เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา BSA รายงานผลการสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) ที่มีต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และทรัพย์สินทางปัญญา พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ใช้พีซีทั่วโลก คิดเป็นร้อยละ 47 จัดหาซอฟต์แวร์มาใช้งานผ่านทางวิธีที่ผิดกฎหมายอยู่ตลอดเวลา และในประเทศกำลังพัฒนา จำนวนของผู้ใช้พีซีที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ปรากฎออกมาเป็นตัวเลขที่สูงมาก กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการสำรวจครั้งสำคัญนี้ ผ่านทางบล็อก BSA TechPost ผู้ที่ทำการสำรวจครั้งนี้ให้แก่ บีเอสเอ คือ บริษัท Ipsos Public Affairs โดยสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้พีซี 15,000 คน ใน 32 ประเทศ รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้ใช้พีซี 400 ถึง 500 คนในแต่ละประเทศ ทั้งแบบสัมภาษณ์สด และสัมภาษณ์ออนไลน์

การสำรวจครั้งนี้ พบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาจัดหาซอฟต์แวร์มาใช้งาน โดยผิดกฎหมายอยู่เป็นประจำ เช่น ซื้อหนึ่งไลเซ็นต์ สำหรับหนึ่งโปรแกรม สำหรับใช้งานคนเดียว แต่กลับมาติดตั้งโปรแกรมดังกล่าวลงบนคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง หรือดาวน์โหลดโปรแกรมจากเครือข่ายเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer Network) ต่างๆ แม้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เหล่านี้จะแสดงตนว่าสนับสนุนหลักการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็ตาม จากจำนวน 32 ประเทศที่ทำการสำรวจ พบว่ามีประเทศในเอเชีย-แปซิฟิคอยู่ 9 ประเทศ และ 6 ใน 9 ได้แก่ จีน เวียดนาม มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ พบว่ามีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในระดับบุคคล อยู่ใน 10 อันดับแรก ของประเทศทั้งหมดที่ทำการสำรวจ
การสำรวจยังพบว่า ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งมีจำนวนสูงมากในประเทศกำลังพัฒนา มีความเชื่อผิดๆ ว่าวิธีผิดกฎหมายที่ได้ซอฟต์แวร์มานั้น ในความเป็นจริงแล้ว เป็นวิธีที่ไม่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน ยังเชื่อว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เป็นเรื่องปกติ และไม่เชื่อว่าจะถูกจับได้ ที่สำคัญ คือ ผู้บริหารในองค์กรธุรกิจทั่วโลก ต่างมีพฤติกรรมและความคิดเห็น ที่ไม่ต่างไปจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์เหล่านี้เลย สำหรับ 5 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิค พบว่าอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในระดับผู้บริหาร อยู่ใน 10 อันดับแรก ของประเทศทั้งหมดที่ทำการสำรวจ

ที่มา – OpenSource2Day

เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมผลิตสินค้า อุตสาหกรรมออกแบบ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดให้อยู่ในกลุ่มที่พบว่ามีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สูงจากสถิติที่ผ่านมา องค์กรธุรกิจที่ถูกตรวจค้นในครั้งนี้ประกอบด้วยบริษัทรับเหมาก่อสร้าง พบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 47 เครื่อง และโรงงานสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหลายสิบเครื่อง คิดเป็นมูลค่า 378,000 บาท องค์กรธุรกิจที่ถูกตรวจค้นนี้ มีรายรับเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 266.5 ล้านบาท ตามรายงานที่ปรากฏต่อสาธารณะ

จากสถิติของกองบังคับการปราบปรามและการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โรงงานผลิตสินค้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่พบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มากที่สุด ตามด้วยอุตสาหกรรมออกแบบและอุตสาหกรรมก่อสร้างและออกแบบ โดยในปีพ.ศ. 2553 อุตสาหกรรมโรงงานผลิตสินค้า มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 179.5 ล้านบาท
“ตำรวจกำลังเร่งตรวจค้นองค์กรธุรกิจที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์” นางสาว วารุณี รัชตพัฒนากุล โฆษกของกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์กล่าว “เราเริ่มเห็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมโรงงานผลิตสินค้า อุตสาหกรรมออกแบบ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตลอดจนกิจการอื่นๆ ด้วย นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม และเจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรมที่สร้างธุรกิจให้เติบโตจากทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง

นวัตกรรมและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา คือ รากฐานสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งใช้นวัตกรรมเป็นตัวผลักดัน หรือสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมถึงโอกาสในการเป็นเจ้าของกิจการ และการจ้างงาน

“แม้ว่าอาจมีเสียงบ่นบ้างในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ความเป็นจริงคือซอฟต์แวร์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ลองคิดดูว่าในแต่ละวันองค์กรธุรกิจใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมายขนาดไหน แล้วจะบอกว่าองค์กรธุรกิจในประเทศไทยไม่พร้อมที่จะลงทุนในซอฟต์แวร์ได้อย่างไร ในเมื่อซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในองค์กรธุรกิจมากกว่าสิ่งอื่นๆ องค์กรธุรกิจไม่อาจดำเนินกิจการได้หากปราศจากซอฟต์แวร์ ไม่มีข้ออ้างใดๆ เลยที่องค์กรธุรกิจจะหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนได้”

เจ้าหน้าที่ตำรวจบก. ปอศ. กล่าวว่าอุตสาหกรรมที่มีสถิติการ ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สูง คือ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ก่อสร้าง ออกแบบ จัดจำหน่าย ขายสินค้า และสถาปนิก ควรเร่งดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่ากิจการของตนไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

ตั้งแต่ต้นปีนี้ ตำรวจเข้าตรวจค้นโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนเกือบ 20 แห่ง ซึ่งใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนในการดำเนินกิจการ ในปีพ.ศ. 2553 ก็เช่นเดียวกัน โรงงานอุตสาหกกรมจำนวนเกือบ 50 แห่ง ถูกสอบสวนและถูกตรวจค้นในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ กิจการด้านออกแบบเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาก ในปีพ.ศ. 2553 บริษัทออกแบบและสถาปนิกกว่า 40 แห่ง ถูกสอบสวนและถูกตรวจค้นในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ย้ำว่า องค์กรธุรกิจคือเป้าหมายหลักของการตรวจค้นการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

ที่มา – opensource2day

ตำรวจเข้าตรวจค้นองค์กรธุรกิจ 10 แห่ง พบใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์รวมมูลค่า 11.9 ล้านบาท องค์กรธุรกิจที่ถูกตรวจค้นมีสินทรัพย์รวม 117 ล้านบาท และยอดขายทั้งปีรวม 740 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีรายงานว่า จากความพยายามครั้งล่าสุดในการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศ ไทยดำเนินไปได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในการเข้าตรวจค้นองค์กรธุรกิจ ที่ต้องสงสัยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ในการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยระลอกแรกนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการและกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก. ปอศ.) เข้าตรวจค้นองค์ธุรกิจจำนวน 10 แห่ง และพบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์รวมมูลค่า 11.9 ล้านบาท

“นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การเข้าตรวจค้นจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้” พ.ต.อ. ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการ บก. ปอศ. กล่าว “เราประกาศไว้ว่าจะกวาดล้างการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเราจะทำตามนั้น” องค์กรธุรกิจแต่ละแห่งที่ถูกตรวจค้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบริษัทเอกชนไทย สินทรัพย์รวมของบริษัทเหล่านี้มีมูลค่าเกือบ 717 ล้านบาท และยอดขายรวมในปีพ.ศ. 2552 ของบริษัทเหล่านี้สูงถึง 740 ล้านบาท

“บริษัทเหล่านี้ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพอที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ได้” พ.ต.อ. ชัยณรงค์ กล่าวในการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพบมีการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 409 โปรแกรม ทั้งโปรแกรมของออโต้เดสค์ (Autodesk) ไมโครซอฟต์ (Microsoft) และไทยซอฟต์แวร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (Thai Software Enterprise) ในพีซีจำนวน 69 เครื่อง

นอกจากการเข้าตรวจค้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจยังเร่งดำเนินกระบวนการสืบสวนและขอหมายค้นจากศาล โดยมีรายชื่อองค์กรธุรกิจในประเทศไทย ที่ต้องสงสัยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ราว 2,000 รายชื่อ อยู่ในมือองค์กรธุรกิจบางแห่งใช้แต่ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น แต่บางแห่งก็เพียงแต่มีใบอนุญาตให้ใช้งานซอฟต์แวร์ หรือไลเซนส์ ไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจบก. ปอศ. คาดว่า การเข้าตรวจค้นการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จะดำเนินไปอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น จนถึงสิ้นปีนี้ เมื่อดูจากการได้รับอนุมัติหมายค้น หลักฐานที่ได้จากการสืบสวน เบาะแส และข้อร้องเรียนจากเจ้าของสิทธิ์

“ความพยายามลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของเราในปีนี้ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เราเข้าตรวจค้นองค์กรธุรกิจต้องสงสัยหลายแห่งทุกสัปดาห์” พ.ต.อ. ชัยณรงค์ กล่าว “เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี เราต้องเร่งปฏิบัติงาน เนื่องจากเรามีหน้าที่โดยตรงในการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยเพื่อประโยชน์ ด้านการค้าระหว่างประเทศ และเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของไทย” อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บนพีซีในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 75 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าตรวจค้นองค์กรธุรกิจต้องสงสัยทุกสัปดาห์ ผู้มีอำนาจของกรรมการขององค์กรธุรกิจที่ละเมิดลิขสิทธิ์ต้องรับโทษตามกฎหมาย ทั้งโทษปรับและโทษจำตลอดทั้งปีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจ มูลค่าทั้งสิ้นเกือบ 400 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำว่า การเข้าตรวจค้นการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มุ่งเป้าไปที่องค์กรธุรกิจ เท่านั้น การกล่าวอ้างว่ามีการเข้าตรวจค้นโรงเรียน สถาบัน และองค์กรสาธารณะต่างๆ นั้นไม่เป็นความจริง

ที่มา – opensource2say

ช่วงงานสัมมนาของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ที่งานคอมมาร์ตที่ผ่านมามีการจุดประเด็นใหญ่เกี่ยวกับโอเพนซอร์สหลายอย่าง คิดว่าเพราะการจัดตารางให้ดูน่าสนใจซึ่งบริษัทต่างชาติอย่าง Microsoft ก็มาเปิดตัว Microsoft Office 2010 ทางบริษัท OSDev ก็มาเสนอทางแก้ปัญหาในการเลือกใช้ Office Suite หากไม่ต้องการละเมิดลิขสิทธิ์หันมาใช้โอเพนซอร์สเพราะคุณสมบัติเพียงพอกับความต้องการพื้นฐานอยู่แล้ว ต่อด้วย BSA มาพูดเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ซึ่ง BSA ชี้จุดประเด็นเรื่องนโยบายที่เป็นกลางของรัฐต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ การช่วยให้ภาคอุตสหกรรมซอฟต์แวร์เติมโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่มุ่งส่งเสริมการใช้โอเพนซอร์ส การส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาจะนำสู่ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการจุดประเด็นเล็กๆ ที่สามารถทำให้ NECTEC และ NSTDA ที่กำลังสัมนาเรื่อง New Trends in Library and Information Management อยู่สะเทือน เพราะเทคโนโลยีในการพัฒนาที่วางรากฐานการมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีโอเพนซอร์สและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นหลัก ทำให้เกิดการโต้ข่าวกันผ่านทางหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในวันเดียวกัน ว่า

รัฐยังให้โอกาสโอเพ่นซอร์สน้อยไป ทั้งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกผู้เริ่มธุรกิจ และเปิดทางพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ จากซอร์สโค้ดที่เปิดกว้าง ตอบโจทย์เชิงเศรษฐกิจได้ดีกว่า นายวิรัช ศรเลิศล้ำวณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ความเห็นของบีเอสเอ เป็นความเห็นของฝ่าย ธุรกิจ อาจมองประโยชน์จากธุรกิจมากกว่า ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลาง ไม่ได้ขายสินค้า แต่เรื่องโอเพ่นซอร์สหากมองมุมสังคม เป็นการเพิ่มทางเลือกแก่สังคม และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็เป็นช่องทางการ สร้างนักพัฒนาขึ้นมา ต่างจากซอฟต์แวร์ผู้ขาดที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ (proprietary) ซึ่งไม่เปิดเผยซอร์สโค้ด

ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเป็นทางเลือก หรือความเหมาะสมต่อกรณีที่มีธุรกิจมากพอ ไม่ต้องลำบากใจนักก็ซื้อซอฟต์แวร์ใช้ แต่จะซื้ออะไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจ หรือทุนน้อย ก็มีซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเป็นทางเลือกที่ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ไม่สามารถให้ได้ อย่างมากที่สุดจะเปิดทดลองให้ 2-3 เดือนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ในแง่การพัฒนา ก็เห็นว่า ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา หรือนำมาลงทุนพัฒนาให้ดีขึ้นได้ แต่ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สมีซอร์สโค้ดให้ดู ให้ศึกษา จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักพัฒนาที่เข้าสู่วงการทีหลัง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์สังคมเชิงเศรษฐกิจได้ดีกว่า

อ่านฉบับเต็มได้ที่ – กรุงเทพธุรกิจ

บก.ปศท.ยอมรับตามหลังพวกกระทำเรื่องอาชญากรรมตลอด เพราะเป็นฝ่ายป้องกัน ขณะที่อาชญากรเป็นฝ่ายคิดและทำ ย้ำตามจับการละเมิดลิขสิทธิ์ยุคนี้ยากมาก โจรรู้ช่องโหว่กฎหมาย ประกาศปีนี้ดำเนินการเชิงรุกบุกจับอย่างจริงจัง เผย 2-3 เดือนของปีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสู่การจับกุมซอฟต์แวร์เถื่อนองค์กรธุรกิจ มูลค่ากว่า 25 ล้านบาท ส่วนปีที่ผ่านมามูลค่าการจับกลุ่มประมาณ 170 ล้านบาท
      
พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผู้บังคับการกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) กล่าวว่า ปีนี้ตำรวจจะดำเนินการอย่างจริงจังกับการเข้าตรวจค้นบริษัทละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์องค์กร หลังจากมีการประกาศไว้เมื่อเปิดตัวโครงการรวมใจใช้ซอฟต์แวร์แท้แห่งชาติปี ที่ 2 ว่าจะกำจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้หมดไปจากประเทศไทย โดยบุกเข้าตรวจค้นห้างร้านหลายแห่งในไตรมาสแรกปีนี้ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์
      
ในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ ผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสู่การจับกุมซอฟต์แวร์เถื่อนมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติในหลายหลากกลุ่มธุรกิจถูกดำเนินคดี ส่งผลให้ผู้บริหารของบริษัทอาจต้องรับโทษปรับและโทษจำคุกตามกฎหมาย ส่วนปีที่ผ่านมามีการจับกุมคิดเป็นมูลค่ากว่า 170 ล้านบาท
      
บริษัท ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและการผลิตเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในเป้าหมายของการ ตรวจค้นขณะนี้ ตำรวจได้รับเบาะแสจำนวนมากจากพนักงานของบริษัทหรือผู้จัดการแผนกไอที และตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้จะมีการเข้าตรวจค้นบริษัทในทุกภาคของประเทศ ทั้งเชียงใหม่ กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ
      
พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รองผู้บังคับการ บก.ปศท. กล่าวว่า การปราบปรามทรัพย์สินทางปัญญาทางรัฐบาลกำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่ง ปราบปรามและกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทาง บก.ปศท.ก็รับมาปฏิบัติการเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกเรื่อง โดยเฉพาะซอฟต์แวร์จะมีการร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทนเจ้าของ ลิขสิทธิ์ ถ้ามีการสืบสวนจนแน่ชัดก็จะพร้อมเข้าไปดำเนินการจับกุมทั่วประเทศ
      
สำหรับแผนเชิงรุกจะดำเนินการใน 3 เรื่องหลักคือ

1.การให้ความรู้กับผู้ใช้และประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงการกระทำที่ถูกกฎหมาย

2. การให้รางวัลนำจับซึ่งมีอยู่แล้ว

3.ร่วมกับเจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องตรวจค้นมากขึ้น เพราะคดีการละเมิดลิขสิทธิ์จะทำโดยลำพังไม่ได้ ต้องทำงานร่วมกับเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์
      
รองผู้บังคับการ บก.ปศท. กล่าวว่า เป้าหมายในการจับกุมการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์องค์กรบก.ปศท.ตั้งไว้ว่าจะ สามารถสืบสวนได้เดือนละประมาณ 5 บริษัท หรือประมาณ 60 บริษัทในสิ้นปีนี้ แต่การจับกุมก็ขึ้นอยู่กับการแจ้งของเจ้าของลิขสิทธิ์หากแจ้งจับมากก็จับได้ มาก แจ้งน้อยก็จับน้อย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการจับกุมซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสมากสุดเพราะมีอยู่ทุกเครื่อง รองลงไปคือไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ และซอฟต์แวร์ออกแบบ
      
แต่การจับกุมในยุคนี้ทางบก.ปศท.ยอมรับว่า ยากมาก เพราะผู้กระทำผิดอาศัยช่องโหว่กฎหมายเป็นช่องทางทำมาหากิน เนื่องจากมีฎีกาออกมาว่ามีการล่อซื้อกับการล่อให้กระทำผิด ทั้งนี้ หากเป็นการล่อให้กระทำผิดศาลจะยกฟ้องทุกราย อย่างทุกวันนี้ผู้ค้าของผิดกฎหมายติดประกาศเลยว่าไม่ติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิด ลิขสิทธิ์ในเครื่องให้ แต่ขายอย่างเดียว เพราะหากเข้าไปล่อซื้อแล้วขอให้เขา
ติดตั้งซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายให้ถือว่าเป็นการล่อให้กระทำผิด ถ้าฟ้องศาลก็มีการยกฟ้อง ซึ่งทำให้เป็นอะไรที่ยากขึ้น นอกจากนี้ผู้ค้าก็เริ่มรู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเจ้าพนักงานมีคนไม่มากเท่าไหร่

ที่มา : CYBER BIZ –Manager Online