คำถามยอดฮิต “เขียน App ขายบน Windows Store ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง” เนื่องจากเสียค่า Windows Store Developer ไป 1,500 ด้วยความเสียดายเงินและต้องหาทุนคืน 1,500 ก็เลยหาข้อมูลเพื่อเรียนเขียน Windows App บ้าง แหล่งเรียนรู้ก็มาจาก Windows Dev Center ดังนี้

นี่คือสิ่งใหม่ที่ต้องเรียนรู้ ผมพบว่าเอกสารของ Microsoft ทำออกมาได้ดีเข้าใจง่ายครับ

เนื่องจากกำลังย้ายค่าย และย้าย Platform เลยเอาตัวเข้าแลกกับ Microsoft อีกครั้งเพราะอยากรู้ว่า เขียนโปรแกรมบน Windows 8 และขายบน Windows Store ต้องจ่ายอะไรบ้าง

  1. Windows 8 แบบกล่อง = 5,200 บาท
  2. Vistual Studio 2012 + MSDN = 40,719 บาท
  3. Windows Store Developer = 1,500 บาท

สรุปรายจ่าย = 47,419 บาท หลายคนถามว่าอยากลองแบบจ่ายน้อยๆ ได้มั๊ยตอบว่าได้ครับ ราคาเป็นดังนี้

  1. Windows 8 Enterprise RTM = 0 บาท
  2. Vistual Studio Express 2012 = 0 บาท
  3. Windows Store Developer = 1,500 บาท

สรุปรายจ่าย = 1,500 บาท ต้องบอกข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยคือ Windows 8 RTM ใช้ได้ 90 วัน ส่วน Vistual Studio Express 2012 ใช้ได้ 30 วัน ส่วนรายจ่ายค่า Windows Store Developer จ่ายไปฟรีๆ :P

Patrick Dengler ตัวหน้าทีมพัฒนา Micorosoft Internet Explorer ประกาศใน Blog ของ IE ว่า Microsoft หวังว่าในอนาคตจะได้ร่วม contribute และพัฒนาฟอร์แมท SVG (Scalable Vector Graphics) บ้าง ซึ่งทาง Microsoft เองได้มีการร้องขอไปยัง W3C เพื่อเข้าร่วมกลุ่มคณะทำงานบ้างแล้ว SVG เป็นการใช้ XML ในการใช้งานเอกการด้านกราฟิกแบบเวกเตอร์ซึ่งใช้เป็นข้อมูลของภาพและในการจัดการภาพ ซึ่งมีโปรแกรมที่สนับสนุน SVG อยู่บ้างแล้ว แต่ขณะที่ web browser ก็ยังไม่มีการสนับสนุนฟอร์แมทนี้ในทุกๆ browser สำหรับ IE เองคาดว่าจะมี Plug In เพื่อสนับสนุน SVG ออกมาให้ได้ใช้งานกันในเร็วๆ นี้ Microsoft เองต้องการเข้าร่วมวงเพื่อหวังว่า IE ในรุ่นถัดไปจะสนับสนุนฟอร์แมทภาพแบบ SVG มากขึ้น นอกจาก SVG แล้ว Microsoft ได้เข้าร่วมวงพัฒนาฟอร์แมททางด้านกราฟิกบนเว็บมาแล้ว 2 ฟอร์แมทด้วยกันคือ VML และ XAML ซึ่ง VML (Vector Markup Language) พัฒนาในปี 1998เป็นต้นแบบของ SVG ในปัจจุบัน และ XAML (Extenxible Application Markup Language) ก็คือเทคโนโลยีส่วนเชื่อมต่อของ Silverlight นั่นเอง ปัจจุบัน SVG ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นงานกราฟิกแบบเวกเตอร์ หรือแม้กระทั่ง Icon บน KDE, Gnome และ Linux Windows Manager ตัวอื่นๆ

ที่มา – H-online

ตอนนี้มองไปรอบตัวเห็นแต่ไมโครซอฟท์เต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ในบริษัทใหญ่ๆ เครื่องเดสก์ทอปของสำนักงานก็ใช่ โน้ตบุ๊คก็ยังหนีไม่พ้น กลับไปบ้านจะเล่นเกมก็ต้อง Xbox คว้าโทรศัพท์มือถือก็เจอวินโดวส์โมบาย แล้วอะไรอีกดีหละที่ไม่ใช่ไมโครซอฟท์ แต่ในอนาคตคุณเชื่อหรือไม่ว่าทุกอย่างจะไม่มีไมโครซอฟท์เหลืออยู่เลย ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่ต้องอ่านต่อส่วนคนที่เชื่อมาร่วมกันหาคำตอบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เริ่มจากเรื่องของเซิร์ฟเวอร์ที่ใครเข้าใจว่าน่าจะใช้วินโดวส์กันมากมาย ส่วนความเป็นจริงโลกนี้เคยเป็นของยูนิกซ์มาก่อนและตอนนี้กำลังเปลี่ยนเป็นลีนุกซ์ ถ้าไม่เชื่อลองหันไปมองรอบๆ ตัวคุณอีกทีอุปกรณ์อย่างเราท์เตอร์ข้างในก็ลีนุกซ์ทั้งนั้น หรือแม้แต่เซิร์ฟเวอร์ของไอเอสพีทั่วฟ้าเมืองไทยก็ล้วนแต่เป็นลีนุกซ์มากกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ก็ไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้นับวันลีนุกซ์ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ไมโครซอฟท์รู้ดีว่าตลาดนี้ยากนักที่จะทำให้กลับมาเหมือนเดิม

เดสก์ทอปคงเป็นเรื่องที่ล้มไมโครซอฟท์ยาก แต่ก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าเพราะในขณะที่วิสต้าตัวใหญ่โตมโหฬารพร้อมที่จะทำงานบนเครื่องที่มีแรมเยอะๆ ซีพียูขั้นเทพ ก็พอดีว่ากระแสของคนทั่วโลกเปลี่ยนอยากมาใช้เครื่องเล็กๆ พกติดตัวได้ง่าย และส่วนใหญ่เครื่องพวกนี้ไม่แรงพอที่จะทำให้วิสต้าวิ่งเล่นได้ มันก็เลยเหมือนการเอาช้างมานั่งบนเก้าอี้ของเด็กอนุบาล ดังนั้นภาพที่จะเกิดขึ้นไม่ต้องพูดถึง งานนี้หลายคนหาทางออกด้วยการเอาเครื่องเดิมมาลงลีนุกซ์อย่าง Ubuntu แทน

ครั้นถึงเวลาของความนิยมโน้ตบุ๊คมาถึงแต่ความแรงของวิสต้าอาจทำให้กระต่ายกลายเป็นเต่าได้ง่ายๆ แม้จะพยายามกดดันด้วยการไม่ยอมให้คนซื้อโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ย้อนกลับไปใช้เอ็กซ์พีได้ง่ายๆ ต้องออกแรงมากมาย แต่จนแล้วจนรอดคนก็ส่ายหน้าแล้วบอกว่าเอาเอ็กซ์พีได้ไหมวิสต้าไม่อาจเอื้อมเพราะกินจุเหลือเกิน บวกกับกระแสของ Netbook กำลังมาแรงด้วยหลักการที่ว่าประหยัดเบาและเล็ก ส่วนความแรงคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป้าหมายเป็นคนที่ใช้งานทั่วไปเท่านั้น งานนี้ไมโครซอฟท์ก็มองเห็นแต่ก็รู้ตัวดีว่าหากเอาวิสต้ามาลงก็คงจะไม่รอด ก็ขนาดเอ็กซ์พียังต้องทำการลดน้ำหนักมากมายชนิดเอาแขนเอาขาออกเหลือแต่ตัวก็ยอมทำ แต่ใครจะอยากใช้กันหละ ลีนุกซ์ก็เลยได้อานิสงฆ์ไปเต็มๆ เพราะธรรมชาติของมันจะเล็กจะใหญ่หรือจะจิ๋วก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นเชื่อได้ว่าการที่เครื่องสำหรับคนเริ่มต้นใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตลงลีนุกซ์ ก็หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะโตขึ้นมาพร้อมลีนุกซ์ งานนี้ไมโครซอฟท์ไม่ยอมแน่ๆ

ส่วนเรื่องของความบันเทิงอย่างเครื่องเล่นเกมคอลโซลเดินไปไหนมาไหนก็มองเห็นแต่ Playstation กับ Nintendo ทั้งนั้น น้อยคนที่จะมี Xbox เอาไว้ในครอบครอง จริงอยู่ที่เกมมีให้เลือกเล่นมากมาย แต่ส่วนใหญ่ค่ายเกมก็ออกครบทุกค่าย หลายคนเป็นห่วงว่า Xbox จะบริโภคหน่วยความจำแบบถาวรจนทำให้การเล่นเกมหมดสภาพหรือเปล่า เพราะดูส่วนประกอบภายในแล้วก็พีซีแรงๆ ลงวินโดวส์ดีๆ นี่เอง ดังนั้นเรื่องของเกมคอนโซลคาดว่าจะเป็นการแข่งระหว่างสองค่ายที่ไม่ใช่ไมโครซอฟท์แน่นอน

มาถึงเรื่องของวินโดวส์โมบายกันบ้าง ก็ยังมีแนวทางการเจริญเติบโตเหมือนวินโดวส์รุ่นพี่ กล่าวคือยิ่งทำก็ยิ่งตัวใหญ่กินจุทั้งๆ ที่ฮาร์ดแวร์มีการพัฒนาไปมากมายแล้วก็ตามวินโดวส์ก็ยังคงกินเรียบแบบไม่มีเหลืออยู่เหมือนเดิม งานนี้ถ้า Android พร้อมเมื่อไรรับรองว่าได้โบกมือลาวินโดวส์โมบายแน่นอน เพราะคาดว่าเครื่องที่ใช้วินโดวส์โมบายวิ่งเป็นเต่าหากเปลี่ยนเป็นระบบใหม่จะสามารถกระโดดและวิ่งเป็นกระต่ายได้เลยทีเดียว ใครๆ ก็รอคอย Android กันทั้งนั้นงานนี้เบื้องหลังมีลีนุกซ์ซ่อนอยู่อีกเช่นเคย ที่สำคัญค่ายมือถือรายใหญ่ๆ ไปรวมลงทุนลงแรงกับ google กันเกือบหมดแบบนี้มองเห็นอนาคตกันชัดเจน

เรื่องราวทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะแม้แต่แอพพลิเคชันครองโลกอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศกับบราวเซอร์ที่ชื่อว่าไออีก็พลอยโดนหางเลขอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในอนาคตคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเติบโตมาพร้อมกับลีนุกซ์เขาเหล่านั้นก็จะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับ OpenOffice.org กับ FireFox หม้อข้าวหม้อแกงของไมโครซอฟท์มีหวังโดนทุบ แล้วเรื่องมันก็จะเลยเถิดไปถึงไฟล์ฟอร์แมตที่ชื่อว่า ODF อย่างช่วยไม่ได้

คราวนี้ลองมองไปรอบๆ ตัวอีกทีคุณมองเห็นเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ลีนุกซ์เต็มไปหมด เห็นโน้ตบุ๊คที่ใช้ลีนุกซ์อยู่เต็มร้านกาแฟ เห็นคนพูดคุยกันผ่าน Android เห็นคนนั่งเล่นเกมบนเครื่อง Playstation ท่องอินเทอร์เน็ตด้วย FireFox และแลกเปลี่ยนเอกสารกันด้วย Open Document Format อืม…อนาคตที่ไร้ไมโครซอฟท์

 

หลังจากที่พยายามปลุกปล้ำ ให้ Mono 1.0 ให้ Compatible กับ .NET Framework 1.0, 1.1 มาได้ระยะใหญ่ และการหันไปพัฒนา Moonlight เพื่อพอร์ต Microsoft Silver Light ให้ใช้ได้กับทุก Platform และก้อปล้ำกันอยู่นานพอดูทำให้ระยะการปล่อย Mono 2.0 ล่าช้าออกไปด้วย ตอนนี้แฟนๆ Mono ไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว Mono 2.0 ออกมาพร้อมกับการ Cross Platform อย่างแท้จริงทั้ง Windows, Unix, Linux, MacOS ซึ่งสนับสนุน Microsoft Compatible API เกือบจะทั้งหมด ซึ่งเท่าที่ผมได้ดู release note แล้วรู้สึกอุ่นใจได้ว่า API เหล่านี้ใช้ได้กับ Mono 2.0 อย่างแน่นอน

    *  ADO.NET 2.0
    * ASP.NET 2.0
    * Windows.Forms 2.0
    * System.XML 2.0
    * System.Core
    * System.Xml.Linq
    * System.Drawing 2.0

อ่าน release note เพิ่มเติมได้ครับ

วันที่ ‘ไมโครซอฟท์’ ไร้บิลเกตต์
      เป็นข่าวคราวที่ Hot และร้อนแรงที่สุดในวงการไอทีโลกเมื่อบิลเกตต์ประกาศวางมือและปลดเกษียนตัวเองออกจาก ไมโครซอฟท์
ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ Software เรามาดูชีวิติหักเหของเกตต์กันหน่อยครับผม

      การออกมาเสียกลางคันจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อก่อตั้งธุรกิจ คอมพิวเตอร์ของตนเอง นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกิจไมโครซอฟท์ของนายบิลเกตต์ แจ้งเกิดและครองตลาดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกด้วยรายได้หลายพันล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หากแต่เส้นทางธุรกิจของไมโครซอฟท์และนายเกตส์กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้ง สำคัญอีกระลอก หลังนายเกตส์จะวางมือจากไมโครซอฟท์เพื่อหันไปทุ่มเวลาให้กับมูลนิธิของตน เองอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งเท่ากับว่านายเกตส์จะมีเวลาทำงานอยู่ในไมโครซอฟท์ต่อไปเพียงแค่สัปดาห์ นี้จนถึงวันที่ 27 มิถุนายนนี้เท่านั้น

        ส่วนภารกิจทั้งหมดที่มีอยู่หลังจากนายเกตต์ปลดเกษียณตัวเองจากธุรกิจที่ร่วม ก่อตั้งกันมากับนายพอล อัลเลน ตั้งแต่ปี 2518 หรือเมื่อ 33 ปีก่อน ต้องปล่อยให้สามทหารเสือช่วยสานต่อกันไป โดยขณะที่นายเกตต์จะหันไปพัฒนางานในมูลนิธิการกุศลบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ ฟาวเดชั่น นายเรย์ ออซซี เป็นผู้ดูแลการบริหารในฐานะประธานฝ่ายสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ ขณะที่งานด้านยุทธศาสตร์และการวิจัยเป็นของนายเครก มันดี ส่วนนายสตีฟ บอลเมอร์ ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยอยู่ฮาร์วาร์ดด้วยกันนั้น ก็ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมโครซอฟท์

        ส่วนตัวนายเกตส์เองแม้จะไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในเชิงบริหาร แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังคงตำแหน่งในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารไมโครซอฟท์ และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท ซึ่งตามมุมมองของนายแม็ทท์ รอสออฟ นักวิเคราะห์อิสระจากไดเร็กชั่น ออน ไมโครซอฟท์ แสดงทรรศนะว่า "การออกไปของนายเกตส์โดยที่ยังมีตำแหน่งอยู่ในไมโครซอฟท์ ก็เท่ากับไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีนัยสำคัญสำหรับไมโครซอฟท์นัก เพราะหากว่านายเกตส์มีข้อแนะนำที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของไมโครซอฟท์ นายบอลเมอร์ก็ย่อมต้องรับฟังอยู่ดี"

        หากแต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ชื่อของไมโครซอฟท์เกิดและผูกพันกับผู้บริหารอย่างนายเกตส์อย่างเหนียวแน่น กระทั่งมือขวาของนายเกตส์อย่างนายบอลเมอร์ยังอดที่จะเปรยไม่ได้ว่า เพราะ "บิลล์ เกตส์ที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นผู้สั่งสมความมั่งคั่งและวางรากฐานให้กับไมโครซอฟท์ สิ่งนี้เองที่เป็นความสำเร็จของนายเกตส์ที่ไม่อาจมีใครมาทดแทนได้ อีกทั้งนายเกตส์ยังเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีแทบจะทุกชิ้นขององค์กร จึงจดจำได้มากกว่าใคร และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครที่รู้มากเช่นนี้อีกแล้ว"

        ด้วยเหตุนี้ การออกไปของนายเกตส์ ตามมุมมองของนักวิเคราะห์อีกกลุ่มเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความสำคัญ บางอย่าง มากกว่าเพียงแค่ผู้บริหารคนหนึ่งที่เกษียณตัวเองออกไป

        "ความท้าทายสำหรับไมโครซอฟท์คือ เมื่อผู้ก่อตั้งลาออกไป สิ่งที่ต้องจดจำและพยายามรักษาไว้ให้คงอยู่คือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสิ่งที่นายเกตต์เคยทำจนประสบความสำเร็จ ผู้ที่เข้ามาสานต่อก็ต้องพยายามรักษาเอาไว้ให้ความสำเร็จนั้นคงอยู่และ ดำเนินต่อไปให้ได้" นายร็อบ เอ็นเดอร์ล จากบริษัทเอ็นเดอร์ล กรุ๊ปฯ ในซิลิคอน วัลเลย์กล่าว

        หากแต่ดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวจะไม่ได้มีเส้นทางที่ราบรื่นนัก เพราะตั้งแต่ที่นายเกตส์วางมือจากการบริหารไปเมื่อหลายปีก่อนก็เริ่มมี สัญญาณว่าไมโครซอฟท์กำลังตกที่นั่งลำบากอย่างน้อยก็ตามความเห็นของนัก วิเคราะห์ที่มองว่า ไมโครซอฟท์พลาดโอกาสงามๆ ไปหลายต่อหลายครั้ง ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ทั้งระบบปฏิบัติการวินโดว์ส หรือซอฟต์แวร์งานออฟฟิศไม่ได้รับแรงตอบรับที่ดีเหมือนเช่นก่อนอีกต่อไป

        ตัวอย่างระบบปฏิบัติการวินโดว์ส วิสต้าที่ไมโครซอฟท์วางตลาดในเดือนมกราคมปี 2550 แต่กลับกลายเป็นว่าลูกค้าส่วนมากยังคงยึดติดที่จะใช้งานวินโดว์ส เอ็กซ์พีในเวอร์ชันก่อน

        "ไมโครซอฟท์กำลังมีปัญหากับการทำตลาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ทั้งที่ไมโครซอฟท์เป็นผู้เริ่มทำตลาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก่อนใคร แต่แล้วตลาดดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของบริษัทในเวลานี้" นายเอ็นเดอร์ล ระบุ

        แม้ปัจจุบัน วินโดว์สจะยังครองส่วนแบ่งตลาดระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์มากถึง 90% แต่ก็มีสัญญาณว่าระบบปฏิบัติการคู่แข่งของแอปเปิลก็กำลังตีตื้นขึ้นมา โดยมีส่วนแบ่งในตลาดเริ่มขยายตัวขึ้นมากกว่า 5% แล้วในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังถูกกูเกิลตามประกบมาติดๆ ในการนำเสนอซอฟต์แวร์งานออฟฟิศแบบออนไลน์ให้ใช้ได้ฟรีๆ แข่งกับโปรแกรมออฟฟิศและโปรแกรมงานด้านอื่นๆ ของไมโครซอฟท์

        นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ ยังล้มเหลวกับแผนที่ขยายเครือข่ายธุรกิจเข้าสู่ตลาดบริการค้นหาข้อมูลบน อินเตอร์เน็ตและโฆษณาออนไลน์แข่งกับกูเกิล เมื่อไม่สามารถปิดดีลที่จะซื้อธุรกิจของยาฮูในมูลค่าเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ได้ กรณีดังกล่าวในมุมมองของนายเอ็นเดอร์ล เห็นว่า นายเกตส์เองอาจไม่ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปซื้อยาฮูเลยตั้งแต่ต้น และก็อาจเป็นไปได้ว่านายเกตส์ ในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการบริหารของไมโครซอฟท์หนุนให้ถอนตัวออกจากข้อเสนอ ซื้อยาฮูด้วยซ้ำไป

        เท่ากับต่อแต่นี้ไป ไมโครซอฟท์ก็ต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของตนเองในการนำพาธุรกิจให้ก้าวเดินไป ข้างหน้าด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้โรยกลีบกุหลาบเหมือนเช่นสมัยที่นายบิลล์ เกตส์ยังมีบทบาทอยู่อีกต่อไปแล้ว

       เราต้องมาดูก้าวต่อไปของไมโครซอฟท์กันหน่อยหลังจากไม่มีขุนพลหลักอย่างบิล เกตส์ แล้วครับผม เห็นทีบทความอนาคตที่ไร้ MicroSoft ของพี่ Bixtux เราจะเห็นเค้าโครงความเป็นจริงก็คราวนี้หละ

แหล่งที่มา RSSTHAI

นับเป็นครั้งแรกที่ไมโครซอฟต์มีการแจกจ่ายโค้ดให้กับโปรเจ็กโอเพ่นวอร์ส Apache ซึ่งทำให้เห็นว่านโยบายต่าง ๆ ของบริษัทนั้นค่อนข้างจะอ่อนลง และจุดยืนของบริษัทเรื่องเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับโอเพ่นซอร์สมากยิ่งขึ้น

โดยล่าสุดไมโครซอฟต์ออกมาระบุว่าจะมีการพัฒนาโปรเจ็ค Stonehenge ซึ่งเป็นการสร้างชุดแอพพลิเคชันตัวอย่างในการพัฒนา SOA โดยอาศัยโพรโตคอลมาตรฐานอย่าง W3C และ OASIS ซึ่งทั้งสองนั้นเป็นกลุ่มหลักที่กำหนดทิศทางและมาตรฐานเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้าง SOA ขึ้นมา

โดย SOA นั้นจะอ้างกลับไปถึงสถาปัจยกรรมไอที รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ที่ออกมาโดยแยกฟังก์ชันของแอพพลิเคชันออกจากกันให้สามารถทำงานข้ามกันได้ในรูปแบบของเซอร์วิส ส่งผลให้นักพัฒนามีความยืดหยุ่นและสามารถใช้ชุดโค้ดดังกล่าวในหลาย ๆ โปรแกรมอย่างไม่อยากนัก โดยมาตรฐานนับเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานของ SOA เพราะจะช่วยให้การสร้างชุดเซอร์วิสต่างๆ นั้นทำงานได้ในแอพพลิเคชันเดียวกัน และสามารถส่งผลหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ผ่านทางโพรโตคอลมาตรฐาน

สำหรับข้อมูลจากเว็บของ Apache นั้นระบุว่า Stonehenge ถูกวางตัวเอาไว้เป็นชุดตัวอย่างที่นักพัฒนาสามารถใช้สร้างแอพพลิเคชันเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ โดยมีการสื่อสารและแยกกันชุดเจนระหว่างโพรโตคอลและโครงสร้างพื้นฐานของซอฟต์แวร์ เพื่อที่จะจำลองการทำงานร่วมกันระหว่างแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ กันเพื่อช่วยค้นหาจุดที่อาจจะเกิดปัญหาในระหว่างขั้นตอนการทำงานข้ามระบบกันนั่นเอง

ที่ผ่านมาในช่วงหลายปีมานัก ไมโครซอฟต์ดูจะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับการพัฒนาของกลุ่มโอเพ่นซอร์ส มากขึ้นเรื่อย ๆ และให้การสนับสนุนที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน โดยสำหรับโปรเจ็คร่วมกับ Apache นั้นเมื่อปีที่ผ่านมา ไมโครซอฟต์สนับสนุนงบบริจาคให้กับโครงการโอเพ่นซอร์ส Apache ถึง 100000 ดอลลาร์เลยทีเดียว หลังจากนั้นไม่นานก็มีการประกาศสนับสนุนโครงการ Stonehenge แต่ยังไม่ได้มีการตกลงกันถึงรื่องค้ดในตอนนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็มีการเปิดโค้ดให้ใช้งานกันได้อย่างอิสระเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552

อาจจะมีหนึ่งเรื่องราวในโลกมายาบนอินเทอร์เน็ตที่เราไม่ค่อยทราบกันเท่าใดนัก เพราะว่าความลับหนึ่งจาก Mozilla ผู้ผลิตบราวเซอร์ชื่อดังอย่าง Firefox นั้นมีอยู่ว่างบประมาณสนับสนุนในการผลิตถึงกว่า 91 เปอร์เซ็นต์มาจาก Google ซึ่งแน่นอนว่าข้อตกลงนี้ทำให้แถบเสิร์จเอนจิ้นใน Firefox มี Google อยู่ในอันดับแรก แต่ถึงวันนี้ Google กลับกระโดดลงมาผลิตบราวเซอร์ของตัวเองอย่าง Chrome อกมาบ้าง คำถามก็คือการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทุนหนาในวงการเสิร์จเอนจิ้นกระโดดลงมาแบบนี้นั้นจะคุ้มค่าเหนื่อยกับตลาดเว็บบราวเซอร์จริงหรือ

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ทาง CEO ของ Mozilla ออกมากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองบริษัทว่า “ในตอนนี้ทุกอย่างมันซับซ้อนกว่าเดิมมาก ” แต่สำหรับ CEO จาก SUN Microsystems กลับออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในอีกแง่มุมหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วตลาดถูกควบคุมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าหนี่ไม่พ้น Google และ Microsoft ดังนั้นเว็บบราวเซอร์จึงเป็นเหมือนตัวประกันสำหรับนักพัฒนาแอพพลิเคชันเท่านั้นเอง เพราะทุกวันนี้เว็บนั้นเป็นมาตรฐานเปิด เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HTML, CSS หรือ JavaScript นั้นล้วนแต่เป็นมาตรฐานเปิด ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของทั้งสิ้น แต่จะเห็นว่าบราวเซอร์แต่ละตัวจะออกฟีเจอร์ทดลองมาให้เล่นในเวอร์ชันเปิดตัวก่อน จากนั้นจึงรวมเข้าไปในเวอร์ชันจริง อย่างเช่น เทคโนโลยี Google’s Gear ที่อยู่ใน Chrome นั้นสุดท้ายก็เป็นปลั๊กอินสำหรับ Firefox และ Internet Explorer ซึ่งถึงตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า Gear จะกลายเป็นมาตรฐานใน HTML 5 อย่างแน่นอน

จะว่าไปแล้วทุกอย่างก็ดูดี เว้นเพียงอย่างเดียวคือไมโครซอฟท์เองก็สามารถตีตื้นขึ้นมาขอส่วนแบ่งตลาดบราวเซฮร์กลับคืนไปได้ อย่างถ้าหันกลับไปดูที่ Opera จะเห็นว่า Opera นั้นเป็นผู้เริ่มต้นคิดสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการบราวเซอร์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายแล้วก็สู้สายป่านของ Firefox และ Internet Explorer ไม่ได้ ฟีเจอร์ที่ Opera พัฒนาขึ้นอาจจะถูกมองว่าไม่ค่อยสำคัญแต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นมาตรฐานไปเสียแล้ว

ดังนั้นแทนที่จะกลายเป็นหนึ่งในหมากที่ต้องเดินตามผู้ผลิต Schwartz ซึ่งเป็น CEO จาก SUN ระบุว่านักพัฒนาควรจะเลี่ยงการเดินตามเกมสงครามตัวประกัน แล้วหันมาใช้เครื่องมือที่เป็นกลางมากกว่า เพราะนอกเหนือจากเรื่องของฟีเจอร์แล้ว เบื้องหลังจากผู้ผลิตบราวเซอร์บางรายยังอาจจะมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวให้กังวลใจอีกด้วย เพราะบางตัวเก็บข้อมูลของผู้ใช้มากเกินความจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลจากด้านธุรกิจในการเดินเกมส์ของบริษัท โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ใช้อย่างเราๆ นี่เองไปทำประโยชน์

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนมกราคม 2552

     นักเขียนบล็อกในวงการไอทีตื่นเต้นกันยกใหญ่ เมื่อมีความเป็นไปได้สูงที่ไมโครซอฟท์จะใช้บริษัท Danger บริษัทพัฒนาบริการและซอฟต์แวร์บนโทรศัพท์มือถือซึ่งไมโครซอฟท์ซื้อมาเมื่อปี ที่แล้ว เป็นช่องทางในการแทรกตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวงการโอเพ่นซอร์ส

       
       การคาดเดาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศรับนักพัฒนาโปรแกรมระบบ ปฏิบัติการ NetBSD สำหรับใช้งานบนโทรศัพท์มือถือซึ่งใช้ระบบ Sidekick ของบริษัท Danger ที่กลายเป็นบริษัทในเครือไมโครซอฟท์ไปแล้วในขณะนี้ ความน่าสนใจอยู่ที่ NetBSD นั้นเป็นระบบปฏิบัติการมาตรฐานเปิดที่สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่หลากหลายทั้ง คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สารพัดชนิด นัยที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นว่า ไมโครซอฟท์กำลังทำให้ Sidekick ทำงานร่วมกับ NetBSD แทนที่จะเป็น Microsoft CE
       
       Sidekick คือยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ ออแกไนเซอร์และเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตแบบพกพา ซึ่งใช้แอปพลิเคชันและระบบปฏิบัติการของ Danger ผู้ใช้ Sidekick สามารถเล่นเกม ใช้เว็บเครือข่ายสังคม อินเทอร์เน็ต รับส่งอีเมล และโปรแกรมสนทนา ได้รับความนิยมมากในวัยรุ่นต่างประเทศ ตัวเครื่องผลิตโดยชาร์ปและโมโตโรลา บางรุ่นจัดจำหน่ายโดยทีโมบายล์
       
       อย่างไรก็ตาม นักเขียนบล็อกเชื่อว่าผู้ใช้ Sidekick ดั้งเดิมจะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่านักพัฒนาทั่วไปจะไม่ได้พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่สำหรับ อุปกรณ์ Sidekick อย่างอิสระ ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดไลเซนส์ BSD ซึ่งควบคุม NetBSD นั้นไม่ได้ผลักดันให้ไมโครซอฟท์ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดทั้งหมดที่บริษัทให้การ สนับสนุนเพื่อพัฒนาขึ้นแก่นักพัฒนารายอื่น แม้ NetBSD จะมีพื้นฐานเป็นโปรแกรมโฮเพ่นซอร์สเต็มตัวก็ตาม
       
       จุด นี้ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไมโครซอฟท์จะสร้างซอฟต์แวร์ระบบปิดไว้รอบ NetBSD นักเขียนบล็อกบางรายถึงกับเดาว่า ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile ในอนาคตอาจจะรันบนแพลตฟอร์ม NetBSD ก็ได้
       
       Garrett D’Amore นักพัฒนารายหนึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งมากหากไมโครซอฟท์เลือกแพลตฟอร์ม โอเพ่นซอร์สอย่าง NetBSD มาพัฒนาแกนประมวลผลในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดย D’Amore เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ "ไมโครซอฟท์จะสร้างซอฟต์แวร์ระบบปิดไว้รอบ NetBSD" อาจอยู่ในรูปการพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้หรือ user interface ลักษณะเดียวกับ Windows ไปสร้างบนแพลตฟอร์ม NetBSD
       
       " เชื่อว่า NetBSD จะเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากสำหรับไมโครซอฟท์ เนื่องจากสามารถนำไปฝังในระบบหรือ embed ในอุปกรณ์ต่างๆได้ง่าย มีชื่อเสียง บำรุงรักษาได้ดี มีความปลอดภัย และทำงานโดยใช้ทรัพยากรระบบน้อยมาก" ที่สำคัญ ไมโครซอฟท์สามารถนำ NetBSD ไปใช้งานได้ฟรี เพียงแค่เขียนข้อความให้เครดิตไว้เท่านั้น NetBSD จึงเป็นที่สนใจของนักพัฒนาวงกว้างมาตลอด
       
       เช่นเดียวกับ Avi Greengart นักวิเคราะห์จากบริษิทวิจัย Current Analysis ซึ่งมองว่าการเข้าสู่วงการโอเพ่นซอร์สครั้งนี้จะเป็นการยกระดับโมเดลธุรกิจ ของไมโครซอฟท์ โดยชี้ว่าที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ยังคงสามารถทำเงินจากการขายซอฟต์แวร์ได้อยู่ แม้จะประกาศยึดเอาหลักการโอเพ่นซอร์สบางอย่างมาใช้แล้ว เช่น การรักษาให้บริษัท Powerset ซึ่งไมโครซอฟท์ซื้อมายังคงพัฒนาเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สต่อไป รวมถึงการเริ่มแบ่งปันข้อมูลซอร์สโค้ดซึ่งไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้นแก่ โปรแกรมเมอร์รายอื่น แม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีประวัติเป็นปรปักษ์กับสังคมโอเพ่นซอร์สมายาวนาน
       
       การประกาศซื้อบริษัท Danger ของไมโครซอฟท์ในครั้งนั้นเคยมีการคาดการณ์กันว่าเป็นการขยายตลาด Windows Mobile แต่บางส่วนไม่ปักใจเชื่อเนื่องจาก Windows Mobile นั้นขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องมือทางธุรกิจและสนับสนุนอินเทอร์เฟสแบบไม่มี ลูกเล่นมากนัก ขณะที่ผู้ใช้ Sidekick ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Danger มักเป็นคนหนุ่มสาวและใช้งานเอสเอ็มเอสมากกว่า
       
       ยัง มีหลักฐานอื่นที่ชี้ว่าการพัฒนาให้ Sidekick เป็นโอเพ่นซอร์สกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือการที่ Danger เคยประกาศว่ากำลังพัฒนา NetBSD เมื่อปี 2007 ทำให้เป็นไปได้สูงมากที่ไมโครซอฟท์จะตัดสินใจให้ Danger พัฒนาโปรแกรมบน NetBSD ต่อไป ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่มีตัวแทนจาก Danger ออกมายืนยันการใช้งาน NetBSD ของบริษัทแต่อย่างใด

แหล่งที่มา: CyberBiz      

Company Related Links :
Danger

ข่าวจาก blognone : ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนในเว็บนี้พยายามบอกกับคนในชุมชนคือไมโครซอฟท์กับโลกโอเพนซอร์สไม่ได้เป็น ศัตรูกันแบบความดีและความชั่ว แม้ผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างของทั้งสองค่ายจะทับซ้อนกัน แต่ก็ยังคงความร่วมมือกันต่อไปได้ในอีกหลายๆ ส่วน และข่าวในวันนี้ก็ตอกย้ำภาพนี้อีกครั้ง เมื่อทางไมโครซอฟท์ได้ส่งซอร์สโค้ดในส่วนของ ADOdb ซึ่งเป็นไลบรารีเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลในภาษา PHP ให้กับทางโครงการ

ซอร์สโค้ดที่ส่งให้นี้ใช้สัญญาอนุญาตแบบ LGPL ทำให้คนที่ต้องการใช้ซอฟต์แวร์นี้สามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ให้กับไมโครซอฟท์แม้จะนำไปใช้งานในซอฟต์แวร์ปิดก็ตามที อีกทั้งในงาน OSCON ปีนี้ทางไมโครซอฟท์ยังระบุว่ายังมีแพตซ์อีกจำนวนมากที่เกี่ยวกับภาษา PHP กำลังจะตามมา

พร้อมๆ กับข่าวนี้ ทางไมโครซอฟท์ก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ Apache Foundation ด้วยค่าสมาชิก 100,000 ดอลลาร์ต่อปี และประกาศเข้าร่วมพัฒนาโครงการ POI ซึ่งเป็นชุดไลบรารีภาษาจาวาที่ใช้ในการเข้าถึงไฟล์ของไมโครซอฟท์ออฟฟิศ

ข่าวดีกว่าทั้งสองข่าวนั้นอีกคือไมโครซอฟท์ตกลงขยายโครงการ Microsoft Open Specification Promise ที่เปิดให้นักพัฒนาภายนอกเข้าถึงสเปคของไมโครซอฟท์ได้ฟรี โดยก่อนหน้านี้โปรโตคอลจำนวนมากต้องซื้อจากไมโครซอฟท์โดยเจรจาค่าใช้จ่าย เป็นครั้งๆ ไป เช่นเมื่อครั้งที่ทาง Samba ได้เข้าไปอ่านเอกสารของโปรโตคอล SMB