หลังจาก 8 เดือนในการพัฒนาก็ได้เวลาออกรุ่นของ openSUSE 11.4 กันแล้ว ในรุ่นนี้มีการแก้ไขและเพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ๆ อีกมาก ในรุ่นนี้ยังคงใช้ Kernel รุ่น 2.6.37 อยู่ แต่ใช้ KDE SC 4.6 รุ่นใหม่ ซึ่งในรุ่น Gnome จะเป็น Gnome 2.32 ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นการเอา HAL ออก มีโปรแกรม update driver เข้ามาแทน ซึ่งสนับสนุนการค้นหา Driver อย่าง Wireless ของ Broadcom และสนุนสนุนการใช้งานกระดานอิเลคทรอนิคอย่าง Wacom ได้ดีขึ้นอีกด้วย สำหรับทางด้านไดรเวอร์กราฟิกสามารถใช้งานทั้ง 2D และ 3D ได้ดีกว่าเดิมมาก ในรุ่น 11.4 นี้ยังเปิดตัวโครงการ Tumbleweed ซึ่งเป็นคลังสำหรับ openSUSE แบบ rolling release ซึ่งใน Tumbleweed นี้จะมีซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเช่น Firefox, Thunderbird ซึ่งผู้ใช้สามารถติดตามอัพเดทกันได้เรื่อยๆ สำหรับท่านที่ต้องการดาวน์โหลด openSUSE 11.4 สามารถดาวน์โหลดกันได้ที่ http://software.opensuse.org/114/en

ทีมนักพัฒนา openSUSE ประกาศทำแบบสำรวจในปี 2010 นี้ แบบสำรวจการประกอบด้วยคำถามที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มตัวอย่างบางกลุ่มและมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับ distribution เครื่องมือ และความเห็นทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมตอบคำถามมีสิทร่วมลุ้นรับรางวัลเสื้อคอกลม openSUSE จำนวน 20 ตัว openSUSE 11.2 ของแท้ 5 กล่อง และของสุดเจ๋งอย่าง Chumby ระยะเวลาในการทำแบบสำรวจนี้มีถงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้เท่านั้น ใช้เวลาเพียง 10 นาทีเพื่อให้ช่วยให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีได้ครับ

ที่มา – h-online

ไม่แน่ใจว่าจะมีใครตั้ง Repository ไว้หลายที่อย่างผมบ้างรึเปล่า ไม่รู้ปกติเขาตั้งกันมากสักแค่ไหน แต่ของผมเท่าที่กวาดๆตาดูก็ตกประมาณ 20 repo ได้ ที่ตั้งไว้ แน่นอนว่าข้อดีของมันคือมีซอฟต์แวร์ให้เลือกมาก แต่ปัญหาที่เจอเลยคือ ทุกครั้งที่เปิดโปรแกรมจัดการแพคเกจ มันจะเปิดช้ามาก เพราะมัวแต่เสียเวลาไปอัพเดทแต่ละ Repo ในทุกๆครั้งที่เรียกโปรแกรม ดังนั้นวิธีแก้ง่ายๆ คือ ไปตั้งค่าให้มันไม่ต้องอัพเดทอัตโนมัติ แล้วนานๆทีเราค่อยสั่งอัพเดทเองตามต้องการ

วิธีการ

  1. แน่นอนครับ เรียก YaST เลย
  2. ไปที่ Software Repositories
    autoupdate-repo-1
  3. จะปรากฏหน้าต่าง คลังแพคเกจ ขึ้นมาซึ่งจะมีรายการคลังแพคเกจมราเราตั้งไว้อยู่
  4. คลิกเลือกคลังแพคเกจสักรายการ สังเกตุด้านล่าง จะมีช่องที่เขียนว่า เรียกการปรับปรุงใหม่โดยอัตโนมัติ ให้เอาเครื่องหมายถูกออกครับ
    autoupdate-repo-2
  5. ไล่ทำไปให้ครบทุกรายการคลังแพคเกจก็เป็นอันเรียบร้อยครับ

ทีนี้ เราก็ไม่ต้องเสียเวลาในการอัพเดท Repo ในทุกๆครั้งที่จะเรียกโปรแกรมจัดการแพคเกจแล้วครับ

ที่มา: http://suseclub.com/node/60

อันนี้เป็นปัญหามากสำหรับผู้ใช้ Linux ที่มาจากสาย Ubuntu อย่างผม เนื่องจาก ใน SUSE เวลาเราจะใช้คำสั่งต่างๆ ที่ต้องให้ root เป็นคนสั่ง เราจะไม่สามารถสั่งผ่าน sudo ได้ ซึ่งปัญหามันไม่ได้อยู่ในเรื่องของสิทธิ์ แต่มันอยู่ที่เรื่องของตัวแปร $PATH

 

ปกติแล้ว ถ้าเราติดตั้งเสร็จ โดยยังไม่ตั้งค่า $PATH เราจะไม่สามารถเรียก yast ด้วย shell prompt ของ user ปกติได้

ตัวอย่าง
gumara@dapper:~$ yast2
bash: yast2: command not found
gumara@dapper:~$ sudo yast2
sudo: yast2: command not found
gumara@dapper:~$

ซึ่งถ้าจะเรียกให้ได้ของ เราต้องเรียกตาม Path เต็มครับ กรณี yast2 ถ้าจะเรียกก็ต้องสั่ง sudo /sbin/yast2

ซึ่งปัญหาตรงนี้ สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่ม Path ลงไปใน $PATH ครับ

วิธีก็ง่ายๆ สั่ง
export PATH=$PATH:usr/sbin:/sbin

แต่ปัญหายังไม่จบ เพราะเมื่อเราปิด Terminal แล้ว ครั้งหน้าเมื่อจะใช้ เราต้องมา export กันใหม่ ดังนั้นโดยปกติแล้ว วิธีที่ผมใช้คือ เขียนลงใน .bashrc วิธีแก้ .bashrc ก็ สั่ง gedit ~/.bashrc โดยนำคำสั่งดังกล่าว ไปเขียนไว้เป็นบรรทัดใหม่ ท้ายสุดของไฟล์ แล้วเมื่อเปิดใช้ Terminal ครั้งถัดไป ก็จะเรียกใช้ yast ได้โดยไม่ต้อง export อีกครับ

เหตุที่ผมเลือกใช้วิธีเขียน export ลง .bashrc เพราะว่า ปกติเวลา Distro ออกเวอร์ชั่นใหม่ ผมจะใช้วิธีลงทับ โดยเก็บ /home ไว้ ดังนั้นค่าที่เก็บใน /home ก็ไม่ต้องไปตั้งใหม่ครับ หรือท่านใดใช้วิธีอื่นก็แนะนำกันครับ

ผลลัพธ์หลัง export เสร็จ
gumara@dapper:~$ sudo yast2
root's password:
gumara@dapper:~$

ได้แล้ว แต่ระบบยังถาม root password อยู่ ยังไม่ได้ถาม password ของ userที่มีสิทธิ์ sudo อันนี้ก็ไปแก้ตามคำแนะนำของ คุณโด่งจ่ะ กันเองครับป๋ม

นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาที่ openSUSE 11.1 จะออกแล้ว ก็จะเห็นตามเว็บต่างๆมีการแปะป้าย countdown กันบ้างประปราย ดังนั้นแล้ว เผื่อว่าใครมีเว็บไซต์แล้วเป็นผู้ใช้ SUSE ก็ มาดูกันครับ ว่าเราจะสามารถแปะป้ายนับถอยหลังได้อย่างไร

วิธีก็ง่าย เอาโค้ดไปแปะตามนี้ครับ

  • normal version (256×256 px):
    <a href="http://en.opensuse.org/OpenSUSE_11.1"><img src="http://counter.opensuse.org/11.1/medium"/></a>
  • small version (130×130 px):
    <a href="http://en.opensuse.org/OpenSUSE_11.1"><img src="http://counter.opensuse.org/11.1/small"/></a>
  • large version (400×400 px):
    <a href="http://en.opensuse.org/OpenSUSE_11.1"><img src="http://counter.opensuse.org/11.1/large"/></a>

ก็เป็นโค้ด html ธรรมดาครับ แปะลงหน้าเว็บได้เลย แล้วเรามานับถอยหลังด้วยกันครับ

ที่มา: http://suseclub.com

จากตอนที่ผมได้ติดตั้ง openSUSE และใช้งานใหม่ๆนั้น พบว่า Application ที่มีให้ติดเพิ่มได้ใน Repo ที่มีมาให้อยู่แล้วนั้นมันน้อยมาก (ส่วนหนึ่งเพราะเป็น PPC ด้วย แล้วก็คงเพราะผมโลภด้วย) ก็เลยพยายามหา Repo อื่นๆ มาใส่เพิ่ม แต่ปัญหาคือ มันหายากมาก

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผมมารู้ว่า เขามีลิสท์ไว้แล้ว ที่ http://en.opensuse.org/Package_Repositories แล้วก็ สามารถ add ได้ง่ายๆ โดยใช้ zypper

แต่ตามหลักของ SUSE แล้ว แน่นอนว่า มันต้องวิธีที่ง่ายกว่านั้น ผมเชื่ออย่างแน่นอนว่า YaST ต้องทำไอ้แบบที่ผมต้องการนี้ได้แน่ๆ แต่ด้วยวิธีไหน และยังไงนั่นแหล่ะ

และผมก็รู้วิธีแล้ว จึงได้นำมาแนะนำกันครับ ก็เป็นวิธีเพิ่ม Repo เจ๋งๆ ให้ openSUSE ของเรา อย่างง่ายๆเลย

ขั้นตอน

  1. ผมเขียนสคริปตัวเว็บให้ข้อ 1 เป็น ให้เรียก YaST ตลอดเลยได้ไม๊เนี่ย
  2. ครับ ก็ พอขึ้นหน้าต่าง YaST มาแล้ว ให้ไปที่ Software Repositories
    yast-add-repo-1
  3. เราจะพบหน้าต่าง รายการ Repository ตามภาพครับ ให้กด เพิ่ม โลด
    yast-add-repo-2
  4. มันจะปรากฏหน้ารายการให้เลือก ผมเกลียดจริงๆ มันเยอะมาก นั่งคิดนานกว่าจะเลือกได้ถูก ก็ ให้เลือกที่คลังแพคเกจของชุมชน แล้วกด ถัดไป
    yast-add-repo-3
  5. จะปรากฏรายการ Repo ที่ให้เราสามาระเลือกได้ขึ้นมามากมายครับ (จริงๆเยอะกว่าในภาพ แต่ผม เพิ่ม มันเข้าไปหมดแล้ว เหลืออยู่แค่นี้)
    yast-add-repo-4
  6. ต้องการอันไหนบ้างก็ติ๊กๆไปครับ เสร็จแล้วก็คลิกตกลง
  7. พอกลับไปหน้ารายการ Repository เราก็จะเห็นรายชื่อขึ้นมามากมาย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการครับ

ก็ ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ครับ ครั้งหน้าเมื่อคุณจะเพิ่มโปรแกรม คุณจะพบกับรายการโปรแกรมที่มีมากจนอาจจะต๊กกะจาย

แนะนำวิธีติดตั้ง OpenSUSE โดยติดผ่าน ISO Image เลยครับ ไม่ต้องเปลืองแผ่นอีกต่อไปครับ ท่านใดชอบติดตั้ง Linux ใหม่บ่อยๆ อาจลองดูวิธีนี้ครับ จะได้ไม่เปลืองแผ่น

ก่อนอื่นเรามาทำให้แฟลชไดรฟ์เป็นบูตดิสก์ก่อนครับ

สิ่งที่ต้องเตรียม:

  1. ระบบลินุกซ์พร้อมใช้งาน พร้อมติดตั้งแพกเกจ syslinux และ lilo ไว้ด้วย
  2. แฟลชไดรฟ์ ไม่จำกัดความจุ (แต่ห้ามน้อยกว่า 24 เมกะไบต์นะ)
  3. แฟ้มอิมเมจ ISO ของตัวติดตั้ง openSUSE รุ่น ix86 หรือ x86_64 ตามต้องการ

จัดการแฟลชไดรฟ์ก่อน
1. ติดตั้ง syslinux และ lilo (เอาไว้ใช้คำสั่ง acivate) – กรณียังไม่มี
# yast2 -i syslinux lilo <– อันนี้เป็นคำสั่งบน openSUSE

ถ้าบน ตู้ คงประมาณ

$ sudo apt-get install syslinux lilo

มังครับ :P

2. แบ่งพาร์ทิชันให้แฟลชไดรฟ์ สมมติแฟลชไดรฟ์เป็น /dev/sdb
# cfdisk /dev/sdb

  • เสร็จแล้วแบ่งพาร์ทิชันแรก ผ่าน cfdisk นั่นแหละครับ
  • ไม่ต้องใหญ่มากนะครับ เดี๋ยวเวลาทำบูตดิสก์มันจะช้าเนื่องจากคำสั่งมันจะมีการเช็คดิสก์ด้วย
  • ของผมแบ่งเป็น 256MB ก็พอ ก็จะได้ /dev/sdb1 ออกมา
  • เปลี่ยน Type ของพาร์ทิชันเป็น 06 (FAT16)
  • สั่ง write ตอบ yes

** ข้อ 2 นี่ถือว่าเป็นการหัดใช้งาน cfdisk ละกัน ไม่ยากครับ เลยไม่แปะรูปให้ดู :P

3. ทำระบบแฟ้มแบบดอสให้มัน
# mkdosfs /dev/sdb1

4. เขียน Boot partition
# syslinux /dev/sdb1

ต่อมาเริ่มเข้าสู่การสร้างบูตดิสก์

1. เริ่มด้วยการเมานท์แฟ้มอิมเมจ iso ก่อน
# mkdir -p /mnt/SUSEDVD
# mount -o loop /my/path/to/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso /mnt/SUSEDVD
# cd /mnt/SUSEDVD/boot/x86_64
# ./mkbootdisk –64 –partition /dev/sdb1 /mnt/SUSEDVD/ <== –64 คือ x86_64 ถ้าเป็น 32 บิต ให้เปลี่ยนเป็น –32 แทน ส่วน PPC บ่ฮู้เด้อค่า

เสร็จแล้วครับ (มีแค่ข้อเดียวนี่แหละ แหะ ๆ)

อ้อ ลืม ปกติผมแบ่งพาร์ทิชันดังนี้อยู่ครับ
/dev/sda1 <—– For ix86 Installation
/dev/sda2 <—– For x86_64 Installation
/dev/sda3 <—– Swap 2GB
/dev/sda4 <—— ปกติผมเมานท์ไว้ที่ /home/Share ขนาดค่อนข้างเยอะครับ เอาไว้เก็บข้อมูลต่าง ๆ

ทีนี้ปกติผมมักจะดาวน์โหลดพวก iso ต่าง ๆ มาเก็บไว้ที่ /home/Share/iso
ดังนั้นหากอ้างถึงตามดีไวซ์และพาร์ทิชัน (เอาเป็น x86_64 ละกัน) จะได้เป็น
/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso

จากนั้นบูตใหม่ได้ โดยสั่งบูตจากแฟลชไดรฟ์ของเรา
พอถึงหน้าเมนูบูตของการติดตั้ง ป้อนพารามิเตอร์ต่อไปนี้
install=hd:/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-DVD-x86_64.iso

เสร็จแล้วครับ ง่ายจัง ไม่เปลืองแผ่นด้วย

———————————————————————————————

ปัญหาที่ต้องระวัง ก็คือเรื่องพาธที่อยู่บนพาร์ทิชันครับ
อย่างของผม ตอนแรกก็ป้อน

install=hd:/dev/sda4/Share/iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso


แล้วก็ไม่ได้ซักที กว่าจะนึกขึ้นได้ว่า Share มันเป็นจุดเมานท์นิ
ถ้าอ้างจากพาร์ทิชันจริง ๆ ก็จะเป็น /iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso
ต่อมาถึงได้ลอง

install=hd:/dev/sda4/iso/openSUSE-11.1-RC1-x86_64.iso

แล้วก็ฉลุยครับ

———————————————————————————————

**** กรุณาเปลี่ยนพาธ, ชื่อแฟ้ม, ค่าพาร์ทิชัน และค่าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้เป็นไปตามเครื่องของคุณ ๆ กันนะครับ ไม่ใช่ลอกตามหมด :P

ที่มา: http://suseclub.com/node/34

Lighttpd เป็น Web server ตัวเล็ก และทำงานได้เร็วครับ ใช้งานแทน Apache ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ มาลองติดตั้งไปด้วยกันครับ เผื่อจะติดใจเอามาใช้แทน Apache

ติดตั้ง MySQL

  1. ติดตั้ง MySQL ก่อนครับ สั่ง yast2 -i mysql mysql-client
  2. สั่งให้ MySQL auto start ครับ สั่งเลย ตามนี้ chkconfig --add mysql /etc/init.d/mysql start
  3. ตรวจสอบค่า networking สั่ง netstat -tap | grep mysql
    • ถ้าเจอค่าประมาณนี้ก็โอเคครับ tcp 0 0 *:mysql *:* LISTEN 8566/mysqld
    • ถ้าไม่เจอค่าดังกล่าว ให้เปิดไฟล์ /etc/my.cnf แล้วใส่ # หน้าบรรทัดที่เขียนว่า skip-networking
  4. Restart MySQL สั่ง /etc/init.d/mysql restart

ติดตั้ง Lighttpd

  1. สั่งตามนี้ครับ yast2 -i lighttpd
  2. สั่งให้ auto start แบบเดียวกับตอนที่ติด MySQL ครับ chkconfig --add lighttpd /etc/init.d/lighttpd start
  3. ลองเปิดเข้า http://localhost ดูครับ จะพบหน้า Error 404 เป็นอันใช้ได้ เพราะเรายังไม่ได้วางไฟล์ index ไว้

ในส่วนของ document root สำหรับ Lighttpd นั้น จะอยู่ที่ /srv/www/htdocs ส่วนการตั้งค่าคอนฟิกจะอยู่ที่ /etc/lighttpd/lighttpd.conf

ติดตั้ง PHP5

  1. ใช้ YaST เช่นเดียวกันครับ สั่ง yast2 -i php5-fastcgi
  2. ติดตั้ง PHP5 เสร็จแล้ว จะยังไม่สามารถทำงานร่วมกับ Lighttpd ได้ ต้องออกแรกนิดหน่อยครับ
  3. เปิดไฟล์ /etc/php5/fastcgi/php.ini ยกเลิกการคอมเมนท์ที่บรรทัด cgi.fix_pathinfo=1
  4. ถัดไปเป็นไฟล์ /etc/lighttpd/modules.conf เพิ่มบรรทัด include “conf.d/fastcgi.conf”
  5. สุดท้าย ไฟล์ /etc/lighttpd/conf.d/fastcgi.conf เช็คดูว่า บรรทัด server.modules += ( “mod_fastcgi” ) ยังมีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีก็บรรจะซะครับ แล้วก็ ที่บรรทัด fastcgi.server ให้ยกเลิกการคอมเมนท์ครับ

ติดตั้ง MySQL Support สำหรับ PHP5

  1. YaST เช่นเคยครับ สั่ง yast2 -i php5-mysql php5-bcmath php5-bz2 php5-calendar php5-ctype php5-curl php5-dbase php5-dom php5-ftp php5-gd php5-gettext php5-gmp php5-iconv php5-imap php5-ldap php5-mbstring php5-mcrypt php5-mhash php5-ncurses php5-odbc php5-openssl php5-pcntl php5-pgsql php5-posix php5-shmop php5-snmp php5-soap php5-sockets php5-sqlite php5-sysvsem php5-tokenizer php5-wddx php5-xmlrpc php5-xsl php5-zlib php5-exif php5-pear php5-sysvmsg php5-sysvshm

ได้ทุกอย่างครบเรียบร้อย เสร็จแล้วก็อย่าลืม Restart สักรอบนึงครับ สั่ง /etc/init.d/lighttpd restart เพียงเท่านี้ก็จะได้ชุดเว็บเซิร์ฟเวอร์ดีๆที่เป็น SUSE ไว้ใช้งานแล้วครับ

ที่มา: http://www.howtoforge.com/installing-lighttpd-with-php5-and-mysql-support-on-opensuse11

คิดว่าน่าจะออกวันนี้พรุ่งนี้แล้ว หรือออกแล้วหว่า ก็เรามาดูกันว่า openSUSE 11.1 ในฝั่งของ GNOME นั้น ที่จะมาพร้อมกับ GNOME 2.24 มีอะไรมาให้เล่นกันบ้าง

Tab
เช่นเดียวกับใน Ubuntu 8.10

Communication
openSUSE 11.1 GNOME จะมาพร้อมเครื่องมือจัดการการสื่อสารใหม่ๆ ใน Evolution, Pidgin, และ Ekiga โดยที่ตัว Evolution นั้นสามารถ Sync กับ Google Contact ได้ รับเมล์ IMAP จาก Google ได้ รวมถึง Sync Calendar จาก Google Calendar ได้ (อันนี้เคยพยายามหลายรอบละ แต่ไม่สำเร็จ ไว้จะลองเวอร์ชั่นใหม่อีกที)

Entertainment and Multimedia

  • ก็มี Banshee, Brasero และ F-Spot มาด้วย อันนี้ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ รู้สึกว่าใน 11.0 ก็จะมีอยู่แล้ว
  • Banshee สามารถดึงเพลงจาก OS อื่นที่อยู่ในเครื่องมาเล่นได้ (ไม่แน่ใจว่าทำได้อยู่แล้ว หรือเพิ่งได้ในเวอร์ชั่นนี้ พอดีผมไม่นิยมมีหลาย OS ในเครื่อง)
  • Brasero สามารถ RIP DVD ได้ด้วย? (ที่มาเขาว่างี้:With Brasero you can save movies on DVDs to watch on your TV)
  • แล้วก็ มี Cheese มาให้ เอ๊า ยิ้ม (เผอิญเครื่องผมไม่มีกล้อง อด)

Cellular Broadband Connectivity
เข้าใจว่าเป็นตัวที่ทำให้ต่อเน็ตผ่านมือถือง่ายๆ แบบ Ubuntu 8.10 ครับ

Multi-monitor Support
ตัวจัดการการต่อจอภาพเสริมครับ ดูตามภาพครับ ไว้จะหาโอกาสลองเล่นดู

ที่มา: http://suseclub.com/node/12

openSUSE มาพร้อมกับ KDE desktop แน่นอนแล้วหลังจากประกาศอย่างเป็นทางการผ่านกลุ่มเมล์ของนักพัฒนาใน opensuse-project โดย Micahel Löffler หลังจาก openSUSE 11.2 เป็นต้นไป openSUSE จะมาพร้อมชุดติดตั้งที่เป็นแผ่น DVD ซึ่งตัวติดตั้งจะให้เลือกระหว่าง KDE กับ GNOME แต่ KDE จะเป็นตัวเลือกแบบปริยายอย่างแน่นอน หากติดตั้งแบบปกติโดยใช้การตั้งค่าแบบปริยายคุณจะได้ KDE desktop :) Löffler แสดงความเห็นว่าเขาจะไม่หยุดสถานะการพัฒนาของ GNOME desktop ในส่วนการพัฒนาของ openSUSE แต่จะยังคงพัฒนาควบคู่กันไปเพราะ desktop manager ทั้ง 2 ต่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน สำหรับ openSUSE 11.2 คาดว่าจะออกภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ใครอยากทราบว่า openSUSE ตัวใหม่จะเป็นอย่างไร และ KDE ใน openSUSE จะอาการดีขึ้นหรือไม่ต้องติดตามกันครับ

ที่มา – h-online