่ระบบและทำงานได้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยที่เครื่อง Appliance นั้นจะเป็นศูนย์รวมให้ลูกค้าทำงานที่จุดเดียว ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนนี้ Ingres จะให้บริการ

ซึ่งล่าสุด BI Appliance จาก Ingres ซึ่งใช้ซอฟต์แวร์จาก JasperSoft ทำให้บริษัทเห็นว่า Appliance นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ง่ายกว่าในการนำเทคโนโลยีไปสู่ลูกค้า เพราะหลาย ๆ บริษัทไม่จำเป็นต้องมองหาฐานข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม แต่แทนที่บริษัทจะขยับตัวไปเป็นคู่แข่งกับ SharePoint กลับกลายเป็นว่า Alfresco นั้นรองรับทั้งโพรโตคอลของ Office และ SharePoint ซึ่งเมื่อ SharePoint นั้นทำงานร่วมกับชุดแอพพลิเคชัน Office ดังนั้นโพรโตคอลนี้จึงช่วยให้ Alfresco ทำงานอยู่เบื้องหลังได้อย่างสมบูรณ์

โดยงานนี้ Ingres จะคิดราคาต่อซีพียูอยู่ที่ 32500 ดอลลาร์ สำหรับบริการ Support ต่อปีของเครื่อง Appliance ซึ่งซีพียูในที่นี้จะนับจำนวนต่อซ๊อกเก็ต เทียบกับที่บริษัทคิดราคา 8000 ดอลลาร์ต่อซ๊อกเก็ตเช่นกันสำหรับผลิคภัณฑ์ฐานข้อมูล งานนี้จึงดูเหมือนกับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้ใคร แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าจะมีเทคโนโลยีใดบ้างกันแน่ ที่จะรองรับการทำงานได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนมีนาคม 2552

Alfresco Open Source ECM ออก 3.0 แล้วเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากให้รอนานตั้งแต่ 3.0a-3.0d เลยทีเดียวแต่สำหรับในเวอร์ชั่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงจาก 2.9 อย่างมากที่เห็นได้ชัดเจนคือ release เวอร์ชั่นบ่อยและเร็วมาก สำหรับ app ตัวใหม่ที่ติดมาด้วยคือ Alfresco Share ใครเคยใช้ Microsoft SharePoint ก้ออารมณ์เดียวกันครับ สำหรับ feature เล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่มเข้ามาอย่างเช่น การ feed content ใน space หรือการกำหนด rule ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก plug-in เชื่อมโยงกับ Microsoft Office ฯลฯ สาวก Alfresco ไม่ควรพลาด สำหรับเวอร์ชั่น Lab 3.0 จะมี Alfesco Studio เพิ่มเข้ามาเป็น mocup นะครับยังทำงานไม่ได้ 100% แต่ก้อใช้งานได้ดีเลยทีเดียว ในเวอร์ชั่น 3.0 นี้ใครไม่ได้ใช้ Alfresco Share แล้วจะเสียดายครับ แล้วคุณจะรู้ว่า Alfresco Share สนุกกว่า Alfresco เสียอีก อยากรู้จัก Alfresco Share ให้มากกว่านี้อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wiki ของ Alfresco ได้เลยครับ

 

ที่มา – Alfresco Enterprise 3

Matthew Aslett ได้เขียนบล็อกเอาไว้เรื่องปัญหาของ Dual Licensing ที่เกิดขึ้นกับ Alfresco ซึ่งกระทู้ในฟอรัม ในส่วน Licensing กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาและกลายเป็นปัญหาของโมเดลการทำธุรกิจโอเพนซอร์สโดยใช้ Dual Licensing ซึ่งทำให้สับสนกันมากแม้กระทั่งพนักงานใน Alfresco เอง กระทู้นี้เขียนขึ้นโดย Jerico ซึ่งเป็น partner ที่มีปัญหาเรื่อง dual license นี้โดยปัญหาเกิดจากโปรดัก 2 ตัว คือ Alfresco Enterprise Edition และ Alfersco Labs (แต่ก่อนใช้ชื่อ Alfresco Community) สรุปใจความรวมได้ดังนี้

1. Alfresco partners สามารถยกเลิกสัญญาอนุญาติแบบ GNU/GPL ที่ได้รับในรุ่น Alfresco Community Edition ได้
2. Alfersco Community Edition เป็นรุ่นที่เข้ากันได้กับ OSI ว่าเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่ Alfersco Community Edition ไม่ใช่
3. พนักงานของ Alfresco ใช้คำว่า "open source" แทนกว่าคำว่า "shared source" หรือ "proprietary source" เมื่อพูดถึง Alfresco Enterprise Edition ทั้งๆที่ Alfersco Community Edition เป็นรุ่นที่เข้ากันได้กับ OSI

ผู้ที่ตอบกระทู้ตามมาอย่างรวดเร็วและเคลียมากที่สุดคือ Matt Asay ซึ่งเป็นสมาชิกในบอร์ดบริหารของ Open Source Initiative และเป็นที่ปรึกษา Alfresco ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาตอบคำถามของ Jerico โดยสรุปดังนี้

1. ไม่ใช่ ผิดถนัด 100%
2. ใช่ คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว
3. ไม่ใช่ ผิด 100% พนักงานไม่ควรพูดอะไรอย่างนั้น เพราะอาจเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นอย่างอื่น ที่เขาพูดอย่างนั้นเพราะว่า 100% ของโค้ดมาจาก GPL รวมไปถึงโค้ดที่อยู่ในรุ่น Enterprise ด้วย ที่ทำเป็น Dual License ก้อเพราะจุดประสงค์ในการขายแลเป็นะความต้องการของลูกค้าของเราด้วย

ซึ่งคำตอบของ Matt น่าจะจบปัญหาทั้งหมดแต่มันไม่ใช่อย่างนั้น กลับกลายเป็นปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาอีก ปัญหาใหญ่ 2 ข้อคือ

1. Alfresco Enterprise Edition เป็น "โอเพนซอร์ส" หรือเปล่าตามความหมายและข้อกำหนดของ OSI
2. ทำไมพนักงานของ Alfresco ถึงบอกว่า Enterprise Edition เป็น GPL ในเมื่อมันไม่ใช่

Matt อธิบายต่อว่าทำไม Alfresco เชื่อว่ามันเป็นสิทธิที่สามารถพูดได้ว่าบริษัทและผลิตภัณฑ์ของเขาเป็นโอเพนซอร์สตาม Open Source Definition ซึ่งอ้างอิงกับการพัฒนาและสัญญาอนุญาติซึ่งแจ้งไว้ในโค้ด

แต่อย่างไรก้อตามผมเองก้อยังเห็นด้วยกับ Jerico ในเรื่องหน้า Alfresco comparison page ที่บอกว่าในรุ่น Enterprise Edition ไม่ได้ถูก Approve โดย OSI License นั่นหมายความว่า (Alfresco Enterprise Edition ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สด้วย)  หลายคนอาจเห็นด้วยกับ Matt เพราะการแบ่งออกเป็น 2 License ถือว่ารับได้และ คงไม่มีใครในโลกที่แคร์ว่าถ้า Alfresco แบ่งแยกระหว่าง "Open Source Software" และ "Commercially-licensed open source-developed software" แต่วิธีการแบบนี้อันตรายนิดหน่อยเวลากล่าวถึงเรื่องนี้

Matt และ Jerico เห็นด้วยว่าถ้า Alfresco เพิ่มในส่วน proprietary extension (ส่วนเสียตังค์) ในรุ่น Alfresco Labs ที่เสถียรแล้วและทำตาม Open Core Licensing model และ Matt ก้อกำลังอภิปรายใน Blog ของเขาที่ Cnet ซึ่งเขาคิดว่าวิธีนี้ง่ายกว่าการแบ่งออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน

Alfresco เองก้อคงไม่ทำตามนั้นเท่าที่ผมเดาแต่เท่าที่ผมคิดในฟอรัมนี้มีข้อมูลดีๆและเข้าใจได้ง่ายทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 รุ่น แต่ผมไม่อยากให้ใครคิดตามผมนะว่ากลยุทธที่ Alfresco ใช้ไม่ดี แต่ผมคิดว่าฟอรัมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการอภิปรายของบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สในโลกปัจจุบัน

 

ที่มา – Afresco Forum , 541 CAOS