มี เช่น eBox ซึ่งโครงการ Plawan Cental Logs เป็นตัวอย่างที่นำ eBox ไปปรับปรุงใช้ สำหรับ eBox นั้นสามารถติดตั้งได้จากศูนย์ซอฟท์แวร์ได้เลย ส่วน control panel ตัวอื่นๆ ก็สามารถติดตั้งบน Suriyan ได้เช่นกัน แต่ต้องดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของผู้พัฒนาโดยตรง

หลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้วสามารถเข้าใช้งานผ่าน web browser ที่ url

https://localhost

password = password ที่เรากำหนดตอนติดตั้ง ebox ดังรูป

รูปภาพ

ตัวอย่างหน้าจอการ login เข้าระบบ ebox

รูปภาพ

ตัวอย่างหน้าจอการทำงานของโปรแกรม ebox

รูปภาพ

ทำได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มโปรแกรมเกี่ยวกับด้าน server ตามความต้องการหน่วยงาน เช่น LAMP/Mail Server/DNS Server
หากอยากติดตั้งโปรแกรมเกี่ยวกับด้าน server อย่างง่ายๆ ก็สามารถติดตั้งผ่านคำสั่งในเทอร์มินัลด้วยการรันคำสั่ง

sudo tasksel

รูปภาพ

จากนั้นก็เลือกลักษณะชุดโปรแกรม server ตามที่ต้องการ ทั้งนี้อาจจะติดตั้งโปรแกรมด้าน server ด้วยวิธีติดตั้งโปรแกรมอย่างปรกติก็ได้

รูปภาพ

ในบางครั้งเราอาจใช้งาน Suriyan แล้วปรับแต่งจนเหมาะกับการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์แล้ว แล้วอาจต้องการถอนการใช้งานส่วนกราฟิกออก เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งของกราฟิกใน Suriyan จะถูกควบคุมโดยแพกเกจหนึ่งที่ชื่อว่า ubuntu-desktop เมื่อถอดแพกเกจนี้แล้วก็จะถอดถอนส่วนประกอบในระบบกราฟิกออกไปเช่นกัน วิธีการถอดถอนให้ทำเหมือนการถอดถอนโปรแกรมจากศูนย์ซอฟท์แวร์

รูปภาพ

เมื่อทำการถอดถอนแล้วให้รีสตาร์ทเครื่องเพื่อเข้าสู่ระบบนอนกราฟิก

ก็ มาแนะนำวิธีติดตั้ง LAMP ใน openSUSE ครับ สำหรับชุด LAMP ก็ เนขื่อย่อของ Linux Apache MySQL และ PHP ครับ เรียนว่าเป็นชุดแพคเกจที่นิยมในการนำมาติดตั้งเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้บริการเว็บไซต์กันครับ

ก็ ถือว่าเป็น Howto การติดตั้ง LAMP บน openSUSE อย่างง่ายๆนะครับ

การติดตั้ง

  1. สำหรับผู้ใช้ openSUSE อยู่แล้ว สามารถใช้ YaST ในการติดตั้งโปรแกรมได้เลยครับ เหมือนการติดตั้งโปรแกรมใน openSUSE ทั่วๆไปนั่นเองครับ
  2. ก็ ให้ติดแพคเกจตามนี้ครับ apache2 apache2-mod_php5 php5 php5-gd php5-mysql mysql mysql-client
  3. แล้วก็ ถ้าเอา phpmyadmin ด้วยก็ติด phpMyAdmin อาจงงนิดนึงตรง phpMyAdmin นี่ต้องเป็น case sensitive ด้วยนะครับ ต้องพิมพ์ตัวเล็กตัวใหญ่ให้ตรง ไม่งั้นไม่เจอแพคเกจ งงเลย

ติดตั้งเสร็จ

  1. เขาไม่ได้ start service ให้อัตโนมัตินะครับ ต้องสตาร์ทมือครับ (ไว้จะมาแนะนำวิธีทำ auto start ครับ)
  2. Start apache สั่ง /etc/init.d/apache2 start
  3. แล้วก็ Start MySQL ด้วย สั่ง /etc/init.d/mysql start

ที่เก็บไฟล์
เมื่อเราติดตั้งชุดแพคเกจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะนำไฟล์ของเว็บไซต์ ไปวางเพื่อใช้งานแล้วครับ การนำไฟล์ไปวาง ให้นำไปวางได้ที่ /srv/www/htdocs ครับ ส่วนการเรียกใช้หน้าเว็บก็เข้าที่ http://localhost ตามปกติครับ ส่วน phpMyAdmin ก็ เข้าได้ที่ http://localhost/phpMyAdmin ครับ

เพียงเท่านี้ก็เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ขอให้สนุกกับเว็บไซต์ของคุณครับ

Lighttpd เป็น Web server ตัวเล็ก และทำงานได้เร็วครับ ใช้งานแทน Apache ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ มาลองติดตั้งไปด้วยกันครับ เผื่อจะติดใจเอามาใช้แทน Apache

ติดตั้ง MySQL

  1. ติดตั้ง MySQL ก่อนครับ สั่ง yast2 -i mysql mysql-client
  2. สั่งให้ MySQL auto start ครับ สั่งเลย ตามนี้ chkconfig --add mysql /etc/init.d/mysql start
  3. ตรวจสอบค่า networking สั่ง netstat -tap | grep mysql
    • ถ้าเจอค่าประมาณนี้ก็โอเคครับ tcp 0 0 *:mysql *:* LISTEN 8566/mysqld
    • ถ้าไม่เจอค่าดังกล่าว ให้เปิดไฟล์ /etc/my.cnf แล้วใส่ # หน้าบรรทัดที่เขียนว่า skip-networking
  4. Restart MySQL สั่ง /etc/init.d/mysql restart

ติดตั้ง Lighttpd

  1. สั่งตามนี้ครับ yast2 -i lighttpd
  2. สั่งให้ auto start แบบเดียวกับตอนที่ติด MySQL ครับ chkconfig --add lighttpd /etc/init.d/lighttpd start
  3. ลองเปิดเข้า http://localhost ดูครับ จะพบหน้า Error 404 เป็นอันใช้ได้ เพราะเรายังไม่ได้วางไฟล์ index ไว้

ในส่วนของ document root สำหรับ Lighttpd นั้น จะอยู่ที่ /srv/www/htdocs ส่วนการตั้งค่าคอนฟิกจะอยู่ที่ /etc/lighttpd/lighttpd.conf

ติดตั้ง PHP5

  1. ใช้ YaST เช่นเดียวกันครับ สั่ง yast2 -i php5-fastcgi
  2. ติดตั้ง PHP5 เสร็จแล้ว จะยังไม่สามารถทำงานร่วมกับ Lighttpd ได้ ต้องออกแรกนิดหน่อยครับ
  3. เปิดไฟล์ /etc/php5/fastcgi/php.ini ยกเลิกการคอมเมนท์ที่บรรทัด cgi.fix_pathinfo=1
  4. ถัดไปเป็นไฟล์ /etc/lighttpd/modules.conf เพิ่มบรรทัด include “conf.d/fastcgi.conf”
  5. สุดท้าย ไฟล์ /etc/lighttpd/conf.d/fastcgi.conf เช็คดูว่า บรรทัด server.modules += ( “mod_fastcgi” ) ยังมีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีก็บรรจะซะครับ แล้วก็ ที่บรรทัด fastcgi.server ให้ยกเลิกการคอมเมนท์ครับ

ติดตั้ง MySQL Support สำหรับ PHP5

  1. YaST เช่นเคยครับ สั่ง yast2 -i php5-mysql php5-bcmath php5-bz2 php5-calendar php5-ctype php5-curl php5-dbase php5-dom php5-ftp php5-gd php5-gettext php5-gmp php5-iconv php5-imap php5-ldap php5-mbstring php5-mcrypt php5-mhash php5-ncurses php5-odbc php5-openssl php5-pcntl php5-pgsql php5-posix php5-shmop php5-snmp php5-soap php5-sockets php5-sqlite php5-sysvsem php5-tokenizer php5-wddx php5-xmlrpc php5-xsl php5-zlib php5-exif php5-pear php5-sysvmsg php5-sysvshm

ได้ทุกอย่างครบเรียบร้อย เสร็จแล้วก็อย่าลืม Restart สักรอบนึงครับ สั่ง /etc/init.d/lighttpd restart เพียงเท่านี้ก็จะได้ชุดเว็บเซิร์ฟเวอร์ดีๆที่เป็น SUSE ไว้ใช้งานแล้วครับ

ที่มา: http://www.howtoforge.com/installing-lighttpd-with-php5-and-mysql-support-on-opensuse11

วันนี้เจอคำถามคลาสสิคจาก @zhuqitext ว่า ใช้ Linux ตัวไหนทำ Server ดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงตอบเลยว่า Ubuntu สิครับ แต่การตอบแบบนั้นมันก็ไร้สมองไปนิด แม้ว่า Ubuntu จะดีจริงๆ แต่ตอบแบบนี้มันเหมือนม๊อบสีเสื้อไปหน่อย ประมาณว่า เอ๊ะอะก็สีฉันดีสุด หรือถ้าจะตอบอีกแบบที่นิยมก็จะพุ่งเป้าไปเลยว่า Linux ตัวไหนแข็ง เจาะยาก ความปลอดภัยสูง

แต่วันนี้ผมเลือกคำตอบใหม่คือ “เลือกใช้ตัวที่ถนัดดีที่สุด” เพราะถึงเวลาที่เรานำมาใช้งานจริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากการใช้งานหรือจากอะไรก็แล้วแต่ ดังนั้น ถ้าเราใช้ตัวที่ถนัดที่สุดเราก็จะแก้ปัญหาได้เร็วและง่ายที่สุด เพราะใช้ตัวที่ดีที่สุด แต่ว่าใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว Linux ที่ดีที่สุดสำหรับทำ Server ก็ควรจะเป็น Linux ตัวที่ถนัดที่สุดครับ ตัวนั้นแหล่ะ ดีที่สุดแล้ว แล้วคุณล่ะครับ ใช้ Linux ตัวไหนทำ Server

ที่มา: http://ubuntuclub.com/node/1487