Performance Module เป็นโมดูลที่ไว้ใช้วัดประสิทธิภาพในการทำงานแต่ละตำแหน่ง และกำหนดไว้ว่ามีถึงระดับไหนบ้าง โดยในโมดูลนี้ จะมีโมดูลย่อย 5 โมดูล ได้แก่ KPI List, Add KPI, Copy KPI, Add Review และ Review

1. KPI List เป็นการแสดงเกณฑ์ในการวัดประสิทธิภาพในการทำงานแต่ละตำแหน่ง โดยหากจะทำการดู จะต้องเลือกที่ Performance แล้วคลิก KPI List แล้วทำการเลือกตำแหน่งงานที่ต้องการดู หรือ ถ้าจะดูทั้งหมดให้กด Search ได้เลย และยังสามารถเพิ่มเกณฑ์ในการวัดประสิทธิภาพในการทำงาน ได้จากหน้านี้ด้วย โดยการคลิกที่ Add หรือจะเข้าโมดูล Add KPI ก็ได้
Continue reading

ก่อนบทความนี้ทำใจให้เป็นกลางและเปิดใจรับในสิ่งที่ผมกำลังจะบอกเล่าว่าทำไมคุณควรเลือก Commercial หรือควรเลือก Community ผมมองดูความก้าวหน้าของกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะอยู่ใน platform ใดๆ Windows, Linux, Mac หรือ Solaris สิ่งที่หลากหลายบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ในแนวทางโอเพนซอร์สมักจะทำคือการเปิดให้ซอฟต์แวร์ของตัวเองเป็นโอเพนซอร์ส 1 เวอร์ชัน ส่วนอีกเวอร์ชันนึงขาย แต่ก้อไม่เสมอไปเพราะเวอร์ชันที่เป็นโอเพนซอร์สบริษัทเหล่านั้นก้อยังสามารถหารายได้จากการซัพพอร์ทได้อีกเช่นกัน หลายๆคนอาจเคยได้ยินเรื่อง Duel Licensing หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาติแบบคู่ คือเป็นโอเพนซอร์สและเป็น commercial ด้วย วิธีการแบบนี้มีเยอะให้เห็นจนชินตา เอาเป็นว่าอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ เราเป็นผู้บริโภค เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในแบบใด Pure Open Source หรือ Commercial Open Source

เอาล่ะถ้าเราคิดกันเล่นๆ การที่ผลิตซอฟต์แวร์ออกมา 2 เวอร์ชั่น รุ่นหนึ่งเป็น Open Source สำหรับชุมชน สำหรับลุกค้าหน้าใหม่ สำหรับคนอยากลอง อีกรุ่นหนึ่งเป็น Commercial สำหรับองค์กรที่อยากใช้จริงๆ จังๆ ผู้มีกระเป๋าหนัก  ผู้ที่ต้องการซัพพอร์ท ฯลฯ 108 เหตุผลที่จะเอามาอ้างกันนะครับ มีอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่าคิดคือเรื่อง TCO (Total Cost Ownership)  ที่ถูกนำมาเป็นจุดตัดสินใจของลูกค้า เอาล่ะอย่างน้อยก้อเรื่อง feature และ price performance ล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากได้ Open Source Mail Solution สักตัวหนึ่งเขามี feature เยอะมากประมาณว่าเห็นแล้วอยากใช้เลยล่ะ แต่ทางบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและรับ Implement มีทางเลือกให้ คือ Community Version และ Commercial Version ซึ่งแน่นอนต้องมีตารางเปรียบเทียบ feature และการบริการต่างๆ อย่างแน่นอน ซึ่งก้อรู้อยู่แล้วว่าอันที่เสียเงินมันย่อมดีกว่า และ feature คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ มีบาง feature ก้อแทบไม่ได้จำเป็นต้องใช้เลยก้อมี เอ้าแล้วจะเลือกอย่างไร? หากมองที่ TCO ผมจะยกตัวอย่างโอเพนซอร์ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลตัวหนึ่งก้อแล้วกันครับ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ตัวที่ว่านี้คือ MySQL คงจะคุ้นๆ นะครับ

ผมเอาตัวอย่างจากที่ผมเลือกว่าผมทำไมเลือกใช้ MySQL แทนที่จะเลือก Microsoft SQL Server 2005 หรือ Oracle 10g ผมพัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชั่นทางด้านโอเพนซอร์สมาได้สัก 7-8 ปีได้แล้วครับ ปัญหาใหญ่คือผมมักจะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้งาน Unix/Linux เป็นหลัก ดังนั้นเรื่อง Windows Server หรืออะไรก้อตามผมแทบจะไม่ได้หันไปมอง แต่ทว่าเวลาไป deploy ให้ลูกค้าจริงๆ กลับเกิดปัญหาเช่น องค์กรเขาเป็น Windows based คือเครื่องแม่ข่ายเป็น Windows Server และอะไรๆ ก้อเป็น Windows ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ Application Server รวมไปถึงระบบฐานข้อมูล แต่นั่นไม่ใช่ปัญหากับ Solution ผมหรอก นั่นเป็นเรื่องของลุกค้าจะเลือกอะไร (ผมเป็นคนขายของนี่ครับ) เท่าที่ดูอาการของลูกค้าแล้ว MySQL Community คงไม่พอครับ เพราะ feature ในเรื่องการจัดการ (Manageability) ตัว MySQL Community มีไม่เพียงพออย่างแน่นอน และเรื่องที่สำคัญคือการ tune up และการจัดการปรับแต่งค่าอัตโนมัติ แต่ถ้าให้ผมเป็นคนเลือกผมจะเลือก MySQL Enterprise ยืนพื้นไว้ก่อน เพราะบางองค์กร (ในกรณีนี้) ถึงขั้นวิกฤต เรียกได้ว่าเห็นหน้าจอดำๆ แล้วเกิดอาการคันบริเวรลำคอขึ้นมาทันที IT Manager และ CIO ก้อเริ่มเกาหัวแกรกๆ กันแล้ว เอาล่ะจากปัญหาของลูกค้าก้อกลับกลายมาเป็นปัญหาของผมในทันที เพราะหากซอฟต์แวร์บริหารจัดการไม่สมารถจัดการ Application Server หรือระบบฐานข้อมูลได้ง่าย เขาก้อไม่เลือกใช้เช่นกัน นี่ยังไม่รวม Solution ที่ผมจะขายว่าจะเกิดอาการระคายเคืองกับคนในองค์กรเขาอีกหรือเปล่านะครับ (ล้อเล่นน่า)

เอ้าลองมาดู cost กันเล่นๆ ผมขาย Software Solution ของผมในราคา 680,000 บาท  ติดตั้งบน Server HP Proliant DL180 G5 เป็น Quad-Core Xeon E5405 x 2 (2.00GHz , 1333MHz FSB)  ราคาประมาณ 52,900 บาท (ก้อคือขายเครื่องพร้อมซอฟต์แวร์ ตัดปัญหาเรื่องเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ของลูกค้าที่ประสิทธิภาพหรือสเปกไม่โดนใจทิ้งไป) ซอฟต์แวร์ของผมใช้ฐานข้อมูลอะไรก้อได้ MySQL, Microsoft SQL Server หรือ Oracle 10g (เจ๋งมั๊ย) หากมาพิจารณาว่าผมต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลในระยะเวลา 3 ปี  (เอาแค่ 3 ปีก้อพอ) ลองดูตารางข้างล่างกันเล่นๆ ครับ

เอ้าลืมคำนวณ cost ระบบปฏิบัติการ กับ Application Server เฉยเลย เอาเป็นว่าถ้าคุณใช้ Windows Server ก้อคงเห็น TCO ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และถ้าคุณมีเจ้าหน้าที่ด้าน IT เก่งๆ พอสามารถจัดการกับ MySQL Community Version ได้ cost ในส่วน Subscription Support จะลดลงไปได้มาก คงไม่เหลือ 0 บาท ครับเพราะยังไงๆ ก้อต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ IT อยู่ดี คงไม่จ้างแค่พอระบบทำงานได้แล้ว ก้อไล่เจ้าหน้าที่ IT ออกไปละมั๊งครับ :P

 

Smolt เป็นโปรแกรมเก็บข้อมูลฮาร์ดแวร์ที่พัฒนาขึ้นโดย Fedora Project ที่ถูกเรียกใช้เองได้โดยข้อมูลฮาร์ดแวร์จะถูกเก็บเมื่อติดตั้ง Fedora และส่งไปเก็บเป็นฐานข้อมูลฮาร์ดแวร์อีกครั้งหนึ่ง Smolt เป็น PackageKit จาก Fedora ที่เป็นโปรแกรมเก็บสถิติการใช้งาน Fedora บนฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ผู้ใช้นำไปติดตั้งโดยข้อมูลที่เก็บไปนั้นเป็นความลับอย่างแน่นอน ในขณะที่ openSUSE นำเอา Smolt เข้าไปอยู่ใน repository ของ Smolt เรียบร้อยแล้ว และข้อมูลฮาร์ดแวร์ของ openSUSE ก้อแสดงผลในสถิติฐานข้อมูลฮาร์ดแวร์แล้ว แสดงว่าในอนาคตข้างหน้า openSUSE จะมี Smolt มาพร้อมกับตัวติดตั้งอย่างแน่นอน และแน่นอน distribution อื่นๆ สามารถใช้งานและรับประโยชน์จากฐานข้อมูลนี้ได้เช่นกันดีกว่าที่จะมาเริ่มทำกันตั้งแต่ต้น "Smolt เป็นโครงการริเริ่มโดย Fedora เพื่อใช้เก็บข้อมูลฮาร์ดแวร์ที่ถูกใช้โดยคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux (open-)SUSE มองเห็นความต้องการนี้เหมือนๆ กับที่เรากำลังถกปัญหาเพื่อพัฒนาโซลูชั่นแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่มันก้อแสดงให้เห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลเฉพาะบาง distro เท่านั้นที่ใช้มันได้ ถ้าหากเรายังต้องการสร้างแรงผลักของฐานข้อมูลฮาร์ดแวร์เราต้องใช้มัน" – Klaas กล่าวสรุปสั้นๆ แถมปิดท้ายเชิญชวนให้ใช้ smolt และส่งข้อมูลฮาร์ดแวร์เมื่อติดตั้ง openSUSE ด้วย หากเราดูในตารางสถิติ openSUSE กำลังไต่อันดับในหน้ารายการระบบปฏิบัติการ

     แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์ส น้อยคนคงไม่มีใครไม่รู้จัก “มายเอสคิวแอล” แม้วันนี้บริษัทซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่แห่งนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ กลายเป็นบริษัทใต้ร่มเงาใหญ่ของ “ซัน” แต่ทว่าความเป็นโอเพ่นซอร์สยังคงเดิม..และมีทีท่าว่าจะเข้มข้นกว่าเดิมเสีย ด้วย

     หลังการประกาศเข้าควบกิจการ “มายเอสคิวแอล” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ของซันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์สหลายรายเริ่มหวั่นวิตกถึงสถานภาพของผู้พัฒนา ระบบจัดการฐานข้อมูลแบบเปิดยักษ์ใหญ่รายนี้ว่า จะยังเป็นโอเพ่นซอร์สครองใจนักพัฒนาในแวดวงไอทีต่อไปอีกหรือไม่ เมื่อธุรกิจยังต้องเดินไปพร้อมการเติบโตของยอดขาย และผลประกอบการ

มายเอสคิวแอล”โกออน”

      หาก “เดวิด แอ็กมาร์ค” ผู้ร่วมก่อตั้งมายเอสคิวแอล ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า แม้จะกลายเป็นบริษัทลูกในเครือของซัน ไมโครซิสเต็มส์ แต่ “มายเอสคิวแอล” ก็ยังคงเป็น “มายเอสคิวแอล” ที่โดดเด่นในเรื่องของระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยซอฟต์แวร์อิสระ และที่สำคัญยังมี “ตัวเขาเอง” ที่ยังคอยดูแลบริษัทที่เขาร่วมสร้างมากับมือ

     ”ผมเริ่มต้นมายเอสคิวแอลกับเพื่อนอีกคนสมัย เรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ต้องบอกว่ายังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการไอที เราเริ่มต้นด้วยการตั้งเป็นโปรเจคมายเอสคิวแอล เริ่มเขียนดาต้าเบส โค้ดปี 1982 (2525) พัฒนาเรื่อยๆ มาจนได้มายเอสคิวแอล โค้ด ปี 1995 (2538) แล้วเซ็ตอัพเป็นบริษัท เริ่มมีการลงทุน และมีซีอีโอบริหารอย่างจริงจังเมื่อราวปี 2001 (2544) กระทั่งซันเข้ามาซื้อกิจการเมื่อต้นปีนี้” แอ็กมาร์ค เล่า

     เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาต่อคำถาม “ทำไมต้องเป็นซัน” ว่า ก็เป็นธรรมดาของโลกธุรกิจที่ใครที่ความสามารถจ่ายได้ดีกว่า ก็น่าจะเลือกคนนั้น ซึ่งหมายถึงความมั่นคง และศักยภาพในการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต

     อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันว่า แม้จะเป็นบริษัทในเครือของซัน แต่บริษัทก็ยังจะคงใช้แบรนด์ “มายเอสคิวแอล” ต่อไป ลักษณะเป็นโคแบรนดิ้งระหว่างซัน และมายเอสคิวแอล

     พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบรับกับผู้ ใช้ในกลุ่มที่นิยมโอเพ่นซอร์ส ซึ่งจากสถิติการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ไปใช้ขององค์กรต่างๆ ทั่วโลกยังคงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีสถิติอยู่ที่ 5 หมื่น – 7.5 หมื่นดาวน์โหลดต่อวัน รวมถึงองค์กรในไทย ซึ่งล่าสุดก็มีสถิติการดาวน์โหลดที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้

โลกอิสระของโอเพ่นซอร์ส

      แอ็กมาร์ค บอกว่า เหตุผลที่ทำให้โอเพ่นซอร์ส ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และทำให้เขายังหลงใหลอยู่ในโลกของโอเพ่นซอร์สก็คือ “ความอิสระ” และ “ไม่ยึดติดกับอะไร” ทำให้ซอฟต์แวร์สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเขายกตัวอย่างว่า ซอฟต์แวร์พาณิชย์ (Propitary Software) ที่แม้จะมีข้อดีในการใช้งานมาก โดยเฉพาะความสะดวกสบาย และง่ายต่อการใช้งาน

     แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดนับไม่ ถ้วน ตั้งแต่การใช้งานกับแพลตฟอร์มเฉพาะค่ายใดค่ายหนึ่ง และยังเป็นซอฟต์แวร์ปิดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของพนักงานเจ้าของ ซอฟต์แวร์นั้นๆ และที่สำคัญยังต้องใช้เงินลงทุนสูง

     อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่า การใช้โอเพ่นซอร์สก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีทั้งหมด เพราะประเด็นเรื่องของความปลอดภัย ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรยังไม่ตัดสินใจเทใจให้โอเพ่นซอร์ส หากข้อดีอีกข้อก็คือ แม้ว่าโอเพ่นซอร์ส จะมี “ปมด้อย” เรื่องของความปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็มี “ปมเด่น” ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเห็นโค้ดของโอเพ่นซอร์สได้ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่นักพัฒนาทุกรายจะเข้ามาช่วยอุดช่องว่างให้กับ โปรแกรมเปิดต่างๆ ได้

ขอโตอย่างโลมา

      เมื่อถูกถามถึงโลโก้ “โลมา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงการเติบโตควบคู่กับมายเอสคิวแอลมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็น “ฉลาม” ซึ่งนับว่าหนึ่งในจ้าวมหาสมุทรที่ปลาเล็ก-ใหญ่ พันธุ์อื่นยังต้องหลีกทางให้

      แอ็กมาร์ค บอกว่า โลมาเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความรื่นเริง และเป็นมิตรกับท้องทะเล ซึ่งสื่อให้เห็นว่า มายเอสคิวแอลไม่ได้เป็นบริษัทที่มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เป็นหลัก เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่เปิดทุกอย่างให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีๆ พร้อมกับนำเสนอทางเลือกหากลูกค้าต้องการสิ่งที่ดีกว่าก็มีซอฟต์แวร์ในรูปแบบ เชิงพาณิชย์เป็นตัวเลือกในการใช้บริการเช่นกัน ซึ่งจุดสนใจที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ Total Cost of Ownership ของการใช้ฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล ที่ลดลงได้มากถึง 90%

      นอกจากนี้การรวมตัวระหว่าง “มายเอสคิวแอล” กับ “ซัน” ยังทำให้ตลาดของทั้งคู่ขยายตัวได้มากขึ้น และช่วยผลักดันการเติบโตให้ตลาดฐานข้อมูลโดยรวม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 15 พันล้านดอลลาร์

      ทั้งยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่รองรับความต้องการใช้งานกับตัวซอฟต์แวร์ได้มากยิ่งขึ้น โดยเขาตั้งความหวังว่า มายเอสคิวแอล จะมีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตให้ซันเชิงของลูกค้าใหม่ๆ เนื่องจากก่อนหน้าการควบรวมกิจการ แม้ทั้งคู่จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นระบบเปิดเป็นหลัก แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

     เขาย้ำว่า ก้าวต่อไปของมายเอสคิวแอลต่อจากนี้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้โอเพ่นซอร์ส และรองรับแนวโน้มของกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเว็บ 2.0 และกลุ่มโซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้ง เช่น ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ค รวมถึงบริการต่างๆ บนเว็บ ซึ่งผู้ให้บริการระดับโลกหลายราย วางใจที่จะใช้บริการฐานข้อมูลระบบเปิดของมายเอสคิวแอล

     ”ความท้าทายที่สุดของผมในตอนนี้คือ จะดูแลบริหารบริษัทอย่างไร ให้บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 400 คน ยังก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมว่ามันค่อนข้างใหญ่ทีเดียว เพราะนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องคิดถึงเรื่องกฎระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเราจะต้องทำให้ดีที่สุด” แอ็กมาร์ค ทิ้งท้าย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

     ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติจัดอบรม การติดตั้งและใช้งานระบบฐานข้อมูลแบบกริด MySQL Cluster ขึ้นในวันที่ 13-14 กันยายน 2551 เวลา 8.30 – 16.30 น. ทั้งนี้โครงการอบรมดังกล่าวได้จำกัดจำนวนผู้เข้ารับการอบรมไม่เกิน 60 ท่าน

     ในการจัดอบรมครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเผยแพร่ความรู้ในการใช้งานระบบฐาน ข้อมูล MySQL Cluster ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลเพื่อรองรับการให้บริการข้อมูลขนาดใหญ่ และมีความคงทนสูง โดยการอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ความรู้แก่หน่วยงานต่างๆทั้งภาค รัฐ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ของบริษัททางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ที่มีความ สนใจ ให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถติดตั้งใช้งานระบบได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเทคโนโลยีกริดไปประยุกต์ใช้ พัฒนาผลงานในอนาคตต่อไป

     สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ http://www.thaigrid.or.th/mysql/ การอบรมในครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น