– ขั้นที่ 11 หลังจากเลือก Customize Now แล้วจะเข้าสู่หน้าจอของ Package Group ต่าง ๆ โดยในที่นี้เราจะเลือก Package ที่เกี่ยวข้องกับ Server และ Package ที่เกี่ยวข้องกับ GUI บางส่วนเพื่อให้สามารถใช้งาน Xwindows ได้ (หมายเหตุ แต่สำหรับ Admin ที่ไม่ต้องการระบบ GUI ก็สามารถเลือกออกได้จากขั้นตอนนี้)

 

snapshot16

     – ส่วนของ Package ด้าน Server ในตัวอย่างทำการติดตั้งสำหรับ Database Server , Print Server และWeb Server

snapshot20

     – ขั้นที่ 12 เมื่อทำการเลือก Package ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานแล้วชุดติดตั้งจะทำการเช็คความเข้ากันได้ของ Package ต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาขณะติดตั้ง

snapshot22

     – ขั้นที่ 13 คลิ๊กที่ปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง

snapshot23

     – ขั้นที่ 14 ชุดติดตั้งจะเริ่มต้อน Format hard drive

snapshot24

     – ขั้นที่ 15 ชุดติดตั้งจะเริ่มการติดตั้ง CentOS 5.2 ไปยัง Hard drive

 

snapshot27

     – ขั้นที่ 16 เมื่อชุดติดตั้งทำการติดตั้งระบบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ระบบจะให้ทำการ Reboot เพื่อนำแผ่นติดตั้งที่เป็น DVD หรือ CD ออก

snapshot29  

 ————————————————————————————————————-
การติดตั้ง CentOS 5.2 Server หน้าที่ 2
การติดตั้ง CentOS 5.2 Server หน้าที่ 3
การติดตั้ง CentOS 5.2 Server หน้าที่ 4

ดาวน์โหลด PDF

     สำหรับบทความสื่อการสอนชุดนี้จะเป็นการสอนการติดตั้งระบบปฎิบัติการ CentOS 5.2 server บนเครื่องแพลตฟอร์ม 64 Bit (x86_64) เพี่อให้บริการในส่วนของ Apache web server (SSL-capable), Postfix mail server with SMTP-AUTH and TLS, BIND DNS server, Proftpd FTP server, MySQL server, Dovecot POP3/IMAP, Quota, Firewall, etc. สำหรับบทความสื่อการสอนชุดนี้ใช้ได้ทั้ง 32 bit และ 64 bit แต่ Performace ที่ได้จะแตกต่างกัน

ซอฟแวร์ที่จะใช้ในการติดตั้งในครั้งนี้ประกอดด้วย:

  • Web Server: Apache 2.2 with PHP 5.1.6

  • Database Server: MySQL 5.0

  • Mail Server: Postfix

  • DNS Server: BIND9 (chrooted)

  • FTP Server: Proftpd

  • POP3/IMAP server: Dovecot

  • Webalizer for web site statistics

ในบทความสื่อการสอนชุดนี้จะเป็นติดตั้งโปรแกรมพื้นฐานในการบริการด้านเครื่องแม่ข่าย (SERVER) โดยการติดตั้งจะอธิบายการติดตั้งโดยละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำตามได้ทีละขั้นตอน

1. ความต้องการระบบ

             ก่อนจะติดตั้ง CentOS 5.2 ผู้อ่านหลายคนคงมีคำถามแล้วผมจะไปหา CentOS 5.2 ได้จากที่ไหนและถ้าซื้อไม่มีจะมีที่ไหนให้โหลดมาใช้ได้บ้าง คำตอบคือเราสามารถหาโหลด CentOS 5.2 มาใช้งานได้ฟรี ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่ผู้อ่านมี Internet
ผู้อ่านสามารถหา CentOS 5.2 ได้จากที่ไหน

  • ผุ้อ่านสามารถ ดาวน์โหลด CetOS ได้ทั้ง เวอร์ชั่นที่เป็น DVD จำนวน 1 (แผ่น) และ เวอร์ชั่นที่เป็น CD จำนวน 7 แผ่น โดยผ่านบริการมิเรอร์แห่งชาติ (www.mirror.in.th)
    หรือโหลดแบบ DVD ผ่าน http : http://mirror1.ku.ac.th/centos-dvd/CentOS-5.2-x86_64-bin-DVD.iso

  • อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

หมายเหตุ สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ไม่มี อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงก็ไม่ต้องตกใจเนื่องจาก CentOS 5.2 สามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ Internet แต่เมื่อติดตั้งแล้วแนะนำให้ท่านหาอุปกรณ์เชื่อมต่อ Internet มาใช้งานร่วมกับ CentOS เนื่องจากเวลาติดตั้งแล้วจำเป็นต้อง Update ระบบทั้งหมดโดยผ่านอินเตอร์เน็ต

เริ่มติดตั้ง CentOS 5.2

         – ขั้นที่ 1 ให้ตั้ง Bios ให้บูตโดยผ่าน CD ROM หรือ DVD ROM โดยระบบบูตขึ้นมาจะขึ้นหน้าจอดังภาพที่ 1.1 ให้กดปุ่ม <ENTER>
เพื่อเข้าสู่การติดตั้งในขึ้นต่อไป
 

snapshot1

       – ขั้นที่ 2 เมื่อบูตเข้ามาแล้วจะขึ้นหน้าจอสีฟ้าก่อนเข้าสู่โหมดการติดตั้งแบบ GUI โดยในขึ้นตอนนี้จะเป็นการตรวจเช็คสภาพของแผ่น
ติดตั้งทั้ง CD และ DVD แต่ถ้าผู้อ่านท่านใดแน่ใจในคุณภาพของแผ่นก็สามารถ Skip ผ่านขึ้นตอนนี้เพื่อเข้าสู่หน้าจอติดตั้งแบบ GUI ได้เลย
 

snapshot4

 

       – ขั้นที่ 3 หลังจากที่ Skip ไม่ตรวจสอบแผ่นแล้ว เครื่องจะทำการ run โปรแกรมติดตั้ง Anaconda GUI ซึ่งเป็นโปรแกรมติดตัง CentOS 5.2 โดยหน้าจอแรกจะเป็นหน้าจอ Welcome Screen ให้คลิ๊กที่ปุ่ม Next เพื่อไปสู่ขั้นตอนการตัดตั้งหน้าจอการติดตั้งถัดไป

snapshot6

       – ขั้นที่ 4 หน้าจอถัดไปจะเป็นการเลือกภาษาในการติดตั้ง ในที่นี้ผู้เขียนเลือกใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการติดตั้ง (เนื่องจากไม่มีชุดติดตั้งภาษาไทย)

snapshot7

     – ขั้นที่ 5 เป็นการกำหนดค่าของ Keyboard Layout ในที่นี้ให้เลือกเป็น English

snapshot8

     – เมื่อเราคลิ๊กตอบตกลงเลือกภาษาที่ต้องการแล้ว ชุดติดตั้งจะขึ้นข้อความเกี่ยวกับการแบ่ง Partition Harddisk ในที่นี้ให้ตอบ No เนื่องจากเราจะไม่ให้ชุดติดตั้งทำการแบ่ง Partition และลบข้อมูลต่าง ๆ ใน Harddisk เราอัตโนมัติ

snapshot9

 ————————————————————————————————————-
การติดตั้ง CentOS 5.2 Server หน้าที่ 2
การติดตั้ง CentOS 5.2 Server หน้าที่ 3
การติดตั้ง CentOS 5.2 Server หน้าที่ 4

ดาวน์โหลด PDF

ครับ อย่างที่เราทราบกัน Mint6 ออกมาแล้ว เพราะงั้นก็ เรามาติดตั้งกันเถอะ (จริงๆ อยากได้ Howto แบบ ทำ Ubuntu 8.10 ให้กลายเป็น Mint มั่งเน๊าะ ใครว่างก็เขียนมาทีครับ) ก็เป็น การแนะนำวิธีติดตั้ง Mint ในเบื้องต้นครับ ละเอียดแบบขั้นต่อขั้น เรียกว่า แค่ดูภาพก็ทำตามได้แล้ว ถ้าหากใครสนใจ LinuxMint อยู่ ไม่ควรพลาด Howto ในตอนนี้จาก Hotwoforge ครับ

ลิงก์: http://www.howtoforge.com/the-perfect-desktop-linux-mint-6-felicia

วันนี้ก็มีเว็บไซต์ดีๆมาแนะนำกันครับ เป็นเว็บไซต์ที่ให้เราติดตั้งโปรแกรมได้ สำหรับผู้ใช้งาน ubuntu โดยเฉพาะเลยครับ คล้ายๆเป็น add/remove เวอร์ชั่น on web นั่นเอง หลักการทำงานเท่าที่ลองใช้ดู ไม่มีอะไรพิเศษ แค่จับรายชื่อโปแกรมมาเรียงคล้ายๆหน้าโปรแกรม add/remove แล้วก็ทำลิงก์สำหรับกด install ไว้ให้ เมื่อเรากด install มันจะติดตั้งโปรแกรมให้ โดยจะดูดจาก Repository ที่เราตั้งไว้ ดังนั้นแปลว่า ถ้าจะติดโปรแกรมให้ได้ตามที่เว็บไซต์เขาลิสท์ไว้ ก็ต้องตั้ง repository ไปที่เดียวกับที่เขาลิสท์แพคเกจไว้

สำหรับตัวเว็บไซต์ที่ว่าคือเว็บนี้ครับ http://appnr.com สนใจก็ลองเข้าไปกดๆเล่นดูครับ หน้าตาตามภาพ

appnr

ส่วนถ้าจะตั้ง Repository ให้ตามเขาก็ได้ครับ แต่ถ้าจะไม่ตั้งก็ไม่ซีเรียสครับ ยังคงใช้เว็บไซต์นี้ได้อยู่ เพียงแต่บางโปรแกรมที่เขามีรายชื่อไว้ เราอาจจะติดไม่ได้ เท่านั้นครับ

ส่วนขั้นตอนก็ ตามนี้ครับ

  1. เปิดเทอร์มินอลขึ้นมาก่อน
  2. สั่งตามนี้ครับ sudo wget http://www.medibuntu.org/sources.list.d/hardy.list -O /etc/apt/sources.list.d/medibuntu.list
  3. สั่งต่อ sudo apt-get update && sudo apt-get install medibuntu-keyring && sudo apt-get update
  4. อีกครับ wget -q -O - https://dl-ssl.google.com/linux/linuxsigningkey.pub | sudo apt-key add -
  5. จามด้วยอัพเดทอีกที sudo apt-get update
  6. ต่อครับ สั่งตามนี้ sudo gedit /etc/apt/sources.list โปรแกรมจะเรียก Text Editor ขึ้นมา ใส่ 3 บรรทัดข้างล่างนี้ลงไปท้ายไฟล์ครับ
    deb http://archive.canonical.com/ubuntu hardy partner
    deb-src http://archive.canonical.com/ubuntu hardy partner
    deb http://dl.google.com/linux/deb/ stable non-free
  7. อัพเดทอีกที sudo apt-get update

จบครับ ทีนี้ก็สามารถติดตั้งโปรแกรมทั้งหมดที่มีรายชื่อตามในเว็บ appnr.com ได้แล้วครับ

จากข่าวเก่าที่ GIMP ออก 2.6 ออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับผู้ใช้ Ubuntu นั้นจะยังไม่สามารถ apt-get มาใช้ได้ คงต้องรอกันอีกพักใหญ่ หรือไม่อาจจะมาพร้อม Ubuntu 8.10 ที่จะออกในปลายเดือนนี้ แต่ถ้าหากว่าแฟนๆ GIMP ท่านใดเกิดใจร้อนอยากจะได้ไว้เล่นก่อนใคร จะได้ไปโม้กับเพื่อนที่โรงเรียนได้ ก็เตรียมตัวติดตั้ง GIMP 2.6 กันได้ละครับ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เริ่มเลย

  1. เปิด Terminal ก่อนเลยครับ
  2. สั่ง sudo apt-get build-dep gimp เพิ่มติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็นในการ Compile GIMP
  3. ดาวน์โหลด Source code ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ดังนี้ครับ
    • babl from ftp://ftp.gimp.org/pub/babl/
    • GEGL from ftp://ftp.gimp.org/pub/gegl/
    • GIMP from ftp://ftp.gimp.org/pub/gimp/
  4. พอได้มาครบแล้ว ขั้นแรกให้แตกไฟล์ babl ก่อน
  5. เสร็จแล้วเตรียมติดตั้ง
    • cd เข้าไปที่โฟลเดอร์ที่แตกไฟล์ออกมาแล้ว สั่งตามด้านล่างเรียงไปเรื่อยเลยครับ
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  6. สร้าง binary ใน /opt/gimp-2.6 ให้พร้อมใช้ สั่งตามนี้โลด
    • export PATH=/opt/gimp-2.6/bin:$PATH
    • export LD_LIBRARY_PATH=/opt/gimp-2.6/lib
    • export PKG_CONFIG_PATH=/opt/gimp-2.6/lib/pkgconfig
  7. จัดการ GEGL ต่อ
    • cd เข้าโฟลเดอร์ GEGL ที่แตกออกมา สั่ง
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  8. ติดตั้ง GIMP เลย
    • cd เข้าโฟลเดอร์ GIMP ที่แตกออกมา สั่งตามนี้
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  9. ทดลองใช้ครับ เรียกโปรแกรมได้ที่ /opt/gimp-2.6/bin/gimp-2.6

ที่มา: brushare.com

แนะนำวิธีติดตั้ง OpenSUSE โดยติดผ่าน ISO Image เลยครับ ไม่ต้องเปลืองแผ่นอีกต่อไปครับ ท่านใดชอบติดตั้ง Linux ใหม่บ่อยๆ อาจลองดูวิธีนี้ครับ จะได้ไม่เปลืองแผ่น

ก่อนอื่นเรามาทำให้แฟลชไดรฟ์เป็นบูตดิสก์ก่อนครับ

สิ่งที่ต้องเตรียม:

  1. ระบบลินุกซ์พร้อมใช้งาน พร้อมติดตั้งแพกเกจ syslinux และ lilo ไว้ด้วย
  2. แฟลชไดรฟ์ ไม่จำกัดความจุ (แต่ห้ามน้อยกว่า 24 เมกะไบต์นะ)
  3. แฟ้มอิมเมจ ISO ของตัวติดตั้ง openSUSE รุ่น ix86 หรือ x86_64 ตามต้องการ

จัดการแฟลชไดรฟ์ก่อน
1. ติดตั้ง syslinux และ lilo (เอาไว้ใช้คำสั่ง acivate) – กรณียังไม่มี
# yast2 -i syslinux lilo <– อันนี้เป็นคำสั่งบน openSUSE

ถ้าบน ตู้ คงประมาณ

$ sudo apt-get install syslinux lilo

มังครับ :P

2. แบ่งพาร์ทิชันให้แฟลชไดรฟ์ สมมติแฟลชไดรฟ์เป็น /dev/sdb
# cfdisk /dev/sdb

  • เสร็จแล้วแบ่งพาร์ทิชันแรก ผ่าน cfdisk นั่นแหละครับ
  • ไม่ต้องใหญ่มากนะครับ เดี๋ยวเวลาทำบูตดิสก์มันจะช้าเนื่องจากคำสั่งมันจะมีการเช็คดิสก์ด้วย
  • ของผมแบ่งเป็น 256MB ก็พอ ก็จะได้ /dev/sdb1 ออกมา
  • เปลี่ยน Type ของพาร์ทิชันเป็น 06 (FAT16)
  • สั่ง write ตอบ yes

** ข้อ 2 นี่ถือว่าเป็นการหัดใช้งาน cfdisk ละกัน ไม่ยากครับ เลยไม่แปะรูปให้ดู :P

3. ทำระบบแฟ้มแบบดอสให้มัน
# mkdosfs /dev/sdb1

4. เขียน Boot partition
# syslinux /dev/sdb1

ต่อมาเริ่มเข้าสู่การสร้างบูตดิสก์

1. เริ่มด้วยการเมานท์แฟ้มอิมเมจ iso ก่อน
# mkdir -p /mnt/SUSEDVD
# mount -o loop /my/path/to/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso /mnt/SUSEDVD
# cd /mnt/SUSEDVD/boot/x86_64
# ./mkbootdisk –64 –partition /dev/sdb1 /mnt/SUSEDVD/ <== –64 คือ x86_64 ถ้าเป็น 32 บิต ให้เปลี่ยนเป็น –32 แทน ส่วน PPC บ่ฮู้เด้อค่า

เสร็จแล้วครับ (มีแค่ข้อเดียวนี่แหละ แหะ ๆ)

อ้อ ลืม ปกติผมแบ่งพาร์ทิชันดังนี้อยู่ครับ
/dev/sda1 <—– For ix86 Installation
/dev/sda2 <—– For x86_64 Installation
/dev/sda3 <—– Swap 2GB
/dev/sda4 <—— ปกติผมเมานท์ไว้ที่ /home/Share ขนาดค่อนข้างเยอะครับ เอาไว้เก็บข้อมูลต่าง ๆ

ทีนี้ปกติผมมักจะดาวน์โหลดพวก iso ต่าง ๆ มาเก็บไว้ที่ /home/Share/iso
ดังนั้นหากอ้างถึงตามดีไวซ์และพาร์ทิชัน (เอาเป็น x86_64 ละกัน) จะได้เป็น
/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso

จากนั้นบูตใหม่ได้ โดยสั่งบูตจากแฟลชไดรฟ์ของเรา
พอถึงหน้าเมนูบูตของการติดตั้ง ป้อนพารามิเตอร์ต่อไปนี้
install=hd:/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso

เสร็จแล้วครับ ง่ายจัง ไม่เปลืองแผ่นด้วย

———————————————————————————————

ปัญหาที่ต้องระวัง ก็คือเรื่องพาธที่อยู่บนพาร์ทิชันครับ
อย่างของผม ตอนแรกก็ป้อน

install=hd:/dev/sda4/Share/iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso


แล้วก็ไม่ได้ซักที กว่าจะนึกขึ้นได้ว่า Share มันเป็นจุดเมานท์นิ
ถ้าอ้างจากพาร์ทิชันจริง ๆ ก็จะเป็น /iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso
ต่อมาถึงได้ลอง

install=hd:/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso

แล้วก็ฉลุยครับ

———————————————————————————————

**** กรุณาเปลี่ยนพาธ, ชื่อแฟ้ม, ค่าพาร์ทิชัน และค่าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้เป็นไปตามเครื่องของคุณ ๆ กันนะครับ ไม่ใช่ลอกตามหมด :P

ที่มา: http://suseclub.com/node/34

เมื่อวานนั่งติดตั้ง Ubuntu ให้เจ้าเครื่องเล็กที่บ้าน ปรากฏว่าไม่ผ่าน บูตขึ้นมาได้ แต่เข้าไม่ถึงหน้าจอ Ubuntu เลยได้มาค้นหาวิธีกันหน่อย ก็เลยได้เอามาแนะนำกันครับ ในส่อนของการติดตั้งนั้น จะใช้ External CD หรือจะสร้างตัวติดตั้งไว้ใน USB Flash Drive ก็ตามสะดวกครับ ถ้าได้ตัวติดตั้งแล้วก็ มาเริ่มกันเลย

  1. บูต Ubuntu จนเข้าถึงเมนูต้อนรับตามปกติที่ให้เลือกว่าจะ Install Ubuntu หรือจะเช็คซีดีนั่นละครับ ทีนี้ ให้กด F6 จากนั้น พิมพ์ต่อท้ายไป ตามด้านล่างนี้ครับ แล้วบูตเข้าตัวติดตั้งตามปกติ
    ide0=noprobe ide1=noprobe ide2=noprobe ide3=noprobe xforcevesa
  2. ติดตั้งไปตามปกติครับ
  3. แก้ไขค่า Config ของ Xorg นิดหน่อย สั่ง sudo gedit /usr/bin/compiz
    แก้ไขบรรทัดที่เขียนว่า
    WHITELIST="nvidia intel ati radeon i810 fglrx"
    เป็น
    WHITELIST="nvidia intel ati radeon i810 via"
  4. จากนั้นให้โหลดไฟล์ xorg.conf จาก http://feekes.googlepages.com/xorg.conf ไปเซฟทับไว้ที่ /etc/X11/xorg.conf

เท่านี้ครับ เรียบร้อยแล้ว ทีนี้เครื่อง HP mini ของคุณก็พร้อมใช้งาน Ubuntu และรัน Effect ลื่นๆแล้ว

Ubuntu มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ครบถ้วนต่อการใช้งาน อีกทั้งยังง่ายในการปรับแต่ง แต่ก็เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติ การอื่นๆ ที่หลังจากติดตั้งแล้วยังอาจที่จะต้องมีการปรับแต่งอีกเล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และนี่คือ 10 อย่างที่คุณควรทำ หลังจากติดตั้ง หรืออัพเกรด Ubuntu

  1. ปรับแต่งให้การติดตั้งโปรแกรมเร็วขึ้น
    ไปที่ เมนู System > Administration > Software Sources สังเกตุที่ช่อง Download From ให้เลือก Other จากนั้น คลิกที่ Select Best Server
  2. ติดตั้ง restricted extras (และเปิดใช้งาน multiverse repository)
    ติดตั้งตัวถอดรหัสไฟล์เสียงและวิดีโอต่างๆ เพื่อให้รับชมทั้งวิดีโอ และเพลงได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งใน Ubuntu จะมีชื่อเรียกแพคเกจนี้ว่า restricted extras ไปที่เมนู Application > Add/Remove ที่มุมขวาบนของโปรแกรม ให้เลือก All available applications ให้ค้นหาแพคเกจ restricted extras แล้วติดตั้งได้เลยครับ
  3. ปิดเสียงเตือนของระบบ
    เสียงเตือนจากลำโพงภายในตัวเครื่องที่ค่อนข้างน่ารำคาญเวลาเราทำอะไรสักอย่างผิด สามารถปิดได้ โดยไปที่ System > Preferences > Sound ที่แทบ System Beep ให้เอาเครื่องหมายถูกที่ช่อง Enable system beep ออก
  4. กำจัด partition icons บนหน้าจอ
    ถ้าคุณเป็นอีกคนที่รักที่จะให้หน้าจอสะอากอยู่จะเสมออย่างผม แนะนำว่า กำจัดไอคอนที่ใช้เรียกพาร์ทิชั่นต่างๆ ที่กองอยู่บนหน้าจอของคุณออกไปซะ โดยไปที่ กดที่ Alt+F2 แล้วพิมพ์คำสั่งว่า gconf-editor แล้วคลิก Run จากนั้น ที่ช่องด้านซ้าย ให้ไปที่ apps > nautilus > desktop เอาเครื่องหมายถูกที่ช่อง volumes_visible ออก

  5. ลบไฟล์คอนฟิกเก่าๆ
    หลังจากอัพเกรด Ubuntu แล้ว ในบางครั้งโปรแกรมจะมีการเรียกใช้งานไฟล์คอนฟิกเก่าๆ ขึ้นมาทำงาน ซึ่งบางครั้ง อาจทำให้โปรแกรมเทำงานได้ไม่ราบรื่น เนื่องจาอค่าคอนฟิกของโปรแกรมเวอร์ชั่นเดิม ทำงานไม่สอดคล้องกับโปรแกรมที่ได้อัพเกรดเวอร์ชั่นขึ้นมา คุณสามารถลบไฟล์คอนฟิกเก่าๆทิ้งได้ โดยไปที่ Home folder แล้วคลิกที่ View > Show Hidden Files โปรแกรมจะแสดงไฟล์คอนฟิกขึ้นมา ซึ่งจะมี "." นำหน้า สามารถลบได้ตามแต่ละโปรแกรมไปครับ
  6. ลบ kernels เก่าๆ
    สามารถลบได้ด้วยโปรแกรมจัดการแพคเกจครับ แต่อย่างไรก็ดี ต้องทำด้วยความระมัดระวังด้วยนะครับ
  7. ใส่หน้าตาสวยๆให้ Ubuntu
    คุณอาจเบื่อกับชุดสีโทน Human ที่ใช้มาแล้วหลายปี แนะนำว่าให้ลอง ติดตั้งแพคเกจ blubuntu-look แล้วชีวิตคุณอาจจะสดใสขึ้นครับ
  8. ติดตั้งโปรแกรม Windows ด้วย WINE
    อาจมีบ้าง ที่คุณจำเป็นที่จะต้องใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีแต่เวอร์ชั่น Windows ซึ่งคุณสามารถใช้งานโปรแรกมเหล่านั้นได้ ด้วยการรันผ่าน Wine การติดตั้ง Wine นั้น เพียงแค่ติดตั้งแพคเกจ Wine ด้วยโปรแกรมจัดการแพคเกจ เพียงเท่านี้ครับ แล้วการใช้งานโปรแกรมวินโดวส์บน Ubuntu ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ
  9. ปรับแต่ง Compiz desktop effects
    Ubuntu มี Effect อันสวยงามที่ติดตั้งไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ทำการปรับแต่งให้ใช้งานในทุกเอฟเฟกต์ ตุณสามารถใช้โปรแกรมช่วยตั้งค่าเอฟเฟกต์ได้ โดยติดตั้งโปรแกรม compizconfig-settings-manager
  10. เปิดปิด Compiz อย่างง่าย
    ในบางครั้ง เราอาจเจอโปรแกรมที่ทำงานไม่ได้เมื่อเปิดใช้งานเอฟเฟกต์อยู่บ้าง แล้วการสลับโหมดเพื่อ เปิด-ปิด ใช้งานเอฟเฟกต์นั้นก็อยู่ลึกแสนลึก คุณอาจลองใช้แพคเกจ fusion-icon ซึ่งมันจะไปฝังตัวอยู่ใน notification area ที่จะช่วยให้เรา เปิด-ปิด เอฟเฟกต์ได้ง่ายขึ้น
    เท่านี้คงจะทำให้การใช้งาน Ubuntu เป็นที่สนุกสนานขึ้นแล้วครับ ที่มา: tombuntu.com

 

Typo3 ซอฟต์แวร์ระบบ ECM ที่เขาว่ากันว่าสุดยอด (พยายามลองอยู่ แต่ยังใช้ไม่เป็น) แล้วก็ตัวมันเองมีวิธีติดตั้งที่ชวนงงมาก แต่ผมก็หาทางจนได้ล๊ะ เลยจะมาชวนให้ลองติดตั้ง Typo3 กันครับ (จริงๆแค่หาเรื่องจดไว้ กันลืม)

note ขั้นตอนเหมาะสำหรับผู้ที่พอติดตั้ง CMS บน Ubuntu เป็นบ้างแล้วนะครับ

  1. ขั้นแรกก็ ติดตั้ง Ubuntu Desktop ไว้ให้พร้อมก่อนเลยครับ
  2. เปิดเทอร์มินอลขึ้นมาครับ แล้วสั่งตามนี้เลย sudo apt-get update ; sudo apt-get upgrade
  3. สั่งต่อเลยครับ sudo apt-get -y install apache2 libapache2-mod-php5 php5-cli php5-common php5-cgi mysql-common mysql-server mysql-server-5.0 phpmyadmin
  4. จากนั้น เข้า phpmyadmin แล้วสร้อง database รอไว้เลยครับ
  5. กลับมาที่ Terminal ครับ สั่ง cd /var/www/
  6. โหลดโปรแกรม Typo3 จาก sourceforge ครับ sudo wget http://jaist.dl.sourceforge.net/sourceforge/typo3/dummy-4.2.1.tar.gz http://jaist.dl.sourceforge.net/sourceforge/typo3/typo3_src-4.2.1.tar.gz
  7. แตกไฟล์บีบอัดที่โหลดมาครับ sudo tar zxvf dummy-4.2.1.tar.gz ; sudo tar zxvf typo3_src-4.2.1.tar.gz
  8. ย้ายพาธไปไว้ที่สวยๆ หน่อย sudo mv dummy-4.2.2 cms
  9. เปิด Browser เข้าไปที่ http://localhost/cms
  10. รันตัวติดตั้งตาม Wizard ของ Typo3 ครับ

ที่เหลือจากนี้ตัวใครตัวมันครับ ผมก็ยังใช้ไม่เป็นเหมือนกัน :P