แม้ว่าจะมีหลายเหตุผลที่เป็นจริง และเป็นข้ออ้างที่จะไม่ใช่ลีนุกซ์ก็ตาม แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดต่างและยืนยันว่าจะใช้ลีนุกซ์เพราะข้อดีต่าง ๆ ของมัน เปรียบได้กับสีเสื้อเลยทีเดียว

การควบคุมระบบทั้งหมด ทำได้อย่างอิสระ ไม่มีวิธีไหนถูก วิธีไหนผิด แต่สามารถเข้าถึงได้หลากหลายรูปแบบ สังเกตได้จากหลาย ๆ เว็บบอร์ดที่สนับสนุนลีนุกซ์ล้วนแต่มีความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ นี้ทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการเซ็ตอัพเครือข่ายไร้สาย ถ้าเป็นวินโดว์แล้ว เราจะให้ระบบค้นหาอัตโนมัติแล้วจึงเชื่อมต่อไปยังระบบตามที่ตั้งเอาไว้ แทบจะไม่มีใครเข้าไปกำหนดค่าเอง แต่ถ้าเป็นลีนุกซ์แล้ว การเข้าไปกำหนดค่าเซ็ตอัพนี้จะช่วยให้ระบบเชื่อมต่อได้เร็วยิ่งขึ้น ถ้านำเอาประเด็นนี้ไปโพสต์บนอินเทอร์เน็ตบอกว่ามีการกำหนดค่าแบบนี้บนวินโดว์ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า อย่าทำแบบนั้น ในอาจจะทำให้ระบบรวนก็ได้ หรือควรจะตั้งค่ากลับให้เร็วที่สุด ยอมเสียเวลาช่วงบูตนิดหน่อยก็ยังดี สาเหตุเพราะว่าทุกคนพยายามอยู่ในกรอบที่ไมโครซอฟต์ขีดให้เดิน เราจึงไม่พยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ต่างจากฟอรั่มลีนุกซ์ที่หลายคนอาจจะตอบว่า เออ..จริงด้วย (แต่ที่ตอบแบบนี้อาจจะเป็นเพราะ มึนๆ ใช้งานลีนุกซ์ไม่ถูกก็เป็นได้)

อีกประเด็นหนึ่งก็คือลีนุกซ์ไม่จำกัดสิทธิมากเกินไป สังเกตได้ว่าผู้ใช้ลีนุกซ์นั้นไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหา digital rights management เหมือนอย่างที่ผู้ใช้วินโดว์พบ แล้วทำให้ไม่สามารถเล่นไฟล์ต่าง ๆ ได้ หรือไม่สามารถเปิดดูเอกสารได้ แต่กลับกันที่ลีนุกซ์ไม่จำกัดการใช้งานซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ ทำให้โอกาสที่จะเกิดการจำกัดต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้ยาก(ในระดับระบบปฎิบัติการ) ปัญหาเรื่อง DRM จึงไม่เกิดกับลีนุกซ์

ประเด็นต่อมาสำหรับกลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ที่แตกต่างกันก็คือ เรื่องของคอมมูนิตี้ที่มักจะเนด้านบวกเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่นถ้าโพสต์ข้อความว่า ฟีเจอร์ XXX มีปัญหาไม่ทำงาน หรือทำงานไม่ดี ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับข้อความว่า มันแย่ เมื่อไหร่ไมโครซอฟต์จะแก้ไข หรือไม่เช่นนั้นก็จะตอบว่า เดี๋ยวไมโครซอฟต์จะออกแพ็ตมาแก้ไขแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ แต่ถ้าหากเราถามคำถามเดียวกันในคอมมูนิตี้จองลีนุกซ์ มักจะพบว่าคำถามมาพร้อมกับคำตอบ เช่น ฟีเจอร์ XXX ไม่ทำงาน แต่ผมรู้วิธีการแก้ไขแล้ว ถ้าหากเราลองไปค้นหาในฟอรั่มต่าง ๆ จะพบว่ากลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์นั้นค่อนข้างเหนียวแน่นมาก การหาทางแก้ปัญหาจึงดูจะเป็นทางที่ไม่ยาก (แต่ว่าต้องหาข้อมูลได้ถูกที่ถูกทางด้วย ถ้าไปหาในฟอรั่มที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้วินโดว์ ก็มักจะได้คำตอบที่ไม่โดนใจ)

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องไวรัส เพราะว่าไวรัสแทบจะทั้งหมดที่มีอยู่ล้วนแต่เป็นไวรัสที่ทำงานบนวินโดว์ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไมมีไวรัสที่ทำงานบนลีนุกซ์เลย เพราะในการออกแบบไวรัสให้ทำงานบนลีนุกซ์นั้นทำได้ยากกว่า และมีการโอกาสแพร่กกระจายได้น้อยกว่า การพัฒนาไวรัสสำหรับลีนุกซ์โดยตรงจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น นอกจากนี้แล้ว ลีนุกซ์จากหลาย ๆ ค่ายยังมีการพัฒนาที่รวดเร็ว ต่างจากไมโครซอฟต์ที่ต้องรอกันหลายปี แถมยังแก้บักกันไม่หมด แม้จะออกซอฟต์แวร์ตัวใหม่มาทดแทนแล้วก็ตาม อย่างเช่น Ubuntu นั้นจะพยายามออกรุ่นใหม่ ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายที่หลายคนเลือกใช้ก็เพราะว่า…ฟรี ประเด็นนี้คงปฎิเสธไม่ได้ใช่ไหมล่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552

ทิ้งห่างจากตอน1 ไปพักใหญ่จนเกือบลืมไปแล้ว ก็กลับมาต่อกันนะครับ จากครั้งก่อนที่แนะนำให้รู้จัก Bzr ไปแล้ว คราวนี้มาลองติดตั้งและใช้งานเบื้องต้นกัน

การติดตั้ง Bzr บน Ubuntu นั้น ง่ายเสียยิ่งกว่าหายใจ เข้า-ออก อีก (แต่ติดบนวินโดวส์รอจนลืม) วิธีติดตั้งก็ไม่ยากครับ เปิดเทอร์มินอล สั่ง sudo apt-get install bzr แล้วก็รอสักพักนึงครับ

เสร็จแล้วลองพิมพ์ bzr ใน Terminal แล้ว Enter ดูครับ ถ้ามันแสดงอะไรขึ้นมาให้เราเห็นก็แปลว่าเรียบร้อย

ทีนี้ คำสั่งที่จะได้ใช้ บ่อยๆนะครับ

  • bzr init สร้าง Repository ของซอฟต์แวร์ที่จะใช้กับ Bzr ครับ
  • bzr branch สำหรับดึงไฟล์ลงมาจาก Repository ที่กำหนด
  • bzr add เพิ่มไฟล์เข้าไปใน Repository ในเครื่องเรา
  • bzr commit ยืนยันการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นๆ พร้อมกำหนดให้เป็นอีก 1 revision
  • bzr push ส่งไฟล์ที่เปลี่ยนแปลงแล้วในเครื่องเรากลับไปที่ Repositor

สำหรับคราวหน้า เดี๋ยวมาลองใช้กันดูทีละคำสั่งเลยครับ

เคยคิดไหมว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังคงยึดติดกันวินโดว์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าลีนุกซ์ต่างก็มีดี แถมยังไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์มาให้ปวดหัวเหมือนวินโดว์เสียอีก ลองมาดูเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้หลายคนขอยืนอยู่ข้างเดียวกับไมโครซอฟท์

ประเด็นแรกเลยก็คือลีนุกซ์ไม่มีโปรแกรมที่ต้องการให้ใช้งาน นับว่าเป็นประเด็นใหญ่อย่างแรก เพราะแม้ว่าจะมีโครงการต่าง ๆ ออกมามากมายก็จริง แต่ล้วนแต่ไม่ตรงใจ หรือตรงความต้องการ ยกตัวอย่างเช่นเครื่องมืออย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ แม้จะมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่ทำงานบนลีนุกซ์ได้ก็จริง แต่คงไม่มีใครอยากมีปัญหากับภาษาไทย และไม่อยากปวดหัวกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือแม้แต่เครื่องมือดัง ๆ อย่าง PhotoShop หรือว่า DreamWeaver ต่างก็ไม่มีให้ใช้ในโลกของโอเพ่นซอร์ส และยากที่จะหาเครื่องมืออื่นที่มีประสิทธิภาพระดับเดียวกันมาแทนที่ สาเหตุหลักที่กล่าวมานั้นเป็นเพราะว่าเรายังคงต้องการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะ หรือพิเศษเฉพาะทางอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะหาอะไรมาทดแทนได้ยาก แต่สำหรับเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่แล้วลีนุกซ์ก็มีให้ใช้งานเพียงพออยู่แล้ว

ประเด็นต่อมาก็คือเมื่อพยายามติดตั้งลีนุกซ์อาจจะพบว่าฮาร์ดแวร์บางส่วนอาจจะทำงานไม่ได้ หรือไม่ดีพอ จะว่าไปแล้วถ้าพูดกันตรง ๆ ในมุมกลับกันจะมีบ้างไหมที่ติดตั้งวินโดว์แล้วใช้งานฮาร์ดแวร์บางตัวไม่ได้ หรือไดรเวอร์มีปัญหาอุปกรณ์บางตัวไม่ทำงาน คำตอบคือมีแน่นอน แต่เราพยายามจะหาคำตอบว่าแก้ไขได้อย่างไร ส่วนถ้าเป็นลีนุกซ์แล้วคงนั่งใบ้ไปในทันที และทำอะไรต่อไม่ถูก จะหันไปถามใครก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เรื่องก็เลยจบที่การแก้ปัญหาง่าย ๆ ว่าใช้วินโดว์ดีกว่า และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่ระบุเอาไว้เลยว่าใช้ได้กับวินโดว์เท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็มีแต่ไดรเวอร์สำหรับวินโดว์ หลายคนจึงแทบจะถอดใจที่จะหันมาใช้ลีนุกซ์

แต่คำถามที่ดูจะเป็นเรื่องตลกร้ายก็คือ พยายามใช้ลีนุกซ์แล้ว แต่ต้องพิมพ์คำสั่งเยอะมาก แถมไม่รู้อีกว่ามีคำสั่งอะไรให้ใช้ วินโดว์ก็แค่คลิ้ก ๆ ก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ จะว่าไปแล้วถ้าคนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ในยุคที่เป็นดอสอยู่ คงจะเลิกใช้คอมพิวเตอร์แล้วหันไปทำอย่างอื่นกันหมด แต่มองในมุมกลับกันถ้ามีเงินซื้อรถจะซื้อรถเกียร์อัตโนมัติหรือเกียร์ธรรมดา เพราะในวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะรถเกียร์ธรรมดาเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนแล้ว งานนี้ต้องยอมแพ้ให้วินโดว์นเรื่อง
กแแลว แต่ก็มีระบบปฏิบัติการหลายรุ่นที่พยายามทำให้ง่ายต่อการใช้งาน อย่างเช่น Ubuntu หรือ RedHatเป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือพยายามทำอย่างหนึ่ง แต่กลับได้อีกอย่างหนึ่งมาจากลีนุกซ์ อย่าลืมว่าลีนุกซ์ไม่ใช่วินโดว์ สิ่งที่คาดหมายทุกอย่างนั้นมาจากพื้นฐานของวินโดว์ ดังนั้นความแตกต่างทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่มีวินโดว์มาให้เปรียบเทียบ แต่ถ้าหากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับลีนุกซ์ได้ก็คงยากที่จะใช้งาน จึงไม่แปลกที่หลายคนทำงานที่บ้านด้วยวินโดว์ แต่เมื่อมาถึงที่ทำงาน ถูกบังคับโดยนโยบายบริษัทก็สามารถใช้ลีนุกซ์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่บังคับล่ะ คงไม่มีใครอยากใช้ลีนุกซ์ให้ปวดหัวแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายคือลีนุกซ์ทำให้ผมเป็นตัวประหลาด จริง ๆ แล้วประเด็นเรื่องนี้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนถ้าไม่เชื่อก็ลองโพสต์บนฟอรั่มในอินเทอร์เน็ต แล้วถามปัญหาเกี่ยวกับลีนุกซ์ ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์ตัดต่อวีดีโออะไรดี หรือจะออกแบบเว็บให้สวยต้องทำอย่างไร คุณจะกลายเป็นตัวประหลาดไปในทันที หลายคนจึงเลือกที่จะไม่เป็นคนประหลาด และไม่อยากต้องหาคำตอบกับปัญหาต่าง ๆ เองโดยการหันมาใช้วินโดว์เช่นเดิม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PC WORLD ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552

เท่าที่ใช้ Ubuntu อยู่ทุกวันนี้ ผมว่ามันก็เร็วแล้วนะ แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าเร็วไม่พอ ทาง Softpedia เขามีวิธีในการปรับค่าเล็กๆน้อยๆ เพื่อตอบสนองความใจร้อนของคุณๆกันครับ ซึ่งเขาแนะนำการปรับแต่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันครับ คือส่วนของขั้นตอนในการบูต เพื่อให้คุณเปิดเครื่องได้เร็วยิ่งขึ้น และส่วนที่สองจะเป็นการปรับการทำงานของระบบโดยตรง

ส่วนวิธีปรับแต่งต้องทำยังไงบ้างนั้น ลองทำตามได้เลยครับ เขาเขียนไว้ละเอียดดี ทำตามได้ไม่ยาก

ปล.วิธีการนี้อิงบน Ubuntu 8.04 นะครับ ถ้าเป็นเวอร์ชั่นอื่น อาจแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย

ลิงก์: Optimize Ubuntu 8.04 for Speed

คุณเคยเจอปัญหาเรื่อง flash ทับ dropdown menu แล้วหาทาง click ไม่ได้ไหม? Flash Player 10 แก้ปัญหานั้นแล้ว! มาติดตั้ง Flash Player 10 กัน

1. Download Plugin มาจาก http://labs.adobe.com/downloads/flashplayer10.html คลิกตรง Download Plugin for Linux (TAR.GZ, 3.71MB)
2. คลิกขวาตรงชื่อไฟล์ เลือก "Extract Here"
3. เปิด terminal แล้วเปลี่ยน directory ไปยัง Desktop ด้วยคำสั่ง

cd Desktop

4. จากนั้นเปลี่ยน directory ไปยังชุดติดตั้งด้วยคำสั่ง

cd install_flash_player_10_linux

5. ติดตั้งด้วยคำสั่ง

./flashplayer-installer

6. ปิด browser ทั้งหมด แล้วกด enter 2 ครั้ง
7. กด "y" แล้ว enter และกด "n" แล้ว enter
8. เปิด browser อีกครั้ง แล้วลองทดสอบดู

    Linux ก็คือระบบปฏิบัติการ เหมือน Microsoft Windows หรือ Mac OS X ที่คอยควบคุมการทำงาน
ของโปรแกรมและ hardware ต่างๆในเครื่อง ที่สำคัญคือ Linux ใช้ได้ฟรี และ เป็นระบบปฏิบัติการแบบ
open source ทุกคนสามารถดัดแปลง source code ได้ตามต้องการ เนื่องจากมีคนจำนวนมากช่วยกันพัฒนา
source code ทำให้ Linux มีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และ เชื่อถือได้ บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น

Google หรือ Amazon ก็ใช้ Linux อยู่เป็นประจำ Linux บางตัวก็มีค่าใช้จ่ายเรื่องการพัฒนา แต่ส่วนมาก จะ
เป็น programmer จากทั่วโลกช่วยกันพัฒนา source code programmer เหล่านี้ติดต่อกันผ่าน internet
คนเหล่านี้ทำงานเพื่อ Linux ด้วยใจรักเป็นยิ่งยวด
    Linux มีการทำงานไม่เหมือนกับ Windows หรือ OS X ข่าวร้ายคือ Linux ไม่สามารถ run application ของ Windows ได้แบบ native (แม้ว่าจะมี emulator จำลองการทำงานของ Windows ก็ตาม) ข่าวดีก็คือ มี software ชั้นเยี่ยม จำนวนมากมายมหาศาล ให้เลือกใช้ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ที่คุ้นหูกันหน่อยก็เช่น Firefox Openoffie.org เป็นต้น หากได้ลองรู้จักและใช้งาน Linux รับรองได้เลยว่าคุณจะติดใจ มันอาจจะไม่ได้เป็นตามที่คุณหวัง แต่จุดเด่นของมันคือ ความเสถียร และ ปลอดภัย จาก virus และ spyware และต้นทุนที่ต่ำมาก นอกจากนั้น จะไม่มีใครมาแยก Linux ออกจากกลุ่มสังคมนี้ได้ มันจะฟรีไปตลอดกาล!!!
 

distribution คืออะไร?
    Linux ในตลาดทุกวันนี้นั้น มีมากหน้าหลายตาเหลือเกิน เพราะว่า ทุกคนมีสิทธิ สร้าง Linux ในเวอร์ชันของตัวเองขึ้นมา Linux จากหลายๆ distros นั้น จริงๆแล้วประกอบด้วยส่วนประกอบเดียวกัน เพียงแต่อาจจะมี software ต่างกัน เครื่องมือปรับแต่ง ต่างกัน
    distros บางตัว พัฒนาโดย บริษัทใหญ่ๆ ในขณะที่ บางตัวอาจจะใช้แค่คนเดียว หรือ อาจจะเกิดจาก กลุ่มสังคมใน internet หากคุณใช้ Linux ครั้งแรก เราแนะนำให้ลอง Ubuntu หรือ Mandriva เพราะเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย จากนั้น คุณควรลอง Fedora และ OpenSUSE ทางฝั่ง servers Debian เป็นตัวเลือกที่น่าจับตาที่สุด

ที่มาจาก Newbie Zone Linux basics หนังสือ Linux Format ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ 2552

ช่วงปลายมกราคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปช่วยทีม NECTEC ตัดสินการแข่งขันสร้างเว็บไซต์ด้วย Drupal ในกิจกรรมการแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ และโครงงานทางวิทยาศาสตร์เมืองสามหมอก พบสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากที่คาดไว้ในหัว ซึ่งคิดว่าคงเป็นสิ่งที่ผู้อ่านหลายๆท่านก็คงคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน

คือ เด็กที่นั่นมีความรู้ความสามารถเป็นอย่างมาก ไม่ต่างจากเด็กกรุงเทพที่เราเห็นสักเท่าไหร่นัก จะเป็นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน หรือจะด้วยความขยันของเด็กเองก็ไม่อาจทราบได้ แต่จากที่ได้เห็นผลงานต่างๆ ที่เด็กทำออกมา ค่อนข้างตกใจว่าเด็กที่เข้าร่วมแข่งขันในบางกลุ่มสามารถทำงานได้ไกล้เคียงกับผลงานจากคนที่ทำงานในอาชีพนั้นๆจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทำเว็บไซต์ด้วย Drupal การสร้างผลงานออกแบบกราฟิกด้วย GIMP หรือจะเป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ด้วยภาษา C

ดังนั้น แปลได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เด็กทุกคนมีความสามารถเทียบเท่ากันหมด และการฝึกให้เด็กใช้งานโอเพนซอร์สก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินจริง เพียงแต่เราจะหยิบยื่นโอกาสให้กับเด็กได้มากน้อยเท่าไหร่เสียมากกว่า

ตอนนี้นำเอาหนังสือดีเกี่ยวกับโอเพนซอร์สมาแนะนำกัน ซึ่งเนื้อหาเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเห็นภาพรวมว่าโอเพนซอร์สแท้จริงแล้วคืออะไรนำไปใช้ในด้านใดได้บ้าง รวมถึงมีใครบ้างที่นำไปใช้ และมีแอพพลิเคชันอะไรให้เลือกใช้บ้าง ทุกอย่างรวมอยู่ในเล่มนี้แล้ว

ก่อนอื่นคงต้องเขียนถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ก่อน ด้วยความตั้งใจที่จะเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับโอเพนซอร์สให้กระจายออกไปในวงกว้าง จึงเล็งเห็นว่าสื่อที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดก็คือนิตยสารทางด้านไอที และจากการคัดเลือกคุณสมบัติด้านต่างๆ ผลสรุปก็มาอยู่ที่การเลือก ดิแอสไพร์เรอร์ส เป็นผู้จัดทำ โดยทำการเผยแพร่ผ่านทางนิตยสาร Eworld และ Computerworld Thailand จำนวน 12 ครั้ง ก่อนที่จะนำเนื้อหาเหล่านั้นมาทำการรวมเล่มเป็นหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็นส่วนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เริ่มต้นด้วยการแนะนำว่าโอเพนซอร์สคืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นที่สนใจกันมากนัก เรียกได้ว่าใครที่ไม่เคยรู้จักโอเพนซอร์สมาก่อนจะสามารถทำความเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น

ต่อมาก็เป็นเรื่องราวของโซลูชันที่เกี่ยวกับโอเพนซอร์ส ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากมายขนาดไหนกับองค์กร ปัจจุบันมีโซลูชันอะไรบ้างที่เหมาะกับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมสำหรับบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยที่นับวันจะยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กร

ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของเนื้อหาก็คือการจัดหมวดหมู่ของโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ให้สะดวกและง่ายต่อการทำความรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเดสก์ทอปแอพพลิเคชัน, ระบบจัดการข้อมูลเว็บไซต์, Enterprise Content Management (ECM), E-mail, Collaboration, ERP, CRM, Firewall, Database, Server และ VoIP ในแต่ละหมวดจะมีการเลือกเอาซอฟต์แวร์ในหมวดต่างๆ มาแนะนำให้ได้รู้จักกัน

ปิดท้ายด้วยการนำเอากรณีศึกษา หรือที่เรามักจะเรียกกันติดปากว่า case study มาให้ได้อ่านกัน โดยเป็นการรวบรวมเอาบริษัทที่ได้นำเอาโอเพนซอร์สเข้าไปใช้งานกันอย่างเต็มที่ ดูจากรายชื่อแล้วก็ไม่ใช่บริษัทเล็กๆ เลย เริ่มต้นที่ ไทยประกันชีวิต เอกชนรุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จในการนำโอเพนซอร์สเข้ามาใช้ทั่วทั้งองค์กร ตามมาด้วยธุรกิจอาหารที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง S&P หรือแม้แต่บริษัทดิสตริบิวเตอร์อย่าง Digiland ก็มีการนำโอเพนซอร์สไปใช้อย่างแพร่หลาย แม้แต่บริษัทที่อยู่เบื้องหลังของการเชื่อมต่ออย่าง CAT Telecom ก็มีการนำโอเพนซอร์สไปใช้ในการรักษาความปลอดภัยของระบบ ทั้งหมดนี้ย่อมจะเป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์มีความน่าเชื่อถือขนาดไหน

สำหรับใครที่สนใจหนังสือ “เปิดโลกโอเพนซอร์ส” ก็สามารถติดต่อรับได้ที่ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฝ่ายโอเพนซอร์ส หรือสามารถทำการดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ thaiopensource.org

link : หนังสือเปิดโลกโอเพนซอร์ส

เชื่อว่าหลายๆท่าน ที่เคยปรับธีมของ Ubuntu ให้เป็น Mac เป็น Windows หรือเป็นอย่างอื่นมาแล้ว คงต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นธีม Ubuntu เดิมกันหมดทุกท่าน เพราะมันดูสบายตาสุดละ แต่ในเรื่องของการปรับแต่งธีมนั้นก็ไม่เคยล้าสมัยแต่อย่างใด ยังคงมีผู้ใช้หลายๆท่านที่ยังไม่เคยปรับธีมกันอยู่ แล้ววันนี้จะมาขอแนะนำอีกทีครับ เป็นเรื่องของการแต่งองค์ทรงเครื่อง แบบ เอาให้ดูกันไม่รู้เลยว่า นี่ล่ะ Ubuntu ของเรา (พนันว่า ใช้ได้ไม่ถึง สองอาทิตย์ก็เบื่อ และเปลี่ยนกลับ) ส่วนท่านใดที่คิดว่าเคยเปลี่ยนได้เหมือนสุดแล้ว ลองทำตาม How to นี้ดูครับ เอาล่ะ ก่อนเริ่ม มาดูก่อนว่าเราจะทำอะไรกับมันกัน ก็ เราจะเปลี่ยนจาก แบบนี้ ให้เป็น แบบนี้

    เตรียมของก่อนครับ โหลดเลย

  1. Modified Mac4Lin theme
  2. Mac4Lin icon set
  3. Mac4Lin wallpaper
  4. Avant Windows Manager elegant glass theme
  5. แนะนำว่า แยกโฟลเดอร์ Macfiles ไว้ใน Home ของเราครับ แล้วยัดๆของไว้ จะได้ไม่งง

    ติดตั้ง OSX Leopard Theme

  1. ไปที่ System->Preferences->Appearance
  2. คลิกที่ Install แล้วเลือก Mac4Lin GTK theme (/home/username/Macfiles/Mac4Linv0.4/GTK Metacity Theme/Mac4LinGTKv0.4.tar.gz)

  3. เสร็จแล้ว ให้คลิกที่ Install อีกทีครับ แล้วเลือก Mac4Lin icon theme. (/home/username/Macfiles/Mac4LinIconsPart2v0.4.tar.gz) ถ้ามันถาม ก็ให้ตอบว่า “Apply new themes“ โลดครับ
  4. เสร็จแล้ว ก็ Install อีกทีครับ ทีนี้เลือก Mac4Lin mouse cursor theme. (/home/username/Macfiles/Mac4Linv0.4/GTK Cursor Theme/Mac4LinCursorsv0.4.tar.gz) เหมือนเดิมครับ กด “Apply new themes” ถ้ามันถาม
  5. คลิกที่ ‘customize’ แล้วเลือก Mac4LinGTKv0.4 แล้วให้ไปที่ Tab “Window border” ครับ เลือกที่ Mac4LinGTKv0.4. แล้วปิดหน้าต่างเลยครับ
  6. เสร็จแล้วกลับไปที่ System->Preferences->Appearance เหมือนตอนแรกครับ
  7. ไปที่ Tab Background ครับ คลิก add แล้วเลือกที่ Leopard wallpaper ครับ (/home/username/Macfiles/Wallpapers/Leopard.jpg) เสร็จแล้วปิดหน้าต่างเลยครับ
  8. จบส่วนของติดตั้ง Theme ครับ

    ติดตั้ง Dock ครับ

  1. เปิด Terminal โลดครับ ที่ Applications->Accessories->Terminal
  2. สั่ง gksu gedit /etc/apt/sources.list
  3. เพิ่มสองบรรทัดนี้ลงไปท้ายไฟล์เลยครับ
    deb http://ppa.launchpad.net/awn-testing/ubuntu hardy main
    deb-src http://ppa.launchpad.net/awn-testing/ubuntu hardy main
  4. เซฟแล้วปิดครับ
  5. กลับมาที่ Terminal ครับ สั่ง
    sudo apt-get update
    sudo apt-get install avant-window-navigator-trunk awn-manager-trunk awn-extras-applets-trunk
  6. ไปที่ System->Preferences->AWN manager ที่ช่องทางซ้าย คลิกที่ Theme ครับ เสร็จแล้ว ดูทางขวาครับ คลิกที่ add แล้วในโฟลเดอร์ที่เราโหลดไฟล์มานะครับ เลือกที่ไฟล์ Elegantglass.tgz เจ้า Theme อันนี้จะถูกเรียกเข้ามา ให้เลือกมันซะแล้วกด Apply ครับ
  7. ต่อครับ ที่ช่องทางซ้ายให้คลิกที่ Applet เสร็จแล้วที่กล่องทางขวา ให้เลื่อนลงมาจนเจอ Stacks Applet คลิกเลือกมัน แล้วกดที่ Activate แล้วเจ้า Mac Leopard stack จะถูกเพิ่มลงใน dock ครับ
  8. คลิกขวาที่ panel ล่าง จากนั้นคลิกที่ “delete this panel” เพื่อลบ panel ล่างออกไปครับ จะได้ไม่ซ้อนกับ AWN
  9. เปิด AWN โดยไปที่ Applications->Accessories->Avant Window Navigator เสร็จแล้วให้ลากไอคอนที่ใช้เรียกโปรแกรมลงมาใส่ตามต้องการครับ
  10. จบเรื่องของการจัดการ Dock แต่เพียงเท่านี้ครับ

    ติดตั้ง Font ของ OSX

  1. เปิด Terminal โลดครับ ที่ Applications->Accessories->Terminal
  2. สั่งตามนี้เลยครับ ไล่ไปเรื่อยๆเลย
    sudo apt-get install msttcorefonts
    cd /usr/share/fonts
    sudo tar xvzf /home/username/Mac
    files/Mac4Linv0.4/Fonts/OSXFonts.tar.gz
    sudo tar xvjpf /home/username/Macfiles/Mac4Linv0.4/Fonts/fontconfig.tbz -C /etc/fonts
  3. ตั้งค่า Font ครับ ไปที่ System->Preferences->Appearance คลิกที่ Tab Fonts แล้วเลือกฟอนต์ตามภาพโลด
  4. จบเรื่องการตั้งค่าฟอนต์เท่านี้ครับ

    แก้ไขเงาของขอบหน้าต่าง

  1. เปิด Terminal โลดครับ ที่ Applications->Accessories->Terminal
  2. สั่งครับ gconf-editor
  3. หน้าต่างของโปรแกรม gconf-editor จะเด้งขึ้นมา ให้ค่อยๆเลื่อนลงไปจนถึง App->Metacity->general เสร็จแล้วที่หน้าต่างทางขวา ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ buttonlayout
  4. จะมีกล่องข้อความขึ้นมา ให้เปลี่ยนค่าในช่อง Value เป็น ‘close,minimize,maximize:menu’ เสร็จแล้วคลิก OK แล้วปิดโปรแกรม gconf-editor ได้เลยครับ
  5. เสร็จส่วนของเงาเท่านี้ครับ

    เปลี่ยน Menu bar

  1. ลบไอคอนทางซ้ายของ panel บน ให้หมดก่อนครับ โดยคลิกที่ไอคอน แล้วเลือก Remove from panel‘
  2. ที่ panel เดิม ด้านขวา เอาปุ่ม logout ออกไปครับ
  3. ยังอยู่ที่มุมขวาของ panel บนเหมือนเดิมนะครับ คลิกขวาตรงที่ว่างๆ เลือก Add to panel เลื่อนลงมาล่างๆ มองหา Search for files แล้ว add เลยครับ
  4. ที่ซ้ายสุดของ panel ให้คลิกขวา แล้วเลือก Add to panel เช่นเคยครับ ให้เลื่อนลงมาจนเจอ Main Menu ให้ add ลงไปเลยครับ
  5. ต่อไป เรียก Terminal ขึ้นมาครับ สั่งตามนี้เลย
    cd Mac
    files
    wget http://gnome2-globalmenu.googlecode.com/files/gnome-globalmenu-0.4-svn964.tar.gz
    tar zxvf gnome-globalmenu-0.4-svn964.tar.gz
    cd globalmenu
    sudo dpkg -i *.deb
  6. ถ้าเจอเออเรอร์จากการติดตั้งแพคเกจให้ลองสั่ง sudo dpkg -i –force-overwrite *.deb
  7. ส่วนถ้าเป็นเออเรอร์จาก gnome-globalmenu-applet ให้ลองสั่ง sudo apt-get install -f
  8. เสร็จแล้วที่ panel บน ให้คลิกขวาเลือก Add to panel มองหา Global Menu Applet แล้ว add ลงไปเลยครับ
  9. ตอนนี้จะยังไม่เห็นอะไรครับ ให้ logout แล้ว login ใหม่ก่อน เสร็จแล้วลองเรียกโปรแกรมต่างๆขึ้นมาใช้งานดูครับ แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ panel
  10. เปลี่ยนสีพื้นหลังของ panel ครับ คลิกขวาที่ panel บน เลือก Properties ไปที่ Tab Background คลิกเลือกที่ Background image ที่โฟลเดอร์ /home/username/.themes/Mac4Lin_GTK_v0.4/gtk-2.0/Panel ให้เอาไฟล์ panel-bg.png มาเป็นพื้นหลังครับ เสร็จแล้วกด OK เลยครับ
  11. คลิกขวาที่ตัว globalmenu แล้วเลือก Preferences จากนั้น ตั้งค่าตามรูปครับ

  12. จบส่วนของ panel บนครับ เล่นเอาซะเหนื่อย

    ตั้งค่าหน้า Login

  1. ไปที่ System->Administration->Login Window ที่ Tab Local คลิกที่ Add จากนั้นเลือกไปที่พาธ /home/username/Mac_files/Mac4Lin_v0.4/GDM Theme แล้วเลือกที่ไฟล์ Mac4Lin_GDM_v0.4.tar.gz คลิกเลือกที่ Theme ที่ติดตั้งใหม่ครับ
  2. ที่ด้านล่างของช่องที่มีให้เลือก Theme จะมีกล่อง Background color อยู่ ให้เลือกสีเป็น E5E5E5
  3. เสร็จแล้วลอง logout เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงที่หน้า login ครับ
  4. หน้า login จบเพียงเท่านี้ครับ

    เปลี่ยนภาพหน้า usplash

  1. เปิด Terminal ครับ สั่ง sudo apt-get install startupmanager
  2. ไปที่ System->Administration->Start-Up Manager เลือกที่ Tab Appearance คลิกที่ Manage bootloader theme เลือกไปที่ไฟล์ /home/username/Mac_files/Mac4Lin_v0.4/GRUB Splash/appleblack.xpm.gz คลิกที่กล่อง Use background image for bootloader menu แล้วเลือกที่ appleblack

  3. ยังอยู่ที่หน้าต่างเดิมนะครับ คลิกที่ Manage usplash theme คลิก Add แล้วเลือกที่ไฟล์ /home/username/Mac_files/Mac4Lin_v0.4/USplash Theme/osx-splash.so คลิก OK เลือก OSX-splash
  4. ลอง reboot แล้วดูผลลัพภ์ครับ
  5. จบเรื่อง usplash ครับ

    ตั้งค่า Dashboard effect

  1. เปิด Terminal ครับ สั่ง sudo apt-get install screenlets compizconfig-settings-manager
  2. ไปที่ System->Preferences->Advanced Desktop Effect Setting ที่ช่องทางซ้ายเลือก Desktop ที่ช่องทางขวาให้เลือกที่ Widget layer
  3. ไปที่ Accessories->Screenlets เปิดใช้งาน widgets ตามต้องการ เสร็จแล้วคลิกขวาที่ widget แล้วเลือก Properties ไปที่ Tab Options เลือก Treat as widget ให้ทำแบบนี้กับทุก widgets ที่เปิดใช้งานครับ
  4. ลองใช้งาน dashboard โดยกดที่ F9 ครับ
  5. เสร็จครับ ทั้งหมดก็เท่านี้แล

ปล. ใครทำเสร็จแล้วเอามาอวดกันมั่งครับ ที่มา: maketecheasier.com

 

หลังจากทีม KDE ปล่อย KDE 4.1 มาได้ประมาณอาทิตย์นึงพอดี คิดว่าสาวก KDE คงคันไม้คันมืออยากลองเล่นกันไม่ใช่น้อย คิดว่าเราน่าจะพอหา Live CD ที่เป็น KDE 4.1 มาลองเล่นกันได้อยู่ แต่ก็อย่ากระนั้นเลยครับ ไหนๆเครื่องเราก็มี Ubuntu ติดตั้งกันไว้อยู่แล้ว (ผมเหมาเอาเลยว่ามีนะครับ) เราก็มาติดตั้ง KDE ให้กับ Ubuntu ของเรากันเลยแล้วกันครับ

    พร้อมแล้วก็ ลงมือเลยครับ

  1. เพิ่ม Repository ก่อน ไปที่ System -> Administration -> Software Sources
  2. ป้อนรหัสผ่านให้มันครับ หน้าต่าง Software Sources จะถูกเรียกขึ้นมา ให้คลิกที่แทบ “Third-Party Software” แล้วคลิกที่ปุ่ม Add ครับ
  3. ใส่ข้อความลงไปตามนี้ครับ deb http://ppa.launchpad.net/kubuntu-members-kde4/ubuntu hardy main
  4. ป้อนค่าเสร็จ คลิกที่ปุ่ม Add Source ครับ แล้วก็ Close ได้เลย โปรแกรมจะเด้งกล่องอะไรสักอย่างขึ้นมา กดที่ Reload แล้วก็รอสักพัก
  5. เปิดเทอร์มินอลขึ้นมาครับ ไปที่ Applications -> Accessories -> Terminal
  6. พิมพิ์คำสั่ง sudo apt-get install kubuntu-kde4-desktop เพื่อติดตั้งครับ
  7. จะมีหน้าต่างขึ้นมาถามค่าของหน้าจอเข้าระบบ กด Forward ได้เลยครับ
  8. บูตเข้า KDE ให้สั่ง Logout ก่อนครับ แล้วพอถึงหน้จอ Login ให้ดูที่เมนู option กดที่ Select Session จะมี KDE ให้เลือก

เสร็จเรียบร้อย ลองเล่นให้เพลิดเพลินกันเลยครับ

ที่มา: softpedia.com