Matthew Aslett ได้เขียนบล็อกเอาไว้เรื่องปัญหาของ Dual Licensing ที่เกิดขึ้นกับ Alfresco ซึ่งกระทู้ในฟอรัม ในส่วน Licensing กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาและกลายเป็นปัญหาของโมเดลการทำธุรกิจโอเพนซอร์สโดยใช้ Dual Licensing ซึ่งทำให้สับสนกันมากแม้กระทั่งพนักงานใน Alfresco เอง กระทู้นี้เขียนขึ้นโดย Jerico ซึ่งเป็น partner ที่มีปัญหาเรื่อง dual license นี้โดยปัญหาเกิดจากโปรดัก 2 ตัว คือ Alfresco Enterprise Edition และ Alfersco Labs (แต่ก่อนใช้ชื่อ Alfresco Community) สรุปใจความรวมได้ดังนี้

1. Alfresco partners สามารถยกเลิกสัญญาอนุญาติแบบ GNU/GPL ที่ได้รับในรุ่น Alfresco Community Edition ได้
2. Alfersco Community Edition เป็นรุ่นที่เข้ากันได้กับ OSI ว่าเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่ Alfersco Community Edition ไม่ใช่
3. พนักงานของ Alfresco ใช้คำว่า "open source" แทนกว่าคำว่า "shared source" หรือ "proprietary source" เมื่อพูดถึง Alfresco Enterprise Edition ทั้งๆที่ Alfersco Community Edition เป็นรุ่นที่เข้ากันได้กับ OSI

ผู้ที่ตอบกระทู้ตามมาอย่างรวดเร็วและเคลียมากที่สุดคือ Matt Asay ซึ่งเป็นสมาชิกในบอร์ดบริหารของ Open Source Initiative และเป็นที่ปรึกษา Alfresco ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาตอบคำถามของ Jerico โดยสรุปดังนี้

1. ไม่ใช่ ผิดถนัด 100%
2. ใช่ คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว
3. ไม่ใช่ ผิด 100% พนักงานไม่ควรพูดอะไรอย่างนั้น เพราะอาจเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นอย่างอื่น ที่เขาพูดอย่างนั้นเพราะว่า 100% ของโค้ดมาจาก GPL รวมไปถึงโค้ดที่อยู่ในรุ่น Enterprise ด้วย ที่ทำเป็น Dual License ก้อเพราะจุดประสงค์ในการขายแลเป็นะความต้องการของลูกค้าของเราด้วย

ซึ่งคำตอบของ Matt น่าจะจบปัญหาทั้งหมดแต่มันไม่ใช่อย่างนั้น กลับกลายเป็นปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาอีก ปัญหาใหญ่ 2 ข้อคือ

1. Alfresco Enterprise Edition เป็น "โอเพนซอร์ส" หรือเปล่าตามความหมายและข้อกำหนดของ OSI
2. ทำไมพนักงานของ Alfresco ถึงบอกว่า Enterprise Edition เป็น GPL ในเมื่อมันไม่ใช่

Matt อธิบายต่อว่าทำไม Alfresco เชื่อว่ามันเป็นสิทธิที่สามารถพูดได้ว่าบริษัทและผลิตภัณฑ์ของเขาเป็นโอเพนซอร์สตาม Open Source Definition ซึ่งอ้างอิงกับการพัฒนาและสัญญาอนุญาติซึ่งแจ้งไว้ในโค้ด

แต่อย่างไรก้อตามผมเองก้อยังเห็นด้วยกับ Jerico ในเรื่องหน้า Alfresco comparison page ที่บอกว่าในรุ่น Enterprise Edition ไม่ได้ถูก Approve โดย OSI License นั่นหมายความว่า (Alfresco Enterprise Edition ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สด้วย)  หลายคนอาจเห็นด้วยกับ Matt เพราะการแบ่งออกเป็น 2 License ถือว่ารับได้และ คงไม่มีใครในโลกที่แคร์ว่าถ้า Alfresco แบ่งแยกระหว่าง "Open Source Software" และ "Commercially-licensed open source-developed software" แต่วิธีการแบบนี้อันตรายนิดหน่อยเวลากล่าวถึงเรื่องนี้

Matt และ Jerico เห็นด้วยว่าถ้า Alfresco เพิ่มในส่วน proprietary extension (ส่วนเสียตังค์) ในรุ่น Alfresco Labs ที่เสถียรแล้วและทำตาม Open Core Licensing model และ Matt ก้อกำลังอภิปรายใน Blog ของเขาที่ Cnet ซึ่งเขาคิดว่าวิธีนี้ง่ายกว่าการแบ่งออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน

Alfresco เองก้อคงไม่ทำตามนั้นเท่าที่ผมเดาแต่เท่าที่ผมคิดในฟอรัมนี้มีข้อมูลดีๆและเข้าใจได้ง่ายทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 รุ่น แต่ผมไม่อยากให้ใครคิดตามผมนะว่ากลยุทธที่ Alfresco ใช้ไม่ดี แต่ผมคิดว่าฟอรัมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการอภิปรายของบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สในโลกปัจจุบัน

 

ที่มา – Afresco Forum , 541 CAOS

ผมว่าจะเขียนงานเขียนในส่วนความคิดความเห็น ในทางที่สร้างสรรค์ สวยหรู หรืออย่าแล้วไม่เหมือนมาระบายอะไรประมาณนี้ ช่วงสัปดาห์นี้ ผมคิดหลายอย่างมากๆ ทั้งเรื่องของปรัชญาซอฟต์แวร์อย่างพอเพียงและพึ่งตนเองได้ และไม่คิดอะไรใหม่ดาวน์โหลดอย่างเดียว ผมมองย้อนกลับไปที่ free software เมื่อครั้งแรกๆ สมัยผมยังเด็ก ผมคิดว่าในตอนนั้นและตอนนี้คิดว่าสถานะการณ์มันแบบเดียวกัน แต่ต่างวิธีการเท่านั้นเอง ยังไงน่ะเหรอ?

 

ทุกวันนี้การโปรโมทซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมักจะถูกโปรโมทไปที่ราคาที่ไม่ต้องเสีย หรือ เสียน้อยกว่า ผมขอฟันธงว่าเรื่องราคาที่ไม่ต้องเสียมันคงไม่จริง! ยังไงๆ ก้อต้องเสียเพราะเป้าหมายของการโปรโมทในแต่ละครั้งนอกจากโปรโมทซอฟต์แวร์แล้ว เบื้องหลังของการโปรโมทคือการแจ้งให้ทราบว่าหากคุณติดปัญหามีผู้สนับสนุนมีผู้ให้บริการหลายแห่งที่พร้อมจะให้บริการ ผมเลยไม่อยากจะพูดถึงในแง่ของธุรกิจมากนั้ก เอาเป็นว่าผู้ให้บริการนั้นมีน้อยมากละกัน

เอาล่ะมาว่าเรื่องเป้าหมายของโอเพนซอร์สกันอีกที คำว่า Open Sourceนี้คนที่คิดคำๆ นี้ก้อเคยอยู่ในทีมของ FSF มาก่อน อีกอย่างปัญหาคำว่า Free Software คนมักจะมองคำว่า Free เสียมากกว่า และ Free ที่ว่าคือไม่มีราคา ดังนั้นการสร้างคำใหม่เพื่ออธิบายกระบวนการเดิมคำว่า Open Source นั้น หมายถึง มีซอร์สโค้ดให้ดู แก้ไข ปรับเปลี่ยน ได้ แต่ต้องตรงตาม Open Source Definition  การที่จะระบุซอต์แวร์ตัวไหนเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สนอกจากจะต้องดูตาม Open Source Definition วิธีการง่ายๆ คือดูตาม Open Source License  เอาล่ะการเปลี่ยนจาก Free Software มาเป็น Open Source Software ไม่ได้มีแค่เปิดโค้ดเท่านั้น หากเป็นการบ่งบอกว่าคุณสามารถนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สของคุณมาทำธุรกิจได้อย่างอิสระ และจะไม่มีความกำกวมของคำว่า Free อีกต่อไป เพราะยังไงๆ คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สนอกจากจะได้คนมาช่วยกันทำแล้ว ยังสามารถขายซอฟต์แวร์ และขายบริการเสริมอื่นๆ ได้อย่างอิสระ และไม่มีความข้องใจใดๆ อีกต่อไป ผู้รับบริการยังไงก้อต้องเสียเงินอยู่ดี :)

กลับมามอง Free Software กันบ้าง ธุรกิจบน Free Software ไม่มีหรืออย่างไร? มีครับ มีมานานมากๆ แล้ว ใครเคยใช้ Cygwin ที่เป็นโครงการของ Cygnus นั่นแหละครับ เป็นรายแรกๆ ที่ซัพพอร์ท Free Software ในทุกๆ เรื่อง ก้อเข้าสู่โมเดลธุรกิจเช่นกัน แต่ชื่อมันสื่อความหมายไปอีกแบบนึง คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย เลยทำธุรกิจลำบาก!

ผมย้อนกลับไปศึกษาเบื้องลึกของ Free Software ความหมายในปรัชญาของคำว่า Freedom กฏเกณฑ์ข้อที่ 0-3 ที่อยากให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ปฏิบัติตาม ความหมายลึกๆ ของ Free Software คือ ปรัชญาการแบ่งปัน การให้ การพัฒนาร่วมกัน การลด Ego ของนักพัฒนาที่จะเปิดโค้ดให้คนอื่นดู วิจารณ์ หาข้อบกพร่อง เป็นแนวคิดคิดของการดูหลายตา ดีกว่าดูตาเดียว ทีนี้การที่มีหลายๆ คนช่วยกันพัฒนา ช่วยกัน debug จะทำให้ได้ซอฟต์แวร์ตรงตามที่กลุ่มคนเหล่านั้น (commuity) ต้องการได้ นั่นคือการพึ่งพออาศัยกันของ commuity เอาล่ะมันโยงกับปรัชญาซอฟต์แวร์อย่างพอเพียงและพึ่งตนเองได้ อย่างไร?

ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่พวกที่กลัวการทำธุรกิจ เกลียดระบบธุรกิจ หรือ ระบบทุนนิยมนะครับ การที่ผมพยายามอธิบายว่าสังคมผู้ใช้ซอฟต์แวร์ควรเป็นสังคมแบบ Free Software หรือปรัชญาซอฟต์แวร์อย่างพอเพียงและพึ่งตนเองได้ อย่างที่ผมนิยามนั้นหมายถึง

  • คุณอยากใช้ซอต์แวร์ตัวใด คุณมีสิทธิ์ที่จะใช้
  • ซอฟต์แวร์ควรแบ่งปัน คุณมีสิทธิ์แจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ
  • ซอฟต์แวร์ควรพัฒนาต่อยอดได้ คุณมีสิทธิ์พัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้
  • ซอฟต์แวร์ที่ยึดถือตามข้อข้างต้น ควรมอบสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้ได้รับซอฟต์แวร์นั้นๆ ด้วย

ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้มาจาก Free Software ล้วนๆ ผมขอยกตัวอย่างที่เห็นภาพง่ายๆ

“ เด็กๆ เวลาไปโรงเรียนมีขนมอร่อยๆ เอาไปแบ่งเพื่อนๆ เพื่อนๆ ก็มีความสุขที่ได้กินขนมอร่อยๆ ทุกคนมีความสุขที่ได้เป็นผู้รับ คนที่เป็นผู้ให้ก้อมีความสุขเช่นกัน”

แต่ถ้าเป็นแบบนี้

“ เด็กๆ เวลาไปโรงเรียนมีขนมอร่อยๆ เอาไปแบ่งเพื่อนๆ แต่คุณครูบอกกลับว่า อย่า อย่าแบ่งคนอื่น เก็บไว้กินคนเดียวนะ อย่าแบ่งนะ ถ้าเธอแบ่งจะเป็นเด็กเลวมากๆ เลย”

คิดว่ามองภาพแบบนี้แล้วเห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียว เอาล่ะหลายๆ คนอาจแย้งในหลายๆ เรื่อง เช่น ซอฟต์แวร์นะไม่ใช่ขนม ซอฟต์แวร์มีราคานะ ฯลฯ ซึ่งอันนั้นมันเป็นเรื่องของธุรกิจครับ ผมอยากเห็นสังคมซอฟต์แวร์ของการแบ่งปัน มากกว่าสิ่งเหล่านี้

  • ซอต์แวร์ที่เอาแต่ผลกำไร
  • ซอฟต์แวร์ที่เห็นแก่ตัว
  • ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจอมปลอม
  • ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหลอกใช้
  • ฯลฯ

บ่มามากพอแล้วพอดีกว่าค่อยมาต่อเรื่อง Open Source Biz model ในครั้งหน้าใครอยากตามอ่านก้อตามอ่านหน้า Opinon ได้เลยครับ อ้อวันนี้ วันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2551ได้อ่านข่าวของ mk ที่ blognone ซึ่งแทงใจดำผมมากๆ ที่บอกว่า

“อย่าคิดพึ่งพาหน่วยงานรัฐเลย มันไม่ได้ผลและไม่มีวันได้ผล (ด้วยปัญหาและข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว) ถ้าอยากได้อะไร มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องทำเอง”

คำตอบของปัญหานี้ก้ออยู่ที่ทุกๆ คน หลายทุกๆ community ว่าทุกๆ ท่านอยากให้ อยากให้ประเทศนี้เป็นอย่างไร? อยากให้สังคมซอฟต์แวร์ เป็นอย่างไร? ของฝากทิ้งท้ายมีเพลง Free Software  มาฝาก คำร้องโดย RMS ทำนองแบบ Sadi Moma

 

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.
x2


Hoarders may get piles of money,
That is true, hackers, that is true.
But they cannot help their neighbors;
That’s not good, hackers, that’s not good.

When we have enough free software
At our call, hackers, at our call,
We’ll throw out those dirty licenses
Ever more, hackers, ever more.

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.
x2

 

 

ผมเข้าไปที่ SIPA เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้วได้พบปะกับหลายๆ คนที่นั่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก แต่ก้อพอจะเข้าใจว่า เขา "โอเพ่นซอร์ส" กันขนาดไหน ที่บอกว่า "โอเพ่นซอร์ส" ก้อเพราะว่าคำว่า "โอเพ่นซอร์ส" นั้นออกมามากกว่าคำอื่นๆ และบ่อยที่สุดในการสนทนา ผมจึงมองว่า อะไรกัน "โอเพ่นซอร์ส" ?

คำว่า "โอเพ่นซอร์ส" ทำให้ผมหงุดหงิดในหลายๆ อย่าง เพราะคำๆ นี้สร้างปัญหามาตั้งแต่ปลายๆ ยุค 80 สมัยผมอายุ 12-13 ก้อระบาดกันมากแล้วและสร้าง "ค่านิยม" ที่ผิดๆ ในหลายๆ ด้าน การสร้างค่านิยมที่ผิดๆ นี้ส่งผลกระทบในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ และ การทำการค้าแบบซ่อนเร้น ทำไมผมถึงกล่าวว่า "สร้างค่านิยมผิดๆ" ผมเข้าใจว่าคนไทยเข้าใจด้านดี (ด้านดี=ด้านที่ได้ประโยชน์) เช่น
1. ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
2. ดาวน์โหลดได้
3. แจกจ่ายได้
4. พัฒนาต่อยอดได้
5. พัฒนาเป็นของตนเองได้
6. ฯลฯ
เหตุผลแรกๆ ที่คนไทยพูดถึง "โอเพ่นซอร์ส" คือ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ดาวน์โหลดได้ฟรี อะไรประมาณนี้ จนกลายเป็นนิสัยว่าต้องฟรี ไม่เสียเงิน ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ ฯลฯ หลายๆ คนก้อพยายามบอกว่า คำว่า "ฟรี" มันหมายถึง Freedom (ฟรี-ดอม=อิสระ,เสรี) มันเป็น แสลงของ Free(dom) Software หรือ Free AS Free Speach NOT Free Bear ต่างๆ นานา ผมจึงอยากเขียนบทความสักอันหนึ่งเพื่อบอกเล่าคำว่า ซอฟต์แวร์เสรี (Free Software) และ "โอเพ่นซอร์ส" มันต่างกันยังไง? และที่คนไทยเข้าใจว่า ฟรี ฟรี นั้นเป็น "โอเพ่นซอร์ส" จริงหรือ?

ผมเริ่มทำโครงการซอฟต์แวร์เสรี เมื่อประมาณปี 1998 และพยายามที่จะศึกษาปรัชญาแนวคิดของซอต์แวร์เสรี ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ RMS เขาคิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงเสนอแนวคิดเหล่านี้ แนวคิดสังคมที่งดงาม สังคมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่มีการพัฒนา สังคมในการแบ่งปัน ฯลฯ พรั่งพรูเข้ามาในตัวผมเมื่อยังเด็กๆ ผมมองในแนวทางเดียวกันกับ RMS ว่ามันดูดี ถ้าทั้งโลกเป็นอย่างนี้ก้อจะสามารถกำจัด "อัตตา" ของตัวเองลงได้ และยอมเปิดใจให้กว้างมากขึ้น ซอฟต์แวร์เสรี มีข้อกำหนดของคำว่าเสรีดังนี้

1. เสรีที่จะใช้งาน
2. เสรีที่จะศึกษาการทำงาน ปรับปรุง ในส่วนที่ต้องการ
3. เสรีที่จะแจกจ่ายซอฟต์แวร์
4. เสรีที่จะปรับปรุงซอฟต์แวร์นั้น และเปิดเผยซอฟต์แวร์ในส่วนที่ปรับปรุงสู่สาธารณะ

ทีนี้มันมีหลายๆ เหตุผลที่ซ่อนอยู่ในความเสรีนี้ มาดูตรงข้อ 2 – 4 กันก่อน การที่จะให้คนอื่นมาศึกษาการทำงานของโปรแกรมคงต้องเป็นการเปิดโค้ดให้คนอื่น ดู เมื่อมีการแก้ไข หรือ แจกจ่ายในส่วนที่แก้ไข ก้อย่อมสามารถที่จะเปิดเผยในส่วนที่ปรับปรุงสู่สาธารณะ ได้ มันซ่อนความคิดเรื่องศาสนา ไว้พอสมควร ยกตัวอย่างเช่น จงรักเพื่อนบ้านของคุณเหมือนกับรักตัวของคุณเอง (ศาสนาคริส) ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว (ศาสนาพุทธ) เป็นต้น การสร้างสังคมซอฟต์แวร์ที่สวยงามได้ต้องลด "อัตตา" เพื่อที่จะเปิดโค้ดให้คนอื่นดู และยอมรับในการแก้ไข หรือคำติเตียนในโค้ดที่คุณเขียนได้ แต่มันก้อยังซ่อนความลับอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ในเรื่องของการไม่ยอมแพ้ด้วย คือ ต้องทำให้ดีกว่าที่เขาทำ หรือ ทำให้ดีกว่า ใหญ่กว่า เจ๋งกว่า จากโค้ดที่เปิดนั่นเอง ทำให้สามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างสังคมของนักพัฒนาได้เช่นกัน (สร้างลัทธิความเชื่อ ปรัชญาซอฟต์แวร์เสรี) การที่นักพัฒนาพร้อมใจกันเปิดโค้ด พร้อมรับข้อติเตียน และช่วยเหลือกันเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์เหล่านั้นให้ดีขึ้น เป็นเรื่องที่ดี และตรงกับความต้องการของปรัชญาของซอฟต์แวร์เสรี สำหรับข้อ 1 เอาไว้กันข้อขัดแย้งใน 2-4 ขัดแย้งยังไงหรือ? ก้อกันในเรื่องของ "อัตตา" ที่เกิดมาว่า "ไม่ให้ใช้โว้ย" ไงครับ

ปรัชญาซอฟต์แวร์เสรี สร้างมโนภาพ และ ความเป็นจริงที่สัมฤทธิ์ผล แต่โลกที่สวยงาม เหมือนความฝันมันไม่มีไม่ว่าจะอยู่ในโลกของซอฟต์แวร์ หรือ โลกทุนนิยม กระแสที่บอกว่าแล้วคนเขียนโปรแกรม "จะเอาอะไรกิน" จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงกันไป ต่างๆ นานา ว่าทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ ขายไม่ได้ ขายแพงไป ทำไมต้องขาย ทำไมต้องซื้อมันด้วย ดาวน์โหลดเอาดีกว่าไหม? หลายๆ ท่านก้อได้ให้แนวคิดในการทำธุรกิจกับ ซอฟต์แวร์เสรีว่า "ไม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่" เอาของเขามาแก้ แล้วเปลี่ยนชื่อนิดหน่อยก้อขายได้แล้ว หรือ ขายบริการ ก้อได้ ฯลฯ หลายๆ เรื่องราว สุดท้ายก้อมาหยุดตรงที่ คนเขียนโปรแกรม "จะเอาอะไรกิน" เหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมันจะมุ่งไปที่ ทำไมต้องซื้อมันด้วย ดาวน์โหลดเอาดีกว่าไหม? ปัญหาโลกแตกครับ เพราะคนไทยคิดว่า "ทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ ขายไม่ได้ ขายแพงไป ทำไมต้องขาย" นั่นเอง

เบื้องหลังการทำธุรกิจกับซอฟต์แวร์เสรีมีหลากหลายวิธี "วิธีที่ดีและสร้างสรรค์" คือการเป็นผู้ร่วมพัฒนาในโครงการนั้นๆ และช่วยปรับปรุงโครงการนั้นๆ ให้ดีขึ้น หรือจัดทำ "ส่วนเพิ่มเติม" ออกมาจำหน่าย หรือ จ่ายแจกตามราคาที่สมควร ผมจำได้ว่าคุณ Bill Hilf เคยพูดเรื่อง Donut Model ซึ่งผมเองไม่ได้เข้าไปฟัง แต่พอจะเข้าใจคร่าวๆ ว่าวิธีการทำธุรกิจ หรือ การหาเงินกับซอฟแวร์เสรีมีหลายช่องทาง นอกจากการสนับสนุน โดยการบริจาคแล้ว ยังสามารถที่จะสร้างโอกาสในการจับมือกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายอื่นๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาได้ และได้เงินด้วย แต่สำหรับประเทศไทยขอฟรีไว้ก่อน หรือ ไทยทำ-ไทยใช้-ไทยเจริญ ประมาณนั้น

แนวคิดซอฟต์แวร์เสรี สร้างคุณประโยชน์ในอุตสาหกรรมการผลิตซอฟต์แวร์ได้มาก ย่นระยะเวลาในการทำงาน แถมได้นวัตกรรมใหม่ๆ กลับมาด้วย แต่เนื่องด้วยความสับสนของคำว่า Free Software ฝรั่งเขาก้อเข้าใจว่าไม่ต้องเสียตังค์เช่นกัน พอเวลามาเก็บตังค์ก้อไม่ค่อยอยากจะจ่าย แต่ในต่างประเทศเขามีกฏหมายลิขสิทธิ์ที่ชัดเจน ก็อปปี้ไปแจกกันไม่ได้ง่ายๆ ทำให้ เสรีในข้อ 1 และ 3 เกิดประโยชน์ขึ้นมาทันที แต่เสียอย่างเดียวค่านิยมของฟรีนี่จะพากัน "อดตาย" การจัดตั้ง Open Source Initative จึงเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อไม่ให้ "อัตตา" ของนักพัฒนาลดหายไปมากจนปลงชีวิต และ เพื่อไม่ให้ "อัตตา" ของ นักใช้ นักก็อปปี้ เกิดขึ้นมากเกินไป ครึ่งๆ กลางๆ น่าจะดีกว่า Open Source Initative เสนอทางเลือกว่า "โอเพ่นซอร์ส" ไม่ได้หมายถึงจะต้องเปิดโค้ดให้กันดูฟรีๆ นะ แต่หมายความว่าถ้าจะเป็น "ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" ก้อต้องเป็นประมาณนี้

1. สิทธิในการแจกจ่าย หมายถึง ลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์นั้นไม่ได้จำกัดสิทธิ์ในการจำหน่าย จ่ายแจก
2. สิทธิในการเข้าถึงโค้ดของโปรแกรม หมายถึง ซอฟต์แวร์นั้นจะต้องมีโค้ดติดไปด้วย ถ้าไม่มีก้อต้องหาทางในการเข้าถึงโค้ดของซอฟต์แวร์นั้น เช่น การให้เข้าใช้ CVS หรือ การดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต หรือการเข้าถึงโค้ดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมากจนเกินเหตุผลและไม่แพงเกินไป
3. สิทธิในการปรับปรุงพัฒนา
4 …

และอีก 7 ข้อไปอ่านเพิ่มเอาเองที่ http://www.opensource.org/docs/osd ครับ จาก "คำจำกัดความของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" เราจะเห็นคำว่า "License" ยุบยับไปหมด นั่นหมายความว่า ซอฟต์แวร์ใดๆก้อตามที่ใช้ "License" ที่เข้ากันได้กับ "คำจำกัดความของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" ทั้ง 10 ข้อ ถือว่าเป็น "ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" ง่ายดีไหม? อ้าว แล้ว "License" ไหนบ้างเล่าที่ใช้แล้วบ่งบอกว่า เป็น "ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" ก้อมีดังนี้ครับ

* Academic Free License
* Adaptive Public License
* Apache Software License
* Apache License, 2.0
* Apple Public Source License
* Artistic license
* Artistic license 2.0
* Attribution Assurance Licenses
* New and Simplified BSD licenses
* Boost Software License (BSL1.0)
* Computer Associates Trusted Open Source License 1.1
* Common Development and Distribution License
* Common Public Attribution License 1.0 (CPAL)
* Common Public License 1.0
* CUA Office Public License Version 1.0
* EU DataGrid Software License
* Eclipse Public License
* Educational Community License, Version 2.0
* Eiffel Forum License
* Eiffel Forum License V2.0
* Entessa Public License
* Fair License
* Frameworx License
* GNU General Public License (GPL)
* GNU General Public License version 3.0 (GPLv3)
* GNU Library or "Lesser" General Public License (LGPL)
* GNU Library or "Lesser" General Public License version 3.0 (LGPLv3)
* Historical Permission Notice and Disclaimer
* IBM Public License
* Intel Open Source License
* Jabber Open Source License
* Lucent Public License (Plan9)
* Lucent Public License Version 1.02
* Microsoft Public License (Ms-PL)
* Microsoft Reciprocal License (Ms-RL)
* MIT license
* MITRE Collaborative Virtual Workspace License (CVW License)
* Motosoto License
* Mozilla Public License 1.0 (MPL)
* Mozilla Public License 1.1 (MPL)
* Multics License
* NASA Open Source Agreement 1.3
* Naumen Public License
* Nethack General Public License
* Nokia Open Source License
* OCLC Research Public License 2.0
* Open Group Test Suite License
* Open Software License
* PHP License
* Python license (CNRI Python License)
* Python Software Foundation License
* Qt Public License (QPL)
* RealNetworks Public Source License V1.0
* Reciprocal Public License
* Reciprocal Public License 1.5 (RPL1.5)
* Ricoh Source Code Public License
* Simple Public License 2.0
* Sleepycat License
* Sun Industry Standards Source License (SISSL)
* Sun Public License
* Sybase Open Watcom Public License 1.0
* University of Illinois/NCSA Open Source License
* Vovida Software License v. 1.0
* W3C License
* wxWindows Library License
* X.Net License
* Zope Public License
* zlib/libpng license

จะเห็นว่ามีหลาย License มากที่เข้าข่าย รวมถึง GNU General Public License และ GNU Library or "Lesser" General Public License ด้วยเช่นกัน จะเห็นว่า "ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" ไม่ได้มาจากลัทธิ หรือความเชื่อ ปรัชญาทางด้านซอฟต์แวร์เสรีเลย บางครั้งก้อเอาปรัชญาทางด้านซอฟต์แวร์เสรีไปใช้ซะความหมายโดยนัยนั้นเปลี่ยน ไปทั้งหมด แล้วใช้ License แบบไหนล่ะถึงจะบ่งบอกว่าเป็น ซอฟต์แวร์เสรี? ก้อนี่ไงครับ

* GNU General Public License (GPL) version 3
* GNU General Public License (GPL) version 2
* GNU Lesser General Public License (LGPL) version 3
* GNU Lesser General Public License (LGPL) version 2.1
* GNU Affero General Public License (AGPL) version 3.0
* Apache License, Version 2.0
* Artistic License 2.0
* Clarified Artistic License
* Berkeley Database License
* Boost Software License
* Modified BSD license
* CeCILL version 2
* Cryptix General License
* eCos license version 2.0
* Eiffel Forum License, version 2
* EU DataGrid Software License
* Expat License
* FreeBSD license
* License of the iMatix Standard Function Library
* Intel Open Source License
* NCSA/University of Illinois Open Source License
* License of Netscape Javascript
* OpenLDAP License, Version 2.7
* License of Perl 5 and below
* Public Domain
* License of Python 2.0.1, 2.1.1, and newer versions
* License of Python 1.6a2 and earlier versions
* License of Ruby
* Standard ML of New Jersey Copyright License
* License of Vim, Version 6.1 or later
* W3C Software Notice and License
* X11 License
* XFree86 1.1 License
* License of ZLib
* Zope Public License version 2.0

License ที่ไม่ใช่ของ GNU เอง เป็น License ที่เข้ากันได้ ไม่ขัดแย้งกับ 4 ข้อเสรีข้างต้น ก้อถือว่าเป็น Free Software เอ้า เอากับเขาสิ สำหรับคนที่ทำซอฟต์แวร์เสรี อยากขอให้บ่งบอกว่า ซอฟต์แวร์ของคุณเป็น ซอฟต์แวร์เสรี ครับ ไม่ใช่ ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ถึงแม้จะใช้ GNU/GPL ก้อตาม เพื่อยืนยันความเป็น 4 ข้อเสรีข้างต้น ได้ชัดเจน สำหรับท่านที่บอกว่าซอฟต์แวร์ของท่านเป็น ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ก้อขอให้แจ้งแถลงไขอย่างชัดเจน ว่าเป็นโอเพ่นซอร์สอย่างไร ? ค่าใช้จ่ายเท่าไร ? เป้าประสงค์หลักของ โอเพ่นซอร์ส คือการสร้างชุมชนนักพัฒนา เป้าประสงค์หลักของ ซอฟต์แวร์เสรี คือการสร้างชุมชนนักพัฒนาและการแบ่งปัน ส่วนการที่จะทำเป็นการค้านั้นให้อยู่ในรูปแบบ Free Commercial Software หรือ Open Commercial Software น่าจะดีกว่าครับ เหตุที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะความเสรีและสังคมอุดมคติ ไม่มีอยู่จริงในโลกทุนนิยม และ โลกของซอฟต์แวร์

การผลิตซอฟต์แวร์ใดๆ มี "ค่าใช้จ่าย" อย่างน้อยก้อค่าไฟที่ใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าน้ำอัดลม ค่าพิซซ่า ฯลฯ ดังนั้นการจ่ายเงินค่าซอฟต์แวร์ เป็นเรื่องที่จำเป็น ค่าซอฟต์แวร์นั้นมากน้อยก้อขึ้นอยู่กับ "ราคาต้นทุน" ในการผลิตซอฟต์แวร์นั้นๆ (ในกรณีที่เป็น Software Project) แต่ถ้าเป็น Software Package ราคาจะถูกกว่า "ราคาต้นทุน" การผลิตอย่างมาก เพราะฉนั้นการจ่ายเงินค่าซอฟต์แวร์ เป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่เรื่องของ "คนโง่" แต่อย่างใด แล้วทำไมเราต้องจ่ายค่า "ซอฟต์แวร์" ด้วยล่ะ? ถ้ามองในมุมมอง โอเพ่นซอร์สจ๋า ก้อจะบอกว่าสามารถหาได้อย่างไม่มีค่าใช้จ่าย และ ไม่ผิดกฏหมายด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอเพ่นซอร์ส มาค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกันกับ ซอฟต์แวร์ทั่วไป อาจอยู่ในรูปแบบของบริการเสริม การอบรมสัมนา การพัฒนาเพิ่มเติม หากคุณไม่สามารถที่จะพัฒนา ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพื่อให้เข้ากันได้กับระบบงานของคุณ การซื้อบริการการพัฒนาเพิ่มเติม หรือ ซื้อคุณสมบัติเพิ่มเติมก้อไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไร และ ไม่ใช่เรื่องของ "คนโง่" ที่ยอมจ่าย