หลังจาก 11.10 ออกมาแล้ว คิดว่าผู้ใช้ส่วนหนึ่งคงไม่ชอบกับการถูกบังคับให้ใช้ Unity สักเท่าไหร่ (ถ้าอยากใช้แนะนำให้อ่านวิธีใช้งาน Ubuntu 11.04 และ Unity) แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเมื่อมันเป็นโอเพนซอร์ส เราย่อมมีทางเลือกเสมอ วิธีง่ายๆ ก็ Login กลับเข้าไปใน GNOME แบบเดิม สิ่งที่ต้องทำก็แค่ติดตั้งแพกเกจเพิ่มเติมนิดหน่อย

แพกเกจที่เราต้องติดตั้งเพิ่มคือ gnome-session-fallback และ gnome-shell สามารถค้นหาในโปรแกรมศูนย์ซอฟต์แวร์ Ubuntu ได้เลย

เมื่อติดตั้งแพกเกจทั้งคู่แล้ว ครั้งต่อไปที่เข้าระบบ ให้คลิกที่ไอคอนรูปเฟืองที่หน้าจอเข้าระบบจะพบตัวเลือก GNOME ให้เลือก

เพียงเท่านี้คุณก็จะมีความสุขกับ GNOME ดั้งเดิมของคุณได้แล้วครับ

ที่มา – ubuntuclub

รุ่นนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบรุ่นก่อน แต่เป็นการปรับปรุง Unity ให้สมบูรณ์มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงหลักๆ ได้แก่

  • ปรับปรุง Unity อีกหลายจุด โดยเฉพาะการรวม Dash/Lenses เข้ามาอยู่ในหน้าหลักของ Unity
  • เปลี่ยนหน้าจอล็อกอินจาก GDM มาเป็น LightDM
  • Thunderbird, Firefox 7, LibreOffice
  • Software Center ปรับปรุงใหม่

รายละเอียดอ่านได้จาก OMG Ubuntu และรุ่นนี้พิเศษหน่อย Canonical มีหน้าจำลองเดสก์ท็อปของ Ubuntu 11.10 ให้เล่นกันด้วย

สนใจดาวน์โหลดได้ที่ ubuntu.com, pub.thaiopensource.org

ที่มา: Blognone

Ubuntu 11.10 Oneiric Ocelot ออกแล้วหลังติดตั้งคงต้องมาปรับแต่งกันอีกนิดหน่อยเพื่อความสมบูรณ์ในการใช้งาน วันนี้จะมาแนะนำขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องใช้ดังนี้

  • GIMP
  • Inkscape
  • VLC
  • Shutter
  • Sound Converter
  • Sound Juicer
  • Easy Tag
  • Font Thai
  • MP3 Codec, Flash Player, Mozilla Plugin

เอาเท่านี้ก่อนละกัน :) หลังจากติดตั้ง Ubuntu 11.10 ในโหมดภาษาไทย ตัวโปรแกรมจะ config keyboard ภาษาไทยให้อัตโนมัติ หากท่านใดที่ติดตั้งในโหมดภาษาอังกฤษต้องไป config เพิ่มเอาเองนะครับ

1. หลังติดตั้งให้อัพเกรดซักรอบ

อัพเดท package cache ก่อนด้วยคำสั่ง

sudo apt-get update

จากนั้นสั่งอัพเกรดด้วยคำสั่ง

sudo apt-get upgrade

2. ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan เพิ่มเติม

ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan ใช้คำสั่ง

sudo wget http://pub.thaiopensource.org/suriyan-repo/pool/main/s/suriyan-repository/suriyan-repository_1.1-4_all.deb

จากนั้นติดตั้งคลังซอฟต์แวร์เพิ่มเติมด้วยคำสั่ง

sudo dpkg -i suriyan-repository_1.1-4_all.deb

อัพเดท package cache อีกรอบด้วยคำสั่ง

sudo apt-get update

3. ติดตั้ง Font ภาษาไทยเพิ่มเติม

ติดตั้ง Font ภาษาไทยเพิ่มเติมโดยใช้คำสั่ง

sudo apt-get install ttf-ftpi ttf-sarabun-new ttf-sipa-dip ttf-tepc ttf-thai-siampradesh ttf-thaifont-abc ttf-sarabun-new

4. ติดตั้ง Multimedia Codec เพิ่มเติม (กรณีที่ลืมกดให้ติดตั้งพร้อมกับตอนที่ติดตั้ง)

sudo apt-get install ubuntu-restricted-extras ubuntu-restricted-addons

5. ติดตั้งโปรแกรมที่ต้องการเพิ่มเติม

sudo apt-get install gimp inkscape shutter vlc soundconverter sound-juicer easytag

เท่านี้ก็ได้ Ubuntu 11.10 ที่ตรงกับความต้องการละ :)

Canonical และนักพัฒนา Ubuntu ประกาศออกรุ่น Beta 1 สำหรับ Ubuntu 11.10 Oneiric Ocelot แล้ว ตามตารางการออกรุ่นนี้ Ubuntu 11.10 จะออกรุ่นจริงในวันที่ 13 ตุลาคม ใน Beta แรก Ubuntu ใช้ Kernel 3.0.0-9.15 เป็น Kernel ปรับแต่งจาก Kernel รุ่น 3.0.3 และอัพเดท Unity Desktop ใหม่ พ่วงมาพร้อมกับ Gnome 3.2 ที่ยังอยู่ในระยะพัฒนาเช่นกันมาด้วย

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในรุ่น Beta 1 นี้คงเป็น Ubuntu Software Center รูปแบบใหม่ การใช้ Lenses แทน Places ซึ่งสามารถคัดกรองข้อมูลไฟล์ต่างๆ ในเครื่องได้อย่างแม่นยำ ใช้ LightDM เป็นหน้าจอ login แบบใหม่ มี Deja-dup เป็นเครื่องมือในการสำรองข้อมูล และใช้ Thunderbird เป็นโปรแกรมอ่านเมล์

ที่มา – H-Online

Mark Shuttleworth อธิบายคุณสมบัติใหม่ที่จะมีอยู่ใน Unity บน Blog ซึ่ง Dash ใหม่จะมีลักษณะคล้ายกับ Places เดิม แต่จะเพิ่มความสามารถให้เป็น lenses และ scopes แทน

Scopes เป็นแหล่งข้อมูลให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเข้าถึงได้ทั้ง online และ offline เช่น โปรแกรมจาก Ubuntu Software Center หรือเอกสารที่เก็บไว้บน Ubuntu One ผู้ใช้สามารถใช้ตัวกรองข้อมูลทำให้ผู้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ ตัวอย่างเช่นแสดงรายชื่อโปรแกรมที่มีความนิยมสูงใน Software Center เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงอยากอย่างหนึ่งที่เห็นได้ใน Launcher ชัดคงเป็นปุ่มเริ่มโปรแกรมจากเดิมที่ฝังอยู่ที่ Panel ตอนนี้มาอยู่ในรายการแรกของ Launcher แทน

ที่มา – h-online

ท่านที่ใช้ Drupal คงจะประสพปัญหาเดียวกันคือ ความยุ่งยากในการบริหารจัดการระบบ ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำเครื่องมือที่ช่วยให้จัดการกับ Drupal ได้ง่ายขึ้น เครื่องมือที่ผมนำมาฝากในวันนี้มีชื่อว่า Drush ที่มาของชื่อก็น่าจะมาจาก Drupal + Shell (อันนี้เดาครับ) เพราะ Drush เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราจัดการ Drupal ได้ง่ายๆ ผ่านทาง Command-line

เริ่มที่วิธีการติดตั้งDrush กันก่อนเลย

  • โหลดโปแกรมจาก http://drupal.org/project/drush แล้วจัดการ Extrach File ไว้ที่ /home/username/drush
    drushexe

  • กำหนด Permission ของ file drush ให้สามารถ execute ได้
    Allow executingfile

  • สร้าง Directory ชื่อ bin ที่ /home/username/bin แล้วใช้คำสั่ง ln -s /home/username/drush/drush /home/username/bin/drush
    drush

bindrush

  • ทำการทดสอบว่า Drush สมารถใช้การได้หรือไม่ ด้วยคำสั่ง drush help
    drushhelp

เมื่อ Drush พร้อมใช้งานแล้วเรามาดูกันต่อว่าแล้วเจ้า Drush นี่ทำให้เราจัดการ Drupal ได้ง่ายดายเพียงใด ใน review นี้ผมขอเขียนแค่การใช้งานในบางส่วนของ Drush ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ตามไปดูได้จากเว็บของผู้พัฒนาท้ายบทความ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าอย่างแรกที่จะแนะนคือการดาวน์โหลดและติดตั้งโมดูลต่างๆ ของ Drupal จากเดิมที่ต้องเข้าเว็บ ไปหาโมดูลจากนั้นก็แตกไฟล์แล้วก็เข้าหน้า admin ของ Drupal เพื่อไปทำการเปิดใช้งานโมดูล นี่ยังไม่รวมการที่ต้องเข้าไปปรับแต่งโมดูลต่างๆ ให้ทำงานตามที่ต้องการอีก เฮ้อ!!!! แค่พิมพ์ยังเหนื่อยเลยครับแล้วคิดเล่นๆ ว่าต้องดาวน์โหลดและติดตั้งกันสัก 10 โมดูลนี่ผมว่าคงเหนื่อยไม่น้อย งั้นมาดูดีกว่าว่าถ้าใช้ Drush แล้วมันจะง่ายแค่ไหนกับการดาวน์โหลดและติดตั้งโมดูลด้วย Drush

ขั้นแรกก็เข้าไปหาโมดูลที่เราต้องการที่ http://drupal.org/project/modules
modulcor

คลิกชื่อโมดูลที่เราต้องการได้ url ของโมดูลที่เราต้องการมา เช่น http://drupal.org/project/captcha ให้เราจำชื่อโมดูล (ตามตัวอย่างคือ captcha ชื่อของโมดูลให้ดูที่ /ท้ายสุดของ url) พร้อมกับ version ที่เราต้องการดาวน์โหลดด้วยครับหรือใครจะจำแค่ท้ายของ url ก็ได้ครับ
selectmodul

จากนั้นกลับไปที่หน้า commanline แล้วสั่ง Drush ให้ดาวน์โหลดโมดูลที่เราต้องการ ด้วยคำสั่ง drush dl captcha 6.x-2.4 หรือ drush dl capcha (ถ้าไม่ระบุ Version โปรแกรม Drush จะเลือกเวอร์ชั่นล่าสุดให้เราโดยอัตโนมัติ) จากนั้น enter แล้วก็รอโหลดครับ ขั้นตอนนี้ถ้าใครต้องการดาวน์โหลดมากกว่าหนึ่งโมดูลก็ทำแบบนี้ครับ drush dl module1 module2 … module
dlsecver

dlse2

โหลดเสร็จแล้วหน้าตา command line เป็นแบบนี้
dlsuc

ตรวจสอบว่าโมดูลด้วยคำสั่ง drush pm-list จัดการต่อด้วยการ Enable โมดูล ด้วยคำสั่ง drush en module1 module2 … module
pm-list

encomplete

ใช้คำสั่ง drush cron เพื่อให้ Drupal รัน Cron ตามด้วย drush pm-list เพื่อดูสถานะของโมดูลว่าทำงานแล้วหรือไม่
ทีนี้ ลองกลับไปดูหน้า web Drupal กัน
capchaweb

ติดตั้งพร้อม Enable เรียบร้อยแล้ว ^^

จากนั้นก็ปรับแต่งอีกนิดผ่านหน้า web
modifybyweb

พร้อมใช้งานแล้ว
completecapcha

ง่ายกว่าวิธีการเดิมไหมละครับถึงแม้จะเป็นแค่การดาวน์โหลดและติดตั้งแต่ก็ช่วยประหยัดเวลาลดการทำงานไปได้มากเลย

ระบบบริหารจัดการผู้ใช้ (ผมว่ามันใช้เร็วทันใจดี)

  • การสร้าง user drush user-create username –password=”password” –mail=”mail” แค่นี้ก็สร้าง user ได้แล้ว ตัวอย่าง drush user-create test –password=”1234” –mail=”test@mail.com”
    usercreate

  • เรียกดูข้อมูลของ user drush user-information username ตัวอย่าง drush user-information test
    delpermission

  • กำหนดสิทธิ์ของ user drush user-add-role roles uid ตัวอย่าง drush user-add-role aministrator 4
    userpermission

  • บล็อค user drush user-block username/uid/mail ตัวอย่าง drush user-block test
    userblock

  • ยกเลิกบล็อก user drush unblok-user username/uid/mail ตัวอย่าง **drush unblock-user test
    userunblock

  • ลบผู้ใช้ drush user-cancel username/uid/mail ตัวอย่าง drush user-cancel test
    usercancleedit

เป็นไงครับDrushช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นมากเลยใช่ไหม ถ้าใครสนใจการทำงานอื่นๆก็ลองศึกษาการใช้งานต่อได้ที่ drush.ws

ผมมักชอบปรับแต่งระบบปฏิบัติการหลังการติดตั้งเสมอ ครั้งนี้เป็นการปรับแต่ง Ubuntu 11.04 หลังการติดตั้งเสร็จใหม่ๆ ก่อนเข้าเนื้อหามาดูฮาร์ดแวร์ของผมกันก่อน เครื่องคอมพิวเตอร์เดสท็อปของผมใช้

  • CPU Intel Core i7
  • การ์ดจอ nVidia GeForce 9400 GT
  • RAM 4GB
  • Harddisk 500GB

1. ติดตั้งไดรว์เวอร์ให้ครบ

ผมเลือกใช้ Ubuntu 11.04 Natty Narwhal รุ่น 64bits เป็นแบบ LiveCD หลังติดตั้งเสร็จจะพบว่า จอมี resolution ไม่ถูกต้องนัก และ Ubuntu จะพาเราไปที่ Gnome Desktop (Ubuntu Classic) ใช้โปรแกรม Additional Driver ติดตั้งไดรว์เวอร์ nVidia เพิ่มเติมในกรณีนี้ต้องมีอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อนะครับ เมื่อได้จอที่มี resultion ถูกต้องแล้ว หลังจาก restart เครื่องเราก็จะมาอยู่ในหน้า Unity ครับ สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่ชอบนักก็สามารถเลือกใช้ Ubuntu Classic ตอน Login เข้าใช้งานได้

2. ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์เพิ่มเติม

เสร็จจากไดรเวอร์แล้ว สำหรับผมมักจะติดตั้งฟอนต์ภาษาไทยและโปรแกรมอื่นๆ ที่ต้องใช้ และแน่นอนผมมีคลังซอฟต์แวร์ที่ต้องเพิ่มเติมดังนี้

  • คลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan
  • คลังซอฟต์แวร์ของ Getdeb

3. ติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมที่ต้องใช้งาน

ที่ต้องติดตั้งคลังซอฟต์แวร์เพิ่มเติมก็เพราะว่าเราจะสามารถติดตั้งโปรแกรมอื่นๆ ได้อีกหลายตัวจากคลังซอฟต์แวร์เหล่านี้ สำหรับผมมักจะติดตั้ง package เหล่านี้ครับ

  • deja-dup
  • ttf-ftpi
  • ttf-sipa-dip
  • ttf-tepc
  • ttf-thai-siampradesh
  • ttf-thaifont-abc
  • gimp
  • inkscape
  • vlc
  • shutter
  • sound-juicer
  • cheese
  • easytag
  • gtk-recordmydesktop
  • soundconverter
  • deja-dup
  • hardinfo
  • startupmanager
  • compizconfig-settings-manager
  • ubuntu-restricted-extras
  • ubuntu-restricted-addons
  • samba
  • libpam-smbpass
  • agave
  • mypaint
  • font-manager
  • inxi
  • tbo

เท่านี้ก็ได้เครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานใน Ubuntu 11.04 Natty Narwhal แล้วครับ :)

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกลุ่มผู้ใช้ Ubuntu ที่จะต้องมีกิจกรรม Release Party เพื่อต้อนรับการมาของ Ubuntu แต่ละรุ่น และเช่นเคยกับครั้งนี้ สำหรับ Ubuntu 11.04 ที่จะต้องมี Release Party เช่นเดียวกัน

สำหรับครั้งนี้จะพิเศษเล็กน้อยตรงที่ จะมีกิจกรรม Release Party ถึง 3ภาคด้วยกัน คือ

  • ภาคกลาง ที่กรุงเทพ วันที่ 30 เม.ย.
  • ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ วันที่ 30 เม.ย.
  • ภาคอีสาน ที่ขอนแก่น วันที่ 14 พ.ค.

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ ประกาศกิจกรรม Release Party

Canonical ประกาศปิดให้บริการ ShipIt โครงการส่งแผ่น Ubuntu ถึงบ้านฟรี โครงการนี้ส่งแผ่น CD Ubuntu มากกว่า 1 ล้านแผ่นทั่วโลก ซึ่งเป็นโครงการที่อำนวนความสะดวกมากกว่า 2 ปี ซึ่งการลดจำนวนแผ่นในการส่ง จำนวนแผ่นต่อคน เป็นมาตรการแรกๆ ในการลดรายจ่ายและเป็นยุทธศาสตร์ในการปิดบริการนี้อย่างเงียบๆ ซึ่ง Canonical จะไม่จัดส่ง Ubuntu โดยเริ่มที่รุ่น 11.04 นี้เป็นต้นไป ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บ Ubuntu หรือสั่งซื้อแผ่นรวมไปถึงเอกสารคู่มือต่างๆ ได้ที่เว็บ Ubuntu เช่นกัน

สำหรับการจัดสั่งแผ่น CD Ubuntu จากนี้ต่อไป Ubuntu วางแผนไว้ว่าจะจัดส่งให้เฉพาะ Ubuntu LoCos Team เท่านั้น โดย LoCo Team สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับ CD ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถทดลอง Ubuntu แบบ on-line ผ่าน Cloud Technology ได้เช่นกัน

การพัฒนา Ubuntu ในระยะนี้จะเป็นช่วง Alpha สำหรับในช่วงถัดไปจะออกเป็น Beta ซึ่งจะมีด้วยกัน 2 รุ่น และเป็นที่ทราบกันแล้วว่าจะไม่มีรุ่น RC เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา Canonical ได้ออก Ubuntu 11.04 Natty Narwhal Alpha 3 ซึ่งใช้ Linnux Kernel 2.6.38-rc6 พร้อมการปรับปรุงการแสดงสถานะของโปรแกรมเมื่อใช้ Gnome และการแสดงสถานะโปรแกรมในพาเนลเมื่อใช้ Unity สำหรับ Ubuntu 11.04 จะใช้ Unity เป็นหลักซึ่งทาง Canonical ประกาศแล้วว่าจะใช้แทน Gnome Shell อย่างแน่นอน และที่สำคัญโปรแกรมชุดออฟฟิสใช้ Libre Office แทน OpenOffice.org ของ Oracle เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมใหม่ๆ อย่าง Firefox 4 Beta 12, Transmission, Upsart, Ubuntu Installer สนับสนุน iPhone และมี Ubuntu Once Control Panel ตัวใหม่ สำหรันในรุ่น Alpha นี้ยังไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง หากต้องการทดสอบหรือช่วยเหลือการพัฒนาก็สามารถ Report Bug หรือส่ง Feedback ไปยังนักพัฒนา เพื่อแก้ปัญหา Bug นั้นๆ ได้ กำหนดวันออกของ Natty Narwhal คือวันที่ 28 เมษายนนี้ ใครเป็นแฟน Ubuntu ห้ามพลาดครับ