OpenShift 3 หรือ OpenShift Next Gen ใกล้ออกรุ่นออนไลน์ให้ได้ใช้งานกันแล้ว ทาง RedHat ได้เปิดให้นักพัฒนาได้ใช้รุ่น Developer Preview มาระยะหนึ่ง เพื่อให้นักพัฒนาได้ทดลองใช้งานและวางแผนเตรียมย้ายจาก OpenShift เดิมมาเป็น OpenShift 3 ความแตกต่างระหว่างของใหม่กับของเก่า แต่เดิมการทำ partitioning application ใช้ความสามารถของ cgroup จาก Kernel ในรุ่นใหม่เปลี่ยนมาใช้ Docker และ Kubernetes เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

สำหรับการใช้งาน OpenShift ก็คล้ายๆ เดิมแต่มีเครื่องมือแบบ cli ใหม่ใช้งานง่ายกว่าเดิม สามารถเชื่อมโยงกับ Git repository ได้ สั่ง auto build จาก repository ได้ นักพัฒนามีหน้าที่เขียน App และทดสอบ App เท่านั้นที่เหลือ OpenShift จะจัดการให้ ไม่ต้องปวดหัวกับ Kubernetes Cluster, Storage มาดูวิธีการใช้งานกัน


Continue reading

ITBakery เปิดอบรมหลักสูตรสร้าง Private Cloud ในองค์กรด้วย OpenStack เนื้อหาครอบคลุมด้าน Cloud Computing เบื้องต้น การติดตั้งและบริหารจัดการ OpenStack การสร้าง Service Image การสร้าง Cloud Storage เพื่อใช้เป็นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้งาน Orchestration Service และการติดตามการใช้งานทรัพยากร

ระยะเวลาอบรมแบ่งเป็น 4 วัน ดังนี้

  • วันที่ 1: พื้นฐานการใช้งาน Linux เบื้องต้นสำหรับการใช้งาน OpenStack
  • วันที่ 2: แนะนำสถาปัตยกรรม OpenStack และ Multinode (Bash Script)
  • วันที่ 3: การติดตั้ง OpenStack Multi Node ด้วย Packstack ของ Redhat
  • วันที่ 4: เรียนรู้การเขียน Heat Template สำหรับการทำ Orchestration Service

เริ่มอบรมวันที่ 26 – 29 มกราคม 2559 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ ห้องอบรมคอมพิวเตอร์ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีค่าลงทะเบียนในการอบรมท่านละ 18,900 บาท เอกสารรายละเอียดหลักสูตร สำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 084 119 9935

กิจกรรม Red Hat Challenge@Labs ขยายเวลารับสมัครและสามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันได้จนถึง deadline ของการส่งผลงานตามขั้นตอนที่ 1 คือวันที่ 3 ตุลาคมค่ะ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทั้ง 7 ประเทศเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามหากนักศึกษาลงทะเบียนสมัครเร็วก็จะมีเวลาเตรียมพัฒนาแอพพลิเคชั่นส่งเข้าแข่งขันมากขึ้น

  • การลงทะเบียนสมัครเข้าแข่งขัน: ไม่กำหนด deadline ของการสมัคร สามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันได้จนถึง deadline ของการส่งผลงานตามขั้นตอนที่ 1 คือวันที่ 3 ตุลาคม ผู้สมัครจะได้รับแนวทางการแข่งขันทางอีเมล เพื่อพัฒนาและส่งผลงานเพื่อให้กรรมการพิจารณา
  • ผู้เข้าแข่งขันที่เข้ารอบสองมีเวลาสองสัปดาห์ (จาก 20 ตุลาคม ถึง 31 ตุลาคม) เพื่อเข้าสอบให้ได้ใบรับรองของเรดแฮท (Red Hat Certified System Administrator – RHCSA) ซึ่งจะจัดให้สอบในศูนย์อบรมในแต่ละประเทศ (จะแจ้งวันเวลาในการสอบของแต่ละประเทศอีกครั้ง)

การตัดสินจะมีขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้แข่งขันที่เข้ารอบสุดท้าย มีเวลาหกสัปดาห์เพื่อ refine – user interface หรือ ‘look-and-feel’ ของแอพพลิเคชั่นของตน เพื่อสาธิตและนำเสนอ ซึ่งในเบื้องต้นผู้เข้ารอบทุกคนจะเดินทางไปสิงคโปร์ในวันที่ 15 ธันวาคม และจะมีการตัดสินในวันที่ 16 ธันวาคม
Continue reading

RedHat Inc. จับมือ Infocomm Development Authority of Singapore (IDA) ประเทศสิงคโปร์ เปิดตัวการแข่งขัน RedHat Challenge@Labs ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ด้วยแนวคิด “Smart Living, Smart Homes” ท้ายทายนักศึกษาใช้เทคโนโลยีระบบเปิดพัฒนาคุณภาพชีวิตที่จะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฏาคมนี้ การแข่งขันครั้งนี้ เปิดรับนักศึกษาจาก 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย แนวคิดการแข่งขันปีนี้คือ “Smart Living, Smart Homes” เน้นการสร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต ทั้งนี้รายงานของ IDC เมื่อต้นปีในหัวข้อ IDC Government Insights Release Top 10 Worldwide Smart Cities Predictions for 2014 คาดการณ์ว่าปี 2557 จะเป็นปีของ Smart Cities โดยแนวคิดนี้เมืองต่างๆ จะขยับจากขั้นตอนค้นคว้าวิจัยและประเมินผลการเป็น Smart Citiy ไปสู่การลงทุนในเมืองต้นแบบ รวมถึงโครงสร้างการดำเนินงานที่จะสนับสนุนแนวคิดในการสรรค์สร้าง Smart City ในด้านการแข่งขัน

โครงการ RedHat Challenge@Labs มุ่งหวังที่จะท้าทายเหล่านักศึกษาให้พัฒนาโซลูชั่นเกี่ยวกับบ้านอัจฉริยะสำหรับเมืองอัจฉริยะเหล่านี้ ที่จะสามารถช่วยตอบโจทย์ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆ ที่ประสบอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต ด้วยการใช้เทคโนโลยีระบบเปิดสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเซียแปซิฟิกที่มุ่งสู่ “ประเทศอัจฉริยะ” แห่งแรกของโลก (The world’s first Smart Nation) กุณแจสำคัญเมื่อให้เกิดความตระหนักในวิสัยทัศน์ดังกว่าว คือการสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีในประเทศสิงคโปร์ เร็วๆ นี้ IDA เปิดตัวกิจกรรมสองกิตกรรมที่สร้างให้เกิดการขับเคลื่อนควาวท้าทายในปีนี้ กิจกรรมแรกคือการเปิด IDA’s Lab ซึ่งมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมสนับสนุนบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เปิดใหม่ นักศึกษา นักลงทุน และเจ้าของกิจการต่างๆ ให้ทดสอบและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยี พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศความร่วมมือกับ RedHat จัดทำโครงการ RedHat Challenge@Labs เพื่อขัยเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมด้านชุมชนทั่งภูมิภาค ด้วยเทคโนโลยีระบบเปิด
Continue reading

พลาดไม่ได้! กับงานสัมนาพร้อมอัพเดทเทคโนโลยี Hybrid Cloud และ Platform ในการพัฒนา Cloud Application อย่าง RedHat JBOSS งานนี้ท่านจะได้พบกับแนวทางการพัฒนา Cloud Application หรือ Software as a Service การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการทำงานร่วมกันระหว่าง Public Cloud และ Private Cloud โดยใช้เครื่องมือ Cloud Form ของ RedHat เพื่อให้เกิด Hybrid Cloud อย่างสมบูรณ์แบบ! ห้ามพลาด งานสัมนาทั้ง 2 หัวข้อนี้

  • Foundation of software innovation and agility by using Red Hat Enterprise JBoss Middleware – วันที่ 16 ตุลาคม 2556 เวลา 13.00-16.00
  • The Real Future Cloud The Real Hybrid Cloud (Red Hat Enterprise CloudForm) – วันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 เวลา 13.00-16.00

สนใจกรุณาลงทะเบียนสำรองที่นั่งล่วงหน้า ด่วน! มีจำนวนจำกัด

พลาดไม่ได้กับงานสัมนาพร้อมอัพเดทเทคโนโลยี Cloud Computing และ OpenShift Enterprise โซลูชั่น Platform as a Service สำหรับ Private Cloud จาก RedHat ในวันที่ 18 กันยายน 2556 เวลา 9.00-12.00 น. สำนักงานใหญ่ บริษัทเดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด สำรองที่นั่งด่วน! มีจำนวนจำกัด งานนี้ฟรี!

กำหนดการ

  • แนะนำ RedHat และบริการ Cloud Computing
  • แนะนำ OpenShift
  • Demo การใช้งาน OpenShift

สถานที่จัดงาน

สำนักงานใหญ่ บริษัทเดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด เลขที่ 159/35 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ ชั้น 21 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 (แผนที่)

RedHat และ Eucalyptus เริ่มผนึกกำลัง เป้าหมายต้องการให้ Eucalyptus เป็นส่วนเสริมเข้าไปยัง RedHat Enterprise ซึ่งการพัฒนาในช่วงเริ่มต้น ต้องการให้ Eucalyptus สร้าง Private Cloud ที่เหมือนกับ Amason EC2,S3 และ EBS ให้สามารถเชื่อมต่อกับ Delta Cloud ของ RedHat ได้ ทั้ง 2 บริษัทต้องการให้ RedHat Enterprise Virtualization สามารถบริหารจัดการ Eucalyptus ได้เช่นกัน ซึ่งการพัฒนาร่วมกัน Code ที่ได้จะใช้ Open Source License ซึ่ง CEO ของ Eucalyptus คาดว่าการพัฒนาร่วมกันแบบเต็มที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้าและรุ่น Beta จะออกตามมาหลังจากนั้น

ที่มา – H-Online

นี่คือลีนุกซ์ที่เชื่อถือได้มากที่สุดตัวหนึ่ง และมันก็เหมาะมากสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่ส่วนของการติดตั้งออกจะยากไปนิดหนึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยติดตั้งลีนุกซ์มาก่อนเลย เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบรรดาศิษย์เก่า Red Hat โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยติดตั้งแบบเทกซ์โหมดมาแล้ว เพราะมันเหมาะมากสำหรับบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่ไม่อยากเสียเวลาในการติดตั้งนาน

วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วทุกอย่างง่ายขึ้นสวยงามขึ้นและแน่นอนว่าจะมีคนใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะความง่ายของ Ubuntu ที่ทำให้หลายคนลืมวิธีติดตั้งลีนุกซ์แบบเก่าไปเพราะมันติดตตั้งง่ายกว่าวินโดวส์ซะอีก แต่สำหรับ Fedora แล้วเนื่องจากมันเป็นของที่เกิดจากชุมชนซึ่งมีความหลากหลายทำให้วิธีการติดตั้งของมันยังต้องคงความเป็นมาตรฐานเอาไว้อย่างช่วยไม่ได้ นั่นแหละที่ใครหลายคนบ่นว่าการติดตั้งของมันแลดูยาก

สำหรับเรื่องความใหม่สด Fedora 9 มาพร้อมกับเคอร์เนลใหม่ล่าสุด แน่นอนว่าส่วนของ Desktop Environment อย่าง KDE และ Gnome ก็เป็นของใหม่สดด้วยกันทั้งคู่ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องของการจัดการระบบเน็ตเวิร์ค และเพิ่มเรื่องของการบูตผ่าน USB เข้ามา (ให้พวกเราซะที)


 

เรื่องของการเปรียบเทียบแต่ละดิสตริบิวชันก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ มันคงจะหมดยุคสมัยของการถามแล้วว่าลีนุกซ์ของคุณใช้เคอร์เนลเวอร์ชันไหน ใช้ Gnome หรือ KDE เวอร์ชันไหน เพราะเรื่องแบบนี้มันตอบได้ไม่ยากส่วนมากก็จะเอาของใหม่ล่าสุดมาใช้ด้วยกันทั้งนั้น แต่คำถามจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็น ลีนุกซ์สามารถใช้งานร่วมกับระบบอื่นได้ไหมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแชร์ไฟล์หรือพิมม์งาน ลีนุกซ์ใช้ระบบติดตั้งซอฟต์แวร์แบบไหน เรื่อยไปจนถึงเรื่องของการใช้งานไดรฟ์เวอร์ว่ามีให้ใช้มากน้อยแค่ไหน และเรื่องสุดฮิตสำหรับวันนี้ว่ามันใช้งานกับไวไฟได้ดีแค่ไหน

การติดตั้งก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าถ้าคุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับการติดตั้งลีนุกซ์มาแล้วสัก 2-3 ปี ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ถ้าไม่ใช่อาจจะต้องขอตัวช่วยจากคนรอบข้างมากสักหน่อย ขั้นตอนการติดตั้งก็หนีไม่พ้น เลือกพาร์ติชัน เลือกแพคเกจ กำหนดยูเซอร์เนม กำหนดค่าเน็ตเวิร์ค แล้วก็รีบูต ซึ่งทุกอย่างก็เหมือนจะราบรื่นดีมาติดอยู่ที่การใช้งานแบบมัลติบูตนี่เองที่ทำให้เราต้องพิจารณาใหม่ซะแล้ว เพราะถ้าเป็นมือใหม่คงต้องนั่งเศร้าเพราะระบบอื่นที่มีอยู่แล้วจะหายเกลี้ยงไปจากเมนู (จริงๆ แล้วยังอยู่แต่บูตไม่ได้เท่านั้นเอง) ก็ต้องออกแรงไปปรับตัวบูตโหลดเดอร์กันก่อนจะใช้งานได้ อันนี้ต้องดูกันต่อไปว่า Fedora จะทำการแก้ไขหรือเปล่า แต่ถ้าติดตั้งโดดๆ ไม่โลภมากหลายโอเอสก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ว่าไปก็เยอะมาถึงข้อดีกันบ้างหลังจากทำการติดตั้งเสร็จพบว่าทั้งเรื่องของภาพ (การ์ดจอ) เสียง (การ์ดเสียง) และไวไฟ พากันลุกขึ้นมาต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง สร้างความประทับใจให้เราไม่น้อย เป็นอันว่าปัญหาฮาร์ดแวร์ลดน้อยไปมากมายมหาศาล มาดูด้านการติดตั้งซอฟต์แวร์ก็อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า Fedora ก็มีบรรพบุรุษมาจาก Red Hat แพคเกจสำหรับติดตั้งก็ต้องเป็น RPM อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งแพคเกจชนิดนี้ก็เป็นที่นิยมอย่างกว้างขว้าง แต่ที่ถูกใจเป็นพิเศษเห็นจะได้แก่ตัวจัดการที่ชื่อว่า Yum ซึ่งความสามารถมากมาย แต่ถ้าใครไม่ชอบจะหันไปใช้เมนู Add/Remove ที่มีเพิ่มมาให้ก็ได้

สรุปส่งท้ายว่า Fedora 9 คือลีนุกซ์ที่แข็งแรงและเสถียรมากที่สุดตัวหนึ่ง (แล้วความแข็งแรงของมันก็จะถูกส่งต่อไปยัง Red Hat เพื่อทำตัวเวอร์ชันธุรกิจต่อไป) ดังนั้นหากใครที่ต้องการใช้มันอย่างจริงจังก็สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง หรือจะเป็นการพึ่งพาชุมชนก็ทำได้ แต่ถ้าใครที่ต้องการความมั่นคงแบบมืออาชีพก็หันไปใช้บริการของบริษัทต่างๆ มากมายที่ให้บริการอยู่ อ้อ…ลืมบอกไปว่าอีกอย่างที่เราประทับใจกับ Fedora 9 มากๆ ก็คือหน้าจอของ Gnome นั้นสวยมากที่สุดเท่าที่เราเคยได้เห็นและได้ใช้มาเลยทีเดียว เรื่องของความง่ายในการใช้งานเอาไป 3 ดาว เรื่องของความสามารถเอาไป 4 ดาว รวมกันหารสองแล้วพบว่า Fedora 9 ได้คะแนนไป 3 ดาวครึ่ง

ทีมงาน Fedora ส่งเมล์มาแต่เช้าเรื่องบทความที่อยู่ใน Blog ของ RedHat ซึ่งคราวนี้เป็นเรื่อง From Code to Community to Enterprise-Ready ซึ่งอธิบายถึง RedHat พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการจากชุมชนโอเพนซอร์สได้อย่างไร ซึ่งทุกวันนี้เป็นประเด็นว่า การพัฒาซอฟต์แวร์ในแนวทางของโอเพนซอร์สจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เราอาจใช้โมเดลของ RedHat มาเป็นตัวอย่างได้ครับ อย่างที่เราทราบกันดีว่า RedHat พัฒนา แก้ไข ปรับปรุงมาจาก Fedora ซึ่งเป็นจริงครับ โดย RedHat ดึงเอาเฉพาะส่วน Feature ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณสมบัติใหม่ๆ ในงานด้าน Enterprise มากขึ้น สำหรับรายละเอียดเราไปดู Video กันดีกว่าครับ

 

 

Download this video:[Ogg Theora]

 

Alan Cox นักพัฒนา Linux Kernel ประกาศแยกทางกับ RedHat ในกลางเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากทำงานกับ RedHat มากว่า 10 ปี โดยให้เหตุผลในการออกจาก Redhat ในครั้งนี้ว่าเขาต้องการให้เวลากับครอบครัวและการทำสวนและอยากทำงานที่ใกล้กับ Low Level อย่างที่เขาต้องการ Alan Cox พัฒนา Linux Kernel ตั้งแต่ปี 1991 และเป็นพนักงานของ RedHat มากกว่า 10 ปี อ่านรายละเอียดจดหมายของ Alan Cox

Subject:  Moving on from Red Hat

I will be departing Red Hat mid January having handed in my
notice. I’m not going to be spending more time with the family,
gardening[1] or other such wonderous things. I’m leaving on good terms
and strongly supporting the work Red Hat is doing. I’ve been at Red Hat
for ten years as contractor and  employee and now have an opportunity to
get even closer to the low level stuff that interests me most. Barring
last minute glitches I shall be relocating to Intel (logically at least,
physically I’m not going anywhere) and still be working on Linux and free
software stuff.

I know some people will wonder what it means for Red Hat engineering. Red
Hat has a solid, world class, engineering team and my departure will have
no effect on their ability to deliver.

Alan
[1] I note that both the family and garden probably think I should

ที่มา – Lxer
ทำความรู้จักกับ Alan Cox