ทีมพัฒนา Ubuntu Linux ออก Pacth สำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดต่างที่มีอยู่ใน Ubuntu 8.04 ซึ่งเป็น Ubuntu
รุ่นที่ทาง Cononical ประกาศให้เป็นรุ่น LTS (Long Term Support) โดยมีระยะเวลาในการ Support ประมาณ 5
ปีในสายผลิตภัณฑ์ LTS โดยทีมพัฒนา Ubuntu Linux ได้ปล่อย Ubunut 8.04.2 LTS ออกมาให้  ผู้ใช้ Ubuntu Linux ได้ดาวน์โหลดไปทำการติดตั้งเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ และทำให้ระบบปฎิบัติการ Ubuntu รุ่นดังกล่าวสามารถทำงานเสถียรกว่าเดิม โดยในเวอร์ชั่นนี้ได้มีการอัพเดทโปรแกรมต่าง ๆ มากกว่า 200 โปรแกรม ทั้งในส่วนของ Server Application และในส่วนของ Desktop Application และในเวอร์ชั่นนี้ผู้ใช้สามารถ Download ไปใช้ได้ทั้งเครื่อง 32 บิต และ 64 bit โดยสามารถ Download ได้ที่ download page. (รายละเอียดเพิ่มเติม)
 

 

26 พฤศจิกายน 2551 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้องแพลทินัม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน
การสัมมนานี้ได้เชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการขาย ระดับสูง มาบอกเล่าถึงการเลือกเครื่องมือที่เหมาะที่สุดสำหรับงานขาย ตลอดจนแสดงให้เห็นว่า รูปแบบของการขายในอนาคตจะเป็นไปในรูปแบบไหน และโอเพนซอร์สเข้ามาช่วยในการสร้างระบบการขายที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร
 

 

Agile Process เป็นวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบใหม่ที่ำกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่าย โดยในการบรรยายจะมีพูดถึงทฤษฎีพร้อมทั้งการสาธิต Open Source Tools เพื่อช่วยในการประยุกต์ โดยหัวข้อที่จะบรรยายจะประกอบด้วย Project Management, วิธีการ Integrate Open Source Software กับเข้ากับซอฟท์แวร์ที่พัฒนา, Source Code Control และ Software Configuration Management

อยากรู้เรื่องมากกว่านี้ลงทะเบียนกับเราทาง 02-9389286-7 หรือ www.thaiopensource.org/seminar

การสัมมนาเชิงวิชาการและนิทรรศการ BizIT2008

วันที่ 15-16 ตุลาคม 2551

เวลา 8.30-16.00 น.

สถานที่ ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การสัมมนาในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นสาระสำคัญในการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่หลายแขนง โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างก่อให้เกิดความคุ้มค่า ช่วยเพิ่ม  ความคล่องตัว ลดต้นทุน ลดพลังงาน แต่ยังคงไว้ซึ่งผลงาน และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น โดยจะเป็นแนวทางในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การแข่งขันในอนาคตต่อไป คณะผู้จัดสัมมนาคือนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคพิเศษ (MSIT10) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หัวข้อที่น่าสนใจสำหรับคนโอเพนซอร์สก็คือ 

Build Your Business with Open Source Model

บรรยายวันที่ 16 ตุลาคม 2551 เวลา 10.45-11.55 น. งานนี้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

link : bizit.cpe.ku.ac.th

ในช่วงที่ผ่านมาในงาน O’Reilly Opensource Convention (OSCON) อินเทลได้กล่าวถึงการอัพเกรด Intel Threading Building Blocks ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก โดยที่ TBB 2.1 นั้นเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาที่อยู่ในรูปของเท็มเพลตไลบรารี C++ สำหรับวินโดว์, Mac OS X และลีนุกซ์ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มการทำงานแบบขนานลงไปในโปรแกรม C++ ได้อย่างง่ายดาย
   
ซึ่ง TBB นั้นช่วยให้นักพัฒนาสามารถอิมพลีเมนต์การทำงานของแอพพลิเคชัน รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันที่ทำงานบนโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ได้ โดยใน TBB 2.1 นั้นจะช่วยให้การทำงานง่ายลงมากโดยมีเครื่องมือใหม่ๆ มาให้ใช้งาน อย่างเช่น graphic user interfaces, artificial intelligence และ network input/output นอกจากนี้แล้วการยกเลิกงานต่างๆ รวมทั้งการกำหนดข้อจำกัดในการทำงานยังรองรับใน TBB รุ่นล่าสุดนี้ด้วย ส่วนประสิทธิภาพก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้นผ่านทางอัลกอริธึมและ container ที่มี และในเวอร์ชันนี้ยังมีการปรับปรุงคอมโพเนนท์อย่าง task scheduling และ memory allocation อีกด้วย โดยทั้งหมดนั้นจะสามารถเรียกใช้งานได้ง่ายผ่านทาง APIs ที่มีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน สิงหาคม 2551

 

ไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ่อยนัก สำหรับเราเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส แต่ Netgear เปิดตัว WGR614L ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเราเตอร์โอเพ่นซอร์สแท้ ๆ สำหรับคอนซูเมอร์ รุ่นแรกก็ว่าได้ แต่สำหรับรายละเอียดทั้งหมดนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่าเราเตอร์ตัวนี้มีฟีเจอร์เด็ด ๆ ยังไงบ้าง ซึ่งตอนนี้เจ้าเราเตอร์ 802.11g ตัวนี้ก็พร้อมวางตลาดไปแล้ว โดยเปิดตัวที่ราคา 69 ดอลลาร์ในอเมริกา ส่วนราคาในบ้านเราคงต้องรอกันอีกสักพัก แต่ที่ดูน่าสนใจก็ตรงที่แม้ว่า Netgear จะออกมาเปิดตัวว่าเราเตอร์ของตนมีฟีเจอร์เด็ด ๆ แต่โปรเจ็กอย่าง Tomato ก็พัฒนาเฟิร์มแวร์ และสามารถนำไปอัพเกรดกับเราเตอร์ได้หลาย ๆ รุ่นโดยเฉพาะเราเตอร์ที่ใช้ชิบจาก Broadcom อย่างเช่น Linksys WRT54G ซึ่งจะมีโค้ดที่ยอมให้ยูสเซอร์สำหรับปรับแต่งเราเตอร์ได้ตามความต้องการ และยังสามารถเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ ลงไปได้เช่นเพิ่มความสามารถในการรักษาความปลอดภัย และการรองรับการเชื่อมต่อจำนวนมากกว่าปกติ

แต่เพื่อความไม่ประมาท ทาง Netgear     ก็จึงเปิดเว็บไซด์ open-source router(www.myopenrouter.com) ขึ้นมา เพื่อให้ยูสเซอร์มั่นใจในการพัฒนาโปรเจ็กโดยใช้ WGR614L อย่างเช่นเฟิร์มแวร์โปรเจ็กที่น่าสนใจล่าสุดก็คือการสนับสนุน WPA2 และ guest SSID ซึ่งจะช่วยให้ใครก็ตามดข้ามาเป็นเกสของเครือข่าย และสามารถบราวอินเทอร์เน็ตได้ แต่จะไม่อนุญาตให้ใช้โฮสต่าง ๆ ที่อยู่บนเครือข่ายได้

แต่ถึงอย่างไรก็ยังสามารถสรุปได้ว่าเราเตอร์จาก Netgear นั้นเป็นโอเพ่นซอร์สของแท้เต็มร้อยหรือเปล่า แต่อย่าง XORP(www.xorp.org) ซึ่งพัฒนาแพ็กเก็จซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สสำหรับเปลี่ยนแปลงเฟิร์มแวร์บนเราเตอร์หลาย ๆ รุ่นทาง Netgear เองก็กล่าวว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้ามองกันถึงฟีเจอร์ใน WGR614L แล้วจะมีฟีเจอร์ที่เราเตอร์ในระดับล่างมีเอาไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การสนับสนุน 802.11g และมีพอร์ตอีเทอร์เน็ตพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแบบ VPN passthrough มี static-dynamic routing, IPSec, L2TP, NAT, PPTP, PPPoE, DHCP และ BigPond นอกจากนี้ก็ยังมี SPI Firewall ซึ่งมีฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยอย่าง WPA, WPA2-PSK และ WPS รวมทั้งยังสนับสนุนการเข้ารหัส WEP แบบ 152 บิตอีกด้วย

ส่วนภายในของเราเตอร์นั้นใช้ซีพียู MIPS32 240MHz มีแคชสำหรับชุดคำสั่งและข้อมูลอย่างละ 16KB แยกกัน และมีแคช สำหรับโหลดงานล่วงหน้าอีก 1KB ส่วนหน่วยความจำแฟลชภายในเครื่องก็มีให้ถึง 4MB และมีแรม 16MB ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก แต่ในภาพรวมแล้ว Netgear โฟกัสไปที่เฟิร์มแวร์เป็นหลัก โดยทาง Netgear เองยืนยันหนักหนาว่าพร้อมสำหรับทำงานร่วมกับ Tomato และ OpenWRT ได้ทันที งานนี้ก็ต้องลุ้นกันดูว่าจะเขย่าตำแหน่งของ Linksys WRT54G เจ้าเก่าได้หรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือน กรกฎาคม 2551

ในงานตลาดนัดทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2008)
หัวข้อ “รู้เรื่องลิขสิทธิ์ พัฒนาต่อยอดความคิด บริหารจัดการสิทธิซอฟต์แวร์”
วันเสาร์ที่ 20 กันยายน เวลา   08.30 – 12.00 น.
ณ  ห้องฟีนิกซ์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
…………………………………….
08.30 – 09.00 น.         ลงทะเบียน

09.00 – 12.00 น.        เสวนาเรื่อง “รู้เรื่องลิขสิทธิ์ พัฒนาต่อยอดความคิด บริหารจัดการสิทธิซอฟต์แวร์”
– นายธีรพล  สุวรรณประทีป  (การคุ้มครองลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์) อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
– นายกานต์  ยืนยง (การพัฒนาต่อยอดซอฟต์แวร์) Business Manager, Business Development Internet Thailand (INET)
– นายมนู  อรดีดลเชษฐ์ (กลยุทธ์การบริหารจัดการซอฟต์แวร์) ประธานกรรมการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย
– ดำเนินรายการ โดย นายวิริทธิ์พล  ประทานพรตระกูล เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

สนใจติดต่อ
คุณชนินทร์  02 933 2259  หรือ คุณจิระภา 02 547 4664

     แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์ส น้อยคนคงไม่มีใครไม่รู้จัก “มายเอสคิวแอล” แม้วันนี้บริษัทซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่แห่งนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ กลายเป็นบริษัทใต้ร่มเงาใหญ่ของ “ซัน” แต่ทว่าความเป็นโอเพ่นซอร์สยังคงเดิม..และมีทีท่าว่าจะเข้มข้นกว่าเดิมเสีย ด้วย

     หลังการประกาศเข้าควบกิจการ “มายเอสคิวแอล” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ของซันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์สหลายรายเริ่มหวั่นวิตกถึงสถานภาพของผู้พัฒนา ระบบจัดการฐานข้อมูลแบบเปิดยักษ์ใหญ่รายนี้ว่า จะยังเป็นโอเพ่นซอร์สครองใจนักพัฒนาในแวดวงไอทีต่อไปอีกหรือไม่ เมื่อธุรกิจยังต้องเดินไปพร้อมการเติบโตของยอดขาย และผลประกอบการ

มายเอสคิวแอล”โกออน”

      หาก “เดวิด แอ็กมาร์ค” ผู้ร่วมก่อตั้งมายเอสคิวแอล ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า แม้จะกลายเป็นบริษัทลูกในเครือของซัน ไมโครซิสเต็มส์ แต่ “มายเอสคิวแอล” ก็ยังคงเป็น “มายเอสคิวแอล” ที่โดดเด่นในเรื่องของระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยซอฟต์แวร์อิสระ และที่สำคัญยังมี “ตัวเขาเอง” ที่ยังคอยดูแลบริษัทที่เขาร่วมสร้างมากับมือ

     ”ผมเริ่มต้นมายเอสคิวแอลกับเพื่อนอีกคนสมัย เรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ต้องบอกว่ายังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการไอที เราเริ่มต้นด้วยการตั้งเป็นโปรเจคมายเอสคิวแอล เริ่มเขียนดาต้าเบส โค้ดปี 1982 (2525) พัฒนาเรื่อยๆ มาจนได้มายเอสคิวแอล โค้ด ปี 1995 (2538) แล้วเซ็ตอัพเป็นบริษัท เริ่มมีการลงทุน และมีซีอีโอบริหารอย่างจริงจังเมื่อราวปี 2001 (2544) กระทั่งซันเข้ามาซื้อกิจการเมื่อต้นปีนี้” แอ็กมาร์ค เล่า

     เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาต่อคำถาม “ทำไมต้องเป็นซัน” ว่า ก็เป็นธรรมดาของโลกธุรกิจที่ใครที่ความสามารถจ่ายได้ดีกว่า ก็น่าจะเลือกคนนั้น ซึ่งหมายถึงความมั่นคง และศักยภาพในการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต

     อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันว่า แม้จะเป็นบริษัทในเครือของซัน แต่บริษัทก็ยังจะคงใช้แบรนด์ “มายเอสคิวแอล” ต่อไป ลักษณะเป็นโคแบรนดิ้งระหว่างซัน และมายเอสคิวแอล

     พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบรับกับผู้ ใช้ในกลุ่มที่นิยมโอเพ่นซอร์ส ซึ่งจากสถิติการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ไปใช้ขององค์กรต่างๆ ทั่วโลกยังคงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีสถิติอยู่ที่ 5 หมื่น – 7.5 หมื่นดาวน์โหลดต่อวัน รวมถึงองค์กรในไทย ซึ่งล่าสุดก็มีสถิติการดาวน์โหลดที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้

โลกอิสระของโอเพ่นซอร์ส

      แอ็กมาร์ค บอกว่า เหตุผลที่ทำให้โอเพ่นซอร์ส ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และทำให้เขายังหลงใหลอยู่ในโลกของโอเพ่นซอร์สก็คือ “ความอิสระ” และ “ไม่ยึดติดกับอะไร” ทำให้ซอฟต์แวร์สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเขายกตัวอย่างว่า ซอฟต์แวร์พาณิชย์ (Propitary Software) ที่แม้จะมีข้อดีในการใช้งานมาก โดยเฉพาะความสะดวกสบาย และง่ายต่อการใช้งาน

     แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดนับไม่ ถ้วน ตั้งแต่การใช้งานกับแพลตฟอร์มเฉพาะค่ายใดค่ายหนึ่ง และยังเป็นซอฟต์แวร์ปิดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของพนักงานเจ้าของ ซอฟต์แวร์นั้นๆ และที่สำคัญยังต้องใช้เงินลงทุนสูง

     อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่า การใช้โอเพ่นซอร์สก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีทั้งหมด เพราะประเด็นเรื่องของความปลอดภัย ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรยังไม่ตัดสินใจเทใจให้โอเพ่นซอร์ส หากข้อดีอีกข้อก็คือ แม้ว่าโอเพ่นซอร์ส จะมี “ปมด้อย” เรื่องของความปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็มี “ปมเด่น” ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเห็นโค้ดของโอเพ่นซอร์สได้ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่นักพัฒนาทุกรายจะเข้ามาช่วยอุดช่องว่างให้กับ โปรแกรมเปิดต่างๆ ได้

ขอโตอย่างโลมา

      เมื่อถูกถามถึงโลโก้ “โลมา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงการเติบโตควบคู่กับมายเอสคิวแอลมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็น “ฉลาม” ซึ่งนับว่าหนึ่งในจ้าวมหาสมุทรที่ปลาเล็ก-ใหญ่ พันธุ์อื่นยังต้องหลีกทางให้

      แอ็กมาร์ค บอกว่า โลมาเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความรื่นเริง และเป็นมิตรกับท้องทะเล ซึ่งสื่อให้เห็นว่า มายเอสคิวแอลไม่ได้เป็นบริษัทที่มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เป็นหลัก เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่เปิดทุกอย่างให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีๆ พร้อมกับนำเสนอทางเลือกหากลูกค้าต้องการสิ่งที่ดีกว่าก็มีซอฟต์แวร์ในรูปแบบ เชิงพาณิชย์เป็นตัวเลือกในการใช้บริการเช่นกัน ซึ่งจุดสนใจที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ Total Cost of Ownership ของการใช้ฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล ที่ลดลงได้มากถึง 90%

      นอกจากนี้การรวมตัวระหว่าง “มายเอสคิวแอล” กับ “ซัน” ยังทำให้ตลาดของทั้งคู่ขยายตัวได้มากขึ้น และช่วยผลักดันการเติบโตให้ตลาดฐานข้อมูลโดยรวม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 15 พันล้านดอลลาร์

      ทั้งยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่รองรับความต้องการใช้งานกับตัวซอฟต์แวร์ได้มากยิ่งขึ้น โดยเขาตั้งความหวังว่า มายเอสคิวแอล จะมีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตให้ซันเชิงของลูกค้าใหม่ๆ เนื่องจากก่อนหน้าการควบรวมกิจการ แม้ทั้งคู่จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นระบบเปิดเป็นหลัก แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

     เขาย้ำว่า ก้าวต่อไปของมายเอสคิวแอลต่อจากนี้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้โอเพ่นซอร์ส และรองรับแนวโน้มของกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเว็บ 2.0 และกลุ่มโซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้ง เช่น ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ค รวมถึงบริการต่างๆ บนเว็บ ซึ่งผู้ให้บริการระดับโลกหลายราย วางใจที่จะใช้บริการฐานข้อมูลระบบเปิดของมายเอสคิวแอล

     ”ความท้าทายที่สุดของผมในตอนนี้คือ จะดูแลบริหารบริษัทอย่างไร ให้บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 400 คน ยังก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมว่ามันค่อนข้างใหญ่ทีเดียว เพราะนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องคิดถึงเรื่องกฎระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเราจะต้องทำให้ดีที่สุด” แอ็กมาร์ค ทิ้งท้าย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

คำถามที่มักจะวนเวียนกลับไปกลับมาสำหรับเรื่องราวของโอเพนซอร์สก็คือ "ทำอย่างไรให้คนหันมาใช้โอเพนซอร์ส" ซึ่งหลายต่อหลายครั้งมีการเสนอแนะแนวทางที่หลากหลาย บ้างก็บอกว่าต้องสอนให้คนรู้จักเคารพเรื่องของลิขสิทธิ์ ต้องสอนให้คนรู้จักมูลค่าของซอฟต์แวร์ (ที่ต้องจ่ายเงินซื้อ) ต้องสอนให้คนรู้จักโอเพนซอร์ส ต้องชูเรื่องของความคุ้มค่า (ประหยัดงบในการซื้อ) และอื่นๆ อีกมากมายที่เสนอกันขึ้นมา (แต่ไม่ค่อยมีใครทำ)

หากจะทำให้โอเพนซอร์สกลายเป็นเรื่องแพร่หลายมีคนใช้จำนวนมาก วิธีการที่หลายคนมองเหมือนกันก็คือให้ไปสอนที่เด็ก เพราะคาดหวังว่าเด็กจะเรียนรู้และรับได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่แต่ปัญหาที่เจอเหมือนกันทั้งโลกก็คือเด็กมักจะถูกผู้ใหญ่ป้อนในเรื่องที่ผู้ใหญ่ถนัดให้เท่านั้น (มันจึงยากที่จะทำให้เด็กรู้จักโอเพนซอร์สเพราะผู้ใหญ่รอบข้างไม่รู้จัก) ผู้ใหญ่รอบข้างของเด็กเป็นใครบ้างแน่นอนว่าพ่อและแม่มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยครูบาอาจารย์เป็นอันดับต่อมา แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับว่าคนที่ใช้เวลาอยู่กับเด็กมากที่สุดกลับกลายเป็นครูบาอาจารย์มากกว่าที่จะเป็นพ่อแม่ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายที่จะสอนเรื่องโอเพนซอร์สให้กับเด็กก็เลยกลายเป็นครูบาอาจารย์ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้ว

ดังนั้นหากจะให้เรื่องนี้เกิดผลก็ต้องเน้นให้ครูอาจารย์รู้จักที่จะใช้โอเพนซอร์ส เหมือนเราจะเจอทางสว่างแล้วอยากให้คนหันมาใช้โอเพนซอร์สก็แค่ไปสอนให้ครูอาจารย์ใช้ก็คงจะจบ แต่เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ก็อย่างที่รู้กันอยู่ว่าไม้แก่ดัดยาก (ไม่นึกเลยว่าจะต้องใช้คำแบบนี้กับครู) ด้วยความเคยชินที่มีมานานเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์ทำให้เวลาที่ต้องออกแรงศึกษาอะไรใหม่ก็อาจจะทำให้เกิดการต่อต้าน แต่ก็ไม่ได้หมายรวมถึงครูบาอาจารย์ทั้งหมดนะครับคนที่ตั้งใจที่จะเปลี่ยนก็มี อย่างว่าครับความดีนั้นมันมักจะทำยากกว่าเสมอ

ลองคิดดูนะครับว่าหากโรงเรียนแห่งหนึ่งมีครูอยู่แค่คนเดียวที่เห็นว่าโอเพนซอร์สดีพอที่จะสอนให้ลูกศิษย์ใช้ แต่ครูคนอื่นรวมไปถึงผอ. ไม่ใช้ อะไรจะเกิดขึ้น นักเรียนและครูที่ใช้โอเพนซอร์สกลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปเลย จะทำอะไรก็ไม่มีใครอยากคบส่งไฟล์ให้คนอื่นก็เปิดไม่ได้ทำอะไรก็ไม่สะดวกนานวันเข้าก็เลยต้องกลับไปใช้ซอฟต์แวร์เดิมๆ ต่อไป แล้วถ้าเกิดว่าทั้งครูและนักเรียนโรงเรียนนั้นพร้อมใจกันใช้โอเพนซอร์สปัญหาจะหมดไปไหม คำตอบก็คือไม่หมดเพราะสุดท้ายก็ติดต่อกับโรงเรียนอื่นเลยไปถึงกระทรวงและกรมไม่ได้อยู่ดี นั่นกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนส่วนน้อยมันจึงมักจะไม่ได้การเหลียวแลจากคนส่วนใหญ่

แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาแบบนี้ได้ คำตอบก็คือสอนโอเพนซอร์สให้เหมือนกับการสอน "ภาษา" เพราะความสามารถทางภาษาจะไม่หายไปจากตัว เรียกได้ว่าเป็นแล้วก็เป็นเลย ถ้าเด็กได้รับการสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ว่าซอฟต์แวร์บนโลกใบนี้ไม่ได้มีค่ายเดียวแบบเดียว แต่มีทางเลือกให้ใช้มากมายอยู่ที่ว่าเราจะเลือกแบบไหน แล้วให้เด็กเลือกเอาเองว่าแบบไหนที่ดีกับตัวเขาและอนาคตของเขา เหมือนกับเลือกที่จะเรียนภาษา

อันนี้ต้องย้อนกลับไปสัก 30 ปีที่แล้ว ในวัยละอ่อนของผู้เขียนเอง ตอนนั้นมองไม่เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษเลย ก็ไม่สนใจจะศึกษาเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง เพราะคิดว่ายังไงก็จะขออยู่ทำงานในบ้านเกิดก็คงไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากเท่าไร แต่ที่ไหนได้พอมาถึงตอนนี้จะทำอะไรก็ต้องภาษาอังกฤษทั้งนั้น ขนาดส่งอีเมลถึงคนไทยด้วยกันยังต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษเลย ภาษานี้กลายเป็นภาษาที่สองไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นภาษาสากล (ในที่นี้ผมของแปลคำว่า "สากล" คือคนหมู่มาก) พอมันกลายเป็นภาษาของคนหมู่มากมันก็จะกลายเป็นภาษาสำคัญที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญ และเรื่องของภาษานี้ค่าเล่าเรียนมันแพงขึ้นตามอายุซะด้วยยิ่งแก่ก็ยิ่งเก็บค่าเรียนแพง แล้วตอนนี้ภาษาที่สามที่อาจจะต้องบรรจุเข้าระบบของเราก็คือ "ภาษาจีน" ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าเป็นภาษาของคนหมู่มาก

ย้อนกลับมาดูเรื่องของโอเพนซอร์สกันต่อ ถ้าจะเทียบสถานการณ์ตอนนี้ก็คงจะคล้ายๆ กับเรื่องของภาษาอังกฤษนั่นเอง เพราะตอนนี้ใครที่ใช้โอเพนซอร์สเป็นก็ยังอาจจะเป็นคนกลุ่มน้อย (แต่เป็นกลุ่มน้อยที่มีอนาคต) เหมือนเมื่อก่อนบ้านเรามีคนรู้ภาษาอังกฤษน้อย นานวันเข้ามันก็จะกลายเป็นเรื่องของคนหมู่มากดังนั้นใครเรียนรู้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เชื่อว่าในระยะยาวต้องได้ประโยชน์แน่นอน อาจจะต้องใช้เวลากันบ้างแต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องสำคัญจนได้

เรื่องแบบนี้บอกไปก็อาจจะมีคนบอกว่าเพ้อเจ้อ โอเพนซอร์สจะกลายเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในชีวิตได้อย่างไร ผมก็คงได้แต่บอกว่าเมื่อก่อนผมก็มองภาษาอังกฤษแบบเดียวกับที่คุณมองโอเพนซอร์สตอนนี้นั่นแหละ สุดท้ายเป็นอย่างไรคงไม่ต้องบอกของแบบนี้ต้องดูกันยาวๆ แต่หวังว่ามันคงจะไม่ใช้เวลานานถึง 30 ปี

ผลจากการสำรวจของ O’Reilly เกี่ยวกับเรื่อง "โอเพนซอร์สในธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์" พบว่ามีการเติบโตอย่างมากมายเรียกได้ว่าเป็นที่นิยมกันเลยทีเดียว หลายบริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส การใช้งานยอดนิยมเห็นจะหนีไม่พ้นการลดค่าใช้จ่ายด้วยการเลือกเอา OpenOffice เข้าไปใช้งานแทน Microsoft’s Office 2007 และพบว่ามีการนำเอา Linux ไปใช้ในงานทั่วไปอย่างกว้างขวาง นั่นทำให้พบว่าลีนุกซ์ไม่ใช่เรื่องของพวก Geek (พวกบ้าเทคโนโลยี) อีกต่อไปแล้ว ทางด้านเว็บเซิร์ฟเวอร์อย่าง Apache ก็ไม่ต้องพูดถึงอะไรมาก เพราะพบว่าเว็บไซต์ Top 100 ของอเมริกามีการใช้งาน Apache มากถึง 51 เปอร์เซนต์

สำหรับเหตุผลที่ทำให้โอเพนซอร์สกำลังเป็นที่นิยมก็มาจาก ความง่ายและยืดหยุ่นในการขยับขยายต่อเติมระบบ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อเข้ากับระบบเดิม บวกกับการที่นักพัฒนาโอเพนซอร์สเริ่มมีลักษณะของคำมั่นสัญญามากขึ้นในเรื่องของการอัพเดทต่างๆ ทำให้เกิดความมั่นใจของผู้ใช้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้บรรดาบริษัทวางระบบเชื่อมต่อระบบมั่นใจตามไปด้วย แต่เหตุผลที่ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของการตัดสินใจก็คือเรื่องของ "ราคา" ส่วนเหตุผลสุดท้ายก็คือเรื่องของ "ความมั่นคงของระบบ" หรือเรื่องของ Security นั่นเองที่ตอนนี้ทุกคนเข้าใจและยอมรับแล้วว่าการเลือกใช้โอเพนซอร์สนั้น Secure มากกว่าระบบอื่น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้โอเพนซอร์สเติบโตแบบก้าวกระโดด

ที่มา : http://arstechnica.com/journals/linux.ars/2008/07/29/oreilly-study-finds-multiple-reasons-for-the-popularity-of-open-source