ThaiOpenSource.org นำทีมงานผนึกกำลัง ปี 2011 ประเทศเราจะลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้ได้มากที่สุด! โดยเป้าหมายหวังที่จะลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้ได้ต่ำกว่า 75% โดยการให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนมาใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานของท่านปรับเปลี่ยนมาให้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สได้รวดเร็ว เข้าใจการบริหารจัดการซอฟต์แวร์ในองค์กร จัดการเรื่องต้นทุนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ได้ อีกทั้งยังลดอัตราการเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อีกด้วย ทีมงานพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยเหลือหน่วยงานท่านได้ นอกจากการให้คำปรึกษาแล้ว เรายังมีบริการฝึกอบรมการใช้งาน การประยุกต์ใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ให้กับองค์กรของท่าน ** สนใจสามารถ กรอกแบบฟอร์มขอรับคำปรึกษา/การอบรม หรือ ติดต่อเข้ามาได้ที่ ฝ่ายโอเพนซอร์ส สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทร 02-141-7190 ได้โดยตรง **

ผมคลุกอยู่กับโอเพนซอร์สมาเกือบ 10 ปีเห็นจะได้ ทั้งเป็นคนพัฒนาแอพลิเคชั่นให้คนอื่น contribute ต่อและ contribute ซอฟต์แวร์คนอื่น ทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นและเกิดทุกๆ ครั้งที่พัฒนาหรือใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส นั่นคือ ใช้อย่างไร พัฒนาอย่างไร ฯลฯ หากหาคำตอบไม่ได้ ก้อโพสไว้ในเว็บบอร์ดมีคนมาตอบบ้างไม่มีคนมาตอบบ้างเรียกกว่ารอกันจนมีผู้รู้มาตอบบ้างก้อมี บางกระทู้ก้อไม่มีใครมาตอบเลยก้อมี

กระดานสนทนาเป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ของชุมชนโอเพนซอร์สมายาวนานมาก รองจาก IRC แต่การตั้งคำถาม เพื่อต้องการได้รับคำตอบ ก้อไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเคยอ่าน Cathedral & The Bazaar มีอยู่ตอนหนึ่งที่ Eric Redmond เขียนถึงวิธีการตั้งคำถามอย่างไรให้มีคนมาตอบ และตอบได้ตรงประเด็น ซึ่งผมมองว่าคนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามด้วยความไม่รู้ และ อยากได้คำตอบมากกว่าการโพสคำถาม และคำตอบที่แก้ปัญหานั้นๆ ได้กลับจมลึกอยู่ก้นกระดานสนทนาหากอยากรู้ต้องไปงมหากันเอาเอง ทำให้วิธีการการแลกเปลี่ยนความรู้ของชุมชนโอเพนซอร์สนั้นทำได้ยากมากขึ้น

ความรู้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้สองประเภท คือ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้แฝงเร้น (Tacit Knowledge) ความรู้ชัดแจ้งคือความรู้ที่เขียนอธิบายออกมาเป็นตัวอักษร เช่น คู่มือปฏิบัติงาน หนังสือ ตำรา ส่วนความรู้แฝงเร้นคือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน ไม่ได้ถอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบางครั้งก็ไม่สามารถถอดเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นความรู้แฝงเร้น อยู่ในคนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง จึงต้องอาศัยกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน ซึ่งความรู้แบบความรู้แฝงเร้นนี้เป็นองค์ความรู้ที่พบเห็นมากที่สุดและสำคัญมากที่สุดในชุมชนโอเพนซอร์ส ซึ่งยากต่อการเขียนบรรยายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำได้เพียงแค่โพสคำถามและรอคำตอบเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีในการบริหารจัดการความรู้และการบันทึกองค์ความรู้นั้นๆ

Wiki Media ได้พัฒนา Wiki ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการบันทึกความรู้ชัดแจ้ง เพื่อใช้อ้างอิง ค้นคว้า ในองค์ความรู้นั้นๆ โดยถ่ายทอดออกมาในงานเขียน ซึ่งเครื่องมือประเภท Wiki เป็นที่แพร่หลายมาก ทั้งที่ถูกประยุกต์มาใช้ในงานด้านการจัดการความรู้องค์กร หรือการเป็นสาราณุกรมขององค์กร เป็นต้น หากแต่ความรู้แฝงเร้น ไม่ได้ถ่ายทอดออกมา วิธีการที่จะสกัดความรู้แฝงเร้น นั้นมีวิธีง่ายคือการถ่ายทอดความรู้นั่นเอง กลวิธีที่ใช้ได้ผลคือ COPs (Community of Practics) ซึ่งความรู้ที่ได้จาก COPs และกลวิธีการอื่นๆ เราสามารถเก็บไว้ในฐานความรู้ (Knowledge Base) อาจจะเป็น Wiki หรือ Bloging System อย่าง Gotoknow.org ก้อได้เช่นกัน

Blog มีความสัมพันธ์บางอย่างกับผู้ที่เป็นเจ้าของ Blog เป็นเหมือนเวทีแสดงความรู้สึก ความคิด ความเห็น งาน กิจกรรม ฯลฯ ผมเคยสังเกตคนที่เขียน Blog (Bloger) หลายคน หากไม่เขียนในแนวไดอารี ก้อมักจะเขียนเป็นบันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ที่ได้พบ สิ่งที่ได้สัมผัส ผ่านแนวคิดทัศนะคติของผู้เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ ทำให้ Blog เป็นเครื่องมือในการสกัดความรู้แบบความรู้ชัดแจ้ง และความรู้แผงเร้นได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการนำ Blog ไปใช้เป็นเครื่องมือ COPs ก้อยิ่งทำให้เราสร้างฐานความรู้ได้ง่าย และเร็วมากขึ้น นอกจากฐานควมรู้ที่ได้ยังสามารถระบุได้อีกว่า ใครสนใจ หรือมีความรู้ ในเรื่องนั้นๆ บ้าง และ มีใครที่มีความรู้เรื่องเหล่านั้นบ้าง เป็นต้น
 

มีคำถามหลายๆ อย่างที่ผมยกมาเป็นปัญหาแล้วหาคำตอบหรือหาเหตุผลมายืนยัน คำตอบและเหตุผลที่มีน้ำหนักไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง สังคมโอเพนซอร์สไม่ได้มีเพียงกลุ่ม Geek ที่ชอบแกะเกา หรือคิดอะไรพิศดารแล้วสร้างหรือพัฒนาให้มันเป็นนวตกรรมใหม่ ในมุมมองของสังคมผู้ใช้ ก็มองในมุมมองที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ไม่มีความคิดพิสดารอย่าง Geek แต่กลับนำเอาสิ่งที่ เหล่า Geek คิดค้นมาประยุกต์ใช้ และสร้างแรงกระตุ้นในกลุ่ม Geek ให้พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แล้วกลุ่ม Geek จะเปิดโค้ดทำไม? ทั้งๆ ที่สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นคิด และพัฒนาขึ้นเป็นสิทธิของเขาและเป็นผลงานของเขาเอง ? แล้วโอเพนซอร์สเพื่อใคร ? ในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบร่วมกัน หากท่านอ่านแล้วมีข้อโต้แย้ง หรือคำแนะนำ เขียนแสดงความคิดเห็นได้ในตอนท้ายของบความนี้นะครับ

ย้อนไปเรื่องโอเพนซอร์ทำไม เพื่อใคร ? การเปิดโค้ดให้ผู้ใช้ (End User) ? อืมมม คงไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ผู้ใช้จะเอาไปพัฒนาต่อเองได้แน่นอน ผมคิดอย่างนั้น หากเปิดโค้ดให้นักพัฒนาอิสระล่ะ อืมมม มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการร่วมมือกันพัฒนา (Contribute) มีอีกประเด็นหนึ่งคือเปิดโค้ดเพื่อการตลาดและประชาสัมพันธ์ ประเด็นนี้เดี๋ยวมาว่ากันทีหลัง คุณคิดว่า กลุ่ม Geek ที่พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดโค้ดให้คนอื่นเข้ามาแก้ไข พัฒนา เอาไปใช้งาน เอาไปต่อยอด ฯลฯ เขาทำไปทำไม ? มีใครให้เหตุผลได้บ้าง ผมมีคำตอบและเหตุผลหลายๆ อย่างมาเล่าสู่กันฟัง

1. เพื่อมนุษยชาติบนใบโลกนี้
2. หาคนร่วมพัฒนามีหลายหัวดีกว่ามีอยู่ไม่กี่หัว
3. สร้างสาวกให้สาวกใช้จนติดงอมแงมเลิกใช้ไม่ได้
4. อยากจารึกชื่อไว้บ้าง
5. อยากรวย

ถ้าคุณมีความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ แล้วคิดว่าเปิดโค้ดให้กับชุมชนหรือผู้ใช้ทั่วโลกได้หยิบจับเอาไปใช้กัน คุณคิดว่าคุณเปิดโค้ดเพราะเหตุผลอะไร ?

หากคุณเลือกข้อ 1 แสดงว่าคุณเป็น NGO มากๆ คลั่งลัทธิอะไรหรือเปล่าครับ :)
หากคุณเลือกข้อ 2 แสดงว่าคุณเปิดเผยพอสมควรและต้องการเห็นการพัฒนาการของซอฟต์แวร์ของคุณ
หากคุณเลือกข้อ 3 แสดงว่าคุณเริ่มหาพรรคพวก ต้องการไอเดียและหาประสบการณ์ของผู้ใช้
หากคุณเลือกข้อ 4 แสดงว่าคุณต้องการลงชื่อเป็น PM ในเว็บ Project Hosting ต่างๆ ไว้สัก 2-3 โครงการก้อยังดี
หากคุณเลือกข้อ 5 แสดงว่าคุณมีแผนการณ์กว้างไกลในการหยิบจับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเอาไปพัฒนาต่อยอด หรือ สร้างธุรกิจจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
หากคุณเลือก 1-5 แสดงว่าคุณมีความเข้าใจในการธุรกิจซอฟต์แวร์จากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและบ้าพลังเอาการ

จากที่เคยเขียนบทความใน Thai Open Source ผมเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและซอฟต์แวร์เสรีเยอะมากๆ ส่วนใหญ่จะออกแนวเครียด บทความนี้ผมจึงอยากให้ไอเดียและแนวความคิดอะไรบางอย่าง หากคุณพิจารณาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและซอฟต์แวร์เสรี อย่างละเอียด ข้อที่ 1 และ 2 จะเป็นเหตุผลแรกๆ ในการเปิดโค้ด ผมขอยกตัวอย่างดังนี้ Netscape เปิดโค้ดเบราเซอร์ของตัวเองเพื่อพัฒนาเบราเซอร์ที่ดีกว่า ให้ชุมชน ผู้ใช้ มูลนิธิมอซิลา กำหนดทิศทางการพัฒนา ทำให้ Netscape ได้ Mozilla Firefox  มี innovation ใหม่ๆ เช่น xul runner มีทีม contributor จากทั่วโลก เป็นต้น การมีทีมงานจากทั่วโลก ทำให้ Firefox สนับสนุนการแสดงผลได้หลายภาษามากขึ้นกว่าเดิม และสร้างฐานผู้ใช้ได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เกิดส่วนแบ่งการใช้งานเบราเซอร์จาก IE มากขึ้น

หากพิจารณาจากข้อ 2 และ 3 คุณมีความเข้าใจเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเป็นทางเลือก เรียนรู้ข้อดี ข้อเสียจากซอฟต์แวร์เดิม และพัฒนาให้ดีขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ gOS อ้อ ทำความเข้าใจใหม่นะครับ gOS ไม่ใช่ Google OS นะครับ David Lui ให้คำนิยามของ gOS ว่าเขาต้องการส่งประสบการณ์ใหม่ๆ ในการใช้งาน Linux Desktop ให้กับผู้ใช้ สังเกตได้เลยว่าคุณจะกรี๊ดกร๊าดเมื่อเห็น gOS และไปเม้าท์ให้เพื่อนๆ ฟังได้ว่า gOS เจ๋งอย่างโน้นอย่างนี้ หากพิจารณาข้อ 1 และ 4 คุณจะเป็นสุดยอด NGO + Geek + ???? หาคำบรรยายไม่ได้เลยครับ ผมสังเกตนักพัฒนาในลักษณะนี้ในประเทศไทยมีหลายคน และ สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ มากมาย หาคำบรรยายไม่ได้เลยล่ะครับ

สำหรับการเปิดโค้ดเพื่ออะไรนั้นผมขอบอกสั้นๆ ว่า มีหลายประเด็นมากที่จะต้องพิจารณา เช่น สร้างโอกาสทางการตลาด สร้าง Innovation จากการพัฒนาโดยชุมชน สร้างฐานผู้ใช้ ทดสอบตลาด เป็นต้น หากมาลองพิจารณาดีๆ การทำซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่เพียงสร้างทางเลือกในการใช้งานซอฟต์แวร์ ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้าง Innovation ใหม่ๆ ได้เช่นกัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ทั้งๆ ที่เว็บไซต์นี้เกี่ยวกับโอเพนซอร์สอยากให้ท่านได้ลองอ่านแล้วพิจารณาสักนิดว่าจริงหรือไม่ ซอฟต์แวร์(โอเพนซอร์ส)มีราคา จากอาทิตย์ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้ประกอบการทั้งทางด้าน ISV และผู้ประกอบการด้าน Training ผมหยิบเอาปัญหาไปอภิปายเพื่อหาแนวทางแก้ไขซึ่งหลายคนที่ผมพูดคุยด้วยต่างเห็นตรงกันว่า ซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพนซอร์สและไม่เป็นโอเพนซอร์สที่อยู่ในกระบวนการธุรกิจนั้นมีราคา ซึ่งราคาที่ว่านี้ไม่ได้อยู่ที่ 0 บาท ธุรกิจซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ได้มีรายได้จากการบริจาค (Donate) หากรอคนบริจาคซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดก็คงไม่ต้องกินข้าวกันพอดี ถ้าโปรแกรมเมอร์กินหญ้าได้ก็คงปลูกหญ้ากินไปแล้วล่ะครับ หากเคยอ่านบทความเก่าๆ ที่เคยเขียนเกี่ยวกับ Positive Cycle ท่านคงทราบแล้วว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมือถือ เซิร์ฟเวอร์ หรือแม้กระทั่ง Router อันเล็กๆ ก็ประกอบไปด้วยซอฟต์แวรโอเพนซอร์ส ซึ่งท่านก็ต้องซื้อหามาใช้งาน นั่นทำให้ท่านต้องจ่ายเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เอาล่ะหลายคนอาจมองเรื่องราคาในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการแบ่งสัดส่วนราคาตามราบละเอียดที่ควรจะมี เช่น ค่าพัฒนา ค่าออกแบบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งการกำหนดราคาแบบนี้ใช้ไม่ได้กับซอฟต์แวร์ที่เป็นกล่องๆ ใช้ได้เพียงการกำหนดราคาโครงการซอฟต์แวร์ในรูปแบบ tailer made เท่านั้น ซึ่งแน่นอนหากใช้ โอเพนซอร์สระยะเวลาในการพัฒนาและราคาต้นทุนจะต่ำ แต่ก็ยังคงมีราคาแต่ราคาที่ว่านี้จะตกไปอยู่ในส่วนของค่าบริการ ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากส่งมอบผลิตภัณฑ์นั้นๆ

หลายท่านอาจเห็นแย้งว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต้องฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นั่นคงไม่ใช่หากซอฟต์แวร์เปล่านั้นเกิดขึ้นเองได้ ไม่ต้องมีคน contribute หรือไม่มีใครพัฒนาหรือเป็นคนต้นคิด อย่างนั้นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคงไม่มีค่าใช้จ่าย หากแต่ซอฟต์แวร์เกิดขึ้นเองไม่ได้ ดังนั้นโมเดลธุรกิจเริ่มแรกเพื่อเป็นการจุนเจือนักพัฒนาและ contributor คือการบริจาค (Donate) แล้วก็พัฒนาซอฟต์แวร์ไปเรื่อยๆ ตามโอกาสจะเอื้ออำนวย เอาล่ะในแต่เชิงธุรกิจทำเช่นนั้นไม่ได้ รายได้ที่ได้จากการบริจาคต้องมากพอที่จะเลี้ยงพนักงานในบริษัทนั้นๆ ดังนั้นการพัฒนาต่อยอดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ในรูปแบบธุรกิจจึงต้องมีราคา ซึ่งราคาไม่ใช่ 0 บาทดังเหตุผลข้างต้น เอาล่ะการทำเช่นนี้หากจะเรียกว่าหยิบฉวยโอกาสและข้อดีต่างๆ ของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาปรับใช้ในธุรกิจซอฟต์แวร์ แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ ISV จะต้องพึงระรึกเสมอว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณพัฒนาต่อยอดหรือหยิบเอามาทำตลาดนั้นมาจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้เริ่มต้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การ contribute งานกลับเข้าไปยังต้นน้ำยังเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นก็เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นมาแล้วหากจะจำหน่ายก็ควรพิจารณาในเรื่องของราคาต่างๆ ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

การกำหนดราคาซอฟต์แวร์ถือว่าเป็นปัญหาโลกแตกในประเทศไทย ซึ่งภาครัฐเองพยายามกำหนดราคากลางของซอฟต์แวร์รวมไปถึงคุณสมบัติเบื้องต้นที่พอเหมาะพอควรกับซอฟต์แวร์นั้นๆ ซึ่งราคาบางอย่างเหมาะสมกับซอฟต์แวร์แพคเกจ แต่ไม่เหมาะสมกับซอฟต์แวร์แบบ tailer made ซึ่งปัญหาเหล่านี้คงต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป สำหรับผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงอดคิดไม่ได้ว่าทำไม ราคาซอฟต์แวร์มันถึงได้แพงอย่างนั้น ให้ฟรีได้มั๊ย ฯลฯ การพิจารณาความคุ้มค่าในเรื่องการลงทุนจัดซื้อซอฟต์แวร์ต่างๆ อย่างหนักซึ่งวิธีการคิดง่ายๆอย่าง TCO ก็เป็นวิธีคิดที่ดีเช่นกัน เอาล่ะผมคงไม่ได้เชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยากให้ผู้ใช้หรือลูกค้าเป็นผู้เลือกน่าจะเหมาะสมกว่า ประเด็นในเรื่องราคาคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบ้านเรา เพราะลูกค้าเองก็ต้องการซอฟต์แวร์ที่มีคุณสมบัติที่ทำงานได้และราคาที่รับได้ คงไม่ใช่ 0 บาท หรือราคาที่อื้มไม่ถึง การเปิดรับในเรื่องการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ว่าจาก ISV หรือจากซอฟต์แวร์ต้นน้ำก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้อีกเช่นกัน

    วันนี้ Sun มีโครงการดี ๆ สำหรับนิสิต นักเรียน นักศึกษา ที่มีความสนใจเกี่ยวกับ Opensource ในแขนงต่าง ๆ โดยเปิดชุมชน Online ภายใต้ชื่อโครงการ OSUM
(Open Source University Meetup) (Sum OSUM Chang your world)

OSUM คืออะไร
     OSUM ก็คือ community ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั่วโลก ที่มีความสนใจ เกี่ยวกับ Open Source Software เพื่อมาแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และเกิดสังคมใหม่ที่เกิดจากเครือข่ายของกลุ่มนักศึกษาทั่วโลก และมี 3 มหาวิทยาลัยหลักของประเทศไทยในการส่งเสริมเรื่องนี้ จึงอยากจะขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสมัครมาเป็นส่วนหนึ่งของเรา…

     OSUM (pronounced "awesome") is a global community of students that are passionate about Free and Open Source Software (FOSS) and how it is Changing (Y)Our World. We call it a "Meetup" to encourage collaboration between student groups to create an even stronger open source community.

สำหรับครูอาจารย์ หรือนักเรียน นิสิตนักศึกษา ท่านใดสนใจอยากสมัครส่ง email มาที่ linuxcentrix@hotmail.com ท่านจะได้รับ Invite สำหรับใช้ในการสมัคร

ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน NECTEC ACE 2008 ซึ่งจัดวันที่ 24-25 กันยายน 2551 เผอิญได้ไปยืนประจำบูธ Software Freedom Day คนที่เดินผ่านไปผ่านมาที่ทราบว่า Ubuntu Club มาจัดบูธ คู่กับ Software Freedom Day พากันเดินตามหา Ubuntu กันยกใหญ่ ส่วนใหญ่จะมาหาแผ่น Ubuntu และสอบถามในรุ่นต่อๆ ไป  แต่มีผู้ร่วมงานหลายท่านสอบถามถึงสถานะของ SIPA และกระทรวง ICT ที่มีต่อโอเพนซอร์ส เช่น

1. SIPA สนับสนุนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างไร
2. ชุมชนโอเพนซอร์สได้รับการสนับสนุนจาก SIPA หรือไม่
3. SIPA และกระทรวง ICT ควรมีวิธีในการผลักดันและส่งเสริมการใช้งานและการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้ดีกว่านี้
4. หาก SIPA และกระทรวง ICT ไม่ต้องการสนับสนุนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หรือ สนับสนุนแบบไม่เต็มที่ ควรจะออกมาบอกกล่าวว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ดีหรือมีข้อเสียอย่าไร ถึงไม่ต้องการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการใช้และการพัฒนาให้มากขึ้น
5. SIPA และกระทรวง ICT มีแรงผลักดันได้มาก แต่ทำไมยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่การใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หรือ การพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้มากขึ้น

แหม เจอคำถามแบบนี้เล่นเอาผมสะอึกไปเลย คำถามแบบนี้ตอบยากครับในทัศนะของคนที่อยู่ในชุมชนโอเพนซอร์สและนักพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส "การไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นเรื่องปกติครับ" และชุมชนโอเพนซอร์สในประเทศไทยสามารถอยู่ได้ด้วยแรงใจของสมาชิกทุกๆ คนในชุมชน และทุกๆ ท่านที่แวะเวียนเข้ามาถามว่าใช้งานยังไง ติดตั้งยังไง ช่วยบริจาคโดยอุดหนุนซื้อหนังสือ เสื้อ ของที่ระลึก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกำลังใจที่ทำให้คนชุมชนโอเพนซอร์สอยู่ได้ สำหรับคำถามข้างต้นผมมีคำตอบ แต่คำตอบอาจไม่ตรงใจผู้ตั้งคำถามมากนัก ดังนั้นไม่ขอตอบจะดีกว่าครับ คำถามนี้ไม่เพียงแค่คนไทยถามเท่านั้นยังมีชาวต่างชาติถามคำถามแบบนี้กับผม เช่นกัน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (23/09/2008) ผมเข้าห้องประชุมถกปัญหาให้แนวคิดเรื่องการพัฒนาและสร้างผู้ประกอบการ ธุรกิจซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในประเทศไทย ผมคงไม่ขอพูดในรายละเอียด แต่ได้ให้แนวคิดทั้งในด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ 2 ระดับ และสร้างผู้ประกอบการ 3 ระดับ คือ ผู้ที่ประกอบกิจการอยู่แล้ว และ ผู้ที่ spin-off มาจาก Incubator center ด้านการพัฒนาผู้ประกอบตั้งแต่เริ่มแรก (Incubation) ว่าต้องมีอะไรบ้าง รวมไปถึงแนวคิดการสร้าง Innovation จากโอเพนซอร์ส (ในรายละเอียดผมไม่ขอพูดถึงนะครับ เพราะเดี๋ยวอธิบายไปแล้วผู้อ่านอาจเกิดอาการท้อหรือมองธุรกิจจากโอเพนซอร์ส ในแง่ลบขึ้นมาได้) เอาล่ะเรียกได้ว่าใส่ Idea กันไปหมดเปลือกแล้ว อะไรที่ควรบอกก้อบอกไปหมดแล้วครับ

ตอนนี้ได้แต่เพียงเฝ้ารอว่า Idea และสิ่งที่บอกกล่าวไปแล้วจะถูกนำไปขยายผลต่อไปในทิศทางใดและทำได้มากน้อยแค่ ไหน ลองติดตามโครงการที่เกี่ยวข้องกับโอเพนซอร์สของกระทรวงไอซีทีและ SIPA ในปีหน้าดูสิครับ ว่าจะเป็นความหวังและที่พึ่งพิงให้กับผู้ประกอบการ ชุมชน และประเทศได้มากน้อยเพียงใด :)