ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีปัญหาอย่างหนักหน่วงกับเจ้า Ubuntu ที่รัก เนื่องจากเพื่อนเธอไม่สามารถใช้งานได้ดีกับเครื่องที่เป็น CPU PowerPC เสียแล้ว หรืออย่างน้อยก็เครื่องผมละ มีปัญหามากมายหลายประการ ตั้งแต่ ตอนติดตั้งไม่รู้จักแผ่น CD บ้าง (ทั้งที่มันก็รันอยู่บนแผ่น CD) ติดตั้งไม่ได้บ้าง ติดเสร็จเจอจอมืดๆบ้าง ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลดู ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้เครื่องรุ่นเดียวกันนี้ (Apple iBook G4) ต่างพบปัญหาเดียวกันแทบทั้งสิ้น

ทางออกของผมคือ มองหา Linux Distribution อื่น (เอ๊ะ ไม่เคยคิดจะใช้ OS X เลยรึ) ที่จะเอามาเล่า ไม่ได้อยู่ตรงที่ สุดท้ายแล้ว ผมไปใช้อะไร แต่ที่อยากจะให้สังเกตุคือ วิธีคิดในการเลือกวิธีแก้ไขปัญหา ทันทีที่ผมเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือแก้ได้ยาก (หรือปัญหาที่เกิดใช้เวลาแก้ไขนาน ไม่คุ้มค่าในการเสียเวลา) ผมเลือกใช้วิธีหา Linux Distribution อื่นแทน ทั้งที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมคงพยายามหาทางแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป เพื่อให้ได้ระบบที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ หรือใกล้สมบูรณ์

อะไรที่ทำให้พฤติกรรมผมเปลี่ยนไป ขอวิเคราะห์ เป็นข้อๆเลย

  1. Ubuntu ปรับมาให้เรียบร้อยแล้ว พฤติกรรมของผู้ใช้งาน Ubuntu ในปัจจุบันคือ เราติดตั้ง แล้ว ใช้งานทันที เรียกว่า ไม่มีอะไรต้องลงเพิ่ม ไม่มีอะไรต้องปรับแต่ง เราคุ้นเคยกับการติดตั้งและใช้งานได้ทันที หรือถ้ามีปัญหา เราสามารถแก้ได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น ฟัง MP3 ไม่ได้ ระบบก็จะหาแพคเกจที่จำเป็นให้โดยอัตโนมัติ
  2. 6เดือน/เวอร์ชั่น เมื่อเราพบปัญหาใดที่รู้สึกว่าการจะแก้ไขเป็นเรื่องยากลำบากเราจะรอไปอีก 6เดือน แล้วหวังว่า เดี๋ยวมันก็ใช้ได้เองน่า (ซึ่งมักจะเป็นแบบนั้น)
  3. Linux Distribution แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ว่า ถ้าหากเราเจอปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ถ้าเราเปลี่ยน Distro ก็จะเจอปัญหาเดียวกันอยู่ดี แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว นโยบายในการจัดการและบริหาร รวมถึงการพัฒนาที่เริ่มแยกห่างกันทำให้ Linux Distribution ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในบางครั้ง เมื่อเราเจอปัญหาใดๆ ใน Distro ที่ใช้ เราอาจไม่พบปัญหานั้น ในอีก Distro ก็ได้

ผมอาจจะวิเคราะห์ในแง่ของผู้ใช้ Ubuntu ไปนิดนึง แต่ถูกต้องแล้ว ก็ผมเป็นผู้ใช้งาน Ubuntu นี่นา

ด้วยเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ ก็เพียงพอที่จะให้ภาพของอนาคตในการใช้งาน Linux ได้แล้ว ว่าการใช้งานในอนาตคข้างหน้า Linux จะใกล้เคียง แมค มากขึ้น ในแง่ของพฤติกรรมการใช้งาน

ผมไม่ได้จะบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนเสียมากกว่า (โดยส่วนตัวผมว่าดีนะ)

อนาคตอันใกล้ Linux จะเป็นเครื่องมือใช้งาน มากกว่าเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ อย่าน้อยสำหรับผมในตอนนี้ก็ใช่แล้ว เพราะผมไม่ต้องการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา (ถ้าไม่จำเป็น) ผมต้องการให้มันใช้งานได้เลย ดูได้จากวิธีแก้ปัญหาข้างต้น ซึ่งหลายคนที่ผมรู้จัก มักจะบอกว่า การใช้งาน Linux เราต้องศึกษาให้ลึก ซึ่งเป็นวิธีคิด ที่ผมต่อต้านมาตลอด คนที่คิดแบบนั้น แปลว่า เป็นผู้ที่ศึกษา Linux อยู่แล้ว (อันนี้เป็นวิธีคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ควรๆ) เพราะไม่ใช่ทุกคน ที่จะได้ประโยชน์จากการศึกษา Linux ในเชิงลึก ลองนึกถึงนักเรียนคณะวิศวะคอม ที่เขียนโปรแกรมอย่างเก่ง แต่กลับประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เองไม่ได้ นั่นเพราะเขาไม่ได้ต้องการรู้ ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร แต่ที่เขาอย่างรู้คือ ซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร และจะพัฒนาโปรแกรมอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ดีที่สุด คือถ้าเขารู้ได้ด้วยนั่นก็ดี แต่ถ้าเวลาของชีวิตมันจำกัด คุณคิดว่าเขาควรเอาเวลาไปหัดประกอบเครื่อง หรือไปศึกษา Framework ตัวใหม่ ดังนั้นการ Scratch Linux จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่การ Scratch Linux ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ใช้นั้น เป็นเรื่องที่เหมาะ

จนถึงตอนนี้ Linux เข้ามาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว มันไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่ใช้เฉพาะเครื่อง Server อีกต่อไป ถ้าใครยังติดอยู่ในโลกเก่า ได้เวลาปรับตัวครับ

จำได้ว่าสัมยก่อนตอนผมใช้ Linux ใหม่ๆ แล้วต้องเข้าไปหาโหลดไฟล์ต่างๆ ผมจะงงมากกับการตั้งชื่อไฟล์ต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของตัวเลข ที่ใช้ระบุเวอร์ชั่น วันนี้เลยอยากจะหยิบมาแนะนำครับ เผื่อจะมีผู้ใช้หน้าใหม่ที่อาจจะกำลังประสบพบเจอปัญหาเช่นเดียวกับที่ผมเคยเจอมาก่อน ก็จะขอแนะนำเป็นสองส่วนครับ ซึ่งไฟล์ที่เราจะเจอกันโดยมากก็จะเป็นไฟล์ของโปรแกรมที่นำมาใช้ติดตั้งธรรมดา กับอีกประเภทที่เป็นไฟล์ iso เพื่อนำมาสร้างเป็นซีดีติดตั้งนะครับ

ชื่อไฟล์

  • udev_124-9_i386.deb ชื่อด้านหน้านี้เป็นชื่อไฟล์ที่เป็นแพคเกจธรรมดาๆ ซึ่งถ้าจะอธิบายแล้ว ก็ ต้องแบ่งมันออกเป็นท่อนๆก่อน ก็จะสามารถแบ่งได้ตามนี้ udev | 124-9 | i386 | deb พอแบ่งออกมาเป็นท่อนแล้ว ก็จะสามรถอธิบายได้ดังนี้ครับ
  • udev เป็นชื่อไฟล์ หรือชื่อแพคเกจ หรือชื่อโปรแกรม แล้วแต่จะระบุ
  • 124-9 อันนี้จะเป็นเลขเวอร์ชั่นของแพคเกจครับ
  • i386 อันนี้เป็นอันที่ผมงงมาก ค่าตรงนี้จะหมายถึง สถาปัตยกรรมครับ พูดให้เข้าใจง่ายคือ รุ่นของซีพียูที่ใช้นั่นเอง เราอาจจะเคยเจอทั้ง i386, i686, ia64 หรืออื่นๆ ถ้าสงสัยว่าเครื่องของคุณเป็นอะไรลองสั่ง uname -m ดูครับ ส่วนถ้าจะโหลดไฟล์นั้น ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ปัจจุบันทั่วๆไปสามารถโหลดได้ตั้งแต่ i386 – i686 หรือที่ระบุว่า all ก็ได้ครับ (all หมายถึง ใช้ได้กับทุกระบบ)
  • deb สุดท้ายเป็นนามสกุลของไฟล์ deb นั้นหมายถึง ใช้กับ Linux ตระกูล Debian หรือ Ubuntu เรานี่เองครับ บางครั้งอาจจะเจอไฟล์ .rpm ซึ่งอันนี้จะเป็นตระกูล Redhat ครับ ส่วนถ้าเป็น .tar.gz เลย โดยมากจะเป็น Source Code หรือเป็น Binary ที่จะต้องติดตั้งด้วยตนเองครับ

ไฟล์เวอร์ชั่น

  • อีกปัญหาหนึ่งคือ การโหลดไฟล์ iso image ครับ ซึ่งการออกเวอร์ชั่นจะมีวงรอบของมันอยู่ คือมันจะออกมาเป็น alpha, beta, rc และสุดท้ายถึงจะเป็นตัวจริงครับ
  • alpha กับ Beta นั้น หมายถึงเป็นเวอร์ชั่นทดสอบ ที่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา ไม่ควรนำมาใช้
  • ส่วน RC นั้น ย่อมาจาก Release Candidate เป็นการออกเวอร์ชั่นของโปรแกรมในรุ่นที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วจะมีการทดสอบก่อน ถ้าไม่พบปัญหาอะไร ก็จะออกเวอร์ชั่นจริงเลย

แพคเกจกับโปรแกรมต่างกัยังไง
คิดว่าน่าจะมีคำถามแบบนี้ ตอบดักไว้ก่อน ถ้าจะอธิบายละเอียดๆแล้ว ผมก็นึกคำไม่ออกเหมือนกัน เอาเป็นว่าอธิบายง่ายๆคือ โปรแกรม 1 โปรแกรม จะประกอบไปด้วยแพคเกจหลายๆแพคเกจ เพื่อให้โปรแกรมนั้นเรียกขึ้นมาใช้งานได้

คิดว่าเท่าที่อธิบายมาน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างครับ ผิดพลาดตรงไหนยังไง ช่วยชี้แนะกันด้วยครับ

แม้ว่าจะมีหลายเหตุผลที่เป็นจริง และเป็นข้ออ้างที่จะไม่ใช่ลีนุกซ์ก็ตาม แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดต่างและยืนยันว่าจะใช้ลีนุกซ์เพราะข้อดีต่าง ๆ ของมัน เปรียบได้กับสีเสื้อเลยทีเดียว

การควบคุมระบบทั้งหมด ทำได้อย่างอิสระ ไม่มีวิธีไหนถูก วิธีไหนผิด แต่สามารถเข้าถึงได้หลากหลายรูปแบบ สังเกตได้จากหลาย ๆ เว็บบอร์ดที่สนับสนุนลีนุกซ์ล้วนแต่มีความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ นี้ทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการเซ็ตอัพเครือข่ายไร้สาย ถ้าเป็นวินโดว์แล้ว เราจะให้ระบบค้นหาอัตโนมัติแล้วจึงเชื่อมต่อไปยังระบบตามที่ตั้งเอาไว้ แทบจะไม่มีใครเข้าไปกำหนดค่าเอง แต่ถ้าเป็นลีนุกซ์แล้ว การเข้าไปกำหนดค่าเซ็ตอัพนี้จะช่วยให้ระบบเชื่อมต่อได้เร็วยิ่งขึ้น ถ้านำเอาประเด็นนี้ไปโพสต์บนอินเทอร์เน็ตบอกว่ามีการกำหนดค่าแบบนี้บนวินโดว์ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า อย่าทำแบบนั้น ในอาจจะทำให้ระบบรวนก็ได้ หรือควรจะตั้งค่ากลับให้เร็วที่สุด ยอมเสียเวลาช่วงบูตนิดหน่อยก็ยังดี สาเหตุเพราะว่าทุกคนพยายามอยู่ในกรอบที่ไมโครซอฟต์ขีดให้เดิน เราจึงไม่พยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ต่างจากฟอรั่มลีนุกซ์ที่หลายคนอาจจะตอบว่า เออ..จริงด้วย (แต่ที่ตอบแบบนี้อาจจะเป็นเพราะ มึนๆ ใช้งานลีนุกซ์ไม่ถูกก็เป็นได้)

อีกประเด็นหนึ่งก็คือลีนุกซ์ไม่จำกัดสิทธิมากเกินไป สังเกตได้ว่าผู้ใช้ลีนุกซ์นั้นไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหา digital rights management เหมือนอย่างที่ผู้ใช้วินโดว์พบ แล้วทำให้ไม่สามารถเล่นไฟล์ต่าง ๆ ได้ หรือไม่สามารถเปิดดูเอกสารได้ แต่กลับกันที่ลีนุกซ์ไม่จำกัดการใช้งานซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ ทำให้โอกาสที่จะเกิดการจำกัดต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้ยาก(ในระดับระบบปฎิบัติการ) ปัญหาเรื่อง DRM จึงไม่เกิดกับลีนุกซ์

ประเด็นต่อมาสำหรับกลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ที่แตกต่างกันก็คือ เรื่องของคอมมูนิตี้ที่มักจะเนด้านบวกเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่นถ้าโพสต์ข้อความว่า ฟีเจอร์ XXX มีปัญหาไม่ทำงาน หรือทำงานไม่ดี ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับข้อความว่า มันแย่ เมื่อไหร่ไมโครซอฟต์จะแก้ไข หรือไม่เช่นนั้นก็จะตอบว่า เดี๋ยวไมโครซอฟต์จะออกแพ็ตมาแก้ไขแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ แต่ถ้าหากเราถามคำถามเดียวกันในคอมมูนิตี้จองลีนุกซ์ มักจะพบว่าคำถามมาพร้อมกับคำตอบ เช่น ฟีเจอร์ XXX ไม่ทำงาน แต่ผมรู้วิธีการแก้ไขแล้ว ถ้าหากเราลองไปค้นหาในฟอรั่มต่าง ๆ จะพบว่ากลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์นั้นค่อนข้างเหนียวแน่นมาก การหาทางแก้ปัญหาจึงดูจะเป็นทางที่ไม่ยาก (แต่ว่าต้องหาข้อมูลได้ถูกที่ถูกทางด้วย ถ้าไปหาในฟอรั่มที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้วินโดว์ ก็มักจะได้คำตอบที่ไม่โดนใจ)

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องไวรัส เพราะว่าไวรัสแทบจะทั้งหมดที่มีอยู่ล้วนแต่เป็นไวรัสที่ทำงานบนวินโดว์ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไมมีไวรัสที่ทำงานบนลีนุกซ์เลย เพราะในการออกแบบไวรัสให้ทำงานบนลีนุกซ์นั้นทำได้ยากกว่า และมีการโอกาสแพร่กกระจายได้น้อยกว่า การพัฒนาไวรัสสำหรับลีนุกซ์โดยตรงจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น นอกจากนี้แล้ว ลีนุกซ์จากหลาย ๆ ค่ายยังมีการพัฒนาที่รวดเร็ว ต่างจากไมโครซอฟต์ที่ต้องรอกันหลายปี แถมยังแก้บักกันไม่หมด แม้จะออกซอฟต์แวร์ตัวใหม่มาทดแทนแล้วก็ตาม อย่างเช่น Ubuntu นั้นจะพยายามออกรุ่นใหม่ ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายที่หลายคนเลือกใช้ก็เพราะว่า…ฟรี ประเด็นนี้คงปฎิเสธไม่ได้ใช่ไหมล่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552

เคยคิดไหมว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังคงยึดติดกันวินโดว์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าลีนุกซ์ต่างก็มีดี แถมยังไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์มาให้ปวดหัวเหมือนวินโดว์เสียอีก ลองมาดูเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้หลายคนขอยืนอยู่ข้างเดียวกับไมโครซอฟท์

ประเด็นแรกเลยก็คือลีนุกซ์ไม่มีโปรแกรมที่ต้องการให้ใช้งาน นับว่าเป็นประเด็นใหญ่อย่างแรก เพราะแม้ว่าจะมีโครงการต่าง ๆ ออกมามากมายก็จริง แต่ล้วนแต่ไม่ตรงใจ หรือตรงความต้องการ ยกตัวอย่างเช่นเครื่องมืออย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ แม้จะมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่ทำงานบนลีนุกซ์ได้ก็จริง แต่คงไม่มีใครอยากมีปัญหากับภาษาไทย และไม่อยากปวดหัวกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือแม้แต่เครื่องมือดัง ๆ อย่าง PhotoShop หรือว่า DreamWeaver ต่างก็ไม่มีให้ใช้ในโลกของโอเพ่นซอร์ส และยากที่จะหาเครื่องมืออื่นที่มีประสิทธิภาพระดับเดียวกันมาแทนที่ สาเหตุหลักที่กล่าวมานั้นเป็นเพราะว่าเรายังคงต้องการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะ หรือพิเศษเฉพาะทางอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะหาอะไรมาทดแทนได้ยาก แต่สำหรับเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่แล้วลีนุกซ์ก็มีให้ใช้งานเพียงพออยู่แล้ว

ประเด็นต่อมาก็คือเมื่อพยายามติดตั้งลีนุกซ์อาจจะพบว่าฮาร์ดแวร์บางส่วนอาจจะทำงานไม่ได้ หรือไม่ดีพอ จะว่าไปแล้วถ้าพูดกันตรง ๆ ในมุมกลับกันจะมีบ้างไหมที่ติดตั้งวินโดว์แล้วใช้งานฮาร์ดแวร์บางตัวไม่ได้ หรือไดรเวอร์มีปัญหาอุปกรณ์บางตัวไม่ทำงาน คำตอบคือมีแน่นอน แต่เราพยายามจะหาคำตอบว่าแก้ไขได้อย่างไร ส่วนถ้าเป็นลีนุกซ์แล้วคงนั่งใบ้ไปในทันที และทำอะไรต่อไม่ถูก จะหันไปถามใครก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เรื่องก็เลยจบที่การแก้ปัญหาง่าย ๆ ว่าใช้วินโดว์ดีกว่า และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่ระบุเอาไว้เลยว่าใช้ได้กับวินโดว์เท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็มีแต่ไดรเวอร์สำหรับวินโดว์ หลายคนจึงแทบจะถอดใจที่จะหันมาใช้ลีนุกซ์

แต่คำถามที่ดูจะเป็นเรื่องตลกร้ายก็คือ พยายามใช้ลีนุกซ์แล้ว แต่ต้องพิมพ์คำสั่งเยอะมาก แถมไม่รู้อีกว่ามีคำสั่งอะไรให้ใช้ วินโดว์ก็แค่คลิ้ก ๆ ก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ จะว่าไปแล้วถ้าคนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ในยุคที่เป็นดอสอยู่ คงจะเลิกใช้คอมพิวเตอร์แล้วหันไปทำอย่างอื่นกันหมด แต่มองในมุมกลับกันถ้ามีเงินซื้อรถจะซื้อรถเกียร์อัตโนมัติหรือเกียร์ธรรมดา เพราะในวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะรถเกียร์ธรรมดาเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนแล้ว งานนี้ต้องยอมแพ้ให้วินโดว์นเรื่อง
กแแลว แต่ก็มีระบบปฏิบัติการหลายรุ่นที่พยายามทำให้ง่ายต่อการใช้งาน อย่างเช่น Ubuntu หรือ RedHatเป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือพยายามทำอย่างหนึ่ง แต่กลับได้อีกอย่างหนึ่งมาจากลีนุกซ์ อย่าลืมว่าลีนุกซ์ไม่ใช่วินโดว์ สิ่งที่คาดหมายทุกอย่างนั้นมาจากพื้นฐานของวินโดว์ ดังนั้นความแตกต่างทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่มีวินโดว์มาให้เปรียบเทียบ แต่ถ้าหากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับลีนุกซ์ได้ก็คงยากที่จะใช้งาน จึงไม่แปลกที่หลายคนทำงานที่บ้านด้วยวินโดว์ แต่เมื่อมาถึงที่ทำงาน ถูกบังคับโดยนโยบายบริษัทก็สามารถใช้ลีนุกซ์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่บังคับล่ะ คงไม่มีใครอยากใช้ลีนุกซ์ให้ปวดหัวแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายคือลีนุกซ์ทำให้ผมเป็นตัวประหลาด จริง ๆ แล้วประเด็นเรื่องนี้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนถ้าไม่เชื่อก็ลองโพสต์บนฟอรั่มในอินเทอร์เน็ต แล้วถามปัญหาเกี่ยวกับลีนุกซ์ ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์ตัดต่อวีดีโออะไรดี หรือจะออกแบบเว็บให้สวยต้องทำอย่างไร คุณจะกลายเป็นตัวประหลาดไปในทันที หลายคนจึงเลือกที่จะไม่เป็นคนประหลาด และไม่อยากต้องหาคำตอบกับปัญหาต่าง ๆ เองโดยการหันมาใช้วินโดว์เช่นเดิม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552

    Linux ก็คือระบบปฏิบัติการ เหมือน Microsoft Windows หรือ Mac OS X ที่คอยควบคุมการทำงาน
ของโปรแกรมและ hardware ต่างๆในเครื่อง ที่สำคัญคือ Linux ใช้ได้ฟรี และ เป็นระบบปฏิบัติการแบบ
open source ทุกคนสามารถดัดแปลง source code ได้ตามต้องการ เนื่องจากมีคนจำนวนมากช่วยกันพัฒนา
source code ทำให้ Linux มีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และ เชื่อถือได้ บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น

Google หรือ Amazon ก็ใช้ Linux อยู่เป็นประจำ Linux บางตัวก็มีค่าใช้จ่ายเรื่องการพัฒนา แต่ส่วนมาก จะ
เป็น programmer จากทั่วโลกช่วยกันพัฒนา source code programmer เหล่านี้ติดต่อกันผ่าน internet
คนเหล่านี้ทำงานเพื่อ Linux ด้วยใจรักเป็นยิ่งยวด
    Linux มีการทำงานไม่เหมือนกับ Windows หรือ OS X ข่าวร้ายคือ Linux ไม่สามารถ run application ของ Windows ได้แบบ native (แม้ว่าจะมี emulator จำลองการทำงานของ Windows ก็ตาม) ข่าวดีก็คือ มี software ชั้นเยี่ยม จำนวนมากมายมหาศาล ให้เลือกใช้ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ที่คุ้นหูกันหน่อยก็เช่น Firefox Openoffie.org เป็นต้น หากได้ลองรู้จักและใช้งาน Linux รับรองได้เลยว่าคุณจะติดใจ มันอาจจะไม่ได้เป็นตามที่คุณหวัง แต่จุดเด่นของมันคือ ความเสถียร และ ปลอดภัย จาก virus และ spyware และต้นทุนที่ต่ำมาก นอกจากนั้น จะไม่มีใครมาแยก Linux ออกจากกลุ่มสังคมนี้ได้ มันจะฟรีไปตลอดกาล!!!
 

distribution คืออะไร?
    Linux ในตลาดทุกวันนี้นั้น มีมากหน้าหลายตาเหลือเกิน เพราะว่า ทุกคนมีสิทธิ สร้าง Linux ในเวอร์ชันของตัวเองขึ้นมา Linux จากหลายๆ distros นั้น จริงๆแล้วประกอบด้วยส่วนประกอบเดียวกัน เพียงแต่อาจจะมี software ต่างกัน เครื่องมือปรับแต่ง ต่างกัน
    distros บางตัว พัฒนาโดย บริษัทใหญ่ๆ ในขณะที่ บางตัวอาจจะใช้แค่คนเดียว หรือ อาจจะเกิดจาก กลุ่มสังคมใน internet หากคุณใช้ Linux ครั้งแรก เราแนะนำให้ลอง Ubuntu หรือ Mandriva เพราะเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย จากนั้น คุณควรลอง Fedora และ OpenSUSE ทางฝั่ง servers Debian เป็นตัวเลือกที่น่าจับตาที่สุด

ที่มาจาก Newbie Zone Linux basics หนังสือ Linux Format ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ 2552

ในการดูแลเครื่อง Server หรือแม้กระทั่งเพียงแค่การดูแลเว็บไซต์ก็ตาม สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆเลยคงหนีไม่พ้นเรื่องของความปลอดภัย เพราะหากลองถูกเจาะเข้ามาล้วงข้อมูลหรือมาสร้างความเสียหายใดๆให้กับระบบของคุณแล้วล่ะก็ คงเป็นเรื่องที่ไม่สนุกแน่ ซึ่งวิธีป้องกันนั้นก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่ในเรื่องของความปลอดภัยในเบื้องต้นแล้ว สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงเลยคงหนีไม่พ้นเรื่องของสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์ เพราะถ้าคุณกำหนดสิทธิ์ไว้หละหลวมล่ะก็ ไม่ต้องเจาะให้ลำบากล่ะครับ เพราะอาจจะเข้าได้ทันที

วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำเครื่องมือพื้นฐานในการจัดการกับสิทธิ์ของไฟล์และโฟลเดอร์ครับ เครื่องมือที่ว่านั้นก็คือ chmod ครับ

การใช้งาน chmod นั้น ไม่ยากเย็นอะไรครับวิธีใช้งานมีดังนี้
1. cd เข้าไปในพาธที่ต้องการ
2. ls -l เพื่อดู ชื่อไฟล์ และ Permission ที่กำหนดไว้อยู่เดิม ซึ่งคุณจะเห็นเป็นรายการออกมาแบบนี้ครับ
-rwxr-xr-x 1 gumara gumara 0 2008-08-06 09:52 gedit.gumara.35500590
ซึ่งในส่วนของสิทธิ์ในการใช้งานไฟล์ก็จะมีความหมายว่า เจ้าของทำได้ทุกอย่าง นอกนั้น ดูได้ รันได้ แต่ไม่มีสิทธิ์แก้ไข

วิธีอ่านค่า Permission
จากที่เราดูไฟล์แล้วด้วยการสั่ง ls -l เราจะเห็นแต่ละไฟล์จะมีค่าต่างๆบอกอยู่ดังนี้ -rwxr-xr-x ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวบอกเราว่า ใครวามารถทำอะไรกับไฟล์ได้บ้าง โดยชุดตัวอักษรเหล่านั้น มีวิธีดูดังนี้ครับ ให้สั่งเกตุว่า ชุดตัวหนังสือนี้ -rwxr-xr-x สามารถแบ่งเป็น 4 ชุดได้ด้วยกันดังนี้ – | rwx | r-x | r-x ซึ่ง 4 ชุดนั้นมีความหมายดังนี้ครับ
1. ชุดแรก หมายถึง สิ่งที่ไฟล์นั้นเป็น เช่น เป็นไฟล์ เป็นโฟลเดอร์ หรือเป็นลิงก์
2. สิทธิ์ที่เจ้าของสามารถกระทำกับไฟล์นั้นได้
3. สิทธิ์ที่กลุ่มสามารถกระทำกับไฟล์นั้นได้
4. สิทธิ์ที่คนอื่นสามารถกระทำกับไฟล์นั้นได้

ทีนี้ ไอ้เจ้าชุดที่มีเครื่อง rwx ก็จะมีความหมายดังนี้ครับ
r = read หมายถึง สามารถอ่านไฟล์ได้
w = write หมายถึง สามารถเขียนข้อมูลลงไปในไฟล์นั้นได้
x = execute หมายถึง สามารถประมวลผลไฟล์นั้นได้

ทีนี้เวลาเราต้องการจะมอบสิทธิ์ ก็เพียงแค่ใช้คำสั่งดังนี้ครับ chmod a+r file-name ซึ่ง a สามารถแทนที่ได้ด้วย u (user = เจ้าของ), g (group = กลุ่ม), o (other = คนอื่นๆ) ส่วนตำแหน่งของตัว r ก็แทนที่ได้ด้วย w หรือ x ครับ

ลองเล่นกันดูนะครับ แล้วก็อย่าลืมจัดการเครื่องของคุณให้ปลอดภัยนะครับ

Suriyan Linux OS ของทาง SIPA ใกล้ออกอีกเวอร์ชั่นแล้วครับ ครั้งนี้ปรับเลขเวอร์ชั่นใหม่ให้จำกันง่ายขึ้น โดยตั้งเวอร์ชั่นเป็น Suriyan 52 อิงตามเลขปีไปเลย สำหรับ Suriyan ในเวอร์ชั่นนี้ก็เป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาต่อจาก Ubuntuclub Prompt Edition 9.05 ของคุณสมเจตน์ Ubuntuclub ครับ สำหรับการเปลี่ยนแปลงก็มีดังนี้

  • ปรับปรุงหน้าตาเป็นของชุด Suriyan ทั้งหมด
    • Usplash เป็นของ Suriyan
    • GDM
    • Wallpaper
    • Startmenu
    • ปรับปรุง OpenOffice.org เป็นเวอร์ชั่น 3.1.1
  • ของที่ตัดออก
    • Dosbox
    • Wubi
    • Ekiga
    • Skype
    • Putty
    • tomboy
    • gmountiso
    • filezilla

    ไว้ออกเมื่อไหร่จะมาแจ้งข่าวกันอีกรอบครับ

 

วันนี้เจอคำถามคลาสสิคจาก @zhuqitext ว่า ใช้ Linux ตัวไหนทำ Server ดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงตอบเลยว่า Ubuntu สิครับ แต่การตอบแบบนั้นมันก็ไร้สมองไปนิด แม้ว่า Ubuntu จะดีจริงๆ แต่ตอบแบบนี้มันเหมือนม๊อบสีเสื้อไปหน่อย ประมาณว่า เอ๊ะอะก็สีฉันดีสุด หรือถ้าจะตอบอีกแบบที่นิยมก็จะพุ่งเป้าไปเลยว่า Linux ตัวไหนแข็ง เจาะยาก ความปลอดภัยสูง

แต่วันนี้ผมเลือกคำตอบใหม่คือ “เลือกใช้ตัวที่ถนัดดีที่สุด” เพราะถึงเวลาที่เรานำมาใช้งานจริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากการใช้งานหรือจากอะไรก็แล้วแต่ ดังนั้น ถ้าเราใช้ตัวที่ถนัดที่สุดเราก็จะแก้ปัญหาได้เร็วและง่ายที่สุด เพราะใช้ตัวที่ดีที่สุด แต่ว่าใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว Linux ที่ดีที่สุดสำหรับทำ Server ก็ควรจะเป็น Linux ตัวที่ถนัดที่สุดครับ ตัวนั้นแหล่ะ ดีที่สุดแล้ว แล้วคุณล่ะครับ ใช้ Linux ตัวไหนทำ Server

ที่มา: http://ubuntuclub.com/node/1487

ข่าวจาก blognone – Linux Foundation ออกรายงานชื่อ Linux Kernel Development (PDF) ซึ่งอัพเดตสถานการณ์การพัฒนาเคอร์เนลของลินุกซ์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2008-สิงหาคม 2009

สรุปตัวเลขคร่าวๆ ได้ดังนี้

    * จำนวนนักพัฒนาโตขึ้น 10%
    * จำนวนโค้ดที่ส่งเข้าเคอร์เนลต่อวัน เพิ่มขึ้น 3 เท่า
    * จำนวนโค้ดรวมเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านบรรทัด (โค้ดรวม 11.5 ล้านบรรทัด)
    * เคอร์เนลแต่ละรุ่นมีแพตช์ใหม่ประมาณ 10,000 แพตช์ จากนักพัฒนาราว 1,000 คน และบริษัท 200 แห่ง
    * ถ้านับตั้งแต่รุ่น 2.6.11-2.6.30 มีนักพัฒนาทั้งหมดเกือบ 5,000 คน และบริษัทอีก 542 แห่ง
    * เคอร์เนลแต่ละรุ่น ทิ้งช่วงห่างกันเฉลี่ย 81 วัน หรือประมาณ 12 สัปดาห์
    * จำนวนแพตช์เฉลี่ยที่รับเข้าเคอร์เนล ระหว่าง 2.6.11-2.6.30 อยู่ที่ 5.45 แพตช์ต่อชั่วโมง
    * อัตราการส่งแพตช์โตขึ้นเรื่อยๆ ของรุ่น 2.6.30 อยู่ที่ 6.4 แพตช์ต่อชั่วโมง
    * Linus Torvalds ไม่ติดอันดับ 30 นักพัฒนาที่ส่งแพตช์เข้ามามากที่สุด (แต่เป็นคนสั่ง merge commit) ส่วน Andrew Morton อยู่ที่ 10 และ Alan Cox อยู่ที่ 14
    * บริษัทที่ร่วมพัฒนาเคอร์เนลมากที่สุดคือ Red Hat, IBM, Novell และ Intel ตามลำดับ

Linux Foundation ให้ความเห็นว่าการเติบโตอย่างมากของนักพัฒนาเคอร์เนล เกิดจากการแยกสาย –staging ซึ่งยอมรับแพตช์ของไดรเวอร์ที่ยังไม่เสถียรมากนักเข้าในเคอร์เนล ส่วนรายงานสนุกดีครับ แนะนำให้ดาวน์โหลดมาอ่านกัน อ่านง่ายมีแต่กราฟและตาราง

ที่มา – blognone, Ars Technica

เนคเทคประกาศความพร้อมดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง ส่งเม็ดเงินลงทุน 180 ล้านบาทดำเนินโครงการ “พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ด้วยโอเพนซอร์ส” ในกรอบระยะเวลา 3 ปี คาดจะมีผู้ประกอบการคอมพิวเตอร์ของไทยเข้าร่วมโครงการ Local brand PC : Ecolonux ไม่น้อยกว่า 60 บริษัท เพิ่มบุคลากรด้านโอเพนซอร์สได้ 27,000 คน ยกระดับขีดความสามารถนักพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมสำหรับกิจกรรมทาง ธุรกิจซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ที่สำคัญคือ ช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของประเทศไทย
      
ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือเนคเทค กล่าวถึงแผนการดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ด้วยโอเพนซอร์ส ภายใต้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนปฎิบัติการไทยเข็มแข็งว่า เนคเทคจะดำเนินการพัฒนาโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบขายภายในประเทศ (Local brand PC) โดยจะดำเนินการร่วมกับบริษัทผู้ผลิตและนักพัฒนาโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ในประเทศ ไทยเพื่อออกแบบโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานและผนวก โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและเครื่องคอมพิวเตอร์ พกพา
      
"เพื่อ มุ่งขยายการใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ในตลาดซอฟต์แวร์ เชื่อว่าจะเป็นผลดีทั้งทางเศรษฐกิจและทางสังคม ได้แก่ การประหยัดต้นทุนอันเกิดจากการจ่ายค่าลิขสิทธิซอฟต์แวร์ การสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มาจากชุมชนโอเพนซอร์ส"
      
ดร.วิรัชย้ำว่าเนคเทคจะเร่งสร้างความเข้าใจด้านการใช้งานในหน่วยงาน ภาครัฐ โดยให้การฝึก-อบรมหลักสูตรการใช้งาน การเตรียม call center และคลังความรู้เพื่อตอบคำถาม จะเป็นแหล่งหาคำตอบด้านการใช้งานที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทุกเมื่อ
      
โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ด้วยโอเพนซอร์ส ภายใต้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนปฎิบัติการไทยเข็มแข็ง เนคเทคได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 180 ล้านบาทภายในระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะได้รับตลอดโครงการ คือ มีระบบปฎิบัติการลินุกซ์ 3 เวอร์ชั่น , อบรมบุคลากรด้านโอเพนซอร์สได้จำนวน 27,000 คน , บุคลากรเข้าทดสอบทักษะจำนวน 4,800 คน
      
"เกิด ผู้ประกอบการคอมพิวเตอร์ของไทย Local brand PC : Ecolonux ไม่น้อยกว่า 60 บริษัท , ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สพื้นฐาน มีความพร้อมใช้งานในระดับดีเยี่ยม ที่สำคัญที่สุดคือ จะเกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับกิจกรรมทางธุรกิจและพร้อม สำหรับนักพัฒนา ลดปัญหาการละเมิดซอฟต์แวร์ลิขสิทธิของประเทศไทย"
      
ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาจากนักวิจัยทั่ว โลก ซึ่งมีมาตรฐานระดับสากลและเปิดซอร์สโค้ดให้แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งรวมถึงนักวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถนำมาใช้ต่อยอดเชิงการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนต่อยอดเชิงธุรกิจได้
      
เนคเทคระบุว่าได้เริ่มมีส่วนในการผลักดันการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ นซอร์สมาตั้งแต่ปี 2540 และยังคงส่งเสริม สนับสนุนแนวคิดของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อพัฒนาบุคลากรและลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดความร่วมมือในขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนได้กว่า 30 องค์กร สร้างเครือข่ายความร่วมมือมาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โดยความร่วมมือในปีนี้ เนคเทคเชื่อว่าจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจไอทีไทยได้เป็นอย่างดี
      
"นัก วิจัยไทยและคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์รวมทั้งยังเป็นการแสดงถึงภาพลักษณ์ ของผู้ประกอบธุรกิจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อส่งเสริมธุรกิจ สู่การใช้งานในประเทศ เพิ่มศักยภาพความเป็นไปได้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการผลิตและจำหน่ายภายใน และส่งออกต่างประเทศ"

ที่มา : manager online