Adempiere เป็นโปรแกรมด้าน ERP หรือ Enterprise Resource Planning ที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในองค์กร เพราะสามารถช่วยให้รู้จักวางแผนการลงทุนและใช้ทรัพยากรในองค์กรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เป็นโปรแกรม Business Suite ตัวหนึ่งที่รวม ERP, CRM และ SCM สำหรับกระบวนการทางธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ใช้ในการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวมที่มีประโยชน์ตัวหนึ่ง ที่ช่วยให้องค์กรหรือบริษัทสะดวกต่อการจัดการทรัพยากรต่างๆ ภายในบริษัท ให้สามารถแข่งขันทางการตลาดกับองค์กรต่างๆได้

ด้วยการพัฒนาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยบริหารงานภายในองค์กร สามารถพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลของแผนกหรือหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรได้ เนื่องจากมีการเชื่อมโยงทุกอย่างภายในองค์กรเข้าเป็นระบบเดียว และยังช่วยปรับปรุงงานภายในองค์กร สามารถตรวจสอบและนำข้อมูลไปพัฒนาการทำงานขององค์กรได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยเฉพาะเวลาที่สิ้นเปลืองไป เนื่องจากข้อมูลต่างๆ ได้ถูกรวบรวมเป็นระบบเดียวแล้ว จึงสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถช่วยลดต้นทุนขององค์กรในการทำงานได้เป็นอย่างดีได้ทำการ

Adempiere ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2006 โดยแยกตัวออกมาจาก Compiere หลังจากที่ความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวทางของ Compiere Community ที่เริ่มมีรูปแบบที่เรียกว่า lock-in/commercial มากกว่าที่จะเป็นแบบ sharing/enriching มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ Open Source ERP ภายใต้ชื่อ Adempiere ERP&CRM

การติดตั้งโปรแกรม Adempiere บนระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ก่อนที่จะทำการติดตั้งโปรแกรม Adempiere เราจำเป็นต้องติดตั้ง

  • PostgreSQL ซึ่งใช้สำหรับสร้างฐานข้อมูล (Database) เพื่อใช้งานกับ Adempiere
  • Java Development Kit เพื่อให้โปแกรมสามารถรันการทำงานได้
  • Adempiere


Continue reading

สำหรับวิธีในการใช้งาน OrangeHRM นั้น จะมีการใช้งานผ่านโมดูลทั้งหมด 10 โมดูล ด้วยกัน  แต่ในส่วนนี้ ขอแนะนำวิธีการกำหนดสิทธิ์และตั้งค่าการใช้งานระบบ OrangeHRM ด้วยโมดูลหลักๆ เบื้องต้นที่มีความสำคัญกันก่อน คือ โมดูล Admin, PIM, Leave, Time  และ Recruitment

ซึ่งวิธีการใช้งานขั้นแรก คือ การกำหนดข้อมูลที่โมดูล Admin ทำการ Login เข้าระบบด้วย User Admin ตามด้วยรหัสที่กำหนดไว้ตอนติดตั้งโปรแกรม (อ้างอิงบทความเดิม http://thaiopensource.org/orangehrm-install)
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ให้เข้าไปที่โมดูลชื่อว่า Admin ขั้นแรกเราจะทำการสร้าง ข้อมูลตำแหน่งหน่วยงาน ต่างๆ ที่มีในองค์กรกันก่อน ไปที่ Job -> Job Title จากนั้นกดที่ปุ่ม Add
2-15


Continue reading

เนื่องจากในปัจจุบันองค์กรของคุณอาจมีปัญหาในการจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรนั้นอาจจะมีความยุ่งยาก อีกทั้งการเก็บเอกสาร อาจจะมีการสูญหายได้ หรือ ขาดงบประมาณในการสั่งซื้อ Software ลิขสิทธ์ ที่มีราคา แพงแสนแพง เราขอแนะนำ Software OpenSource  HRM จะช่วยคุณในการ แก้ปัญหาเหล่านี้  ดังนั้น  Software ตัวนี้จึงทำให้ การรวบรวมข้อมูลและการเก็บรักษาข้อมูลเป็นไปได้ง่ายและลดการสูญหายของเอกสาร

HRM คืออะไร
Human Resource Management คือ ระบบที่ใช้ในการจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการต่างๆ เช่น การจัดการข้อมูลบุคคล การแสดง Report ต่างๆ การบันทึกเวลางาน การแจ้งลา การจัดฝึกอบรม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร

OrangeHRM คือ Software ที่ใช้ในการบริการจัดการทรัพยากรบุคคล ที่มีความสามารถในการทำงานหลักๆ ในการจัดการทรัพยากรบุคคลเบื้องต้นที่ครบถ้วน และที่สำคัญ OrangeHRM เป็น Software ที่เป็น OpenSource ซึ่งสามารถ Download มาใช้งานได้ ฟรี!!
2

OrangeHRM ทำอะไรได้บ้าง
Continue reading

งานโอเพนซอร์สเวิร์ลฟอรัมที่ปารีส Matthew Aslett เป็นผู้บรรยายสถานการณ์ของ FOSS ในปี 2009 ได้เขียนบทความสรุปใจความสำคัญลงในบล็อกที่ 451 CAOS Theory เรื่อง FOSS: War is over (if you want it)  ซึ่ง Matt เองได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการหันมาใช้งาน FOSS เพิ่มมากขั้นทั่วโลก หลายบริษัทอย่าง Microsoft, IBM, SAP ต่างก็หาจุดยืนและเดินร่วม FOSS เพื่อความอยู่รอดในอนาคต บริษัทซอฟต์แวร์ต่างพยายามพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นโอเพนซอร์สมากขึ้น ใช้สัญญาอนุญาติที่ได้รับการรับรอง OSI หรือสร้างสัญญาอนุญาติให้เอื้อต่อกลยุทธทางการตลาดในแนวทางขอว FOSS ทุกอย่างเปลี่ยนไป หากจะบอกว่า FOSS ชนะคงจะไม่ใช่ หากแต่เป็นการปรับตัวของธุรกิจและกลยุทธทางการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสียมากกว่า

สำหรับ Matt ได้ทิ้งท้ายลงในบทความในเรื่องข้อสังเกตของ Andrew Oliver ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "สงครามเป็นเพียงการรักษาความแตกต่างระหว่าง open source และ proprietary เท่านั้น" เมื่อต้นปี 2009 เราเห็นสัญญาจากความต้องการการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างมาก แต่ความต้องการเหล่านี้เกิดขึ้นกับสัญญาอนุญาติแบบโอเพนซอร์สเช่นกัน ซึ่งสัญญาอนุญาติที่ได้รับการรับรองจาก OSI ถูกปรับแต่งให้เข้ากับโมเดลการพัฒนาซอฟต์แวร์ โมเดลธุรกิจ ตลอดจนสัญญาอนุญาติการใช้งานของผู้ใช้ โครงการซอฟต์แวร์อาจใช้สัญญาอนุญาติที่ผ่านการรับรองของ OSI แต่ 98% ของโครงการมีนักพัฒนาเป็นคนในองค์การนั้นเอง นี่จึงเป็นคำถามที่ว่า ซอฟต์แวร์นั้นเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจริงหรือเปล่า หากผู้ใช้ต้องการสัญญาอนุญาติแบบ proprietary ที่มีคุณสมบัติและฟังก์ชันของซอฟต์แวร์ที่มากกว่า ก็จะเป็นคำถามเช่นกันว่าซอฟต์แวร์ทั้งหมดนั้นเป็นยังจะเป็นซอฟร์แวร์โอเพนซอร์สอยู่มั๊ย กรณีนี้เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็น mixed model ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น proprietary แต่พัฒนาโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่การแก้ปัญหาแบบ mixed model แบบนี้มีความไม่แน่นอน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ RedHat ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่ได้ใช้ mixed model ของสัญญาอนุญาติทั้ง 2 แบบเลยแต่ประสบความสำเร็จได้ และอีกหลากหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน อย่างไรก็ตาม mixed model เป็นเพียงแค่ทางออกเท่านั้น แต่ FOSS อย่างไรก็ยังอยู่คู่กับซอฟต์แวร์แบบ proprietary อยู่ดี

แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายกรณีอย่างเช่น Mark Taylor กล่าวว่า "ถึงโอเพนซอร์สจะชนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกจะเปลี่ยน" ที่ Mark กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่เราๆ ทราบกันดี คือ นโยบายการจัดซื้อจันจ้าง ยังไม่มีการพิจารณา  FOSS มีแต่การพิจารณาซอฟต์แวร์แบบ proprietary เท่านั้น หลายประเทศก็ประสบปัญหานี้ บางประเทศก็ใช้กฏเหล็กในการบังคับใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในระดับนโยบาย โดยรัฐบาลและองค์กรต่างๆ อย่างเช่นในประเทศอังกฤษ แต่การจัดซื้อจัดจ้างกลับยังมีการตกลงกันเรื่อง สัญญาอนุญาติแบบ proprietary อยู่ดี ซึ่งนโยบายการจัดซื้อและการปฏิบัติไม่สอดคล้องกัน นั่นทำให้ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีก แต่สนามสงครามแห่งใหม่ในปี 2010 อยู่เหนือกว่านั้นจากปัญหาเศรษฐกิจการขยับตัวไปที่ cloud computing ซึ่งเป็นที่ข้อมูลแบบเปิดและแพลตฟอร์มแบบเปิดยังถูกติดล็อกอยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังเป็นเพียงข้อคิดเห็น แต่ในความเป็นจริงโอเพซอร์สเป็นกลไกหลักสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ได้ตัวของมันเอง

ที่มา – 451 CAOS Theory

คนไทยเก่งๆ มีเยอะ แต่ที่น่าแปลกที่คนไทยไม่ค่อยเปิดเผยโค้ด เป็นคำพูดจากเพื่อนที่อยู่แดนไกลถึงประเทศอินเดีย เขาชอบประเทศไทยเพราะคิดว่าการทำงานด้านซอฟต์แวร์กับคนไทยสบายใจมากกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์กับคนประเทศอื่นๆ ผมไม่ทราบว่าทำไม แต่คำถามที่เพื่อนของผมมักถามจนผมมองเห็นว่าเป็นประเด็น คือ พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม? นั่นสิ คำตอบคงหลากหลาย บ้างก้อว่า เอามันส์ ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพื่อการค้า หวังรวย ฯลฯ ทุกๆ คำตอบที่ได้ยินมาไม่เห็นมีคำตอบไหนที่โดนประเด็นและจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สเลยสักคำตอบเดียว คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม?

เบื้องหลังซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนใหญ่พัฒนามาจากนักพัฒนาหลายคน อย่างมากก็นับพันคน โครงการใหญ่ๆ อย่าง Linux Kernel, Debian, Fedora เป็นต้น ขอยกตัวอย่างเฉพาะ Real Open Source Software นะครับ ด้วยกระแสการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้หลายคนมองเห็นข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ลองไปอ่านในหนังสือ The Cathedral and the Bazaar ของ ESR ดูนะครับ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจาก propietary เป็น open source มันมีเหตุผลที่หนักแน่นชัดเจน ส่วนใหญ่เหตุผลเหล่านี้มักถูกลืมเลือน ทุกวันนี้คำว่าโอเพนซอร์ส (Open Source) กลายเป็นจุดขายทางการตลาด เอาจุดเด่นของโอเพนซอร์ส มาสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เป็นกระแสเสียมากกว่า แล้วคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร?

คำตอบของผมเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สนั้นง่ายมาก "ผมอยากให้มีคนมาช่วยผมเขียนโปรแกรม ผมอยากเห็นซอฟต์แวร์ของผมพัฒนาไปเรื่อยๆ ในวิถีของโอเพนซอร์ส" อาจจะดูบ้าๆ บอๆ แต่ผมได้ทดลอง ทดสอบ ในหลากหลายวิธีการ แต่ก็มีหลายคนแย้งว่า "ความคิดแบบนี้ ใช้กับปัจจุบันไม่ได้" เพราะเดี๋ยวนี้ "Software as a Services" หรือ "SaaS" ทุกๆ ค่ายก้อพยายามที่จะลดรายจ่ายในเรื่อง up-front investment นั่นหมายความว่า "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์ประเภทเดียวที่สามารถลดราจ่ายในเรื่อง up-front investment " หากมองในแง่ของธุรกิจซอฟต์แวร์นั่นเป็นความจริง เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีใครขายซอฟต์แวร์เดี่ยวๆ แล้วไปรอด ต้องพัฒนาออกมาในรูปแบบของโซลูชั่น หรืออะไรสักอย่าง นั่นหมายความว่า ซอฟต์แวร์ ไลบรารี และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อกับโอเพนซอร์สจะถูกฝังเข้าไปอยู่ในโซลูชั่นที่ปิด ไม่ได้เป็นโอเพนซอร์สอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ? แล้วจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สล่ะคืออะไร?

ผมคิดว่าเรามาดูเนื้อหาในเพลง Free Software กันดีกว่า คุณจะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และอาจจะเข้าใจแนวคิดที่ออกจะหักดิบของ Free Software ด้วย เนื้อเพลงมีดังนี้

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.

Hoarders may get piles of money,
That is true, hackers, that is true.
But they cannot help their neighbors;
That’s not good, hackers, that’s not good.

When we have enough free software
At our call, hackers, at our call,
We’ll throw out those dirty licenses
Ever more, hackers, ever more.

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.

ประเด็นหลักของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ คือ การช่วยเหลือกันในการพัฒนาซอฟต์แวร์ แบ่งปันและแจกจ่ายซอฟต์แวร์ให้กับคนอื่น ให้สิทธิ์ในการเข้าถึง แก้ไข ดัดแปลง และแจกจ่ายกับคนอื่น นี่คือใจความที่ซ่อนอยู่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบซอฟต์แวร์เสรี และอยู่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส กลับมาที่คำถาม คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร?

พี่เทพหรือเทพพิทักษ์ การุณบุญญานันท์ เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำให้เป็นว่า คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร? หากคุณใช้ debian หรือ ubuntu คุณจะพบว่าภาษาไทยบน debian และ ubuntu แสดงผล พิมพ์ มีฟอนต์สวยๆ มากกว่า linux distribution อื่นๆ นี่แหละ คือคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างหนึ่ง เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว  (2008) blognone, L10n และนักพัฒนาอิสระ รวมตัวกันในชื่อ House 2.0 เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการ contribute ภาษาไทยเข้าไปในโครงการเว็บเบราว์เซอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง firefox ของ mozilla foundation จากการรวมพล เพียงไม่กี่เดือน FireFox 3.0.1 ก้อมีแพคเกจภาษาไทยออกมาให้ดาวน์โหลด และปัจจุบัน FireFox 3.0.5 กำลังจะขึ้น 3.0.6 ก้อมีเวอร์ชั่นภาษาไทยมาให้ใช้กันแล้ว คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สมันเกิดตรงนี้ คุณค่าแอบแฝงจากการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ในกรณีของ House 2.0 คือ ทุกคนรู้จักกัน รวมตัวกันทำกิจกรรมอื่นๆ นอกจากงาน contribute เข้า mozilla ทำกิจกรรมและช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น เล่น Wii หรือทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมได้ เป็นต้น กลับมาที่คำถามคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม?

ผมถามเพื่อนของผมกลับไปว่าทำไมถึงซอบโอเพนซอร์สนัก แล้วคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม? เพื่อนของผมตอบสั้นๆ ว่า "ถ้าไม่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ก้อไม่เข้าใจว่าโอเพนซอร์สเป็นยังไง" อืมม ตอบสั้นๆ กำกวมๆ เหมือนจะไม่ได้คำตอบ หากคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอยู่ หรือเป็น contributor อยู่คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม?
 

ช่วงนี้มีโอกาสได้ไปเรียนด้านธุรกิจมาบ้างเลยอยากนำแนวคิดบางอย่างมาเล่าสู่กันฟัง ผมเคยได้รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่สัมผัสกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สบางตัวและมีความรู้สึกบางอย่างที่แสดงให้คนนั้นรู้สึกว่า  "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ห่วย!" เลยยกเอามาเป็นกรณีศึกษาเล็กๆ ว่า ถ้าในความรู้สึกของผู้ใช้ที่บอกว่า "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ห่วย!" มัน "ห่วย" ยังไง และอะไรที่ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต้องการจะสื่อ หากสื่อสารออกมาในรูปของแบรนด์ ผู้ใช้หรือผู้ที่กำลังจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สควรรู้สึกอย่างไร มีความคิดอย่างไรกับแบรนด์โอเพนซอร์ส

หากจะนำเอาความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับโอเพนซอร์สของผมเป็นตัวตั้ง หากได้ยินคำว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ผมจะมองเห็นภาพในเรื่องของโมเดลการพัฒนาซอฟต์แวร์ มีความรู้สึกที่ว่าเดี๋ยวได้เห็นโค้ดมันแน่ๆ มันทำได้ยังไงว่างๆ ต้องแกะดู อันนี้ความรู้สึกของผมนะ แต่ก้อมีความรู้สึกนึกคิดจากหลากหลายผู้คนที่คลุกอยู่กับโอเพนซอร์ส และคนที่ไม่ได้คลุกอยู่กับโอเพนซอร์ส ทำให้ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมีมากขึ้น เช่น ราคาถูก, ฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย, มีความปลอดภัยต่ำ, ห่วย, พัฒนาต่อได้, ต้องเก่งถึงใช้งานได้, ก้องั้นๆ เทียบกับโน่น นี่ นั่น ไม่ได้ เป็นต้น น่าแปลกที่เรามักไม่ได้มองถึงสิ่งที่โอเพนซอร์สสื่อออกมาจริงๆ ว่าคืออะไร แบรนด์โอเพนซอร์สหรือความรู้สึกนึกคิดของโอเพนซอร์สที่ต้องการสื่อสิ่งเหล่านี้คือ

1. คุณมีสิทธ์ใช้ได้
2. คุณแก้ไขได้
3. คุณช่วยพัฒนาต่อได้
4. คุณแจกจ่ายไปให้คนอื่นได้

รวมๆ ก้อคือกฏของ RMS นั่นเอง แต่สิ่งที่เราพบเห็นบ่อยๆ ในการโปรโมทซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคือ ราคาถูก, ฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ความรู้สึกในในด้านคุณค่าของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สลดลง เกิดความรู้สึกที่ว่า มีความปลอดภัยต่ำ, ห่วย, ใช้งานยาก, ต้องเก่งถึงใช้งานได้, ก้องั้นๆ เทียบกับโน่น นี่ นั่น ไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องที่ปกติในบ้านเรา เพราะฉะนั้นซอฟต์แวร์ที่อยู่ในแบรนด์โอเพนซอร์สในบ้านเราจึงทุลักทุเลกัน แบรนด์โอเพนซอร์สในความรู้สึกที่ควรจะเป็นจึงไม่เกิดขึ้น นอกจากปัญหาที่เกิดจากการโปรโมทแล้วยังมีความรู้สึกจากผู้ใช้ทั่วไปว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็น "ซอฟต์แวร์ทดแทน" ทำให้ซอต์ฟแวร์โอเพนซอร์สถูกแบ่งแยกออกไปอีก บางคนคิดเลยเถิดไปจนต้องสร้างตลาดซอฟต์แวร์ใหม่สำหรับโอเพนซอร์สไปเลย เพราะไม่สามารถอยู่ในตลาดเดียวกันกับตลาดซอฟต์แวร์ทั่วไปได้ "เพราะกลัวขายไม่ได้" หรือ "ไม่มีสิ่งที่แตกต่างมากพอ"

แล้วการสร้างแบรนด์จากแบรนด์โอเพนซอร์สทำอย่างไร???

หากมองในแง่ของธุรกิจและการตลาด การนำเอาข้อดีของโอเพนซอร์สหรือแบรนด์โอเพนซอร์สมาใช้ในการทำตลาดนั้นเป็นเรื่องดี ซึ่งอย่างน้อยก้อได้กลุ่มคนที่เป็นสาวกโอเพนซอร์สและฐานลูกค้าจำนวนหนึ่ง แต่ต้องเป็นฐานลูกค้าที่เข้าใจว่าโอเพนซอร์สนั้นเป็นอะไร การใช้แบรนด์โอเพนซอร์สมาผูกกับตัวผลิตภัณฑ์ยังต้องคำนึงถึงหลายๆ สิ่งเช่นตลาดที่คุณกำลังเล่นอยู่เข้าใจโอเพนซอร์สมากน้อยเพียงใด หากตลาดที่คุณกำลังเล่นอยู่มีความเข้าใจที่ดีและเห็นว่าตัวผลิตภัณฑ์ใช้โมเดลการพัฒนาแบบโอเพซอร์สซึ่งลูกค้าได้รับประโยชน์สูงมากจากการพัฒนาและสร้างนวตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนการซัพพอร์ทที่ดีจากชุมชนหรือบริษัทนั้นๆ ก้อเป็นเรื่องที่ดีไป หากแบรนด์โอเพนซอร์สในความรู้สึกที่ควรจะเป็นไม่เกิดขึ้น ลูกค้าและตลาดก้อจะมองแบรนด์โอเพนซอร์ส คือ ราคาถูก, ฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องการสื่อถึงอย่างแท้จริง

ในปัจจุบันมีหลายๆ บริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านโอเพนซอร์สจับผลิตภัณฑ์โอเพนซอร์สไปพัฒนาต่อ แล้วโปรโมทกับฐานลูกค้าจากชุมชน อาศัยกระแสในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นในชุมชน สร้างการบริการ การซัพพอร์ท การพัฒนาเพิ่มเติม เป็นต้น หากพิจารณาดีๆ แบรนด์ของผลิตภิณฑ์ไม่เกิด จิตวิญญาณของผลิตภัณฑ์ไม่เกิด เกิดเพียงแบรนด์ชุมชน และเป็นชุมชนโอเพนซอร์สเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นลูกค้าจึงมีเพียงกลุ่มเดียว ในด้านการทำธุรกิจในการซัพพอร์ท เท่าที่ผมศึกษาดูพบว่ามีมากขึ้น แต่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์โดยตรง เกิดจากการจ้างทำของ เสียมากกว่า ดังนั้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือการสร้างแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ควรมองจากหลายๆ ส่วนไม่ใช่แค่เพียงแบรนด์โอเพนซอร์สหรือปรัชญาจากโอเพนซอร์สเพียงด้านเดียว เพราะผลิตภัณฑ์ของคุณต้องขายให้กับลูกค้าได้ในทุกกลุ่มทุกตลาดที่คุณสนใจ

งานเขียน opinion ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าสร้างแบรนด์โดยแอบอิงโอเพนซอร์สจะดีกว่า การสร้างแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดีกว่า ผมอยากให้ลองพิจารณาในความเหมาะสมเท่านั้น ผมขอขอบคุณแนวความคิด ความคิดเห็นที่มีต่อโอเพนซอร์สและการโปรโมทโอเพนวอร์ส จากผู้ร่วมงาน NECTEC ACE 2008 เมื่อวันที่ 24-25 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้มองในอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นประโยชน์มากทีเดียวครับ หวังว่างานเขียน opinion นี้คงมีประโยชน์บ้างสำหรับผมที่คิดจะหยิบจับ พัฒนา สร้างบริการ จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

รายงานข่าวจาก เว็บไซต์ iosn.net เปิดเผยว่า 2 รัฐใหญ่ในมาเลเซีย คือ มะละกา และ ปาหัง ได้ออกนโยบายให้ หน่วยราชการในสังกัดของรัฐบาลท้องถิ่น เปลี่ยนมาใช้ โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์

โดยเลขาธิการรัฐปาหัง ได้ลงนามคำสั่งในการเปลี่ยนการใช้งานซอฟต์แวร์ระบบสำนักงานทั้งหมด เป็น openoffice.org โดยในคำสั่งได้บอกถึงเหตุผลในการเปลี่ยนมาใช้ openoffice.org ว่า เป็นซอฟต์แวร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน และมีฟังชั่นครอบคลุมการทำงานพื้นฐานของสำนักงาน และการสนับสนุนให้ข้าราชการได้ใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ และรวมถึงประหยัดงบประมาณของหน่วยงาน

นโยบายนี้จะมีผลให้ให้ข้าราชการและผู้บังคับบัญชาหน่วยงานราชการในรัฐปา หัง เปลี่ยนมาใช้ openoffice.org หน่วยงาน โดยมีการเตรียมการเพื่อให้การเปลี่ยนระบบครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความราบรื่น และจะพยายามไม่ให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในหน่วยงาน ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ส่วนในรัฐมะละกา ได้มีการนำร่องโครงการเปลี่ยนการใช้งานโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ โดยใช้ชุดซอฟต์แวร์สำนักงาน openoffice.org มาก่อนรัฐปาหัง โดยเริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งผู้ริเริ่มในเรื่องนี้ก็คือ ผู้ว่าการรัฐมะละกา ซึ่งได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า "การใช้งาน openoffice เป็นเรื่องที่ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่เข้าใจว่าทำไมหลายหน่วยงาน จึงรีรอที่จะเปลี่ยนมาใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์"

ในส่วนการดำเนินการในปีนี้ ทางรัฐมะละกาได้ตั้งเป้าหมายในปีนี้ว่าจะเปลี่ยนการใช้งานโปรแกรม คอมพิวเตอร์ในหน่วยงานเป็น  โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ให้ได้อย่างน้อย 300 เครื่อง โดย 98% ของทั้งหมดให้ใช้ openoffice.org และ 60% จะให้เปลี่ยนมาใช้ระบบปฏิบัติการ Linux

ที่มา – ict.or.th

eWEEK ได้ทำการรวบรวม 15 บุคคลผู้ทำให้ Open Source เป็นที่น่าสนใจในการลงทุนทางธุรกิจครับ ส่วนจะมีใครบ้างนั้น มาดูกันครับ

  1. Linus Torvalds ผู้ปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ด้วยการสร้างระบบปฏิบัติการ Linux ที่ทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก พร้อมกับการชังจูงนักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมาก ให้หันมาพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้กับ Linux อย่างมากมาย
  2. Mitchell Baker ประธานสาวจาก Mozilla Foundation อดีต CEO of Mozilla Corp. ด้วยการพา Firefox ไปแตะที่ยอดดาวน์โหลดกว่า 150 ล้านครั้ง จนขึ้นแท่นเป็นเบราเซอร์คู่แข่งของ Internet Explorer ในปัจจุบัน
  3. Mike Milinkovich executive director จาก Eclipse Foundation ที่ทำให้ Eclipse กลายเป็นเครื่องมือชั้นนำสักหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากทั่วโลก
  4. รองประธาน จาก Bank of America องค์กรอันดับต้นๆ ที่เป็นแรงสำคัญในการสนับสนุน Open Source
  5. Jim Zemlin ผู้เป็น executive director ของ Linux Foundation ที่ช่วยให้ Linux เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  6. Peter Fenton และ Larry Augustin เป็นสองผู้ลงทุนในซอฟต์แวร์ Open Source โดย Fenton ร่วมกับ Benchmark Capital ในปี 2006 หลังจาก 7ปี ถัดมาการลงทุนของเขาประกอบไปด้วย JBoss, XenSource และ Zimbra สำหรับ Augustin และกลุ่มของเขาได้เริ่มก่อตั้ง VA Linux ใน SourceForge.net
  7. Jim Jagielski หนึ่งในผู้ก่อตั้ง, ผู้บริหาร และสมาชิกของ Apache Software Foundation ทีเป็นที่สนใจของชุมชนโอเพนซอร์สต่างๆ
  8. Michael Tiemann ประธานของ Open Source Initiative ที่อุทิศตนในการประชาสัมพันธ์ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
  9. Marten Mickos CEO ของ MySQL ซึ่ง Sun ได้ทำการส่งเขาขึ้นเป็นตำแหน่ง Open Sourcerer พร้อมทั้งได้ใช้ประสพการณ์ของเขาเพื่อช่วยผลักดันให้หน่วยงานด้าน Open Source ประสพความสำเร็จ
  10. Marc Fleury แม้ว่าจะได้ทำการปลดเกษียณไปจากแวงวงธุรกิจไปแล้ว แต่ด้วยผลงานของเขาที่ทำให้ JBoss เป็นส่วนหนึ่งของ Redhat และทำให้ JBoss ที่เป็นน่าสนใจขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
  11. Rod Johnson ในฐานะ CEO ของ SpringSource
  12. Jonathan Schwartz CEO ของ Sun Microsystems ผู้เป็นแชมป์ของ open source ภายในของ Sun เอง
  13. Mark Shuttleworth ผู้ก่อตั้ง Canonical และ Ubuntu Foundation ผู้สร้าง Linux distribution ที่เป็นที่นิยมที่สุดของโลก
  14. John Roberts หนึ่งในผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารของ SugarCRM ผู้ผลักดันให้เกิดการนำ Open Source มาใช้ในงานด้าน CRM

 

ที่มา: eweek.com

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ตัวหนึ่งที่แพร่ ระบาดในเมืองไทย ด้วยเหตุผลที่ว่าโปรแกรมของแท้มีราคาแพงมหาศาลจนเข้าไม่ถึง ของเทียมแผ่นละร้อยจึงเป็นที่หมายตามากกว่า อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แล้วจะให้ทำยังไงในเมื่อของแท้ก็แพงเหลือเกิน
      
ปัจจุบัน มีสิ่งที่เรียกว่า Open Source อธิบายอย่างรวบรัด มันก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้เขียนอนุญาตให้คนอื่นนำไปใช้และสามารถ พัฒนาโปรแกรมต่อได้ โดยเมื่อพัฒนาแล้วก็ต้องเปิดให้ผู้อื่นนำไปใช้และพัฒนาต่อไปได้อีกเช่นกัน ซึ่งในต่างประเทศ Open Source ได้รับความนิยมสูง ขณะที่ในไทยเอง ความนิยมก็กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในองค์กรภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรธุรกิจ ทั้งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
      
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จาก เครือข่ายพลเมืองเน็ต ผู้สนใจศึกษาเรื่อง Open Source บอกว่า Open Source เป็นทางเลือกของผู้บริโภคและทำให้เกิดการแข่งขันแม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ราคาของ โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์ลดลง
      
“เมื่อก่อนบางตลาดไม่มีการแข่งขันเลย เราก็เห็นว่ามีคนเทียบโปรแกรม อินเตอร์เนต เอ็กโพลเลอร์ เวอร์ชั่น 3, 4, 5 มันแทบจะไม่มีพัฒนาการเลยจนถึงเวอรชั่น 6 แต่พอมี Fire Fox ไออี 6-7 มันเพิ่มลูกเล่นมาเยอะมาก คือพอมีคนมาแข่ง มันก็เริ่มตื่นตัว เพิ่มโน้นนี่ ไออี8 เพิ่มเยอะมาก เพราะ Fire Fox เริ่มได้รับความนิยม แต่ว่าราคาวินโดว์ก็ไม่ได้ลดลง”
      
เขาบอกว่าที่ผ่านมารัฐก็มีการสนับสนุนโปรแกรม Open Source ผ่านหน่วยงานต่างๆ เพียงแต่ไม่มีความต่อเนื่องของนโยบายเท่าที่ควรอันเนื่องมาจากการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง ถึงกระนั้น การพัฒนา Open Source ก็ยังมีต่อเนื่องจากบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ที่เคยอยู่กับหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไป
      
“ถ้า พูดถึงในคนคนหนึ่งที่ไม่อยากละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีกำลังที่จะซื้อของจริง ในโลกที่ไม่มี Open Source เราก็ต้องหยุดใช้ แต่ถ้าเราจำเป็นต้องใช้ คุณก็ต้องเป็นขโมย จะมีข้ออ้างว่าเราจำเป็นต้องเป็นอาชญากร เพราะไม่มีทางเลือก แต่ถ้ามีทางเลือกอย่าง Open Source ซึ่งไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ใช้ได้ด้วย มันจึงเป็นการเปิดทางเลือก สิ่งที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ว่า Open Source ดีหรือไม่ดี เพราะมันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้ แต่อยู่ที่ทัศนคติของผู้คนมากกว่าว่ามอง Open Source อย่างไร”

ที่มา : manager.co.th
ลิงค์ : http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061449

      สืบเนื่องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดต่อประสานงานขอความร่วมมือกับสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (SIPA) ฝ่ายโอเพนซอร์ส เพื่อร่วมกันจัดงาน เปิดใจใช้โอเพนซอร์สในภาครัฐ ซึ่งงานจัดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2551 เวลา 09.00 – 15.30 น. ณ.ห้องประชุม 30410 ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นนทบุรี โดยในงานมีผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานราชการเข้าร่วมฟังการสัมนาในครั้งนี้มากมาย ซึ่งทางทีมงาน thaiopensource ได้ติดต่อประสานงานเพื่อขอแบบสอบถามที่ได้จากงานนี้กับทางสำนักลิขสิทธิ์ ของกระทรวงพาณิชย์ ได้ข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 74 ชุด โดยสามารถสรุปผลจากแบบสอบถามได้ดังนี้

ข้อที่ 1 ท่านมีความรู้เกี่ยวกับ Open Source Software ก่อนการสัมมนา

      คำถามแรกเลยนั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับการวัดว่าเจ้าหน้าที่ในภาครัฐนั้นมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Opensource มากขนาดไหน ก็พบว่าผลที่ออกมาเป็นไปตามความคาดคิดนั่นคือมีความรู้ความเข้าใจน้อยถึง 45% นำมาเป็นอันดับหนึ่ง และตามมาด้วยมีความรู้ความเข้าใจในระดับปานกลาง 42% ส่วนมีความรู้ความเข้าใจอย่างมาก 8% และไม่รู้จัก Opensource เลย 5% สำหรับ 5% นั้นคงจะได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Opensource จากงานสัมนาครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับผม
 

ข้อที่ 2 ท่านมีความรู้เกี่ยวกับ Open Source Software หลังการสัมมนา

    จากคำถามข้อสองทำให้เราได้ทราบว่าหน่วยงานภาครัฐมีความรู้ความเข้าใจหลังสัมนาในเรื่อง Opensource ปานกลางเท่านั้นโดยเมื่อวัดเป็นเปอร์เซนต์ก่อนสัมนาจะเห็นได้ว่าขั้นตอนการส่งเสริมหรือกระตุ้นภาครัฐนั้นมีผลเหมือนกัน โดยประมาณสัดส่วนของผู้ที่รู้จัก Opensource มีถึง 39% และปานกลาง 59% ซึ่งต่างกันประมาณ 20% ส่วนพวกที่ไม่รู้จัก Opensource หรือรู้จักน้อยมีเพียง 1% เท่านั้น

ข้อที่ 3 ท่านจะนำ Open Source Software ไปใช้ในองค์กรหรือไม่

     สำหรับข้อสามนั้นเป็นเรื่องที่น่าดีใจเป็นอย่างมากที่หน่วยงานภาครัฐของเรามีการนำเอา Open Source Software ไปใช้กันในหน่วยงานเป็นเปอร์เซนต์สูงมากเลยทีเดียว คือมีหน่วยงานที่นำเอา Open Source Software ไปใช้สูงถึง 86% และหน่วยงานที่ยังไม่ใช้มีเพียง 14% เท่านั้น (เดียวตอนท้ายผมจะสรุปว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้กันให้ฟัง) แต่สำหรับคำถามข้อนี้ผมก็ขอขอบคุณหน่วยงานที่นำ Open Source Software ไปใช้ในองค์กรทำให้ประเทศชาติประหยัดงบประมาณในการซื้อ Software จากต่างประเทศได้เป็นอย่างมาก

ข้อที่ 4 ท่านใช้ Open Office ในองค์อยู่แล้วหรือไม่

    คำถามข้อสุดท้ายทำให้ผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจกับสัดส่วนของการใช้งาน Openoffice ในหน่วยงานภาครัฐเท่าไหร่โดยคิดเป็นร้อยละ 65% ที่ไม่ใช้ และหน่วยงานที่ใช้ร้อยละ 35% ถือเป็นสัดส่วนที่ทางหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐต้องทำการผลักดัน Opensource ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะว่ายิ่งผลักดันเท่าไหร่ยิ่งช่วยชาติประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

– สำหรับหัวข้อต่อไปเป็นการสรุปเหตุผลที่ใช้ Opensource Software หรือไม่ใช้ Opensource Software ในหน่วยงาน
    – เหตุผลที่ใช้ Opensource Software
         – ประหยัดและสอดคล้องกับนโยบายรัฐ
         – อยากทดลองใช้งาน
         – ลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ และถูกกฎหมาย        
         – ถูกบังคับให้ใช้
         – นำมาพัฒนาต่อยอดได้ และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับองค์กร
    – เหตุผลที่ไม่ใช้ Opensource Software
         – ปัจจุบันใช้ไมโครซอฟออฟฟิต ทำให้กลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะใช้งาน Open Source
         – ยังไม่พร้อมที่จะนำไปใช้เพราะมีปัญหาขัดข้องกับนโยบายของผู้บังคับบัญชา
         – เจ้าหน้าที่ยังยึดติดกับ Software ที่ใช้อยู่เดิม
         – ขาดการผลัดดันให้มีการใช้งานอย่างกว้างขาวจากภาครัฐ
         – หน่วยงานไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่มีการส่งเสริมจากหน่วยงาน
         – มี Function การทำงานไม่ตรงตามความต้อง
         – ยังไม่มีนโยบายการใช้งานจาก CIO หน่วย

– สำหรับข้อเสนอแนะอื่น ๆ สรุปไดดังนี้
         – อยากให้หน่วยงานของรัฐอบรมการใช้ Open Source Software อย่างจริงจังและให้กำหนดเป็นนโยบาย
           เกี่ยวกับการใช้ Software ในภาครัฐที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์
         – อยากให้ภาครัฐเป็นผู้นำในการผลักดัน และกำหนดนโยบาย
         – หน่วยงานราชการทหารควรผลักดันให้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เยอะ ๆ
         – ควรกำหนดนโยบายจากรัฐบาล/กระทรวง/กรม ให้มีการใช้งาน Open Source Software กันอย่าง
           จริงจังโดยให้มีการกำหนดกลยุทธและวางแผนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และควรผลักดันในสถานศึกษาก่อน
         – ควรส่งเสริมการใช้งาน Open Source และผลักดันเข้าไปอย่างสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้เด็กมีความรู้
           มากยิ่งขึ้น และทำเป็นกำลังในการเผยแพร่ Open Source ให้กระจายไปอย่างรวดเร็ว
         – ถ้าจะให้มีผลอย่างรวดเร็วความบังคับออกเป็นกฎหมาย
         – ควรพัฒนาบุคคลากรทางด้าน Open Source ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อไป
         – ควรมีการจัดหลักสูตร e-learning ชุด Open Office Online ที่สามารถเข้าไปเรียนฟรีได้ โดยให้
           บริการผ่านสำนักงาน กพ. เพื่อให้หน่วยราชการสามารถเรียนรู้การใช้งานได้
         – ควรให้มีการจัดอบรมทุกหน่วยงาน กรมเพื่อขยายฐานผู้ใช้ Open Source Software ในวงกว้างขึ้น
         – มีการกำหนดนโยบายให้ Open Source Software เป็นวาระแห่งชาติ
         – ควรจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ โทรทัศน์ ในเรื่อง Open Source Software ให้มีมากขึ้น
         – ควรให้มีการจัดประกวดแข่งขันการเขียนโปรแกรม Open Source ในระดับสถานศึกษาหน่วยราชการ
           เพื่อพัฒนาบุคคลากรทางด้าน Open Source ให้มากยิ่งขึ้น
         – ควรเปิดเว็ปไซต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ Open Source Software เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้
           ความคิดเห็นด้าน Open Source Software ของคนไทย
         – สถานที่มีความคับแคบห้องเต็มไม่มีที่นั่งควรจัดหาสถานที่ให้เพียงพอกว่านี้
         – ควรทำ Active Multimedia Training Disc แล้วแจกจ่ายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ

    สำหรับบทสรุปนี้ก็คงพอเป็นเครื่องกระตุ้นให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบว่าเราจะเดินหน้าขับเคลื่อนโอเพนซอร์สให้ใช้งานกับภาครัฐเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและผลอีกหลาย ๆ อย่างจะตามมาทั้งทางตรงและทางอ้อม สุดท้ายผมก็ขอฝากให้ท่านผู้เกี่ยวข้อทั้งหลายรวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลช่วยกันผลักดันส่งเสริมอย่างจริงจังและจริงใจกันหน่อย เพื่อประเทศชาติจะได้ประหยัดงบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาทและพนักงานทุกคนในองค์กรทำงานด้วยความสบายใจเนื่องจากทำตัวถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือละเมิดลิขสิทธิ์ใคร

หมายเหตุ สำหรับท่านที่ต้องการอ่านเอกสารรวมถึงสรุปรายชื่อผู้เขาสัมนาสามารถ Download PDF ไฟล์ได้ ที่นี่