เมื่อวานเข้าไปที่ forum เว็บไซต์ ubuntuclub.com เห็นมีวิพากวิจารณ์ในเรื่องของ Fedora กับ Ubuntu อ่านแล้วก็สนุกดีครับ เหมือนสงคราม Distro เลยแฮะ แต่หลายท่านก็พยายามอธิบายว่า Ubuntu ดีอย่างไร Fedora ดีอย่างไร เอาข้อดีข้อเสียของ 2 distro นี้มาอภิปรายกัน มีท่านหนึ่งเป็นผู้จุดประกายเรื่อง touch pad บนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ซึ่งการใช้งาน tap จิ้มที่ touch pad 2 ครั้งเร็วๆ มีค่าเท่ากับการคลิกปุ่มซ้ายของเมาส์ ซึ่งมันไม่เคยใช้ได้เลยใน Live CD และกังวนว่าหากลงไปแล้วก็คงใช้ไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องตลก ผมสังเกตว่า Ranjeev Satyajit ซึ่งเป็น Fedora Ambassador ประจำประเทศไทย มักเขียนเรื่องนี้ตลอดเวลาเปลี่ยนเวอร์ชันของ Fedora ซึ่งผมเข้าใจแล้วว่าทำไม :)
เอาล่ะ วิธีแก้ไขปัญหานี้ครับ เข้าไปที่เมนู System > Preferances > Mouse เลือกตรง tab Touchpad จากนั้นคลิกเลือกตรง Enable mouse clicks with touchpad ดังรูป

แค่นี้เอง มันยากตรงไหนเนี่ย :P

มีหลายท่านที่ถามเข้ามาเรื่อง Compiz Fusion เพราะติดตั้ง simple-ccsm ไปแล้วตั้งค่าไม่ได้ ผมก็ดันลืมบอกไปว่า compiz ที่เรียกใช้โดย gnome นั้นไม่ได้เรียกใช้ config ของ ccsm ดังนั้นตั้งค่า effect ก็จะไม่เห็นผลลัพท์ เอาละแลวจะติดตั้ง Compiz Fusion บน Fedora ได้อย่างไร? ผมมีวิธีง่ายๆ มาแนะนำกันครับ ใช้คำสั่ง

su -c ‘yum install ccsm emerald-themes compizconfig-backend-gconf fusion-icon-gtk
emerald compiz-fusion compiz-fusion-gnome libcompizconfig compiz-gnome
compiz-bcop compiz compizconfig-python compiz-fusion-extras
compiz-fusion-extras-gnome’

จากนั้นตั้งค่าให้ Compiz เริ่มต้นทำงานหลังจากล็อกอินแล้ว เลือกเมนู System -> Preferences -> Personal -> Sessions คลิกปุ่ม Add แล้วใส่ข้อมูลดังนี้

Name: Fusion Icon
Command: fusion-icon
Comment: Compiz Fusion panel applet

ให้ลอง logout แล้ว login เข้ามาใหม่ ก็เป็นอันใช้ได้แล้วครับ *อ้อเกือบลืมไป ถ้าคุณใช้ Gnome Desktop Effect อยู่ให้ปิด Effect ก่อนแล้วค่อย logout แล้ว login ใหม่ครับ และทีนี้ก็ใช้งาน simple-ccsm ได้แล้ว :)

ผมพยายามหา package manager เจ๋งๆ มาใช้งานทั้งตัว package และตัวโปรแกรมที่ทำหน้าที่ sync และ update package บนเครื่อง server และเครื่อง desktop ได้ซึ่งตอนนี้ผมจับ 4 distro หลักคือ openSolaris, Debian, Ubuntu และ Fedora เอาเป็นว่ายุบรวมเหลือเพียง 2 package manager ละกันครับ ซึ่งลักษณะการ fetch package คล้ายคลึงกันคือ การสร้าง database repo (meta data ของ package ที่มีอยู่ใน repo server ที่เราเลือกเอาไว้) อยู่ในเครื่องเรา กับไม่ได้สร้าง database repo ในเครื่องเรา วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ การค้นหาหรือติดตั้งโปรแกรมที่เคยติดตั้งไปแล้ว (กรณีที่เก็บ package เป็น archive ไว้) package manager จะติดตั้งหรือค้าหาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ internet เพื่อเข้าไป fetch ของ database repository อีกรอบหนึ่ง

ซึ่ง aptitude เป็น package manager ที่ชอบเก็บ database repo ข้อดีก้อคือกรณีเกิดการ broken database บน repo server เราสามารถใช้ repo database ในเครื่องเราสืบค้นข้อมูล package ได้ ซึ่งแตกต่างจาก yum ซึ่งพบใน fedora และ delivered distro ของ fedora เจ้าโปรแกรม yum เป็นส่วนเสริมในการจัดการ package rpm ซึ่ง yum ไม่เก็บข้อมูล repo database ในเครื่องเรา เวลาติดตั้งหรือค้นหา package ต้อง fetch หาจาก repo server ซึ่งค่อนข้างจะมีน้อยและกระจัดกระจาย ด้วยการจัดการ repo database แบบนี้ทำให้ yum ก้อมีข้อดีอย่างหนึ่งคือเราจะได้ข้อมูล package ที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา และรู้ว่าอะไรควรจะอัพเดทหรือไม่อัพเดท แต่ข้อเสียคือมันต้องใช้ internet คลอดเวลาค้นหา package ที่เราจำชื่อไม่ค่อยจะได้ อันนี้ผมเป็นบ่อยเพราะผมชอบค้นใน repo มากกว่าการนั่งเดาชื่อ package หรือชื่อโปรแกรมที่ผมจะติดตั้ง ซึ่งกรณีเกิด broken repo database บน repo server ก้อเตรียมทำใจได้เลยครับ เพราะจะ fetch อะไรไม่ได้และก้อต้องจำใจใช้ โปรแกรมเก่าๆ ต่อไป

เอาล่ะแล้วจะมี package manager ที่ผมชอบบ้างมั๊ย เท่าที่ลองเล่น หลายๆ distro รวมถึง opemSolaris ด้วยแล้วก้อมีจุดดีจุดเด่นแตกต่างกัน ด้วยลักษณะการจัดการ repo server และข้อมูล meta data ที่เก็บด้วย แต่ผมมีโครงสร้าง meta data ที่น่าสนใจอยุ่ตัวหนึ่งลองมาดูกันมั๊ยครับ

<dict>
    <key>bundleIdentifier</key>
    <string>com.nullriver.iphone.Launcher</string>
    <key>name</key>
    <string>Launcher</string>
    <key>version</key>
    <string>0.2</string>
    <key>location</key>
    <string>http://iphone.nullriver.com/zips/Launcher-0.2.zip</string>
    <key>size</key>
    <string>14581</string>
    <key>description</key>
    <string>A simple third party application launcher.</string>
    <key>scripts</key>
    <dict>
        <key>preflight</key>
        <array>
            <array>
                <string>If</string>
                <array>
                    <array>
                        <string>InstalledPackage</string>
                        <string>com.kroo.mobilelauncher</string>
                    </array>
                </array>
                <array>
                    <array>
                        <string>AbortOperation</string>
                        <string>Please uninstall MobileLauncher first.</string>
                    </array>
                </array>
            </array>
        </array>
        <key>install</key>
        <array>
            <array>
                <string>CopyPath</string>
                <string>Launcher.app</string>
                <string>/Applications/Launcher.app</string>
            </array>
            <array>
                <string>CopyPath</string>
                <string>DisplayOrder.plist</string>
                <string>/System/Library/CoreServices/SpringBoard.app/DisplayOrder.plist</string>
            </array>
        </array>
        <key>uninstall</key>
        <array>
            <array>
                <string>RemovePath</string>
                <string>/Applications/Launcher.app</string>
            </array>
        </array>
    </dict>
</dict>

ข้างบนเป็นกรณีศึกษาของผมคือ plist ของ Nullriver Installer บน iPhone นะครับ เจ้า Nullriver Installer นี้ฮิตมากเพราะทำงานคล้ายๆ กับ synaptic คือติดโปรแกรมผ่านทาง internet ได้อ้อถ้ามีเครื่องใน office ก้อติดผ่าน wifi ได้ครับ เจ๋งมั๊ย และที่สำคัญไฟล์ package ที่เอามาติดตั้งไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เครื่อง repository ก้อได้ (ตัวหนา) คือเครื่อง repo server ที่อยู่ใน office เป็นเพียง meta data (repo database) เท่านั้น จะติดตั้งก้อวิ่งไป download package เพื่อเอามาติดตั้งอีกที แต่ Nullriver Installer ไม่ได้ทำงานแค่นี้มันยังสามารถเก็บ repo database ในเครื่อง iPhone ด้วย นั่นหมายความว่าคุณสามารถ browse repo ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ internet อันนี้สิครับเจ๋งจริง แต่ด้วยความที่โครงสร้างของตัว repo server และ package list (plist) สามารถสร้างและแก้ไขได้ง่าย ทำให้เกิดธุรกิจทำ repo ของ iPhone โดยใช้โครงสร้าง repo ของ Nullriver เยอะมาก ปัญหาที่ตามมาคือ package ซ้ำซ้อนกันไงครับ เอาล่ะปัญหานี้กำลังถูกแก้ไขโดยโครงการ AppTapp ของ Nullriver นั่นแหละครับ ซึ่งอาจแฝงการตลาดเข้าไปด้วยก้อได้อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ :) ว่าจะมีหรือเปล่า แต่ที่แน่นอนคือ Nullriver Installer หรือ AppTpp ในอนาคตเป็นที่น่าจับตามองครับ สำหรับ package manager บน android ผมยังไม่ได้ดูเลยครับว่าเป็นยังไง ใครพอจะทราบก้อบอกเล่าแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ :)

 

ทีมออกแบบทางด้านกราฟิกในชุมชน Fedora ได้ออกแบบดราฟแรกของงานพัฒนาด้านอาร์ทเวิร์คสำหรับ Fedora 13 รหัสพัฒนา Goddard แล้ว ซึ่งแนวคิดทาบด้านการออกแบบอยู่ที่ยานอวกาศและดวงดาว สำหรับภาพพื้นหลังที่จะนำมาใช้ในรุ่น Alpha ที่กำลังจะออกนี้มีภาพพื้นหลังดังนี้

และภาพอื่นๆ อีกมาก สามารถดูงานกราฟิกที่ได้ contribute โดยชุมชนได้ที่ Fedora 13 Artwork Concepts, WIP Designs ใน wiki

คราวที่แล้วเขียนเรื่อง ใช้มือถือต่อเน็ตผ่าน Bluetooth บน Ubuntu ด้วย Blueman ไปแล้วคราวนี้มาถึงการใช้งาน Blueman บน Fedora กันบ้าง เอ้าสำหรับใครที่มาใหม่ ขอแนะนำ Bluman กันอีกรอบ Blueman เป็นโปรแกรมจัดการ Bluetooth ที่ใช้งานง่ายและมีเครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการเชื่อมต่อกับ services ต่างๆ ได้ง่ายเพียงแค่ คลิก…คลิก… เท่านั้น! นอกจากนี้ยังสนับสนุนการทำงานมาตรฐานต่างๆ เช่น การรับไฟล์ ส่งไฟล์ ดูไฟล์ในโทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่อ servcies Dial Up อย่างง่ายๆ เอ้า มาติดตั้ง Blueman กัน สาวก Fedora ใช้ YUM นะครับ

$ su -c 'yum install blueman'

มาเริ่ม Bind อุปกรณ์กันเลย ผมมี LG KP500 รุ่นโต๋ คลิกไปที่รูปเครื่องหมาย Bluetooth ตรง notification area ครับ แล้วลอง Search ดู ของผมเจอ โต๋ แล้ว

LG KP500

จากนั้นให้คุณ Bind อุปกรณ์ครับ จะได้หน้าตาแบบนี้

ทีนี้เรามาเชื่อมต่อ Internet กัน ให้คลิกขวาที่ชื่ออุปกรณ์ ของผมคือ LG KP500 รุ่นโต๋ ครับ :) แล้วเลือก Serial Ports > Dialup Service โปรแกรมจะทำการเชื่อมต่อ services พร้อมสร้าง device rfcomm ให้เราอัตโนมัติ เจ๋งมั๊ย ทีนี้ก็มาเชื่อมต่อกันจริงๆ ละ คลิกไปที่ Network Manager ครับ จะมีข้อมูลบอกเราว่ามีเครือข่าย BroadBand ให้เราใช้ดังภาพ ให้คลิก New Mobile Broadband (GSM) Connection…

จากนั้นมาคลิกตั้งค่า Broadband Connection กันต่อ โปรแกรมจะเริ่มหน้าจอ Wizard ให้เราแบบนี้

คลิก Forward ไปตั้งค่า ประเทศต่อได้เลยครับ

เลือกประเทศไทย แล้วคลิก Forward โปรแกรมจะให้เราตั้งค่า Operator ดังภาพ

ผมใช้ AIS ครับ :) ผมเลือก AIS คลิก Forward เลือก Plan ต่อได้เลย

หากคิดไม่ออก ให้เลือก Default Plan ครับ คลิก Forward ต่อ โปรแกรมจะสรุปข้อมูลดังภาพ

จากนั้นคลิก Apply ได้เลย

เจ้าตัว Wizard ก็จะสร้างการเชื่อมต่อให้ใหม่ และเชื่อมต่อ Internet ผ่านมือถือ ให้เราได้แล้ว เย้….

ผลโหวดชื่อรหัสพัฒนาของ Fedora 13 โดยมีชื่อที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้ารับการโหวดมีดังนี้

  • Botany
  • Gloriana
  • Goddard
  • Langstrom
  • Loana
  • Manfredi
  • Truro

โดยการโหวดเป็นแบบ rang voting ตั้งแต่วันที่ 28/11/2009 ถึง 4/12/2009 ผลการโหวดชื่อ Fedora 13 ประกาศผลออกมาแล้ว ชื่อที่ได้คะแนนมีดังนี้

  1. Goddard 1177

– —[ Cut Off ] —
2. Langstrom 1009
3. Gloriana 977
4. Botany 922
5. Loana 707
6. Truro 654
7. Manfredi 504

และชื่อ Goddard เป็นชื่อรหัสพัฒนาของ Fedora 13 ครับ :)

ก่อนอ่านและทําตามขอทําาความเข้าใจกันก่อนว่า Fedora ที่จะลงเป็ นเวอร์ชน 9 และพร้อมให้บริการ ISPConfig โปรแกรมบริการพ้ นที่เว็บไซต์ยอดนิยม โดยจะมี service ได้แก่ Apache web server (พร้อม SSL), PHP5, Ruby, Postfix mail server พร้อม SMTP-AUTH และ TLS, Bind DNS Server,Proftpd FTP Server, MySQL server, Dovecot POP3/IMAP, Quota, Firewall เป็ นต้น ดังนั้น โปรแกรมที่เราจะต้องติดตั้งคร่าวๆ มีดังนี้

  1. Web Server : Apache 2.2.8
  2. PHP 5.2.5
  3. Ruby
  4. Database Server: MySQL 5.0.51
  5. Mail Server: Postfix
  6. DNS Server: BIND9 (chrooted)
  7. FTP Server: proftpd
  8. POP3/IMAP Server: Dovecot
  9. Webalizer

 

* หมายเหตุ เนื่องจาก how-to นี้มีความยาวมาก (28 หน้า) กรุณาดาวน์โหลดที่ thaifedora.com

 

เห็น @gumara ใส่หัวข้อนี้ไว้เมื่อนานมาแล้วเลยอยากเขียนบ้าง เพราะประสบการณ์อันเลวร้าย เอ้ย ประสบการณ์ที่ได้จาก Fedora 11 นี้ไม่เมือนกับตอนที่ใช้ Fedora 9 หรือ 10 สักเท่าไรครับ  Fedora ขึ้นชื่อว่า solid และ หัวแข็ง ไม่ยอมมี package ที่ละเมิดเลยสักตัว ไม่ว่าจะเป็น codec, font และ อื่นๆ ด้วยความที่เป็นโครงการภายใต้ RedHat Inc. ดังนั้นหลังจากการติดตั้ว Fedora Desktop ต้องมาปรับแต่งกันอีกนิดหน่อยเพื่อความลงตัวในการใช้งานในด้าน Desktop ครับ

ข้อ 1 อัพเดทแพคเกจที่ติดตั้งมากับ Live CD ให้เรียบร้อยก่อนครับ เข้าไปที่ System > Administration > Software Update หรือใช้คำสั่ง

su -c ‘yum update’

ข้อ 2 หลังจากอัพเดทกันเรียบร้อยแล้ว ติดตั้ง repository อย่าง RPM Fusion เพื่อติดตั้งแพคเกจจำเป็นอื่นๆ เพิ่มเติม และ Update อีกรอบ

su -c ‘rpm -Uvh http://download1.rpmfusion.org/free/fedora/rpmfusion-free-release-stable.noarch.rpm http://download1.rpmfusion.org/nonfree/fedora/rpmfusion-nonfree-release-stable.noarch.rpm’

ข้อ 3 Fedora 11 จะใช้ไดรเวอร์ฟรีสำหรับชิปเซ็ต Nvidia ซึ่งสามารถแสดงผล resolution ได้ถูกต้อง แต่ไม่สามารถแสดงผลแบบ 3D ได้ หากท่านใดที่ใช้ Nvidia อยู่ให้ติดตั้งแพคเกจที่ชื่อว่า kmod-nvidia ครับ จากนั้น reboot เครื่อง Nvidia ก็จะทำงานให้แล้วครับ

su -c ‘yum install kmod-nvidia’

ข้อ 4 ติดตั้ง Adobe Flash และ Mozilla Flash Plugin

su -c ‘rpm -Uvh http://linuxdownload.adobe.com/adobe-release/adobe-release-i386-1.0-1.noarch.rpm’
su -c ‘yum install flash-plugin’
su -c ‘mozilla-plugin-config -i -g -v’

ข้อ 5 ติดตั้ง DVD codec และตั้งค่าให้ totem เล่น DVD โดยใช้ codec ของ xine lib

su -c ‘yum install libdvdcss libdvdnav totem-xine xine-lib-extras-freeworld’
su -c ‘totem-backend -b xine’

ข้อ 6 ติดตั้ง MP3 codec

su -c ‘yum install gstreamer-plugins-ugly’

ข้อ 7 เอา Abiword ออกแล้วติดตั้ง OpenOffice.Org

su -c ‘yum remove abiword’
su -c ‘yum install openoffice.org-calc openoffice.org-draw openoffice.org-writer openoffice.org-impress openoffice.org-math openoffice.org-opensymbol-fonts openoffice.org-ogltrans’

ข้อ 8 ปรับแต่ง File Management เวลาเราคลิก Icon Folder ให้เปิดในหน้าต่างเดิม Sysytem > Preferences >  File Management เลือก Tab Behavior คลิกเลือกตรง Alway open in browser windows 

ข้อ 9 หากรำคาญ SELinux ให้ตั้งค่า SELinux ทำงานแบบ permissive ตั้งค่า SELinux ได้ที่ System > Adminstration > SELinux Management

เท่านี้เราก็ได้ Fedora Desktop แบบสบายๆ ใช้แล้ว แต่ solid เหมือนเดิม อ้อลืมไปมีอีกข้อ หากชอบใช้ sudo ก็อ่านข้อ 10 ต่อเลยครับ

ข้อ 10 ปรับแต่ง sudo ดูวิธีการได้ที่ fedorasolved ครับ
 

หลังจากรอมานานถึง 6 เดือน ตอนนี้ Fedora 12 รหัสพัฒนา Constantine ออกมาให้ผลโฉมกันแล้ว สำหรับ Fedora 12 นี้มี feature ใหม่ๆ ได้แก่

* GNOME 2.28
* KDE 4.3
* Policykit
* สนับสนุน IPv6 ใน NetworkManager
* Empathy มาแทน Pidgin
* Multiseat
* Dracut แทน mkinitd/nash
* OpenOffice.org 3
* สนับสนุน webcam (v4lin)
* Video codec รุ่นใหม่
* ปรับปรุงเรื่องเสียง
* การจัดการพลังงาน
* เครื่องมือรายงานบักอัตโนมัติ
* และอีกมากมาย

ใครสนใจ Fedora ห้ามพลาด! ดาวน์โหลด Fedora 12 ได้แล้ววันนี้ที่ http://get.fedoraproject.org

สำหรับท่านที่ชอบร่วมกิจกรรมตั้งชื่อ คราวนี้ถึงช่วงเวลาการเสนอชื่อ Fedora 13 กันแล้ว โดยใช้กฏการตั้งชื่อเหมือนเดิมคือ เรียงเป็นประโยค ดังนี้ Constantine is a <blank>, and so is <new name>.  ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้าย อิอิ ชื่อที่ผ่านการรับรองและคัดเลือกจากบอร์ดจะประกาศในวันที่ 21 ถึง 28 พฤศจิกายนนี้ และเริ่มการโหวดชื่อที่ผ่านการคัดเลือกแล้วในวันที่ 28 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม เปิดโหวดเพียงไม่กี่วันครับ และประกาศชื่อในวันที่ 5 ธันวาคม ใครที่ยังไม่ได้เสนอชื่อก็รีบเสนอนะครับเดี๋ยวจะไม่มีชื่อเจ๋งๆ ให้ได้โหวดกัน สำหรับผมรอโหวดวันที่ 28 พฤศจิกายน เลยครับ :)

ที่มา – Fedora Wiki