Fedora 19 ที่จะออกในเดือนพฤษภาคมนี้จะใช้ MariaDB แทน MySQL โดยใช้ MaraiDB 2 มาแทนที่ ส่วนใน openSUSE เตรียมออก MariaDB รุ่น 12.3 แล้ว การเปลี่ยนจาก MySQL เป็น MariaDB นี้จะไม่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้มากนักเพราะ MariaDB ออกแบบมาให้เข้ากันได้กับ MySQL มากที่สุด สำหรับการเปลี่ยนแปลงกับ Fedora 19 นี้จะส่งผลกระทบกับ RedHat Enterprise Linux (RHEL) 7 การเปลี่ยนมาใช้ MariaDB ถูกเรียกร้องจาก Fedora Engineering Streering Committee (FESCO) และได้รับรองเพื่อที่จะใช้ในรุ่น 19 นี้ สำหรับคุณสมบัติอื่นๆ ของ Fedora 19 ยังอยู่ในระหว่างการปรึกษาหารือกันในชุมชน ตัวอย่างเช่น เพิ่ม Apache OpenOffice 4.0 เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มเติม ใช้ Btrfs เป็น default filesystem เป็นต้น

ไม่รู้ว่าเอาจริงแล้วจะมีคนใช้มากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้ Unity Desktop ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Ubuntu (และมีทั้งคนรัก-เกลียด) สามารถใช้งานบนดิสโทรอื่นๆ อย่าง Fedora ได้แล้ว

งานนี้เป็นผลงานของทีม GNOME Ayatana ที่สนับสนุนโดยนักพัฒนาของ openSUSE และมีเป้าหมายเพื่อพอร์ตโค้ดโครงการ Ayatana (ชื่อโครงการ UI ของ Ubuntu) มายัง GNOME โครงการนี้ไม่ได้ดำเนินการจริงจังนัก และไม่ได้นำไปใช้ใน openSUSE ยังมีสถานะเป็นงานอดิเรกของนักพัฒนาเท่านั้น

ตอนนี้กระบวนการพอร์ตยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าอยากลองบน Fedora 17 ก็อ่านรายละเอียดกันเองตามลิงก์ครับ

งานนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากโค้ดของ Unity ไม่ได้เป็นโอเพนซอร์ส

ที่มา: Blognone

Fedora Project ประกาศออกรุ่น Beta แรกของ Fedora 17 แล้ว ซึ่งรุ่น release จะออกในวันที่ 22 พฤษภาคม ในรุ่น Beta นี้มีการเปลี่ยนแปลงที่คำคัญคือ การย้าย Application และ Library ไปไว้ที่ /usr สำหรับ Linux Kernel ใช้รุ่น 3.3.1 แล้ว และเตรียม patch ไปเป็นรุ่น 3.4 ซึ่งจะช่วยให้การจัดการพลังงาใน CPU, Graphics Cores ที่ใช้ Sandy Bridge ของ Intel ดีมากขึ้น ที่สำคัญ Fedora ใช้ Gnome 3.4 เป็น Desktop Manager หลักอย่างแน่นอน สำหรับ Gimp อัพเกรดเป็นรุ่น 2.8rc เรียบร้อยแล้ว และจะรวมเอา OpenStack Essex Cloud Computing Platform เข้ามาด้วยใน Fedora 17 ด้วย สำหรับท่านที่ต้องการทดสอบ Fedora 17 Beta ดาวน์โหลดได้ที่ http://fedoraproject.org/get-prerelease

Fedora วางแผนเอา Btrfs กลับมาใช้เป็น File System ตั้งต้นใหม่แต่จะอยู่ใน Fedora 18 ออกประมาณปลายปีนี้ สำหรับ Fedora 17 จะยังคงใช้ ext4 เป็น File System ตั้งต้นของระบบเช่นเดิม จากการประชุม streering committee ที่ผ่านมา โปรแกรม Anaconda จะยังไม่สนับสนุน Btrfs รวมไปถึงการจัดการ partition แก้ไข File System จะยังทำไม่ได้ในรุ่นนี้ สำหรับการใช้ Btrfs ใน Fedora ทีมพัฒนาได้วางแผยไว้ตั้งแต่ Fedora 16 แต่ถูกถอดออกจนถึงรุ่น Fedora 17 ที่กำลังจะออกในเดือนเมษายนนี้ สำหรับแฟน Btrfs คงต้องรอกันสักหน่อย ปลายปีนี้อาจได้เห็น Fedora 18 ใช้ Btrfs ก็เป็นได้

นานๆ จะได้เขียนเกี่ยวกับ Fedora สักทีเป็น Fedora Ambassador จะครบปีแล้วยังไม่ได้เขียนบทความ หรือ How to เกี่ยวกับ Fedora เลย เอาเป็นว่าช่วงนี้อาจจะลดงานเขียนของ Ubuntu ลงไปบ้างและเขียน Fedora ให้มากขึ้นละกันครับ หลังจากที่โรคเลื่อนหลายรอบของ Fedora 11 เป็นๆ หายๆ แต่ Fedora Project ก็ออกเวอร์ชั่น 11 จนได้ กับโค้ดเนมที่ชื่อว่า Leonidas ใครที่เป็นแฟน Fedora วันนี้จะสอนวิธีอัพเดท Fedora 10 ไปเป็น Fedora 11 อย่างง่ายๆ ครับ อันดับแรกไปที่ Terminal  กันก่อนครับ แปลงร่างเป็น root กันก่อนด้วยคำสั่ง su ครับ

วิธีอัพเดทสำหรับ Desktop

อัพเดท rpm package กันก่อนด้วยคำสั่ง

yum update rpm

อัพเดทแพคเกจทั้งหมด

yum -y update

เคลีย cache ของ yum ทั้งหมด

yum clean all

แล้ว reboot เครื่อง เมื่อ login ให้กลับเข้ามาเป็น root อีกครั้ง

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ upgrade โดยใช้ package ที่ชื่อว่า preupgrade เป็นตัวช่วยให้ติดตั้ง preupgrade โดยใช้คำสั่ง

yum install preupgrade

เรียกใช้ preupgrade โดยใช้คำสั่ง

preupgrade

หน้าตาโปรแกรม preupgrade

เลือก Fedora 11 (Leonidas):

จากนั้นโปรแกรมก็จะเริ่มเตรียมแพคเกจสำหรับการอัพเกรด

เมื่อเสร็จกดปุ่ม reboot

หลังจาก reboot จะเริ่มกระบวนการอัพเกรดจริง

เมื่อติดตั้งเสร็จ เราก็ได้ Fedora 11 แล้วครับ :)

วิธีอัพเดทสำหรับ Server

อัพเดท rpm package กันก่อนด้วยคำสั่ง

yum update rpm

อัพเดทแพคเกจทั้งหมด

yum -y update

เคลีย cache ของ yum ทั้งหมด

yum clean all

แล้ว reboot เครื่อง เมื่อ login ให้กลับเข้ามาเป็น root อีกครั้ง

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ upgrade โดยใช้ package ที่ชื่อว่า preupgrade เป็นตัวช่วยให้ติดตั้ง preupgrade โดยใช้คำสั่ง

yum install preupgrade

เรียกใช้ preupgrade โดยใช้คำสั่ง

preupgrade-cli "Fedora 11 (Leonidas)"

จากนั้น reboot เครื่อง หลังจาก reboot จะเริ่มกระบวนการอัพเกรดจริง

สาเหตุที่ต้องใช้ preupgrade เนื่องจากการอัพเกรดโดยใช้ Yum จะเกิดการเรียกใช้ format ของรายการ mirror ผิดพลาดเพราะ Fedora 11 ใช้ข้อมูลของ repository ที่เป็น format XML ไม่ได้เป็น plain text เหมือนเดิม และคุณจะพบข้อความ error แบบนี้

[root@server2 ~]# yum -y update
Loaded plugins: fastestmirror, refresh-packagekit
Loading mirror speeds from cached hostfile
YumRepo Error: All mirror URLs are not using ftp, http[s] or file.
Eg. </metalink>/
removing mirrorlist with no valid mirrors: //var/cache/yum/updates/mirrorlist.txt
Error: Cannot find a valid baseurl for repo: updates
[root@server2 ~]#

เพราะ ฉะนั้นใช้ preupgrade ปลอดภัยมากกว่า และอัพเกรด Fedora 11 ได้ง่ายกว่ามากครับ

แหมกลับมาใช้ Fedora ทั้งทีก็คงไม่เขียนถึง YUM repository คงจะไม่ได้ YUM จะว่าเป็นของใหม่ ก็คงไม่ใช่ YUM เป็นโปรแกรมช่วยจัดการแพคเกจที่มีอยู่ใน Fedora มานานหลายเวอร์ชันแล้วครับ แต่ผมเองไม่ได้ทดสอบหรือทดลองอะไรแหวกแนวมากนัก แต่ที่แน่ๆ YUM ใน Fedora 11 เปลี่ยนไป! ผมสังเกต Fedora หันมาใช้ XML มากขึ้นหลังจาก Fedora 9 และ Fedora 10 และที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะถูกแทรกลงในส่วนที่ไม่กระทบกับผู้ใช้มากนัก สำหรับท่านที่ใช้ YUM ใน Fedora 11 จะพบว่ามันเปลี่ยนไป ไม่สามารถเรียกใช้ Repository เก่าได้ ก็เนื่องมาจาก repo data ของ YUM เปลี่ยนไปนั่นเอง เอาล่ะเกริ่นมามากเดี๋ยวจะเริ่มงง เรามาสร้าง YUM repository เอาไว้ใช้ในสำนักงาน/องค์กรกันดีกว่า ก่อนจะเริ่มต้นมาอ่านข้อตกลงกันก่อน เครื่องที่ผมใช้ มี IP address เป็น 192.168.0.100 นะครับ เอ้ามาเริ่มกันเลย

แปลงร่างเป็น root กันก่อนเพื่อความสะดวกครับ

su –

จากนั้นติดตั้ง Apache

yum httpd

ตั้งค่าให้ Apache เริ่มต้นตอนบูท

chkconfig –levels 235 httpd on

จากนั้น start Apache ได้เลย

/etc/init.d/httpd start

จากนั้นมาสร้างที่เก็บ repo กัน Fedora วางโครงสร้างของ repository ได้ดีมาก และสร้าง repo แบ่งออกเป็นเวอร์ชันได้ ทำให้ง่ายในการจัดการ โครงสร้างของ repo ที่เราจะสร้างกันหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

fedora/releases/เลขเวอร์ชัน/Everything/i386/os/Packages

สมมุติว่าเราสร้าง repo ของ Fedora 11 เราก็จะได้โครงสร้างแบบนี้ครับ

fedora/releases/11/Everything/i386/os/Packages

มาสร้างไดเรคทอรีใน /var/www กันเลยครับ

mkdir -p /var/www/fedora/releases/11/Everything/i386/os/Packages

จากนั้นให้คุณคัดลอกไฟล์ .rpm ไปไว้ที่ไดเรคทอรี Packages แล้วสั่งสร้าง repo data ดังนี้

createrepo /var/www/fedora/releases/11/Everything/i386/os/

เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ จากนั้นให้เครื่อง client ตั้งค่า repo มาทดสอบได้เลย วิธีการตั้งค่า repo เข้าใช้งาน repo ในสำนักงานเราก็ง่ายๆ ครับ สร้างไฟล์ชื่อ officerepo.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

nano /etc/yum.repo.d/officerepo.repo

ใส่ข้อมูลลงไปดังนี้ครับ

[office-repo]
name=Office Repo for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://192.168.0.100/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=http://mirrors.fedoraproject.org/mirrorlist?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แหมหลังจากอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์ขนานใหญ่ ทั้ง RAM และ Storage ตอนนี้ Mirror แห่งชาติของเพราะมีพื้นที่รวมกว่า 30TB ตอนี้ก็ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างปกติแล้วครับ วันนี้เลยได้แวะเวียนไปใช้บริการเล็กน้อยในส่วนของ Fedora 11  เรื่องของเรื่องคือ Fedora 11 พยายาม rotate mirror server ที่อยู่ในรายการ mirror แต่ที่น่าเสียดาย mirror.in.th ไม่อยู่ใน list ซะงั้น ก็คงต้องเพิ่มกันเอาเองล่ะครับ วิธีการเพิ่ม repo เพื่อใช้ mirror.in.th ก็ง่ายนิดเดียว วิธีการทำมีดังนี้ครับ

สร้างไฟล์ thai-national-mirror.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c ‘nano /etc/yum.repo.d/thai-national-mirror.repo’

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thai-national-mirror]
name=TMOSS for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://mirror.in.th/osarchive/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=http://mirrors.fedoraproject.org/mirrorlist?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

เอ้าใช้ให้คุ้มค่ากันหน่อยครับ ลงทุนไปหลายกะตังค์ เห่อๆ

เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาผมใช้ Linux ตระกลูไหนต้องทำ custom repository ได้นั่นหมายถึงการ distribute และการ contribute แพคเกจใหม่ๆ ให้กับ Linux distro นั้นๆ ทางอ้อม ซึ่งผมเองทำประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอาแพคเกจตัวเองเข้าต้นน้ำสักที เอาเป็นว่าอยู่อย่างพอเพียง build แจกกันเล่นไปเรื่อยๆ นี่แหละครับสนุกกว่า ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็อย่างว่ากันนะครับ วันนี้ก็เลยมาแนะนำ ThaiOpenSource for Fedora repository กันครับ ผมเพิ่มทำเสร็จเมื่อเช้ามีแพคเกจอยู่ 4 ตัวครับ ให้ลองค้นหากันดูเอาเองว่าแพคเกจชื่ออะไร ;) เอาละมา config YUM repo กันเลย ให้สร้างไฟล์ที่ชื่อ thaiopensource.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c ‘nano /etc/yum.repo.d/thaiopensource.repo’

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thaiopensource]
name=ThaiOpenSource.Org for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://thaiopensource.org/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=https://mirrors.fedoraproject.org/metalink?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แลัว update repo data ในเครื่องได้เลยครับ โดยใช้คำสั่ง

su -c ‘yum update’

เท่าที่ใช้งาน Fedora 11 มาได้ 3 วันพบว่าการ  render ฟอนต์ใน Gnome ใหม่สวยงามมากเลยทีเดียว แต่การติดตั้ง Fedora ไม่ว่าจะเป็นบน Live CD หรือ DVD Install มันไม่มี ฟอนต์ภาษาไทยสวยๆ ติดมาด้วยนี่สิครับ เราต้องมาติดตั้งเพิ่มเอาเอง ซึ่งวิธีการไม่ได้ยากมากนักเพราะชุดฟอนต์ของ thai-scalable มีให้ใช้ใน Fedora ด้วย เอาล่ะมาติดตั้งฟอนต์ไทยกันเลย 

su -c ‘yum install thai-scalable*’

เสร็จแล้วครับ สำหรับฟอนต์เพิ่มเติมอย่าง font SIPA-DIP สามารถติดตั้งได้โดยเพิ่ม Thai Open Source YUM repository แล้วติดตั้งแพตเกจชื่อ ttf-sipa-dip-fonts นอกจากนี้ยังมีคลังรวบรวมฟอนต์สวยๆ อื่นๆ อย่าง f0nt.com และฟอนต์สำหรับงานสิ่งพิมพ์ของสมาคมการพิมพ์ไทย ใครสนใจฟอนต์ไทยสวยๆ ถูกกฏหมายก็หาดาวน์โหลดได้จากทั้ง 2 แห่งครับ

simple-ccsm เป็นโปรแกรมช่วยให้เราปรับแต่ง Compiz ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องุนงงกับสารพัดปุ่มบนหน้าจอของ ccsm อีกต่อไป ด้วยความง่ายของ simple-ccsm นอกจากจะทำให้เราตั้งค่า Compiz ได้ง่ายแล้ว ยังมีระบบ profile เพื่อบันทึก หรือเรียกใช้การตั้งค่าแบบต่างๆ ที่เราเคยใช้ได้อย่างง่ายเลยล่ะ แต่โชคร้ายที่ simple-ccsm ไม่อยู่ใน Fedora repository และ RPM Fusion ทำให้ต้องติดตั้ง repo เสริมอย่าง Thai Open Source Repo for Fedora ไงครับ :P ทำเองโฆษณาเองนี่บาปมั๊ย เอาล่ะ มาตั้งค่า repo กันก่อน ใครที่ยังไม่ได้ตั้ง repo มาที่ Thai Open Source ก็สามารถตั้งได้ง่ายๆ เลยครับ สร้างไฟล์ที่ชื่อ thaiopensource.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c ‘nano /etc/yum.repo.d/thaiopensource.repo’

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thaiopensource]
name=ThaiOpenSource.Org for Fedora $releasever – $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://thaiopensource.org/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=https://mirrors.fedoraproject.org/metalink?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แลัว update repo data ในเครื่องได้เลยครับ โดยใช้คำสั่ง

su -c ‘yum clean all’
su -c ‘yum update’

แล้วก็ติดตั้ง simple-cssm ได้เลยโดยใช้คำสั่ง

su -c ‘yum –nogpgcheck install simple-ccsm’